ตากุ้งยิง ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีการรักษาโรคตากุ้งยิง

 

Share This:

ตากุ้งยิง ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีการรักษาโรคตากุ้งยิง
Rate this post
loading...
ตากุ้งยิง
ตากุ้งยิง

 

 

ตากุ้งยิง

ตากุ้งยิง (Sty, Stye, Hordeolum) คือ ตุ่มฝีเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นที่ขอบเปลือกตา ซึ่งมีขนาดประมาณ 0.2-1 เซนติเมตร พบเกิดได้กับเปลือกตาทั้งสองข้าง โอกาสในการเกิดแต่ละข้างมีใกล้เคียงกัน สามารถเกิดได้ทั้งกับเปลือกตาบนและเปลือกตาล่าง แต่มักพบว่าเกิดกับเปลือกตาบนมากกว่า เพราะเปลือกตาด้านบนจะมีจำนวนต่อมต่าง ๆ มากกว่าเปลือกตาล่าง

ตากุ้งยิง (Sty หรือ Stye หรือ Hordeolum) เป็นการอักเสบติดเชื้อของต่อมในหนังตาที่อยู่บริเวณโคนขนตา มีลักษณะเหมือนฝีทั่วไปเพียงแต่พบบริเวณหนังตา มีขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ไปจนถึง 1 เซนติเมตร ถ้าเป็นการอักเสบติดเชื้อของต่อม Zeis (Gland of Zeis, ต่อมสร้างสารที่มีลักษณะเป็นน้ำมัน) หรือ ต่อมMoll (Gland of Moll, ต่อมเหงื่อ) มักจะขนาดไม่ใหญ่และหัวฝีจะชี้ออกด้านนอก (ด้านผิวหนัง) เรียกกันว่า กุ้งยิงภายนอก (External hordeolum) แต่ถ้าเป็นการอักเสบของต่อม Meibomian (ต่อมสร้างน้ำมันชนิดพิเศษที่ช่วยลดการระเหยของน้ำตา จึงช่วยให้ดวงตาคงความชุ่มชื้นได้นาน) ขนาดอาจใหญ่กว่าและหัวฝีชี้เข้าด้านใน เรียกกันว่า กุ้งยิงภายใน (Internal hordeolum)

ส่วนใหญ่กุ้งยิงเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งพบเป็นปกติบริเวณหนังตาและใบหน้า มักเป็นแบคทีเรียในกลุ่มสแตฟ (Staphylococcus) มากที่สุด โดยการอักเสบ มักเริ่มจากท่อทางออกของสารต่างๆจากต่อมต่างๆดังกล่าวที่บริเวณหนังตามีการอุดตัน ส่งผลให้มีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในต่อมเป็นจำนวนมาก เกินกว่าภูมิต้านทานคุ้มกันของร่างกายจะดูแลกำจัดได้ จึงก่อให้เกิดอักเสบของต่อมดังกล่าว ตามมาด้วยมีการบวม มีหนองสะสม ก่อให้เห็นเป็นฝี เป็นก้อนนูน ถ้าเป็นที่หนังตาบน หากหลับตาจะเห็นก้อนนูนชัดเจน

 

ตากุ้งยิง
ตากุ้งยิง

 

 

สาเหตุของโรคตากุ้งยิง

เกิดจากเชื้อ Staphylococcus aureus เป็นส่วนใหญ่ หากไม่รักษาหนองอาจจะหายเองได้หรืออาจจะแตกออก หรืออาจเกิดเป็นก้อนที่เรียกว่า chalazion ซึ่งอาจจะมีขนาดใหญ่จนรบกวนการมองเห็น และมักจะพบตากุ้งยิงมากในคนไข้ที่มีภาวะดังต่อไปนี้

  • โรคเบาหวาน

  • โรคเรื้อรังอื่น

  • ผู้ที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง

  • ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

ส่วนใหญ่แล้วตากุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย คือ เชื้อสแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus) เป็นส่วนใหญ่ โดยการอักเสบมักเริ่มจากท่อทางออกของสารต่าง ๆ จากต่อมต่าง ๆ ดังกล่าวบริเวณหนังตาเกิดการอุดตัน จึงส่งผลให้มีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในต่อมเป็นจำนวนมาก เกินกว่าที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะกำจัดได้ จึงก่อให้เกิดการอักเสบของต่อมดังกล่าวตามมา แล้วตามมาด้วยการบวมเป็นก้อนนูน มีหนองสะสม ก่อให้เห็นเป็นตุ่มฝี (สาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากการมีฝุ่นหรือเชื้อโรคเข้าตาก่อน แล้วผู้ป่วยเผลอไปใช้มือที่ไม่สะอาดขยี้ตา จนทำให้ต่อมที่เปลือกตาอุดตันและเกิดการอักเสบตามมา)

