การแท้งลูก ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาอาการแท้งบุตร

 

Share This:

การแท้งลูก ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาอาการแท้งบุตร
Rate this post
loading...

 

การแท้งลูก

 

 การแท้งบุตร
การแท้งลูก

 

การแท้งบุตรหมายถึงอะไร

 

การแท้งบุตร (Miscarriage) หมายถึง การสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ก่อนที่ทารกที่คลอดออกมาจะมีชีวิตรอด

ในสหรัฐอเมริกาหรือทางยุโรป ใช้เกณฑ์การแท้งเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 20 สัปดาห์ (ตามวิธีคำนวณอายุครรภ์จากประวัติวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย ซึ่งคนปกติจะตั้งครรภ์ประมาณ 40 สัปดาห์) สำหรับองค์การอนามัยโลกใช้เกณฑ์การตั้งครรภ์ที่น้อยกว่า 22 สัปดาห์ถือเป็นการแท้ง แต่สำหรับประเทศไทย ยังใช้เกณฑ์การตั้งครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์ถือว่าเป็นการแท้ง

การที่เกณฑ์อายุครรภ์วินิจฉัยการแท้งต่างกัน เนื่องจากความสามารถในการเลี้ยงทารกให้มีชีวิตรอดมีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในโรงพยาบาลที่มีแพทย์และอุปกรณ์ในการดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดอย่างสมบูรณ์ สามารถเลี้ยงทารกที่คลอดได้ตั้งแต่อายุครรภ์มากกว่า 24 สัปดาห์ จึงใช้เกณฑ์การแท้งเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่า 24 สัปดาห์ และหากคลอดเมื่ออายุครรภ์มากกว่า 24 สัปดาห์ ถือเป็นการคลอดทารกก่อนกำหนด ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษอีกแบบหนึ่ง

 

การแท้งลูก
การแท้งลูก

 

การแท้งเองโดยธรรมชาติ ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Miscarriage ส่วนคำว่า “Abortion” ที่เห็นกันบ่อยๆ เจ้าของภาษาหมายถึง การที่ต้องชักนำให้เกิดการแท้ง หรือนัยเป็นการทำแท้งแบบผิดกฎหมาย แต่สำหรับประเทศไทยใช้ทั้ง 2 คำในการสื่อถึงการแท้งเอง หากเป็นการทำแท้งที่ผิดกฎหมายจะใช้คำว่า “Il-legal abortion

อุบัติการณ์ของการแท้งเองพบประมาณ 10-15% ของการตั้งครรภ์ การแท้งส่วนใหญ่มากกว่า 80% เกิดในไตรมาสแรก (3 เดือนแรก) ของการตั้งครรภ์

 

การแท้งบุตร
การแท้งลูก

 

สาเหตุของการแท้งลูก

 

คุณแม่หลายคนมักตั้งคำถามว่า ทำไมจึงเกิดการแท้งบุตรได้ ทั้ง ๆ ที่อยากมีลูกและพยายามระมัดระวังทุกอย่างแล้ว ?” ซึ่งสาเหตุของการแท้งบุตรนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสาเหตุ ดังนี้

  1. ไม่พบสาเหตุ ในบางรายอาจหาสาเหตุไม่ได้หรือไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของการแท้งบุตร ซึ่งก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่พบได้บ่อย

  2. การแท้งที่เกิดจากคุณพ่อ เช่น กลุ่มเลือดมีปัญหาหรืออสุจิของคุณพ่อผิดปกติ

  3. การแท้งบุตรที่เกิดจากทารก ประมาณ 60% หรือประมาณ 3 ใน 4 ของการแท้งทั้งหมดมักเกิดจากความผิดปกติของทารกเป็นหลัก (ความผิดปกติทางด้านโครโมโซม) ซึ่งทารกอาจไม่เจริญเติบโตเลย ไข่ที่ถูกผสมแล้วไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปเป็นตัวเด็กได้ ซึ่งมักพบเป็นลักษณะที่เรียกว่า “ไข่ฝ่อ” (Blighted ovum) ภายในโพรงมดลูกมีรกถุงน้ำคร่ำ การตรวจปัสสาวะพบว่ายังให้ผลบวก แสดงว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้วแต่ไม่มีตัวทารก เพราะมีแต่รกเท่านั้นที่เจริญเติบโตได้ต่อไปสักระยะหนึ่งแล้วคุณแม่จึงมีเลือดออก หรือทารกอาจมีความพิการบางอย่างก็เลยถูกขับออกมาเองตามกลไกธรรมชาติ ก่อนที่จะปล่อยให้มีเด็กพิการเกิดขึ้น

