ท้องนอกมดลูก ลักษณะอาการ สาเหตุและการตั้งครรภ์นอกมดลูก

 

Share This:

ท้องนอกมดลูก ลักษณะอาการ สาเหตุและการตั้งครรภ์นอกมดลูก
Rate this post
loading...
loading...

 

ท้องนอกมดลูก

ท้องนอกมดลูก
ท้องนอกมดลูก

 

ท้องนอกมดลูกคืออะไร

 

ท้องนอกมดลูก หรือ การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy) เป็นภาวะแทรกซ้อนทางการตั้งครรภ์ที่อันตราย เป็นความผิดปกติของการตั้งครรภ์อย่างหนึ่ง ซึ่งแทนที่ตัวอ่อนของมนุษย์ที่เกิดจากการปฏิสนธิของไข่และตัวเชื้ออสุจิ จะไปฝังตัวที่โพรงมดลูกตามปกติแล้วค่อยๆเจริญเติบโตเป็นทารกและคลอดออกมา แต่กลับไปฝังตัวนอกโพรงมดลูก ที่พบบ่อยที่สุด ประมาณ 95% ไปฝังตัวที่ปีกมดลูกหรือท่อนำไข่ (Tubal pregnancy) นอกจากนั้นสามารถไปฝังตัวที่รังไข่ ปากมดลูก หรือในช่องท้องได้

การตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของสตรีวัยเจริญพันธุ์ เพราะหากแพทย์วินิจฉัยโรคไม่ได้หรือให้การรักษาไม่ได้ทันท่วงที คุณแม่อาจเสียชีวิตเนื่องจากการเสียเลือดมากได้ นอกจากนั้นยังอาจมีภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากตามมาอีกในอนาคต สำหรับอุบัติการณ์การท้องนอกมดลูกในบ้านเรานั้นถือว่าเป็นความผิดปกติอย่างหนึ่งที่พบได้ในหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 1 ใน 200 คนของการตั้งครรภ์ทั้งหมด (บางข้อมูลว่ามีประมาณ 1 ใน 300 คน) และอาจมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ

 

 

ท้องนอกมดลูก
ท้องนอกมดลูก

 

 การตั้งครรภ์หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า “ตั้งท้อง” โดยทั่วไปมักเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีของคนในครอบครัวที่คาดหวังว่าผู้เป็นแม่จะให้กำเนิดลูกน้อยคนใหม่ที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ครบสามสิบสอง แต่ในบางกรณีเราอาจพบได้ว่าทารกน้อยที่เกิดมาใหม่ก็อาจมีร่างกายที่ไม่สมประกอบ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถให้กำเนิดทารกออกมาได้ หรือบางครั้งได้ลูกแต่ต้องเสียแม่ไปก็มี และก็มีที่การตั้งครรภ์ครั้งนั้นก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งตัวลูกและแม่…

สาเหตุส่วนใหญ่ของกรณีที่น่าเศร้าสลดใจนี้มักเกิดจากการ “ท้องนอกมดลูก” มันคืออย่างไรและทำไมจึงเป็นเช่นนั้นได้? ต้องลองอ่านต่อไปค่ะผู้หญิงตั้งท้องได้อย่างไร?
ตามธรรมชาติของผู้หญิงนั้นเมื่อไข่ (ovum) ตกจากรังไข่ (ovary) แล้วบังเอิญมีตัวอสุจิ (sperm) ของผู้ชายเดินทางผ่านจากช่องคลอดเข้าไปยังมดลูกแล้วออกไปทางท่อนำไข่ไปพบกับไข่เข้า ก็จะเจาะไข่เข้าไปผสม (fertilization) กลายเป็นตัวอ่อน (embryo) จากนั้นตัวอ่อนจะเดินทางกลับมาตามท่อนำไข่ผ่านเข้าไปในมดลูก (uterus) ซึ่งเป็นที่ที่เหมาะจะเป็นที่ฝังตัว (implant) เพื่อการเจริญเติบโตต่อไป และเมื่อตัวอ่อนฝังตัวในตัวแม่แล้วนั้นจึงจะเรียกว่ามีการตั้งท้องหรือตั้งครรภ์เกิดขึ้น

 

ท้องนอกมดลูกมีอาการอย่างไร

 

แล้วอะไรคือท้องนอกมดลูก?