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมที่ทำให้เป็นตากุ้งยิงได้ง่าย เช่น

  1. ไม่รักษาความสะอาด เช่น ปล่อยให้มือ ใบหน้า ผิวหนัง หรือเสื้อผ้าสกปรก (มักพบโรคนี้ในคนที่ชอบขยี้ตา ผู้ที่ไม่ค่อยรักษาความสะอาดของใบหน้า ใช้เครื่องสำอางที่ใบหน้าและดวงตา สวมใส่คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่น ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือที่ไม่สะอาด หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สกปรก)

  2. ผู้ที่มีโรคผิวหนังบริเวณใบหน้า หรือมีใบหน้ามัน จึงทำให้เกิดการอุดตันของต่อมไขมันบริเวณใบหน้ารวมทั้งหนังตาได้สูงกว่าปกติ

  3. มีความผิดปกติเกี่ยวกับสายตา เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเข สายตาเอียง รวมถึงมีการอักเสบบริเวณหนังตาอยู่บ่อย ๆ

  4. มีสุขภาพทั่วไปไม่ดีนัก เช่น เป็นโรคเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ ขาดอาหาร อดนอน ฟันผุ

  5. มีภาวะที่ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย เช่น เป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคพิษสุราเรื้อรัง กินยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ๆ ผู้ที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง (ตากุ้งยิงมักพบในช่วงวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ ส่วนในวัยผู้สูงอายุจะพบได้น้อย ถ้าพบกุ้งยิงในวัยผู้สูงอายุอาจจำเป็นต้องตรวจเช็กร่างกาย ซึ่งอาจพบโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง หรือโรคต่าง ๆ ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง)

 

 

ตากุ้งยิง
ตากุ้งยิง

 

ลักษณะอาการของตากุ้งยิง

อาการของกุ้งยิงส่วนใหญ่ เริ่มจากมีอาการเคืองตาคล้ายมีผงอยู่ในตา ตามด้วยน้ำตาไหล บางรายอาจมีขี้ตาออกมากกว่าปกติ ปวดตา ตาแดง เจ็บบริเวณที่เป็น ตามด้วยมีก้อนนูนซึ่งถูกจะเจ็บ บางคนก้อนนี้อาจแตกมีหนองไหลออกมา หากเชื้อรุนแรงหรือภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายต่ำ อาจก่อให้เกิดการอักเสบกระจายบริเวณโดยรอบก้อนและแผ่กว้างออกไป (Cellulitis) ระยะนี้ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดมากขึ้น เด็กบางคนอาจมีไข้ร่วมด้วย

  • ในผู้ป่วยที่เคยเป็นตากุ้งยิงมาแล้วครั้งหนึ่ง อาจจะมีอาการกำเริบแบบเป็น ๆ หาย ๆ โดยอาจจะเป็นตรงจุดเดิม หรือย้ายที่ หรือสลับข้างไปมาก็ได้

  • ถ้าปล่อยทิ้งไว้ 4-5 วันต่อมา ตุ่มฝีมักจะแตกเอง แล้วหัวฝีจะยุบลงและหายปวด ถ้าหนองระบายออกได้หมดก็จะยุบหายไปภายใน 1 สัปดาห์ (ในบางรายที่ตุ่มฝีแตกและมีหนองไหลออกมา หากเชื้อรุนแรงหรือภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ อาจก่อให้เกิดการอักเสบกระจายบริเวณโดยรอบก้อนและแผ่กว้างออกไป ซึ่งในระยะนี้จะก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดมากขึ้น และเด็กบางคนอาจมีไข้ร่วมด้วย)

  • ถ้ากุ้งยิงขึ้นบริเวณหางตามักจะมีอาการรุนแรง อาจทำให้หนังตาบวมแดงจนตาปิด

  • โดยมากกุ้งยิงมักจะขึ้นเพียงตุ่มเดียว อาจจะเป็นที่เปลือกตาบนหรือล่างก็ได้ น้อยคนนักที่จะเกิดขึ้นพร้อมกัน 2-3 ตุ่ม