  4. การแท้งที่เกิดจากคุณแม่ การแท้งที่เกิดจากความผิดปกติของคุณแม่มีอยู่หลายสาเหตุด้วยกัน เช่น

    • คุณแม่มีอายุมากกว่า 35 ปี หรือมีอายุน้อยกว่า 15 ปี จากข้อมูลพบว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากจะมีความเสี่ยงที่จะแท้งบุตรได้มากกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อย

    • เคยมีการแท้งบุตรมาก่อน

    • เคยมีการขูดมดลูกจากสาเหตุอื่น ๆ ซึ่งทำให้ตัวอ่อนที่ฝังตัวไม่สามารถเจริญเติบโตได้

    • คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือติดยาเสพติด

    • คุณแม่ที่มีสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานหนัก และมีความเครียดสูง ก็จะทำให้แท้งบุตรได้ง่ายขึ้น

    • มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคเอสแอลอี (SLE) โรคพีซีโอเอส (PCOS) โรคภูมิแพ้ตัวเอง (Lupus) หรือโรคติดเชื้อต่าง ๆ (เช่น หัด หัดเยอรมัน มาลาเรีย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์)

    • มีความผิดปกติเกี่ยวกับการสร้างฮอร์โมนจากรังไข่ ทำให้ไม่สามารถเลี้ยงตัวอ่อนได้นานพอ โดยพบว่าคุณแม่ที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนต่ำ เมื่อฮอร์โมนน้อยเยื่อบุโพรงมดลูกก็จะมีสภาพไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ตัวอ่อนจึงไม่สามารถเจริญเติบโตได้และทำให้มีการแท้งเกิดขึ้น

    • มีภาวะหมู่เลือดของคุณแม่และทารกเข้ากันไม่ได้ (Rh incompatability)

    • ปากมดลูกฉีกขาดมากจากการคลอดครั้งก่อนหรือจากการทำแท้งที่ไม่ถูกวิธี จึงทำให้ปากมดลูกไม่แข็งแรงและปิดไม่สนิท จึงเกิดการแท้งได้ง่าย

    • มดลูกมีความผิดปกติ เช่น มีความผิดปกติของมดลูกแต่กำเนิดหรือมดลูกมีรูปร่างผิดปกติ, ในโพรงมดลูกมีก้อนเนื้องอกหรือมีผนังกั้นในโพรงมดลูก

    • เกิดจากการอักเสบในช่องคลอดและมดลูก การติดเชื้อในร่างกายหรืออุ้งเชิงกราน หรือการอักเสบทั่วร่างกายอย่างรุนแรง มีไข้สูง จนทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตและแท้งออกมา

    • เกิดจากการติดเชื้ออย่างรุนแรงจากมารดาและเชื้อโรคได้เคลื่อนผ่านรกไปถึงทารก จนเป็นสาเหตุทำให้ทารกเสียชีวิตและแท้งในเวลาต่อมา

    • การได้รับสารหรือจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาไข้มาลาเรียในกลุ่มควินิน อาจทำให้แท้งได้เพราะมีฤทธิ์ทำให้มดลูกบีบตัว, ยารักษาโรคมะเร็งหรือการได้รับสารตะกั่ว มีผลทำให้ทารกเสียชีวิตและแท้งได้, การได้รับสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นเวลานาน ๆ ไม่ว่าจะสูดดมหรือสัมผัส ย่อมเป็นสาเหตุให้เกิดการแท้งได้เช่นกัน

    • การตั้งใจกินยาขับหรือให้คนทำแท้ง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการแท้ง แต่ยาขับเลือดที่ขายตามท้องตลาดที่บางรายไปซื้อมากินเพื่อให้แท้งนั้นส่วนใหญ่แล้วจะไม่ทำให้แท้งได้ครับ

    • คุณแม่ขาดสารอาหารมาก ๆ โดยเฉพาะการขาดกรดโฟลิกและวิตามินซี ซึ่งจะทำให้คุณแม่แท้งบุตรได้ง่าย