บางครั้งการเดินทางของตัวอ่อนอาจไม่สะดวกหรือเดินทางเร็วเกินไป หรืออาจวกวนจนทำให้มันไม่อาจไปฝังตัวในที่ที่เหมาะสมในโพรงมดลูกได้ การที่มันฝังตัวในที่อื่นๆ นอกเหนือจากในโพรงมดลูกนี้เรียกว่า “ท้องนอกมดลูก” ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 1-2% และจะมีโอกาสเกิดมากยิ่งขึ้นหากผู้นั้นเคยตั้งท้องนอกมดลูกมาก่อนแล้ว

 

 

ท้องนอกมดลูก
ท้องนอกมดลูก

 

สาเหตุการท้องนอกมดลูก

 

  • การสูบบุหรี่ สารพิษจากบุหรี่จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของปีกมดลูกและการโบกพัดของขนเล็ก ๆ ในท่อนำไข่

  • การเดินทางของไข่ที่ผสมแล้วจากข้างหนึ่งไปยังท่อนำไข่ของด้านตรงข้าม เช่น ไข่ที่ตกจากรังไข่ข้างซ้ายแต่เดินทางไปเข้าท่อนำไข่ด้านขวา หรือไข่ตกจากรังไข่ข้างขวาแต่เดินทางไปเข้าท่อนำไข่ข้างซ้าย ซึ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลานาน พอถึงระยะฝังตัวก็ยังอยู่ในท่อนำไข่ หรือบางทีก็ยังไม่เข้าท่อนำไข่ก็มี จึงต้องฝังตัวอยู่ข้าง ๆ รังไข่ หรือบริเวณใกล้เคียง จึงเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งเป็นการตั้งครรภ์ผิดปกติที่ต้องรีบได้รับการแก้ไข

  • ความผิดปกติของท่อนำไข่ เช่น ท่อนำไข่หรือปีกมดลูกเกิดการอักเสบเรื้อรัง มีพังผืดกั้นทำให้ท่อทางเดินของไข่อุดตัวเป็นบางส่วน ท่อนำไข่เจริญเติบโตได้ไม่ดี หรือท่อนำไข่ที่เกิดก้อนเนื้องอก (ถูกเบียดด้วยก้อนเนื้องอกของท่อนำไข่) หรือเนื้องอกของมดลูก จนมีการปิดกั้นขวางทางไม่ให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วเดินทางไปฝังตัวในโพรงมดลูก หรือเป็นผลให้เดินทางช้าลง เมื่อถึงระยะเวลาฝังตัวก็เพิ่งเดินทางอยู่ในท่อนำไข่เท่านั้น จึงเกิดการฝังตัวอยู่ที่ท่อนำไข่แทน ถ้าไม่รีบแก้ไขหรือแพทย์ยังไม่ได้ตรวจพบแต่เนิ่น ๆ ก็จะเป็นอันตรายทำให้ท่อนำไข่ของคุณแม่ฉีกขาดได้

  • เคยรักษาครรภ์นอกมดลูกโดยการผ่าตัดมาก่อน เพราะการผ่าตัดในช่องท้องจะทำให้เกิดพังผืดและมีแผลเป็นเกิดขึ้น ปีกมดลูกและรังไข่หลังจากการผ่าตัดจะเหลือเพียงข้างเดียว คุณแม่จึงมีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูกซ้ำได้อีกครั้ง แต่โดยปกติแล้วแพทย์จะพยายามรักษาปีกมดลูกเอาไว้ให้ดีที่สุด และกว่า 60% ของแม่ที่เคยตั้งครรภ์นอกมดลูกก็ยังสามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้อีกตามปกติ ถ้าคุณแม่รีบแจ้งให้แพทย์ทราบเมื่อรู้ว่ากำลังตั้งครรภ์

  • เคยผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะการผ่าตัดบริเวณท่อนำไข่ เช่น การผ่าตัดต่อหมัน เพราะจะทำให้เกิดเป็นพังผืดหรือท่อนำไข่ตีบตันบางส่วน ส่วนการทำหมันแล้วก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก เพราะเมื่อเกิดการตั้งครรภ์หลังการทำหมันก็มักจะเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก

  • การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำกิฟต์ (GIFT), IVF-ET สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีบุตรยาก ก็อาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์นอกมดลูกได้เช่นกัน แต่คุณแม่ที่มีแพทย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิดมักจะปลอดภัย เพราะแพทย์จะนัดมาตรวจอัลตราซาวนด์ในระยะแรกของการตั้งครรภ์อยู่เสมอ

  • คุณแม่เคยใช้ฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินหลังการมีเพศสัมพันธ์หรือคุณแม่เคยใช้ห่วงอนามัยในการคุมกำเนิดมาก่อน ก็มีโอกาสทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้เช่นกัน เพราะการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตรเจนเพียงอย่างเดียว อิทธิพลของฮอร์โมนจะทำให้การบีบตัวของท่อนำไข่ ส่งผลให้ตัวอ่อนที่ผสมแล้วเคลื่อนที่ได้ช้าลง ส่วนการใช้ห่วงอนามัย (IUD) แม้จะช่วยป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อนที่โพรงมดลูกได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อนที่ปีกมดลูกได้ ถ้าหากคุณแม่พบว่าตนเองมีประจำเดือนขาดในช่วงที่คุมกำเนิดด้วยวิธีเหล่านี้อยู่ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจดูว่าคุณแม่จะตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือไม่

  • คุณแม่เคยมีประวัติการติดเชื้อและการอักเสบในอุ้งเชิงกรานอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะเชื้อ Chlamydia trachomatis และ Nesseria gonorrheae ซึ่งจะทำให้สภาพภายในอุ้งเชิงกรานมีพังผืดดึงรั้งอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นบริเวณปีกมดลูกและรังไข่ ทำให้ท่อนำไข่คดงอหรือตีบตันบางส่วน จนไปขัดขวางการเดินทางของตัวอ่อนที่จะไปฝังตัวในโพรงมดลูกหรือการเดินทางของตัวอ่อนเคลื่อนตัวได้ช้าลงและฝังตัวอยู่นอกโพรงมดลูก

  • คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมาก พบว่าจะมีความเสี่ยงมากกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อย

  • คุณแม่เคยมีประวัติการตั้งครรภ์นอกมดลูกก่อน ในครรภ์ต่อไปจะมีความเสี่ยงที่เกิดเป็นซ้ำได้อีกมากกว่าคนทั่วไปถึง 7-13 เท่า

 

อาการคนท้องนอกมดลูก

 

ถ้าไม่ใช่มดลูกแล้วจะเป็นที่ไหน?

ผู้หญิงที่ท้องนอกมดลูกส่วนใหญ่มากกว่า 95% พบว่าตัวอ่อนจะไปฝังตัวที่ท่อนำไข่ (fallopian tube) นอกนั้นอาจพบที่รังไข่ ปากมดลูก หรือในช่องท้อง ซึ่งล้วนไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของตัวอ่อน ในที่สุดก็ไม่สามารถพัฒนาและอยู่รอดได้ (ยกเว้นในบางรายแต่พบน้อยมากที่มีรายงานว่าตัวอ่อนไปฝังตัวในช่องท้องและเติบโตจนครบกำหนดคลอด แต่แม่ก็มีปัญหาต่อเนื่องจากการที่รกไปฝังตัวที่อวัยวะอื่นๆ ในช่องท้อง เรียกได้ว่าถึงรอดมาได้ก็สะบักสะบอมทั้งแม่-ลูก และแพทย์-พยาบาล)
เมื่อตัวอ่อนฝังตัวได้แล้วก็จะเริ่มหยั่งรกลงไปในที่ๆ มันฝังตัว และเริ่มเจริญเติบโตขึ้น แต่เพราะที่อยู่ไม่เหมาะสมจึงไม่สามารถอยู่รอดได้ โตไม่ได้ ถ้ามันอยู่บริเวณปลายท่อนำไข่ก็อาจจะหลุดออกมา หรือจุดที่มันฝังตัวก็จะแตกและมีเลือดออกตั้งแต่เล็กน้อยและหยุดได้เองซึ่งมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเกิดเลือดออกอย่างรวดเร็วและมากจนทำให้ช็อกได้ และเลือดที่ออกนี้จะถูกขังอยู่ในช่องท้องไม่ไหลออกมาข้างนอกให้เห็น จึงเรียกกันว่าเลือดตกใน