  • อาการของตากุ้งยิงส่วนใหญ่จะเริ่มจากมีอาการเคืองตาหรือคันตาคล้ายมีผงอยู่ในตาในบริเวณใกล้เคียงจะเกิดตุ่มฝี อาจมีน้ำตาไหล ทำให้ผู้ป่วยต้องขยี้ตาเสมอ ต่อมาอีก 1-2 วันจะเริ่มบวมแดง เจ็บเล็กน้อย ถ้าไม่ได้รับการรักษา บริเวณที่ปวดนั้นจะขึ้นเป็นตุ่มแข็ง เมื่อแตะถูกจะเจ็บ ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกว่ามีอาการปวดที่บริเวณเปลือกตา ในลักษณะปวดแบบตุบ ๆ เฉพาะที่จุดใดจุดหนึ่ง เมื่อก้มศีรษะต่ำกว่าระดับเอว จะทำให้มีอาการปวดมากขึ้น ต่อมาตุ่มฝีจะค่อย ๆ นุ่มลง มีหนองนูนเป่ง เห็นเป็นหัวขาว ๆ เหลือง ๆ หลังจากนั้นหนองจะแตกและยุบไป นอกจากนี้ในบางครั้งผู้ป่วยอาจมีขี้ตาออกมากผิดปกติหรือมีขี้ตาไหล เปลือกตาบวม ปวดตา หรือตาแดง

 

โรคตากุ้งยิง
ตากุ้งยิง

การตรวจร่างกายตากุ้งยิง

หากท่านมีปัญหาก้อนที่ตาและมีอาการปวดท่านควรจะไปพบจักษุแพทย์ซึ่งจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด

  • แพทย์จะตรวจเปลือกตาทั้งด้านในและด้านนอกของเปลือกตาเพื่อแยกว่าเป็น internal หรือ external hordeolum

  • ท่านอาจจะพบตาท่านแดงเนื่องจากมีการอักเสบของเยื่อบุตา conjunctivitis

  • ต่อมน้ำเหลืองที่หน้าหูมักจะไม่โต

 

loading...

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ตากุ้งยิง

 

 

รักษากุ้งยิงอย่างไร

เมื่อสงสัยว่าเริ่มเป็นตากุ้งยิง ก็ควรรีบมาพบจักษุแพทย์โดยเร็ว เพราะในระยะแรก จะมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง ถ้าได้ใช้ยาทันท่วงที และใช้น้ำอุ่นประคบบริเวณที่เป็น จะทำให้ไม่เกิดการรวมตัวเป็นฝีขึ้น กุ้งยิงก็จะหายได้โดยการใช้ยาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องผ่าฝี การใช้ยา ควรได้รับการตรวจตาและสั่งยาโดยแพทย์ ยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะหยอดตาป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานร่วมด้วย แต่ในรายที่เป็นฝีหรือตุ่มเป็นไตขึ้นมาแล้วจำเป็นต้องทำการผ่าฝีและขูด บริเวณนั้นออกให้สะอาดจริง ๆ ร่วมกับการใช้ยาเพื่อรักษาให้หายขาดและไม่ให้เป็นซ้ำอีก ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองยังออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี

กุ้งยิงในระยะแรก ซึ่งมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง รักษาโดยการประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15-20 นาที เป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อช่วยลดอาการบวม เจ็บ และเป็นการทำให้รูเปิดของต่อมเปลือกตาไม่อุดตัน ในขณะทำการประคบให้หลับตาไว้ การใช้ยา ควรได้รับการตรวจตาและสั่งยาโดยแพทย์ ยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะหยอดตา ป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานร่วมด้วย กุ้งยิงที่เป็นประมาณ 2-3 วันขึ้นไป ถ้ายังไม่ดีขึ้น มักจะมีหนองอยู่ภายในก้อน จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อเจาะและขูดเอาหนองออกและใช้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 3-5 วัน หรือจนกว่าจะหายอักเสบ ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี หลังจากเจาะกุ้งยิง แพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้ เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง ท่านไม่ควรขับรถในช่วงนั้น เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้นได้

แนวทางการรักษากุ้งยิง โดยหากเป็นอาการในระยะแรกๆ ยังไม่เป็นตุ่มนูนชัดเจน เพียงแต่อักเสบแดงรอบๆ อาการจะหายได้โดยการใช้ประคบอุ่น นานประมาณ 15 นาที วันละ 3 – 4 ครั้ง และนวดเบาๆ ร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนชนิดหยอดเพียงอย่างเดียว หรือร่วมกับยาปฏิชีวนรับประทานด้วย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค

หากพบมีการอักเสบของขอบหนังตาทั่วๆไป (Blepharitis) ร่วมด้วย ซึ่งจะสังเกตพบเป็นผงขุยบริเวณขอบตา ควรเช็ดทำความสะอาดขอบตาด้วยน้ำอุ่นสะอาด โดยเช็ดจากหัวตาไปหางตา ประมาณวันละ 2 ครั้ง

โดยทั่วไป แม้ไม่ได้ใช้ยา บางคนอาจหายได้เองในเวลา 1 – 2 สัปดาห์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น เกิดเป็นก้อนนูนชัดเจน และ/หรือใช้ยาปฏิชีวนะ (การซื้อยาใช้เอง ควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนเสมอ) แล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อรักษาโดยการกรีดหนองออก

