กะหล่ำดอก รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของดอกกะหล่ำBrassica

 

Share This:

กะหล่ำดอก รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของดอกกะหล่ำBrassica
Rate this post
loading...

กะหล่ำดอก

กะหล่ำดอก ชื่อวิทยาศาสตร์ Brassica oleracea L. var. botrytis L., Brassica oleracea L. cv. Group Cauliflower จัดอยู่ในวงศ์ BRASSICACEAE (CRUCIFERAE)[1]

กะหล่ำดอก (ดอกเขียวและดอกขาว) มีชื่อสามัญว่า Cauliflower, Heading Broccoli ส่วนกะหล่ำดอกม่วง จะมีชื่อสามัญว่า Purple cauliflower[1]

กะหล่ำดอก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กะหล่ำต้น ผักกาดดอก (ทั่วไป) เป็นต้น กะหล่ำดอกเป็นผักที่ต้องมีความชำนาญและรู้วิธีปลูกที่ถูกต้องจึงจะได้ผลผลิตดี ในระยะแรกเมืองไทยไม่มีความสำเร็จในการปลูกกะหล่ำดอกเท่าใดนัก ต่อมามีการทดลองและปรับปรุงวิธีการปลูก จึงรู้ว่ากะหล่ำดอกต้องการการปฏิบัติรักษาขณะเจริญเติบโตที่ยุ่งยากพอสมควร ส่วนของกะหล่ำดอกที่นำมาบริโภคนั้น คือส่วนที่อัดตัวกันแน่นด้านบนของลำต้น มีสีขาว หรือสีครีมอ่อน ส่วนนั้นเรียกว่าเป็นส่วนที่จะให้กำเนิดช่อดอกของกะหล่ำอีกทีหนึ่ง

สรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของดอกกะหล่ำ

 

 

  1. ผักกะหล่ำดอกสามารถช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจและความดันโลหิตได้ เนื่องจากมีโพแทสเซียมสูง[2]
  2. กะหล่ำดอกมีวิตามินซีสูง การรับประทานเป็นประจำสามารถช่วยป้องกันและรักษาหวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย ทำให้ผู้ที่อ่อนแอหรือผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว
  3. กะหล่ำดอกเป็นผักที่อุดมไปด้วยโคลีน ซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาและบำรุงสมองของทารกในครรภ์
  4. กะหล่ำดอกเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก เพราะให้พลังงานต่ำ ไม่ต้องกลัวอ้วน และรับประทานได้ง่าย เพราะอร่อย ไม่ขมหรือเหม็นเขียวเหมือนกับผักชนิดอื่น ๆ
  5. มีวิตามินซีสูงมาก ดอกกะหล่ำ 100 กรัม มีวิตามินซีสูงถึง 96 มิลลิกรัม สูงกว่าที่ร่างกายเราต้องการใน 1 วัน คือ 60 มิลลิกรัม เสียอีก นอกจากจะช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันแล้ว ยังช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มและทำให้สเปิร์มแข็งแรงด้วย ในดอกกะหล่ำมีสารซัลโฟราเฟนที่เพิ่มปริมาณแอนไซม์ที่เป็นหลักในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง ช่วยป้องกันมะเร็งที่เต้านมและลำไส้ใหญ่ได้ดี
  6. ประกอบด้วยสารเอนไซม์ต้านมะเร็งชื่อ ซัลโฟราเฟน (sulforaphane) สารฟีโนลิกส์ (phenolics) สารไอโซไทโอไซยาเนท (isothiocyanates) สารผลึกอินโดล (indoles) อินโดล ทรี คาร์บินัล (indole-3-carbinal) ไดไทอัลไทโอน (dithiolthiones) กลูโค
    ไซโนเลท (glucosinolates) กรดโฟลิก และคูมารีน ( folic acid & coumarines) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกะหล่ำดิบจะมีวิตามินซีสูง มีธาตุโพแทสเซียม กำมะถัน และเส้นใยมาก
  7. กะหล่ำดอกอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร จึงช่วยในการขับถ่าย ขับล้างสารพิษในร่างกาย
  8. ช่วยต้านการอักเสบ ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดหลอด โรคหลอดเลือดในสมอง
  9. วิตามินยูเป็นวิตามินที่พบได้ในพืชตระกูลกะหล่ำ ซึ่งทางการแพทย์จะเรียกว่าวิตามินยูว่า เอส มีไทล์เมทิโอนีน (S-methylmethionine) ซึ่งทางการแพทย์จะใช้สารชนิดนี้ในการช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและช่วยบรรเทาอาการปวดท้องที่มีสาเหตุมาจากแผลในกระเพาะ ช่วยทำให้การหลังของน้ำย่อยนั้นเป็นปกติ และช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในลำไส้ได้ แถมยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของฮอร์โมนเอสโทรเจนในร่างกายได้อีกด้วย ดังนั้นการรับประทานพืชตระกูลกะหล่ำซึ่งมีวิตามิยูอยู่เป็นประจำ จึงช่วยลดอัตราเสี่ยงของมะเร็งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศหญิงได้ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งเต้านม เป็นต้น
  10. กะหล่ำดอกอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งยังมีสารเอนไซม์ ซัลโฟราเฟน (sulforaphane), ไดไทอัลไทโอน (dithiolthiones), กลูโคไซโนเลท (glucosinolates), สารไอโซไทโอไซยาเนท (isothiocyanates), สารผลึกอินโดล (indoles), อินโดล ทรี คาร์บินัล (indole-3-carbinal), สารฟีโนลิกส์ (phenolics), กรดโฟลิกและคูมารีน ( folic acid & coumarines) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกะหล่ำดิบนั้นจะมีวิตามินซีสูง มีโพแทสเซียม กำมะถัน และมีเส้นใยมาก โดยสารซัลโฟราเฟนจะช่วยต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง ส่วนกรดโฟลิกนั้นจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านม สารอินโดลจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและต้านมะเร็งบางชนิดได้ดี และสารอินโดล ทรี คาร์บินัลจะช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม เป็นต้น[2]
  11. ในกะหล่ำดอกจะมีสารที่สามารถดึงสารก่อมะเร็งที่เรียกว่าคาร์ซิโนเจน (carcinogens) ออกจากเซลล์ กลไกที่เกิดขึ้นคือ สาร sulforaphane ทำให้มีการผลิตเอนไซม์ phase II มากขึ้น ซึ่งสามารถไปลดการผลิตเอนไซม์ phase I ที่เป็นอันตรายได้ เพราะเอนไซม์ phase II สามารถไปทำอันตรายสารพันธุกรรมในเซลล์ (cellular DNA)[2]
  12. พืชผักในวงศ์ CRUCIFERAE รวมไปถึงกะหล่ำดอก จะมีสารประกอบที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดี จึงช่วยต้านมะเร็งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ดี
loading...