ถึงตายได้เพราะเลือดตกใน

ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 19 อัตราการตายจากท้องนอกมดลูกมีมากถึง 50% แต่พอถึงปลายศตวรรษที่19 การพัฒนาทางแพทย์เจริญขึ้นมากจนทำให้ลดอัตราตายจากท้องนอกมดลูกลงเหลือเพียง 5% เท่านั้น นั่นเพราะเดิมเรายังไม่สามารถค้นพบว่ามีการตั้งท้องนอกมดลูกได้อย่างรวดเร็วพอ กว่าจะพบว่าผิดปกติก็ตอนที่ท่อนำไข่แตก เกิดการเสียเลือดในช่องท้องอย่างรวดเร็วและมากจนไม่สามารถจะช่วยชีวิตได้ทัน

การลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ก็คือการค้นให้พบว่ามีการตั้งท้องนอกมดลูกได้เร็วที่สุด หรือถ้าพบในระยะที่ท่อนำไข่แตกเสียแล้ว การวินิจฉัยและการผ่าตัดเพื่อห้ามเลือดต้องทำให้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าวิธีการไหนต่างก็มีข้อจำกัดทั้งสิ้น

 

 

ท้องนอกมดลูก
ท้องนอกมดลูก
loading...
loading...

 

ปัจจัยเสี่ยงของการท้องนอกมดลูกมีอะไรบ้าง

 

ปัจจัยเสี่ยงของการท้องนอกมดลูก ได้แก่

  1. การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะจากเชื้อ Chlamydia trachomatis และ Nesseria gonorrheae จะทำให้เกิดพังผืดบริเวณปีกมดลูก และรังไข่ ทำให้ท่อนำไข่คดงอ หรือตีบตันบางส่วน ทำให้ขัดขวางการเดินทางของตัวอ่อนที่จะไปฝังตัวที่โพรงมดลูก หรือทำให้การเดินทางช้าลง ทำให้ตัวอ่อนฝังตัวที่ปีกมดลูกก่อน

  2. การผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะการผ่าตัดที่บริเวณท่อนำไข่ เช่น การผ่าต่อหมัน ทำให้เกิดพังผืดหรือท่อนำไข่ตีบตันบางส่วนเช่นกัน ส่วนการทำหมันแล้วก็ไม่สามารถรับประ กันได้ว่าจะไม่เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก โอกาสตั้งครรภ์หลังทำหมันมีประมาน 3 ใน 1,000 คนที่ทำหมัน และเมื่อเกิดการตั้งครรภ์หลังทำหมัน มักจะเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก

  3. การมีประวัติท้องนอกมดลูกมาก่อน จะเพิ่มความเสี่ยงที่เกิดซ้ำในครรภ์ต่อไปมากกว่าคนทั่วไป 7-13 เท่า

  4. การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดที่มี ฮอร์โมนโปรเจสโตรเจนเพียงอย่างเดียว เช่น ยาคุม กำเนิดฉุกเฉิน อิทธิพลของฮอร์โมนจะทำให้การบีบตัวของท่อนำไข่ช้าลง ทำให้ตัวอ่อนเคลื่อนที่ได้ช้าลง

