กระดูกหัก ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษา 30 วิธี Broken bone

 

Share This:

กระดูกหัก ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษา 30 วิธี Broken bone
5 (100%) 1 vote
loading...

กระดูกหัก

 

กระดูกหัก (Bone Fracture) คือภาวะที่กระดูกได้รับแรงกระแทกมากเกินไป ส่งผลให้กระดูกไม่สามารถรองรับน้ำหนักจากแรงดังกล่าวได้ และเกิดหัก ก่อให้เกิดอาการปวด เสื่อมสมรรถภาพในการทำงาน รวมทั้งมีเลือดออกและได้รับบาดเจ็บบริเวณรอบกระดูกที่ได้รับแรงกระแทก โดยทั่วไปแล้ว กระดูกจัดเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยแคลเซียมและเซลล์กระดูก ตรงกลางกระดูกจะอ่อนกว่า เรียกว่าไขกระดูก ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง กระดูกแต่ละส่วนจะประกอบกันเป็นโครงสร้างกระดูกที่รองรับร่างกาย ช่วยในการเคลื่อนไหว และปกป้องอวัยวะภายในของร่างกาย หากร่างกายได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง จะส่งผลให้กระดูกแตกหรือหักได้

 

 

กระดูกหัก
กระดูกหัก

 

 

กระดูกหัก
กระดูกหัก

อาการกระดูกหัก

ถือเป็นภาวะบาดเจ็บที่ต่างจากปัญหากระดูกอื่น ๆ เนื่องจากผู้ป่วยจะเกิดอาการหลายอย่าง ผู้ที่ประสบภาวะนี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที โดยผู้ป่วยจะเกิดอาการ ดังนี้

  • รู้สึกปวดกระดูกหรือรอบ ๆ บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง โดยอาการจะแย่ลงเมื่อเคลื่อนไหวอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ หรือได้รับแรงกดที่บริเวณดังกล่าว
  • เกิดอาการบวมบริเวณกระดูกที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ยังเกิดรอยช้ำและเลือดออกจากผิวหนัง
  • อวัยวะผิดรูป เช่น แขนหรือขาผิดรูป โดยแขนหรือขาจะงอ หรือหักบิดในลักษณะที่ผิดปกติ
  • เคลื่อนไหวแขนขาได้น้อย หรือเคลื่อนไหวไม่ได้เลย
  • รู้สึกชา และเกิดเหน็บชา
  • ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดกระดูกทิ่มผิวหนังออกมา

สาเหตุของกระดูกหัก

กระดูกแต่ละส่วนในร่างกายนั้นมีความแข็งแรง ซึ่งทำหน้าที่รับแรงกระแทกจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม หากได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง กระดูกก็สามารถแตกและหักได้ โดยมักเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้

  • ประสบอุบัติเหตุ เช่น รถชน ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส
  • ถูกตีหรือได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง
  • ตกลงมาจากที่สูง
  • ตกลงมากระแทกพื้นที่แข็งมาก
  • ได้รับแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหว เช่น เล่นกีฬาที่ต้องลงน้ำหนักมากเกินไป ซึ่งทำให้เท้า ข้อเท้า หน้าแข้ง หรือสะโพก เกิดกระดูกปริได้
  • ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนหรือมะเร็งบางชนิด ส่งผลให้มวลกระดูกเสื่อมลงและหักได้ง่าย หากได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยจากการทำกิจกรรมหรือประสบอุบัติเหตุ ก็สามารถประสบภาวะกระดูกหักที่ร้ายแรงได้
  • ในกรณีของเด็กที่อาจเกิดจากการถูกทารุณกรรม

 

การรักษากระดูกหัก

ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ โดยวิธีรักษาประกอบด้วยการปฐมพยาบาลเบื้องต้น จัดเรียงกระดูก ใส่เฝือก และผ่าตัด ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ผู้ป่วยที่ประสบภาวะควรได้รับการรักษาทันที โดยต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน ผู้ที่เข้าช่วยเหลือและปฐมพยาบาลผู้ป่วยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประชาชนทั่วไป และผู้ที่ผ่านการอบรมปฐมหลักสูตรปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งมีรายละเอียด  ดังนี้

