ทอนซิลอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อบริเวณต่อมทอนซิลสามารถพบได้หลายตำแหน่ง

 

Share This:

ทอนซิลอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อบริเวณต่อมทอนซิลสามารถพบได้หลายตำแหน่ง
5 (100%) 5 votes
loading...

ทอนซิลอักเสบ

ทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลเป็นต่อมที่อยู่ในกลุ่มของเนื้อเยื่อประเภทน้ำเหลือง ซึ่งสามารถพบได้หลายตำแหน่ง โดยตำแหน่งแรกเป็นตำแหน่งที่สามารถเห็นได้ชัดเจนอยู่บริเวณด้านข้างของช่องปาก นอกจากนี้ยังพบได้ที่บริเวณโคนลิ้น และในช่องของโพรงจมูก   ต่อมทอนซิลอักเสบ

ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) เกิดจากการติดเชื้อบริเวณต่อมทอนซิลซึ่งเป็นต่อม 2 ต่อมที่อยู่บริเวณด้านหลังของลำคอ ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคที่ผ่านเข้าลำคอหรือทางการหายใจ แต่บางทีต่อมทอนซิลนี้ก็ติดเชื้อเสียเอง โดยอาจทำให้มีอาการหลักคือ ต่อมทอนซิลบวมแดง เจ็บคอ กลืนลำบาก มีไข้ เสียงเปลี่ยน และมีกลิ่นปาก เป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลที่มักพบได้ทั่วไปและบ่อยครั้ง ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บคอและเป็นไข้ร่วมด้วย มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ซึ่งแบคทีเรียที่พบในอาการนี้ ส่วนมากเป็นแบคทีเรียชนิด Streptococcus pyogenes ทั้งนี้หากปราศจากการรักษา ในผู้ป่วย 40% อาการจะบรรเทาลงเองภายในสามวัน และในผู้ป่วย 85% อาการจะบรรเทาลงเองภายในหนึ่งสัปดาห์

 

ทอนซิลอักเสบ
ทอนซิลอักเสบ

 

ต่อมทอนซิลอักเสบ Tonsillitis

ทอนซิลอักเสบ
ทอนซิลอักเสบ

ต่อมทอนซิลอักเสบหมายถึงมีการอักเสบของต่อมทอนซิล ซึ่งอาจจะกิดจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย การอักเสบอาจจะลามไปถึงที่โคนลิ้น และที่ด้านหลังโพรงจมูก และอาจจะลามยังเนื้อเยื่อที่ด้านหลังของคอที่เรียกว่าคออักเสบ Pharyngitis

อาการของต่อมทอนซิลอักเสบ

อาการต่อมทอนซิลอักเสบ จะมีลักษณะคล้ายโรคลำคออักเสบทั่วไป คือ

  • มีอาการเจ็บคอ อาการเจ็บคอจะเจ็บมากบริเวณด้านข้างของช่องปากทั้งสองข้าง โดยมากจะเจ็บมากว่า 48 ชั่วโมง
  • กลืนอาหารลำบากโดยเฉพาะ เวลากลืนอาหารจะเจ็บมาก สำหรับเด็กจะมีอาการน้ำลายไหลเนื่องจากกลืนลำบาก
  • มีอาการไข้ หนาวสั่น ไข้จะสูงหรือไข้ต่ำๆขึ้นกับสภาพผู้ป่วย เชื้อที่เป็นสาเหตุหากเป็นเชื้อแบคทีเรียจะมีไข้สูง หากเป็นไวรัสไข้จะสูงไม่มาก
  • หากต่อมอักเสบเฉียบพลันจะมีไข้สูง หากต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังไข้จะต่ำๆ
  • คัดจมูก มีน้ำมูกแต่ไม่มาก น้ำมูกมักใส
  • ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว
  • ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการเจ็บหูเพราะการอักเสบของต่อมทอนซิลอาจจะส่งผลถึงการอักเสบของหู
  • อาจจะมีอาการอาเจียนหลังรับประทานอาหาร
  • อาจมีต่อมน้ำเหลืองด้านหน้าลำคอส่วนบน โตทั้งสองข้าง
  •  มีกลิ่นปาก

 

สาเหตุของการเกิดต่อมทอนซิลอักเสบ

ต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่อมทอนซิอักเสบกว่า 70 – 80% นั้นมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสเป็นส่วนใหญ่ และสาเหตุส่วนที่เหลือมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยตัวเชื้อทั้งหมดนั้นอาจจะอยู่ในน้ำลาย เสมหะ อากาศที่หายใจเข้าไป การสัมผัสกับเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ตามจุดต่างๆ รอบตัวแล้วนำมือหรือส่วนต่างๆ ของร่างกายที่โดนเชื้อมาสัมผัสปากหรือจมูก รวมไปถึงการทานอาหารหรือดื่มน้ำจากภาชนะเดียวกันกับผู้ติดเชื้อก็ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลได้

การติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่ผ่านเข้าทางปาก โดยต่อมทอนซิลจะช่วยป้องกันการติดเชื้อด้วยการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค และเนื่องจากเป็นภูมิคุ้มกันด่านแรก ต่อมทอนซิลจึงเป็นอวัยวะที่เสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อได้เช่นกัน

ทั้งนี้สาเหตุส่วนใหญ่ของทอนซิลอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสมากกว่าแบคทีเรีย โดยไวรัสทั้งหลายที่ก่อให้เกิดการอักเสบของต่อมทอนซิลยังอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคอื่นด้วย การได้รับเชื้อจากผู้ที่ป่วยโรคที่เกิดจากไวรัสต่อไปนี้ จึงอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลได้เช่นกัน

  • ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดทั่วไป
  • ไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) ไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดใหญ่
  • ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza) ทำให้เกิดโรคกล่องเสียงอักเสบและกลุ่มอาการครู้ป
  • ไวรัสเอนเทอร์โร (Enteroviruses) ต้นเหตุของโรคมือเท้าปาก
  • ไวรัสรูบิโอลา (Rubeola) ทำให้เกิดโรคหัด
  • ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ไวรัสที่มักเป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย
  • ไวรัสเอ็บสไตน์บาร์ (Epstein-Barr) ที่สามารถก่อให้เกิดโรคโมโนนิวคลีโอซิส แต่ทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดนี้จะพบได้ไม่บ่อย

แบคทีเรียต่าง ๆ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อที่ต่อมทอนซิล ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยที่สุดเกิดจากเชื้อสเต็ปโตคอคคัสกลุ่มเอ (Group A Streptococcus) ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคคออักเสบ นอกจากนี้แบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ก็พบว่าเป็นสาเหตุได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่า

โรคต่อมทอนซิลพบได้บ่อยในช่วงเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 2 ปีขึ้นไปจนถึงช่วงวัยรุ่นตอนกลาง โดยทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียพบได้บ่อยในช่วงอายุ 5-15 ปี ขณะที่ทอนซิลอักเสบที่เกิดจากไวรัสจะพบในเด็กเล็กมากกว่า ส่วนวัยผู้ใหญ่มีโอกาสเกิดได้น้อย ทั้งนี้เพราะเด็กวัยเรียนมักมีการสัมผัสอยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนและชอบเล่นสนุกสนาน จึงทำให้ต้องเผชิญกับเชื้อโรคมากมายและเสี่ยงต่อการติดเชื้อทอนซิลอักเสบมากกว่า

 

ทอนซิลอักเสบ
ทอนซิลอักเสบ

อาการของต่อมทอนซิลอักเสบ

ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการเป็นไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว คัดจมูก น้ำมูกไหลแต่ไม่มาก มีอาการคัดจมูก กลืนอาหารลำบากเพราะมีอาการเจ็บคอร่วมด้วยและจะเจ็บอย่างมากตอนกลืนอาหาร ในบางรายอาจจะมีอาการปวดหูร่วมด้วย เพราะอาการอักเสบของต่อมทอนซิลที่คออาจจะส่งผลไปถึงในส่วนของหู เพราะหูชั้นกลางนั้นมีเส้นทางที่เชื่อมกับส่วนของลำคอ ต่อมทอนซิลเมื่อเกิดอาการอักเสบก็จะมีขนาดโตขึ้น มีอาการแดง อาจจะมีของเหลวสีคล้ายหนองปกคลุม

ต่อมทอนซิลอักเสบมีอาการที่พบได้บ่อย ดังนี้

  • ต่อมทอนซิลบวมและแดง
  • มีชั้นบาง ๆ หรือจุดสีขาวหรือสีเหลืองปกคลุมบนต่อมทอนซิล
  • มีอาการเจ็บคอที่อาจรุนแรงและคงอยู่ยาวนานกว่า 48 ชั่วโมง
  • กลืนลำบาก กลืนแล้วเจ็บ
  • ต่อมน้ำเหลืองในคอโตและฟกช้ำ
  • เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยน
  • มีกลิ่นปาก
  • มีไข้
  • ปวดท้อง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • คอแข็ง
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดที่หู

 

 

การวินิจฉัยโรคทอนซิลอักเสบ

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยการตรวจลำคอโดยอาจใช้วิธีการต่อไปนี้