  5. การใส่ห่วงอนามัย (Intrauterine device –IUD) สามารถป้องการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูกได้ แต่ไม่สามารถป้องการฝังตัวของตัวอ่อนที่ปีกมดลูก

  6. การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การกระตุ้นการตกไข่ด้วยฮอร์โมน หรือการทำ กิฟท์ (GIFT,Gamete intrafallopian tube transfer)

  7. สตรีตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก มีความเสี่ยงมากกว่าสตรีตั้งครรภ์อายุน้อย

  8. สูบบุหรี่ สารพิษจากบุหรี่จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของปีกมดลูก และการโบกพัดของขนเล็กๆในท่อนำไข่

 

ท้องนอกมดลูก
ท้องนอกมดลูก

 

ภายหลังรักษาท้องนอกมดลูกแล้ว จะตั้งครรภ์ได้อีกหรือไม่? และควรรออีกนานเท่าไรจึงควรตั้งครรภ์

 

หลังการรักษาท้องมดลูกแล้ว หากยังมีท่อรังไข่อีกข้างที่ดีเหลืออยู่ ในกรณีที่ต้องตัดท่อนำไข่ไปข้างหนึ่ง (Salpingectomy) หรือในกรณีที่รักษาด้วยยา Methotrexate โดยไม่มีการผ่า ตัดท่อนำไข่ ก็สามารถตั้งท้องปกติได้ โอกาสตั้งครรภ์จะประมาณ 50-90% ขึ้นอยู่กับสภาพของท่อนำไข่ และสภาพภายในอุ้งเชิงกรานว่าปกติหรือไม่ โดยโอกาสเกิดท้องนอกมดลูกซ้ำพบได้ประมาณ 10-15%

อนึ่ง ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่า หลังจากท้องนอกมดลูกแล้วต้องรออีกกี่เดือนจึงจะตั้ง ครรภ์ได้ หลังการท้องนอกมดลูก อาจมีการตกไข่ในรอบประจำเดือนถัดมาเลยและเกิดการตั้งครรภได้เลย ดังนั้นหากยังไม่พร้อมที่จะตั้งครรภ์ ควรมีการคุมกำเนิด(วิธีคุมกำเนิด) ไว้ด้วยหลังการรักษาท้องนอกมดลูก อย่างไรก็ตามเพื่อสุขภาพของสตรี ควรคุมกำเนิดไปอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้สุขภาพมารดากลับมาสมบูรณ์ก่อน เพราะการท้องนอกมดลูกก่อนหน้านี้อาจมีการเสียเลือดไปมาก และ/หรือมีการผ่าตัดดังกล่าว

 

 

ภาวะแทรกซ้อนของการท้องนอกมดลูก

 

ภาวะแทรกซ้อนในระยะเฉียบพลัน คือ อาจทำให้ปีกมดลูกอักเสบ, ระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ, อาจเกิดการตกเลือดในช่องท้องจนช็อกและเสียชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ได้แก่ ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก (เพราะการผ่าตัดปีกมดลูก อาจทำให้เกิดพังผืดและท่อรังไข่ตีบตันได้) หรือเป็นหมัน, มีโอกาสเกิดภาวะท้องนอกมดลูกซ้ำได้อีกในครรภ์ต่อไป (โอกาสมากกว่าคนทั่วไป 7-13 เท่า), มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง
การป้องกันการท้องนอกมดลูก
มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ด้วยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
หากติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ควรรีบไปพบแพทย์และรักษาโรคให้หายขาด เพราะการซื้อยามารับประทานเอง บ่อยครั้งยังไม่เพียงพอ เนื่องจากอาจเกิดเป็นการติดเชื้อเรื้อรังและทำให้เกิดพังผืดในอุ้งเชิงกรานได้
หากเป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบให้รีบพบแพทย์เพื่อรักษา
ควรงดการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรง

 

ท้องนอกมดลูก
ท้องนอกมดลูก

 

มีโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูกกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

 