  • การปฐมพยาบาลสำหรับประชาชนทั่วไป 
    • โทรเรียกรถพยาบาลโดยเร็วที่สุด
    • ประคบน้ำแข็งบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และยกอวัยวะดังกล่าวให้สูง เพื่อลดอาการบวม
    • ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำเปล่าสะอาดเบา ๆ เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียเข้าแผล
    • ปิดแผลให้เรียบร้อยด้วยผ้าพันแผล
    • ในกรณีที่เข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่แขนหรือขา ควรนำหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารมาม้วนห่อแขนหรือขาเพื่อช่วยดามไว้ เพื่อช่วยไม่ให้แขนหรือขาที่ได้รับบาดเจ็บขยับ รวมทั้งช่วยให้กระดูกไม่เคลื่อน
    • ผู้ป่วยที่เกิดตรงขาส่วนบน กระดูกสันหลัง อุ้งเชิงกราน หรือสะโพก ไม่ควรเคลื่อนไหวร่างกาย ให้รอจนกว่ารถพยาบาลจะมา เนื่องจากการเคลื่อนไหวจะทำให้บริเวณดังกล่าวบาดเจ็บมากกว่าเดิม
    • งดให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำหรืออาหารจนกว่าจะพบแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการผ่าตัด

 

 

  • การปฐมพยาบาลสำหรับผู้ที่ผ่านการอบรม
    • ตรวจดูว่าผู้ป่วยหายใจอยู่หรือไม่ โทรเรียกรถพยาบาล และปฐมพยาบาลด้วยวิธีซีพีอาร์ (Cardiopulmonary Resuscitation: CPR) รวมทั้งพยายามทำให้ผู้ป่วยมีสติ
    • ห้ามเลือดผู้ป่วย โดยใช้ผ้าขนหนูแห้งสะอาดวางปิดแผล หากเลือดยังไม่หยุดไหล ให้กดห้ามเลือดไปตรงบริเวณที่เลือดไหลออกมา
    • ในกรณีที่เข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจนผิวหนังเปิดออกและมีอุปกรณ์การแพทย์ไม่เพียงพอ ควรรินน้ำสะอาดล้างแผลและปิดแผลด้วยผ้าสะอาดให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ไม่ควรเป่าแผลหรือถูขยี้แผลแรง
    • ดามกระดูกบริเวณที่หัก โดยดามทั้งด้านบนและด้านล่างของบริเวณดังกล่าว
    • ประคบเย็นและยกอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บให้สูง เพื่อลดอาการปวดบวม
    • ควรให้ผู้ป่วยนอนราบ ยกขาให้ขึ้นสูงกว่าศีรษะประมาณ 30 เซนติเมตร และห่มด้วยผ้าห่ม เพื่อป้องกันผู้ป่วยเกิดอาการช็อค อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ คอ หรือหลัง ไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเด็ดขาด
    • ประเมินการไหลเวียนเลือดของผู้ป่วย โดยกดเบา ๆ เหนือบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ เช่น ผู้ป่วยเกิดกระดูกหักที่ขา ควรกดที่เท้าเพื่อดูการไหลเวียนเลือด เมื่อกดลงไป บริเวณดังกล่าวจะขาวซีดและค่อย ๆ แดงเลือดฝาดขึ้นมา ทั้งนี้ หากเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงไม่พอ ผู้ป่วยจะตัวซีดเขียว เกิดอาการชา และสัญญาณชีพอ่อนลง ควรจัดแขนและขาผู้ป่วยให้อยู่ในท่าพักที่สบาย เพื่อลดอาการบวม ปวด และเนื้อเยื่อตายจากการขาดเลือด
  • จัดเรียงกระดูก วิธีนี้คือการจัดแนวกระดูกที่หักให้อยู่ในตำแหน่งเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนกระดูกที่หักหลุดออกจากกัน โดยแพทย์จะเอกซเรย์ผู้ป่วยเพื่อวินิจฉัยลักษณะกระดูกหัก จากนั้นจะรักษาโดยจัดเรียงแนวกระดูกที่ได้รับบาดเจ็บให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งปกติก่อนใส่เฝือก การจัดเรียงกระดูกจะช่วยให้กระดูกกลับมาแข็งแรงและเคลื่อนไหวได้ตามปกติและรักษากระดูกหักให้หายได้ ทั้งนี้ เด็กที่ประสบภาวะกระดูกหักหรือผู้ป่วยกระดูกหักแบบทั่วไปและไม่มีแผลนั้นจะได้รับการจัดเรียงกระดูกทันที
  • ใส่เฝือก หลังจัดเรียงกระดูกแล้ว แพทย์จะพันแผลบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และใส่เฝือกปูนเพื่อพยุงกระดูกบริเวณที่เกิดอาการหัก ส่วนผู้ป่วยที่เกิดกระดูกหักตรงบริเวณที่ไม่สามารถใส่เฝือกได้ในทันที เช่น กระดูกไหปลาร้าหัก แพทย์จะใช้อุปกรณ์คล้องแขนเพื่อช่วยพยุงกระดูกแทน ผู้ป่วยจะได้รับยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดกระดูก ทั้งนี้ แพทย์จะเริ่มฟื้นฟูกระดูกผู้ป่วยให้เร็วที่สุด โดยการฟื้นฟูนี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เสริมสร้างกล้ามเนื้อ รวมทั้งป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและข้อติดแข็ง
  • ผ่าตัด ผู้ป่วยที่เกิดกระดูกหักร้ายแรง โดยมีกระดูกทิ่มออกมาข้างนอกจะได้รับการผ่าตัดก่อนจัดเรียงกระดูกและใส่เฝือก โดยแพทย์จะผ่าตัดเศษแผลให้แก่ผู้ป่วยกระดูกหักที่มีกระดูกทิ่มผิวหนังออกมา เพื่อนำเศษเนื้อออกมาให้หมดก่อนทำการจัดเรียงกระดูก เนื่องจากกระดูกที่ทิ่มออกมาอาจติดเชื้อได้ ทั้งนี้ ระหว่างเข้ารับการผ่าตัดแผล แพทย์อาจใส่หมุด แผ่นเหล็ก สกรู หรือกาว เพื่อยึดกระดูกที่หักเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อได้รับการจัดเรียงกระดูกแล้ว แพทย์จะให้ใส่เฝือก อุปกรณ์ดามกระดูก หรือใช้วิธีตรึงกระดูก เพื่อลดอาการปวดและรักษากระดูกหัก
loading...