  • ใช้ไฟฉายส่องดูบริเวณลำคอ รวมทั้งอาจดูบริเวณหูและจมูกร่วมด้วย เนื่องจากเป็นบริเวณที่แสดงอาการติดเชื้อได้เช่นกัน
  • ตรวจดูผื่นแดงที่เป็นอาการของโรคไข้อีดำอีแดงซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับกับโรคคออักเสบ
  • ตรวจด้วยการคลำสัมผัสเบา ๆ ที่ลำคอเพื่อดูว่าต่อมน้ำเหลืองบวมหรือไม่
  • ใช้เครื่องสเต็ทโทสโคปฟังเสียงจังหวะการหายใจของผู้ป่วย
  • บางกรณีอาจมีการใช้สำลีเช็ดที่ลำคอส่วนหลังเบา ๆ แล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูชนิดของเชื้อโรค
  • ตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ว่ามีค่าปกติหรือต่ำกว่าปกติ เพื่อบ่งบอกว่าเป็นการติดเชื้อจากไวรัสหรือแบคทีเรีย แต่การตรวจนับเม็ดเลือดนี้จะใช้เฉพาะกรณีที่การตรวจทางห้องปฏิบัติการให้ผลไม่ชัดเจน

 

loading...

 

ทอนซิลอักเสบ
ทอนซิลอักเสบ

การรักษา

การรักษาทอนซิลอักเสบโดยทั่วไปจะใช้ยาต้านการอักเสบ เช่น ไอบูโปรเฟน (ibuprofen) เพราะส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส และคนไข้ส่วนใหญ่ก็จะหายได้หรืออาการดีขึ้นจากการให้ยา หรือหากมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย จะมีการรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะ สำหรับยาปฏิชีวนะก็มีหลายชนิด ซึ่งควรรับประทานตามที่แพทย์สั่งและรับประทานให้นานพอ เช่น 7-10 วัน นอกจากการรักษาแบบให้ยาปฏิชีวนะแล้วต้องให้การรักษาแบบประคับประคองรวมด้วย เช่น การให้ยาลดไข้, การให้ดื่มน้ำมากๆ หรืออาจต้องให้น้ำเกลือถ้าผู้ป่วยทานอาหารไม่ค่อยได้ และให้ทานอาหารอ่อนๆ

ในกรณีที่ต่อมทอนซิลมีการอักเสบบ่อยครั้ง ผู้ป่วยมักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ตัดทอนซิลออก ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม มีรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าหลังจากตัดต่อมทอนซิลแล้ว ภูมิคุ้มกันจะลดลงชั่วคราว ทั้งนี้ที่บริเวณคอยังมีต่อมน้ำเหลืองอีกหลายร้อยต่อม ซึ่งจะช่วยกันทำงานหลังจากตัดต่อมทอนซิลไปแล้ว

 

ทอนซิลอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ซึ่งมักจะรักษาให้หายได้ภายใน 7-10 วันโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ดีขึ้นได้ด้วยการดูแลรักษาตัวเอง ส่วนการรักษาการอักเสบของต่อมทอนซิลที่เกิดจากแบคทีเรียนั้นใช้เวลานานกว่า และอาจต้องใช้วิธีการรักษาทางแพทย์ ได้แก่ การรับประทานยาปฏิชีวนะ และการผ่าตัดในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน

 

การรักษาด้วยยา

  • ให้ยาบรรเทาอาการเจ็บคอ
  • ยาลดน้ำมูก
  • หรือลดไข้
  • ให้ยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบ ถ้าสงสัยว่าต่อมทอนซิลอักเสบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยให้ยากลุ่ม ยาในกลุ่มเพนนิซิลิน ควรรับประทานยาดังกล่าวให้นานพอ เช่น 7-10 วัน
  • ในรายที่มีอาการมากๆ เช่น เจ็บคอมาก ไข้สูง รับประทานอาหารไม่ได้  แพทย์อาจแนะนำให้นอนพักรักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้น้ำเกลือ และยาต้านจุลชีพทางหลอดเลือดดำ ซึ่งจะทำให้อาการทุเลา ดีขึ้นเร็วกว่า
  • การให้ยากลับไปรับประทานที่บ้าน  หากแพทย์พิจารณาว่า มีสาเหตุมาจากไวรัส ก็จะให้ยาตามอาการเท่านั้น เพราะยาต้านจุลชีพ ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้

หลังการรักษาอาการควรจะดีขึ้นใน 2-3 วันหลังจากได้รับยาปฏิชีวนะ สำหรับเด็กควรจะได้รับยาปฏิชีวนะครบ 24 ชั่วโมงจึงให้ไปโรงเรียนเพื่อลดการแพร่กระจาย