หากเคยท้องนอกมดลูกในครรภ์ที่แล้ว มีโอกาสเกิดท้องนอกมดลูกซ้ำในครรภ์ต่อไปได้ประมาณ 10-15% สามารถเกิดได้ทั้งที่ท่อนำไข่ด้านเดิมที่เคยเกิดปัญหา แต่ไม่ได้ตัดท่อนำไข่ แต่ใช้รักษาด้วยวิธี Salpingostomy หรือ Salpingotomy หรือให้ยา Methotrexate หรืออาจเกิดท้องนอกมดลูกที่ท่อนำไข่อีกข้างซึ่งอาจมีสภาพไม่สมบูรณ์ได้

ดังนั้นในการดูแลสตรีที่เคยท้องนอกมดลูก แพทย์จะเน้นให้สังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตนเอง หากประจำเดือนขาด ต้องรีบตรวจว่าตั้งครรภ์จริงหรือไม่และเป็นการตั้งครรภ์ปกติในโพรงมดลูก หรือเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูกซ้ำอีก

 

สามารถป้องกันท้องนอกมดลูกได้โดย

 

มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ใช้ถุงยางอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อทางเพศ สัมพันธ์ (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์)
หากมีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ควรไปพบแพทย์และรักษาโรคให้หายขาด การซื้อยารับประทานเอง บ่อยครั้งไม่เพียงพอ เพราะอาจเกิดเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง และทำให้เกิดพังผืดมากมายในอุ้งเชิงกราน
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
ควรงดดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่

 

การรักษา

การใช้ยา สิ่งสำคัญต้องรู้ว่าการท้องนอกมดลูกไม่อาจจะทำให้ตัวอ่อนเติบโตต่อไป และไม่สามารถย้ายตัวอ่อนไปฝังตัวใหม่ให้ถูกที่ถูกทางในโพรงมดลูกได้ ดังนั้นถึงแม้จะวินิจฉัยพบได้เร็วตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก็จำเป็นต้องสละตัวอ่อนทิ้งเพียงอย่างเดียว โดยทางเลือกที่จะใช้ยา methotrexate แทนการผ่าตัดยังคงทำได้ ทำให้มันฝ่อลง พอจะช่วยรักษาสภาพของท่อนำไข่ไว้เพื่อการตั้งครรภ์ครั้งหน้าได้
โดยการผ่าตัด ท้องนอกมดลูกที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดรักษา แต่การจะตัดมากน้อยแค่ไหน เก็บซ่อมแซมท่อนำไข่และรังไข่ได้ดีขนาดไหน ก็ขึ้นกับสภาพความเสียหายที่มันเกาะหรือการแตกของท่อนำไข่นั้น
ถ้ารังไข่หรือท่อนำไข่ที่แตกมีความเสียหายมาก ก็มักจะตัดท่อนำไข่ออกไปพร้อมๆ กับตัวอ่อนเลย
ถ้าสภาพท่อนำไข่ยังดีอยู่ไม่แตกออก การพยายามรีดเอาตัวอ่อนออกมาโดยเก็บท่อนำไข่ไว้ก็อาจทำได้

 

 

 

 

 

 

loading...
loading...

Related posts:

มะเร็งตับ ทำไม ถึงคร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด? รุมเร้าวัยทำงาน ร่างพังก่อนเวลาอันควร
หลอดเลือดหัวใจตีบ กับความเสี่ยงของการทำ “บอลลูนหัวใจ” เพื่อรักษาโรคหลอดเลือด
ม่านตาอักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคม่านตาอักเสบ Iritis
เส้นเอ็นอักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษา 10 วิธี Tendinitis
นิ่วในถุงน้ําดี ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษานิ่วในถุงน้ําดี
มะเร็งหลอดอาหาร ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคมะเร็งหลอดอาหาร
เกลื้อน เป็นโรคเชื้อราของผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อ Malassezia spp
ปวดบั้นเอว โรคปวดกล้ามเนื้อหลังสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการปวดหลัง
No votes yet.
Please wait...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