    • การได้รับอุบัติเหตุ ทำให้มดลูกได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น หกล้ม เดินชนมุมโต๊ะ ถูกกระแทกบริเวณท้องน้อย ฯลฯ ก็อาจทำให้เกิดการแท้งได้เช่นกัน

    • การทำงานหรือการออกกำลังกาย ไม่ใช่เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่แท้งบุตรเสมอไป ยกเว้นในกรณีที่คุณแม่เคยแท้งบุตรมาก่อน ก็ควรทำงานเบา ๆ เลี่ยงการทำงานหนัก และงดการออกกำลังกายครับ

 

 

แท้งบุตร
การแท้งลูก

 

ชนิดของการแท้งบุตร

 

คุณแม่แท้งบุตรประมาณ 95% จะมีเลือดออกทางช่องคลอดและมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย อาการแท้งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่บางคนอาจสังเกตเห็นว่ามีส่วนของชิ้นเนื้อคล้ายพุงปลาหลุดปนออกมาจากช่องคลอดด้วย

  1. การแท้งคุกคาม (Threatened abortion) เป็นภาวะใกล้แท้ง พบได้ประมาณ 10% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด และครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้จะมีอาการแท้งตามมา (ส่วนอีกครึ่งคุณแม่จะตั้งครรภ์ต่อไปได้) คุณแม่จะมีเลือดออกไม่มากทางช่องคลอดแบบกะปริดกะปรอยโดยที่ปากมดลูกยังปิดอยู่ และมีอาการปวดท้องน้อยหรืออาจไม่มีอาการปวดท้อง จึงทำให้คุณแม่สับสนได้ว่าเป็นประจำเดือน

  2. การแท้งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Inevitable abortion) คุณแม่จะมีเลือดออกทางช่องคลอด มีอาการปวดท้องน้อยมากขึ้น และปากมดลูกเปิดแล้ว เนื่องจากการหดรัดตัวของมดลูก บางครั้งก็มีการแตกของถุงน้ำคร่ำร่วมด้วย เมื่อปากมดลูกเปิดออกแล้ว จะไม่สามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้และตัวอ่อนก็จะแท้งออกมาเอง หรือหากมาพบแพทย์ แพทย์อาจทำการดูดเอาทารกออกมาเพื่อให้เป็นการแท้งโดยสมบูรณ์

  3. การแท้งเป็นนิจ หรือ การแท้งเป็นอาจิณ หรือ การแท้งซ้ำ (Recurrent miscarriage, Habitual abortion, Recurrent pregnancy loss – RPL) เป็นการแท้งติดต่อกันเกิน 3 ครั้งขึ้นไปในช่วงอายุครรภ์ใกล้เคียงกัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากปากมดลูกปิดไม่สนิท (Cervical incompetence), การขาดฮอร์โมนเพศ, ความผิดปกติของโครโมโซม

  4. การแท้งโดยสมบูรณ์ (Complete abortion) เป็นการแท้งทารกและรกออกมาทั้งหมดโดยสมบูรณ์ (เมื่อตรวจอัลตราซาวนด์จะไม่พบตัวอ่อน) ตามธรรมชาติแล้วการแท้งมักจะสิ้นสุดด้วยตัวเอง ร่างกายจะขับทารกและรกที่อยู่ในโพรงมดลูกออกมาจนหมด คุณแม่จะมีอาการปวดท้องและมีเลือดออกมาจนหยุดไปเอง (มีชิ้นเนื้อหลุดออกมาแล้วมีเลือดออกลดลง) จึงไม่จำเป็นต้องขูดมดลูก

  5. การแท้งไม่สมบูรณ์ (Incomplete abortion) เป็นการแท้งออกมาเพียงบางส่วนของทารกหรือของรกและยังมีอีกส่วนหนึ่งที่เหลือค้างอยู่ในโพรงมดลูก ซึ่งการแท้งชนิดนี้จะทำให้มดลูกบีบตัวได้ไม่ดี คุณแม่จึงมีอาการปวดท้องน้อยมากและมีเลือดออกทางช่องคลอดมากจนทำให้ช็อกได้ แพทย์จะให้น้ำเกลือหรือให้เลือดทดแทน แล้วทำการขูดมดลูกเอาส่วนที่เหลือออกมาให้หมด เพื่อให้เลือดหยุดไหลโดยเร็วที่สุด และป้องกันการติดเชื้อในโพรงมดลูก หลังจากนั้นมดลูกจะบีบตัวได้ดีขึ้นและเลือดก็จะหยุดไปเอง