หลังถอดเฝือกหรืออุปกรณ์ดามกระดูกออกแล้ว ผู้ป่วยอาจเกิดอาการข้อติดแข็ง บวม และมีเนื้อปูดอยู่หลายสัปดาห์ เด็กอาจมีขนขึ้นที่แขนหรือขา เนื่องจากเฝือกทำให้รูขุมขนระคายเคือง ผู้ที่กระดูกขาหักอาจเดินไม่สะดวก อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวจะหายไปภายใน 2-3 สัปดาห์ กระดูกที่หักจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ก่อนจะกลับไปแข็งแรงเหมือนเดิม ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และไม่หักโหมใช้อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บมากเกินไป ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองหลังได้รับการรักษากระดูกหักจากแพทย์ได้ ดังนี้

  • ควรเลี่ยงอยู่ใกล้ของร้อนหรือมีอุณหภูมิสูง เพื่อป้องกันปูนที่ใช้ทำเฝือกละลาย รวมทั้งควรนำถุงพลาสติกมาหุ้มเฝือกและปิดให้สนิทเมื่อต้องอาบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้บริเวณดังกล่าวเปียกน้ำ
  • ควรใช้ที่เป่าผมเป่าบริเวณใส่เฝือกเมื่อเกิดอาการคัน
  • ไม่ควรใช้แขนมากเกินไป
  • เลี่ยงยกของหนักและขับรถจนกว่าอาการกระดูกหักจะหายดี
  • หากเกิดอาการบวม เขียวซีด ขยับนิ้วหรือเท้าไม่ได้ เกิดอาการชา หรือปวดมากขึ้น ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

 

อาการอย่างไรจึงสงสัยว่ามีกระดูกหัก?

กระดูกหักต้องมีอาการดังต่อไปนี้อาการใดอาการหนึ่ง หรือหลายๆอาการร่วมกัน

  • ปวด ตรงกระดูกที่หัก ถ้าไม่ปวดให้มั่นใจได้เลยว่ากระดูกไม่หัก (ยกเว้นคนไข้ไม่มีความรู้สึกในบริเวณที่หัก เช่นเป็นอัมพาต หรือเส้นประสาทที่เลี้ยงบริเวณนั้นขาด
  • บวม ตรงกระดูกที่หัก ถ้าไม่บวมก็มั่นใจได้ว่ากระดูกไม่หัก แต่ถ้าเพียงร้าว ในช่วงแรกอาจบวมได้ไม่มาก
  • ส่วนที่กระดูกหักจะผิดรูป ถ้าเห็น แขน ขา ผิดรูปหลังการบาดเจ็บ ให้มั่นใจได้เลยว่ามีกระดูกหัก
  • ไม่สามารถขยับหรือใช้งาน แขน ขา คอ หรือหลัง ส่วนที่มีการหักของกระดูกได้

กระดูกหักมีกี่ชนิด?

