นิ่วในถุงน้ําดี ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษานิ่วในถุงน้ําดี

 

Share This:

นิ่วในถุงน้ําดี ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษานิ่วในถุงน้ําดี
Rate this post
loading...

นิ่วในถุงน้ำดี

นิ่วน้ำดี, นิ่วถุงน้ำดี หรือนิ่วในถุงน้ำดี (Gallstone หรือ Cholelithiasis) คือ โรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลของสารประกอบในน้ำดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอเลสเตอรอล สารบิลิรูบิน (สารให้สีในน้ำดี) และเกลือแคลเซียมชนิดต่าง ๆ จึงเกิดการตกผลึกเป็นก้อนนิ่ว ซึ่งก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นอาจมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายหรือใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ และอาจมีได้ตั้งแต่หนึ่งก้อนไปจนถึงหลายร้อยก้อนก็ได้ โดยทั่วไปโรคนี้จัดเป็นโรคไม่รุนแรงและรักษาได้เสมอ แต่โรคจะรุนแรงขึ้นเมื่อก้อนนิ่วหลุดเข้าไปในท่อน้ำดีหรือท่อตับอ่อน นิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคของผู้ใหญ่ที่พบได้มากขึ้นตามอายุ โดยมักพบในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป (มักไม่พบในคนอายุต่ำกว่า 20 ปี) และพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า

 

“นิ่วถุงน้ำดี” (Gall stone) เป็นโรคในระบบทางเดินน้ำดีที่พบได้บ่อยที่สุด คือ 10-20 % ของประชากรหลายคนไปทำอัลตร้าซาวน์พบนิ่วถุงน้ำดี คงอยากทราบว่ามันมีความอันตรายอย่างไร ก่อนอื่นคงต้องบอกว่า นิ่วถุงน้ำดี ฝรั่งบอกว่า มักพบใน Forty, Fertile, Fatty Female คือ ในผู้หญิง รูปร่างท้วมอายุ ประมาณ 40 ปี โดยเฉพาะ มีบุตรหลายคน บางคนก็ตรวจพบตอนไม่มีอาการผิดปกติใดๆ อย่างไรก็ตามมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการของโรค นิ่วถุงน้ำดี 1-2 % ต่อปี และปัจจุบันคนเป็น นิ่วถุงน้ำดี มากขึ้นเรื่อยๆ

หลายคนสงสัยว่านิ่ว หน้าตาเป็นอย่างไร ขึ้นการประเภทของ นิ่วเป็น Cholesteral stones, Pigment stone ในแถบเอเชียส่วนใหญ่เป็น Pigment stone ลักษณะเป็นก้อนกลมหรือเหลี่ยมๆ สีเข้มๆ ซึ่งเกิดจากการขาดสมดุลของน้ำดีนั้นเอง การเกิด นิ่วถุงน้ำดี ทำให้เกิดปัญหาตามมาจากตัวก้อนนิ่วที่ไปอุดถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีอักเสบ หลุดไปอุดท่อน้ำดีใหญ่ทำให้ติดเชื้อตัวและตาเหลือง บางครั้ง ถ้ามีนิ่วค้างอยู่ เป็นเวลานาน อาจจะกระตุ้นให้เกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้

ส่วนอาการของโรคนั้น โดยส่วนใหญ่ ช่วงแรกอาการจะมีเพียงเล็กน้อย เช่น ปวดจุกแน่นท้อง ใต้-ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ ท้องอืด อิ่มง่าย โดยเฉพาะกินอาหารมัน/หลังอาหารมื้อใหญ่ แต่ถ้าเป็นมากมีอาการอักเสบของถุงน้ำดีจะมีอาการปวดท้องมาก มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งจริงๆแล้วการตรวจวินิจฉัยโรคนี้ทำให้ได้ไม่ยาก เป็นเพียงการทำอัลตร้าซาวด์

ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีอาการใดๆเลย อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด แต่ถ้ามีอาการหรือโรคแทรกซ้อนจากถุงน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาผ่าตัดออกทุกราย ซึ่งปัจจุบันการผ่าตัดส่องกล้องถุงน้ำดีได้กลายเป็นการรักษามาตราฐานเพื่อรักษาภาวะนิ่วถุงน้ำดีมานานแล้ว โดยการเจาะรูเข้าไปในช่องท้อง 3-4 จุด ทำให้เจ็บแผลน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว 1-2 วันก็กลับบ้านได้ ยกเว้น กรณีที่ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน ถ้าเป็นมากบางครั้งอาจจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายๆไป ทางที่ดี อาจต้องตัดถุงน้ำดีที่มีปัญหาก่อนเกิดเรื่องจะดีกว่า