 

กะหล่ำดอก
กะหล่ำดอก

คุณค่าทางโภชชนาการของกะหล่ำดอก ต่อ 100 กรัม

 

  • วิตามินบี6 0.184 มิลลิกรัม (14%)
  • วิตามินบี9 57 ไมโครกรัม (14%)
  • วิตามินซี 48.2 มิลลิกรัม (58%)
  • วิตามินอี 0.08 มิลลิกรัม (1%)
  • วิตามินเค 15.5 ไมโครกรัม (15%)
  • แคลเซียม 22 มิลลิกรัม (2%)
  • ธาตุเหล็ก 0.42 มิลลิกรัม (3%)
  • แมกนีเซียม 15 มิลลิกรัม (4%)
  • แมงกานีส 0.155 มิลลิกรัม (7%)
  • ฟอสฟอรัส 44 มิลลิกรัม (6%)
  • โพแทสเซียม 299 มิลลิกรัม (6%)
  • โซเดียม 30 มิลลิกรัม (2%)
  • สังกะสี 0.27 มิลลิกรัม (3%)
  • พลังงาน 25 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 4.97 กรัม
  • น้ำตาล 1.91 กรัม
  • ใยอาหาร 2.0 กรัม
  • ไขมัน 0.28 กรัม
  • โปรตีน 1.92 กรัม
  • น้ำ 92.07 กรัม
  • วิตามินบี1 0.05 มิลลิกรัม (4%)
  • วิตามินบี2 0.06 มิลลิกรัม (5%)
  • วิตามินบี3 0.507 มิลลิกรัม (3%)

 

ใน กะหล่ำดอก จะมีสารที่สามารถดึงสารก่อมะเร็งที่เรียกว่า คาร์ซิโนเจน (carcinogens) ออกจากเซลล์ กลไกที่เกิดขึ้นคือ สารซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ทำให้มีการผลิตเอนไซม์เฟสทูมากขึ้น (phase II) ซึ่งสามารถไปลดการผลิตเอนไซม์เฟสวัน (phase I) ที่เป็นอันตรายได้ เพราะเอนไซม์เฟสทู สามารถไปทำอันตรายสารพันธุกรรมในเซลล์ (cellular DNA) และจากรายงานผลการวิจัยที่เป็นข่าวฮือฮาเมื่อต้นปีที่แล้วพบว่า พืชในวงศ์ ครูซิเฟอร์อี้ (Cruciferae) ซึ่งรวมถึง บร็อคโคลี คะน้า ผักกาดขาว และกะหล่ำต่างๆ มีสารประกอบที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดี ดังนั้นจึงช่วยต้านมะเร็งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีรายงานว่า ผักดังกล่าวช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ดี

 

 

loading...

Related Post

Related posts:

ข้าวโอ๊ต รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของข้าวโอ๊ต Oat
มะเขือเปราะ รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของมะเขือเปราะ
ผักคราดหัวแหวน รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของผักคราดหัวแหวน
ถั่วพู รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของถั่วพู
ฟักเขียว รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของฟักเขียว
ผักตบชวา รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของต้นผักตบชวา
ผักบุ้งร่วม รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของต้นผักบุ้งร่วม
ผักปลาบ รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของต้นผักปลาบ
No votes yet.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