กระดูกหักมีวิธีการแบ่งชนิดได้หลายแบบ

  1. แบ่งตามรอยที่มีการหักของกระดูก
    • หักตามขวาง (Transverse fracture)
    • หักเฉียง (Oblique fracture)
    • หักเป็นเกลียว (Spiral fracture)
    • หักมากกว่า 2 ชิ้น/ท่อน (Comminuted fracture หรือ Segmental fracture)
    • กระดูกที่หักร้าว ไม่เคลื่อนที่ ไม่แยกจากกันทั้งสองท่อน (Non-displaced frac ture)
    • กระดูกที่หักและเคลื่อนไปจากที่เดิม (Displaced fracture)
  2. แบ่งตามบาดแผล
    • กระดูกหักไม่มีแผล หรือแผลไม่ถึงกระดูกที่หัก (Closed fracture)
    • แผลลึกถึงกระดูกที่หัก (Compound fracture)
  3. กระดูกหักในเด็ก มีวิธีการแบ่งเพิ่มเติมจากการแบ่งข้างต้น ดังนี้
    • กระดูกหักแบบยู่หรือย่นด้วยแรงอัด (Buckle หรือ Torus fracture)
    • กระดูกหักเฉพาะด้านที่ถูกแรง หักออกจากกันเหมือนการหักกิ่งไม้ที่ยังเขียวและสดอยู่ (Greenstick fracture)
    • กระดูกโก่งงอโดยไม่มีรอยหัก (Plastic deformation)
    • กระดูกที่หักผ่านส่วนที่เป็นโรงงานสร้างกระดูก/Epiphysis/ส่วนหัวกระดูกที่อยู่ใกล้กับข้อกระดูก (Epiphyseal plate injury)
  4. แบ่งตามพยาธิสภาพของเนื้อกระดูกที่หัก
    • กระดูกที่หักในเนื้อกระดูกที่ปกติ (Fracture in general)
    • กระดูกที่หักในเนื้อกระดูกที่อ่อนแอ (Pathological fracture) แบ่งเป็น
      • หักเพราะกระดูกบาง กระดูกพรุน (Osteoporotic fracture) พบในผู้สูงอายุ
      • หักเพราะกระดูกเป็นเนื้องอก
      • หักเพราะกระดูกติดเชื้อ
      • หักเพราะเป็นโรคของเนื้อกระดูกแบบอื่นๆ

 

 

แพทย์มีวิธีรักษากระดูกหักอย่างไร??

เมื่อได้พบแพทย์แล้ว แพทย์จะให้การดามกระดูกที่หักเป็นเบื้องแรก ตามด้วยการตรวจดูว่ามีหลอดเลือด และ/หรือเส้นประสาทในบริเวณที่หักเป็นปกติหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะส่งไปถ่ายภาพรังสี (เอกซเรย์) และให้การรักษาตามลักษณะของกระดูกที่หัก ด้วยวิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน

การรักษาโดยแพทย์อาจแยกวิธีการรักษาได้ดังนี้

  1. การจัดกระดูกให้เข้าที่ โดยใช้การดึง และควบคุมไม่ให้เคลื่อนด้วยเฝือก (Closed reduc tion and casting) (รูป 5)
  2. การจัดกระดูกให้เข้าที่โดยใช้การถ่วงด้วยน้ำหนัก (Skin traction หรือ Skeletal traction) (รูป 6)
  3. การผ่าเข้าไปจัดกระดูกให้เข้าที่พร้อมกับการดามกระดูกด้วยโลหะ (Open reduction and fixation) (รูป 7)
  4. ถ้าเป็นกระดูกหักที่มีแผลติดต่อกับภายนอก แพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อทำการล้างกระดูกให้ปราศจากเชื้อโรคและสิ่งสกปรก (Debridement and irrigation)

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อต้องเข้าเฝือก?