  6. การแท้งค้าง (Missed abortion) เป็นการแท้งที่ทารกในครรภ์เสียชีวิตนานกว่า 8 สัปดาห์ในครรภ์แล้ว แต่คุณแม่ยังไม่ทราบว่าแท้ง เพราะตัวอ่อนยังไม่ถูกขับออกมา และอาจทราบได้จากการตรวจอัลตราซาวนด์ ตัวอ่อนและเนื้อรกที่ตายจะค้างอยู่ในโพรงมดลูกโดยที่คุณแม่ไม่แสดงอาการใด ๆ นานนับเดือนก่อนที่จะแท้งออกมา ซึ่งในช่วงที่เกิดการแท้งค้าง อาการต่าง ๆ ของการตั้งครรภ์จะหายไป และจะมีการแท้งบุตรตามมาในภายหลัง คุณแม่ตั้งครรภ์จะให้ประวัติว่าเคยมีอาการของการตั้งครรภ์และมดลูกมีขนาดโตขึ้น แล้วต่อมาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้หายไป และสังเกตว่ามดลูกมีขนาดเล็กลง (ในบางรายอาจมีแคลเซียมมาห่อหุ้มทารกที่เสียชีวิตจนกลายเป็นก้อนหินปูนค้างอยู่ในโพรงมดลูกตลอดไปเลยก็ได้ ถ้าทิ้งไว้ก็ไม่เป็นอันตราย แต่คุณแม่จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก)

  7. การแท้งติดเชื้อ (Septic abortion) เป็นการแท้งร่วมกับมีการอักเสบติดเชื้อ ทำให้คุณแม่มีไข้ ปวดท้อง และมีเลือดออกทางช่องคลอด

 

 การแท้งลูก
การแท้งลูก

 

การขูดมดลูก

 

สำหรับรายที่รักษาแล้วยังมีอาการปวดท้องและมีเลือดออกมากขึ้น อาจมีเลือดก้อนใหญ่ออกมาจากช่องคลอด หรือมีชิ้นเนื้อหลุดออกมาด้วย ซึ่งอาจจะเป็นส่วนของรกหรือตัวเด็กก็ได้ แสดงว่าแท้งแล้ว ควรรีบไปหาหมอทันทีและเก็บชิ้นเนื้อใส่ถุงพลาสติกไปให้หมอดูด้วยนะครับ เพื่อหมอจะได้ตรวจภายในดูว่ารกและตัวเด็กออกมาหมดหรือยัง ถ้าออกหมดแล้วหมอจะให้นอนพักที่โรงพยาบาลในเวลาไม่นานนักก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ถ้ารกและตัวเด็กยังออกมาไม่หมด เพราะยังมีส่วนใดส่วนหนึ่งตกค้างอยู่ภายในโพรงมดลูก ก็จำเป็นต้องรักษาโดยการขูดมดลูกครับ (หมอจะฉีดยาชาหรือยาแก้ปวดเฉพาะที่ก่อนจะทำการขูดมดลูกหรือให้ดมยาสลบแล้วแต่กรณี) เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้ตกเลือดมาก บางคนช็อกไปเลยก็มี หรือถ้าปล่อยไว้หลายวันก็อาจเกิดการอักเสบในโพรงมดลูกได้ โอกาสที่จะมีลูกอีกในครรภ์ต่อไปก็ยากขึ้น บางรายโชคร้ายหน่อยก็ลงท้ายด้วยการต้องตัดมดลูกทิ้งเพราะมดลูกเน่าเป็นหนอง

เมื่อขูดมดลูกเสร็จแล้ว ถ้าหากท้องไม่โตนัก เสียเลือดไม่มาก และไม่มีอาการอักเสบติดเชื้อร่วมด้วย เมื่อยาแก้ปวดหมดฤทธิ์หรือฟื้นจากยาสลบแล้ว หมอมักจะให้กลับบ้านได้เลย แต่ถ้าเสียเลือดมาก มดลูกโต หรือมีอาการอักเสบติดเชื้อร่วมด้วย หมอก็จะให้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนกว่าจะเรียบร้อยดี