หากเป็น Chalazion การใช้ยาปฏิชีวนะอาจไม่ช่วย ต้องลงเอยด้วยการกรีดออก หรือแพทย์บางท่านอาจใช้วิธีฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปรอบๆก้อน

วิธีการกรีดกุ้งยิง ทำได้โดยใช้ยาชาชนิดหยอด 2 – 3 ครั้ง ตามด้วยการฉีดยาชาประมาณ 0.5 ซีซี (c.c) บริเวณก้อน กรีดด้วยมีดปลายแหลมยาวประมาณ 2 – 3 มิลลิเมตร หนองจะทะลักออก และก้อนจะยุบโดยไวภายใน 2 – 3 วัน (เป็นการรักษาโดยแพทย์ ไม่ควรรักษาตนเอง หรือให้ผู้ไม่ใช่แพทย์รักษาให้)

 

ตากุ้งยิง
ตากุ้งยิง

 

 

การผ่าตัดระบายหนอง

จักษุแพทย์จะใช้ยาชาหยอดตาให้ชา และใช้ยาชาเฉพาะที่ฉีด ดังนั้นขณะที่ทำคนไข้จะไม่เจ็บ หลังการเจาะกุ้งยิง แพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง ท่านไม่ควรขับรถในช่วงนั้นเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ

ควรดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นกุ้งยิง? ควรพบแพทย์เมื่อไร

การดูแลตนเอง การพบแพทย์เมื่อเป็นกุ้งยิง คือ

1. เมื่อพบว่าเป็นกุ้งยิง ควรเช็ดขอบตารอบๆกุ้งยิงให้สะอาดด้วยน้ำอุ่นสะอาดวันละประมาณ 2 ครั้ง เช้า เย็น และดูแลรักษาความสะอาดบริเวณใบหน้าเสมอ

2. งดใช้เครื่องสำอางบริเวณดวงตา

3. งดใช้คอนแทคเลนส์

4. ประคบอุ่นบริเวณที่เป็นกุ้งยิงวันละ 3 – 4 ครั้ง เพราะการประคบอุ่นทำให้มีหลอดเลือดมาเลี้ยงบริเวณที่เป็นโรคมากขึ้น มาช่วยกันต่อสู้เชื้อโรค อีกทั้งความอุ่นอาจทำให้ไขมันที่อุดตันต่อม เปิดออก ทำให้หนองไหลออกมาได้เอง อาการจะดีขึ้น

5. ยังคงทำงานได้ตามปกติ หากเป็นงานที่ใช้สายตามาก ควรพักสายตาเป็นระยะๆ

6. หยอดตาชนิดมียาปฏิชีวนะ (ปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยาเสมอ) ภายใน 2 – 3 วัน ถ้าอาการเจ็บไม่ลดลง ก้อนไม่ยุบ หรือมีเลือดออกจากแผล ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณายาปฏิชีวนะที่เหมาะสม หรือกรีดหนองออก

7. หากมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคที่ก่อให้มีภูมิคุ้มกันต้านทานต่ำ เช่น ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) โรคเลือดหรือกำลังได้ยาเคมีบำบัด (รักษาโรคมะเร็ง) ฯลฯ ควรพบแพทย์เพื่อการรักษาที่เหมาะสมทันทีที่สงสัยว่าจะเป็นกุ้งยิง ไม่ควรลองรักษาด้วยตนเอง เพราะเชื้อโรคอาจลุกลามได้รวดเร็วดังกล่าวแล้วในหัวข้อ ผลข้างเคียง

 

 

ขอบคุณที่มา
th.wikipedia.org
medthai.com

loading...

Related Post

Related posts:

โรคมือปากเท้า...สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้และการรักษาโรคมือเท้าปาก
การทําหมันชาย คืออะไร 10 ข้อดีและลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษา
โรคหลอดเลือดสมอง ลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษา 28 วิธี stroke
กลากน้ำนม สาเหตุโดยส่วนใหญ่อาการและวิธีการดูแลการรักษา โรคกลากน้ำนม (เกลื้อนน้ำนม)
ไส้ติ่งอักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรค Appendicitis
มะเร็งไทรอยด์ โรคมะเร็งที่เกิดกับต่อมไทรอยด์ โดยเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
ต่อมลูกหมากอักเสบ เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ชายที่อายุน้อยกว่า 50 ปี
โพรงจมูกอักเสบ เป็นภาวะที่เยื่อบุบริเวณโพรงอากาศข้างจมูกเกิดการอักเสบบวมจากการติดเชื้อ
No votes yet.
Please wait...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