เมื่อท่านได้รับการรักษาด้วยการใส่เฝือก ท่านควรปฏิบัติตน ดังนี้

  1. พยายามให้ส่วนที่หัก อยู่สูงกว่าหัวใจเสมอ เช่น คล้องแขน วางขาสูง เพื่อช่วยการไหล เวียนโลหิต จะช่วยลดอาการบวมได้
  2. ขยับนิ้วมือนิ้วเท้าที่อยู่นอกเฝือกอย่างช้าๆ มากขึ้นเรื่อยๆ และบ่อยๆ ช่วยการเคลื่อนไหว จะช่วยลดอาการบวม และปวดได้
  3. อย่าให้น้ำเข้าไปในเฝือกโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ผิวหนังส่วนที่อยู่ในเฝือกเปื่อยเน่าได้
  4. ถ้าคันส่วนที่อยู่ในเฝือก ให้หาซื้อยาแก้แพ้/แก้คัน เช่น คลอเฟนนิรามีน (Chlorphenira mine maleate) ทานแก้คันได้ อย่าได้เอาอะไรเข้าไปเกาโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อส่วนที่อยู่ในเฝือก เกิดแผลและกลายเป็นแผลติดเชื้อได้ง่าย
  5. ต้องกลับมาพบแพทย์ทันที ที่มีอาการ ปวดมาก บวมจนปวด บวมจนชา บวมจนเขียว หรือ จนซีด และ/หรือ เฝือกหัก

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อผ่าตัดใส่เหล็ก?

สำหรับในกรณีที่ได้รับการผ่าตัดใส่เหล็ก ก็ให้การดูแล และ เฝ้าดูอาการเช่นเดียวกันกับการใส่เฝือก แต่ให้ระวังเรื่องไข้เพราะการผ่าตัดอาจมีโอกาสติดเชื้อได้ ถ้ามีไข้ต้องรีบพบแพทย์ ไปโรงพยาบาลทันที แม้จะยังไม่ถึงเวลานัดก็ตาม

กระดูกหักกี่วันกระดูกจึงจะติด?

การติดของกระดูกแต่ละแห่งใช้เวลาไม่เท่ากัน แพทย์จะเพียงประมาณให้ได้อย่างคร่าวๆ แต่จะตัดสินว่ากระดูกติดแล้วได้ ก็ต่อเมื่อภาพรังสี (เอกซเรย์) มีกระดูกใหม่มาพอก (Callus) มากเพียงพอ ซึ่งโดยทั่วไป อย่างน้อยประมาณ 4-6 สัปดาห์ขึ้นไป ดังนั้น ในการจะกลับมาใช้งานกระดูก เช่น การเริ่มลงน้ำหนัก การถอดเฝือก เป็นต้น ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ให้การรักษาเสมอ เพื่อป้องกันกระดูกไม่ติด กระดูกติดผิดรูป และ/หรือ กระดูกยาวสั้นไม่เท่ากัน

 

 

การรักษามีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้กระดูกที่หักเมื่อหายแล้วกลับมาอยู่ในสภาพที่ใกล้เคียงปกติมากที่สุด มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด และผู้ป่วยสามารถลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งในการรักษานั้นจะมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและลักษณะของกระดูกที่หัก มากหรือน้อยอย่างไร อายุของผู้ป่วย สภาพร่างกายของผู้ป่วย (แข็งแรงดีหรือมีโรคประจำตัวหรือไม่) รวมถึงอาชีพที่แตกต่างกันไปของผู้ป่วยแต่ละราย ส่วนการจะเลือกรักษาด้วยวิธีใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันของแพทย์และผู้ป่วย โดยแพทย์จะเป็นผู้อธิบายให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจถึงเหตุผลและวิธีการรักษาต่าง ๆ ซึ่งผู้ที่จะตัดสินใจเลือกแนวทางรักษาในขั้นสุดท้ายก็คือตัวผู้ป่วยเอง

 

 

loading...

Related posts:

โรคระบบทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง รักษาอย่างไร
โรคซึมเศร้า สาเหตุหลัก อาการทั้งหมดและวิธีรักษาโรคซึมเศร้า
โปลิโอ ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาโรคโปลิโอ
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ลักษณะอาการสาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรค
หลอดเลือดหัวใจตีบ กับความเสี่ยงของการทำ “บอลลูนหัวใจ” เพื่อรักษาโรคหลอดเลือด
ตาบอดสี ลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษาโรค 32 วิธี colour blindness
ตับอ่อนอักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาตับอ่อนอักเสบ
มะเร็งกระดูก ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคมะเร็งกระดูก
No votes yet.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