หลังจากที่ขูดมดลูกไปแล้ว ไม่ควรจะตั้งครรภ์ในทันที แต่ควรจะเว้นให้มีประจำเดือนมาประมาณ 3 เดือนก่อน เพราะในช่วงนี้ผนังมดลูกจะบางมากเกินไป ถ้ามีการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปเกิดขึ้นจะทำให้รกฝังตัวในผนังมดลูกลึกเกินไป เมื่อคลอดแล้วจะมีรกค้าง รกติดแน่นไม่ลอกตัว อาจจะต้องดมยาเพื่อล้วงรกหรืออาจต้องได้รับการผ่าตัด อย่างไรก็ดี หลังจากขูดมดลูกไปได้ 3 เดือนแล้วทุกอย่างก็เหมือนเดิมครับ

 

 

การแท้งลูก
การแท้งลูก

 

ใครมีโอกาสแท้ง

 

หญิงเจริญพันธ์จะมีโอกาสแท้งโดยเฉลี่ย 10-25 % หญิงที่อายุมากขึ้นความเสี่ยงต่อการแท้งย่อมเพิ่มมากขึ้น

  • หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปีจะมีโอกาสแท้งร้อยละ 15

  • หญิงอายุ 35-45 ปีจะมีโอกาสแท้ง 20-35%

  • หญิงอายุมากกว่า 45 ปีจะมีโอกาสแท้งร้อยละ 50

  • ผู้ที่เคยแท้งมาก่อนจะมีโอกาสแท้งร้อยละ 25

loading...

 

การแท้งลูก
การแท้งลูก

 

อาการของการแท้งบุตร

 

หากคุณแม่มีอาการดังต่อไปนี้ควรจะปรึกาาแพทย์ของท่าน

  • มีอาการปวดหลัง(มากกว่าที่เคยเป็น)

  • น้ำหนักลด

  • มีมูกปนเลือดไหลออกมา

  • เจ็บท้องจริง

  • มีเลือดออกช่องคลอด

  • มีเนื้อเยื่อออกจากช่องคลอด

  • อาการคนท้องหายไป

 

การแท้งลูก
การแท้งลูก

 

วิธีวินิจฉัยการแท้งของแพทย์ทำอย่างไร

 

  1. สอบถามประวัติอาการและประวัติทางการแพทย์ต่างๆ เช่น สอบถาม ประวัติการขาดประ จำเดือน อาการที่แสดงถึงการตั้งครรภ์ อาการผิดปกติ ปวดท้อง เลือดออกทางช่องคลอด เป็นต้น

  2. ตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจวัดความดันโลหิต จับชีพจรว่าปกติหรือไม่ ตรวจดูว่ามีเปลือกตาซีดหรือไม่ (จากมีเลือดออกทางช่องคลอด) คลำบริเวณท้องว่ามีอาการหรือกดเจ็บบริเวณใด คลำว่ามีก้อนผิดปกติหรือไม่ คลำมดลูก เพื่อประเมินอายุครรภ์

  3. ตรวจภายใน เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมากที่แพทย์ทุกคนที่ดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่มีเลือด ออกในช่วงเวลาของการแท้ง ต้องตรวจภายในเพื่อให้ได้การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง การตรวจภายในจะสามารถประเมินการเปิดปิดของปากมดลูก ขนาดมดลูกตามอายุครรภ์ ในกรณีที่เป็นแท้งคุกคาม ปากมดลูกจะปิด หากเป็นการแท้งที่ยับยั้งไม่ได้ หรือแท้งไม่ครบ ปากมดลูกจะเปิด เป็นต้น

  4. การตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยแถบตรวจ (Urine pregnancy test) เป็นการตรวจที่สะดวกและรวดเร็ว มีความไวในการทดสอบว่ามีการตั้งครรภ์สูงมาก (ผลตรวจถูกต้องประ มาณ 99%) สามารถตรวจว่าตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่ประจำเดือนเกินกำหนดที่จะมาเพียง 1 วัน แต่ข้อควรระวังมากคือ แม้ว่าทารกจะแท้งหรือเสียชีวิตไปแล้ว (ไม่นาน) การตรวจปัสสาวะด้วยแถบตรวจยังคงให้ผลบวกว่ามีการตั้งครรภ์อยู่ ทั้งนี้เพราะฮอร์โมนในร่างกายยังไม่หมดไป อาจต้องใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์หลังแท้งจึงจะตรวจไม่พบการตั้งครรภ์ (ผลตรวจเป็น ลบ)