 

ทอนซิลอักเสบ
ทอนซิลอักเสบ

 

การดูแลรักษาตนเอง

  • เมื่อมีอาการเจ็บคอหรือมีไข้ ควรรับประทานยาแก้ปวดลดไข้ เช่น พาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน แต่หากเป็นไข้อ่อน ๆ ไม่มีอาการเจ็บปวดก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา ข้อควรระวังสำหรับเด็กหรือวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ที่มีอาการของโรคหวัดธรรมดาหรือโรคไข้หวัดใหญ่ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เพราะอาจทำให้มีอาการแพ้หรือที่เรียกว่าโรคเรย์ซินโดรม ส่งผลอันตรายถึงแก่ชิวิตได้
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้คอชุ่มชื้น
  • รับประทานอาหารอ่อน ๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม และดื่มเครื่องดื่มที่ช่วยให้สบายคอ เช่น น้ำอุ่น ชาที่ปราศจากคาเฟอีน น้ำอุ่นผสมน้ำผึ้ง หรือไอศกรีมแท่ง
  • กลั้วปากด้วยน้ำเกลือ สามารถทำได้เองที่บ้าน ใช้เกลือ 1 ช้อนชาผสมน้ำเปล่าประมาณ 250 มิลลิลิตร กลั้วลำคอแล้วบ้วนทิ้ง จะช่วยให้บรรเทาอาการเจ็บคอลงได้
  • รักษาความชุ่มชื้นของบ้าน หลีกเลี่ยงอากาศแห้งเนื่องจากจะส่งผลให้ระคายเคืองที่คอและเจ็บคอยิ่งขึ้น
  • เด็กที่อายุมากกว่า 4 ปีขึ้นไปอาจอมยาอมเพื่อบรรเทาอาการระคายคอ
  • หลีกเลี่ยงสารที่ก่อความระคายเคืองที่คอ เช่น ควันบุหรี่ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหลาย

ทั้งนี้ผู้ปกครองที่สังเกตเห็นว่าอาการเจ็บคอของลูกไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน กลืนอาหารลำบากหรือกลืนแล้วเจ็บ อ่อนเพลียอย่างมาก รับประทานอาหารได้น้อยมาก ควรพาไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ และควรต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรงอย่างหายใจลำบาก กลืนอาหารได้ยากมาก หรือน้ำลายไหล

 

โรคแทรกซ้อนของต่อมทอนซิลอักเสบ

  • เชื้อที่เป็นสาเหตุของทอนซิลอักเสบบางชนิดเป็นเชื้อที่รุนแรง อาจทำให้เกิดหนองรอบๆทอนซิลจนเกิดเป็นหนอง บริเวณรอบต่อมทอนซิล (peritonsillar abscess)
  • โรคทอนซิลอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส (Streptococcus) สามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนของโรคหัวใจ และโรคไตได
  • Rheumatic fever
  • ผู้ป่วยที่มีทอนซิลอักเสบบ่อยๆขนาดของทอนซิลจะโต ซึ่งอาจทำให้ทางเดินหายใจแคบลง เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดตันได้ สังเกตได้จากขณะนอนหลับ ผู้ป่วยมักจะกรนดัง หรือสะดุ้งตื่นบ่อยๆ โดยเฉพาะในเด็ก
  • ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา การอักเสบของต่อมทอนซิลอาจลุกลาม ผ่านช่องคอ เข้าสู่ช่องปอด และหัวใจได้  นอกจากนั้น เชื้อแบคทีเรีย อาจเข้ากระแสเลือด แล้วกระจายไปทั่วร่างกาย เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายอย่างมาก เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

 

ภาวะแทรกซ้อนของทอนซิลอักเสบ

การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยครั้งหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หายใจลำบาก การติดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เนื้อเยื่อโดยรอบ รวมถึงการติดเชื้อที่ส่งผลให้มีฝีที่ทอนซิล หรือหนองลุกลามสะสมที่ด้านหลังของลำคอและอวัยวะข้างเคียงได้

เด็กที่ป่วยเป็นทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรียสเต็ปโตคอคคัส (Streptococcus) แต่ไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้วได้รับยาไม่ครบกำหนด มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่พบได้ไม่บ่อย ได้แก่ ไข้รูมาติก ซึ่งจะส่งผลต่อหัวใจ ข้อต่อ และเนื้อเยื่ออื่น ๆ และการอักเสบของกรวยไตจากการติดเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว

การป้องกันทอนซิลอักเสบ

เชื้อไวรัสและแบคทีเรียทั้งหลายที่เป็นสาเหตุของทอนซิลอักเสบนั้นสามารถแพร่กระจายได้ง่าย การป้องกันการติดเชื้อและอักเสบที่ดีที่สุดจึงทำได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย และเนื่องจากโรคนี้มักพบได้ในเด็ก ผู้ปกครองอาจสอนลูกให้ป้องกันจากการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมจานหรือดื่มน้ำร่วมแก้วกับผู้อื่นที่อาจมีการสัมผัสน้ำลายของอีกฝ่าย
  • หมั่นล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร
  • เปลี่ยนแปรงสีฟันที่ใช้หลังจากป่วยเป็นทอนซิลอักเสบ
  • พักรักษาตัวแต่ในบ้าน อยู่ให้ห่างจากผู้อื่น เพื่อไม่ให้เชื้อกระจายสู่ผู้อื่น
  • สอบถามแพทย์ถึงเวลาที่ลูกจะสามารถกลับไปเรียนตามปกติได้
  • สอนให้ลูกไอหรือจามโดยใช้กระดาษทิชชู่ปิดปาก และล้างมือให้สะอาดหลังไอหรือจาม

 

ทอนซิลอักเสบ
ทอนซิลอักเสบ

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

ต่อมทอนซิลมีหน้าที่กรองเชื้อโรคไม่ให้ลุกลามเข้าไปในร่างกายดังที่กล่าวแล้ว โดยทั่วไปจะไม่แนะนำให้ตัดทิ้ง แต่หาก ในกรณีทีมีการอักเสบรุนแรง หรืออันตรายจากทอนซิลอักเสบ ผู้ป่วยควรได้รับการตัดต่อมทอนซิลออก ได้แก่

  1. ทอนซิลที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตัน
  2. เคยมีภาวะหนองที่ข้างทอนซิล (Peritonsillar  abscess) ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา
  3. มีกลิ่นปากจากทอนซิลอักเสบเรื้อรัง
  4. ทอนซิลอักเสบชนิดสเตรปโตคอคคัส และทอนซิลที่โตข้างเดียวที่อาจเป็นมะเร็งได้
  5. เป็นภาวะต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง ที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผล หรือเกิดการอักเสบ มีอาการอักเสบบ่อยมากกว่า 6-7 ครั้งใน 1 ปี หลายปีติดต่อกัน ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง เช่นต้องขาดงาน หรือขาดเรียนบ่อย
  6. เมื่อต่อมทอนซิลโตมากๆ ทำให้เกิดอุดกั้นทางเดินหายใจ และมีอาการนอนกรน และ/ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับตามมา
  7. ผู้ป่วยที่มีต่อมทอนซิลโต และแพทย์สงสัยว่า อาจเป็นมะเร็งของต่อมทอนซิลโดยตรง หรือมีมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ แล้วหาตำแหน่งมะเร็งต้นเหตุไม่เจอ แต่แพทย์สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งที่มาจากต่อมทอนซิล

 

การผ่าตัดต่อมทอนซิลออกนั้นจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อที่ต่อมทอนซิล ทำให้ลดการเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ และไม่มีข้อเสียแต่อย่างใดหากตัดต่อทอนซิลทิ้งไปหากตัดทิ้งได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพราะต่อมทอนซิลที่ถูกตัดออกมักจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีหากยังปล่อยเอาไว้ อีกทั้งภายในร่างกายมีต่อมน้ำเหลืองมากมายที่สามารถทำงานในเรื่องของการฆ่าเชื้อโรคแทนต่อมทอนซิลได้ ดังนั้นการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกจึงไม่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง

 

ขอบคุณที่มา

pobpad.com
siamhealth.net
honestdocs.co

 

loading...

Related posts:

มะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก โรคอาการและการรักษา
โรคซึมเศร้า สาเหตุหลัก อาการทั้งหมดและวิธีรักษาโรคซึมเศร้า
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาโรค 35 วิธี (Lymphoma)
หมอนรองกระดูกคอเสื่อม อาการโรคฮิตของคนวัยทำงานรวมสาเหตุการรักษา
หลอดเลือดหัวใจตีบ กับความเสี่ยงของการทำ “บอลลูนหัวใจ” เพื่อรักษาโรคหลอดเลือด
หูตึง หูหนวก ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคหูตึง หูหนวก
เชื้อราในปอด การติดเชื้อราในระบบทางเดินหายใจ ในไซนัส และในปอด
ไตวาย ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษา 17 วิธี Renal failure
Rating: 5.0. From 1 vote.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