  5. การตรวจครรภ์ด้วยอัลตราซาวด์ เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ใช้ในทางสูติกรรม หากอายุครรภ์น้อยๆ การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal ultrasound) จะทำให้เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่า หรือการตั้งครรภ์ที่เป็นท้องลม (Blighted ovum) ที่มีเฉพาะถุงการตั้ง ครรภ์ แต่ไม่มีตัวทารก หรือใช้ตรวจกรณีที่สงสัยว่ามีแท้งค้าง แท้งไม่ครบ หรือมีประวัติตั้งครรภ์ มีเลือดออก แต่ตรวจปัสสาวะด้วยแถบตรวจการตั้งครรภ์ยังให้ผลบวกอยู่ หากอายุครรภ์มากสามารถตรวจอัลตราซาวด์ผ่านทางหน้าท้อง (Transabdominal ultrasound) ได้

  6. การตรวจเลือดเพื่อดูฮอร์โมนเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ (Serum beta-hCG) ไม่ได้ตรวจในสตรีตั้งครรภ์ทั่วไปทุกราย เพราะเจ็บตัว เสียค่าใช้จ่ายสูงและต้องใช้เวลาในการตรวจ จะทำเฉพาะในสตรีตั้งครรภ์บางรายที่สงสัยเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก (Molar pregnancy) หรือตรวจในกรณีที่การตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์อ่อนมากๆ ที่ยังไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด

 

 

การป้องกันการแท้ง

 

เนื่องจากการแท้งส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ดังนั้นจึงไม่มีทางป้องกันได้ ดังนั้นก่อนการตั้งครรภ์ควรจะดูแลตัวเองให้แข็งแรง

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

  • งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเคนที่สูบบุหรี่

  • จัดการเรื่องความเครียด

  • รักษาน้ำหนัก

  • รับประทานกรดโฟลิก

 

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

 

เมื่อท่านทราบว่าตั้งครรภ์ท่านต้องดูแลอะไรบ้าง

 

  • ระวังหน้าท้องมิให้กระทบกระแทก

  • งดบุหรี่และหลีกเลี่ยงสถานที่สูบบุหรี่

  • งดสุรา

  • อย่าซื้อยารับประทานเอง

  • ลดปริมาณกาแฟ

  • หลีเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตราย เช่นรังสี สารเคมี

  • งดกีฬาที่คิดว่าจะเป็นอันตราย

  • ฝากครรภ์กับสูติแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพโดยเร็วที่สุดเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์

  • เมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น มีเลือดออกทางช่องคลอด มีน้ำคร่ำออกมาทางช่องคลอด หรือปวดท้องให้รีบมาพบแพทย์

  • ระมัดระวังเรื่องการทำงานหนัก ยกของหนัก การใส่รองเท้าส้นสูง การหกล้ม การกระทบกระเทือนต่างๆ

  • รับประทานอาหารให้ถูกต้องตามสุขลักษณะ ปริมาณมากเพียงพอ ระมัดระวังในการใช้ยาโดยเฉพาะยาระบาย  งดสูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

  • ทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบาน นอนให้หลับ

 

 

ขอบคุณที่มา

pobpad.com
medthai.com
th.wikipedia.org

 

loading...

Related posts:

โรคซึมเศร้า สาเหตุหลัก อาการทั้งหมดและวิธีรักษาโรคซึมเศร้า
ข้อไหล่ติด รวมสัญญาณอันตรายของโรคข้อไหล่ยึด ภัยร้ายวัยทำงานถึงวัยชรา
มะเร็งปากมดลูก ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคมะเร็งปากมดลูก
ปอดอักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคปอดอักเสบ
บาดทะยัก ตะปูตำ หนามเกี่ยว โรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีอันตรายร้ายแรง
ไข้ทับระดู ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคไข้ทับระดู 22 วิธี
ปวดเข่า ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีการรักษาปวดขา 32 ข้อ
ปวดขาหนีบ อาการปวดที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งย่อมสร้างความทุกข์ทรมานเป็นที่แน่นอน
No votes yet.
Please wait...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