มักมีคำถามจากผู้ป่วยว่าการตัดถุงน้ำดีมีผลอะไรหรือไม่ พิการหรือเปล่า คงต้องทราบด้วยว่า น้ำดีถูกสร้างจากตับ มาเก็บไว้ในถุงน้ำดี เวลาเรากินข้าวขาหมู น้ำดีก็ถูกขับออกมาเพื่อช่วยย่อยไขมัน ดังนั้นถ้าเอาถุงน้ำดีออกไปแล้ว ก็จะกินอาหารพวกมันๆได้น้อยลง อาจจะต้องเน้น พวกผัก ปลา มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคนี้มักมีอายุ 40-50 ปี ซึ่งควรลดอาหารประเภทมันๆอยู่แล้ว และผู้ป่วยถ้ากินอาหารมันๆมากเกินอาจมีท้องอืด หรือถ่ายอุจจาระมีมันลอยได้ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถปรับตัวเองได้

 

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

loading...

 

ชนิดของนิ่วในถุงน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดีแบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่

  1. นิ่วในถุงน้ำดีชนิดคอเลสเตอรอล (Cholesterol gallstones) ในคนไทยพบผู้ป่วยนิ่วชนิดนี้ได้เพียงประมาณ 14% โดยเป็นนิ่วที่มีส่วนประกอบหลักเป็นคอเลสเตอรอลมากกว่า 75% ก้อนนิ่วชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นก้อนแข็งสีขาว เหลือง หรือเขียว อาจมีลักษณะเป็นก้อนกลมหรือหน้าตัด ก้อนนิ่วจะมีขนาดใหญ่ขึ้นประมาณ 2-3 มิลลิเมตรต่อปี และมักจะเริ่มก่อให้เกิดอาการเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 8 ปีโดยเฉลี่ย
  2. นิ่วในถุงน้ำดีชนิดเม็ดสี (Pigment gallstones) เป็นนิ่วชนิดที่พบได้มากที่สุดในคนไทยประมาณ 80% ก้อนนิ่วชนิดนี้จะมีขนาดเล็ก มีสีคล้ำเป็นสีน้ำตาลหรือดำ และมีความแข็งน้อยกว่าชนิดที่เกิดจากคอเลสเตอรอล ส่วนใหญ่จะมีสารบิลิรูบินเป็นส่วนประกอบหลักประมาณ 40-60% มีคอเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบประมาณ 3-25% และส่วนประกอบอื่น ๆ คือ เกลือแคลเซียม มักพบในผู้ป่วยโรคตับแข็งหรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเลือด เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางจากการขาดเอนไซม์ G6PD นิ่วชนิดนี้แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ Black stone และ Brown stone ซึ่งจะมีความแตกต่างกันในแง่ของสี ลักษณะรูปร่าง ความแข็งของก้อนนิ่ว และส่วนประกอบย่อย ๆ
    • Black pigment stone หรือ Black stone เป็นนิ่วที่มีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ มีความแข็ง เปราะ ผิวไม่เรียบ มักพบเป็นก้อนเล็กหลายก้อน (มักพบได้มากในผู้ป่วยที่มีภาวะ Hemolytic condition หรือตับแข็ง) การเกิดนิ่วชนิดนี้ไม่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อของน้ำดี

สาเหตุของนิ่วในถุงน้ำดี

สาเหตุของการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีจะขึ้นอยู่กับชนิดของนิ่ว

  • นิ่วในถุงน้ำดีชนิดคอเลสเตอรอลและชนิดผสม ซึ่งมีคอเลสเตอรอลเป็นองค์ประกอบหลักร่วมกับเกลือแคลเซียม กรดน้ำดี (Bile acids) ฟอสโฟไลปิด (Phospholipids) และสารอื่น ๆ เกิดจากการมีสัดส่วนของคอเลสเตอรอลต่อกรดน้ำดีและฟอสโฟไลปิดสูงกว่าปกติ จึงเกิดการตกตะกอนเป็นผลึกและกลายเป็นก้อนนิ่วในที่สุด ทั้งนี้อาจเกิดจากมีการหลั่งคอเลสเตอรอลมาที่ถุงน้ำดีมากกว่าปกติ (เช่น ในคนอ้วน ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันหรือมีแคลอรีสูง ผู้ที่ลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น ๆ หรือกินยาโคลไฟเบรตในการลดไขมันในเลือด) หรือมีการหลั่งกรดน้ำดีน้อยกว่าปกติ (เช่น ผู้ที่กินยาเม็ดคุมกำเนิด ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งหรือโรคลำไส้เล็กส่วนปลาย) หรือเกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 2 อย่าง (เช่น ในผู้สูงอายุ ผู้ที่กินฮอร์โมนเอสโตรเจน) นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากปัจจัยเสริม เช่น ถุงน้ำดีมีการทำงานน้อย (Hypomotility) จึงเกิดการสะสมของผลึกนิ่ว (เช่น ในผู้ที่อดอาหาร หญิงตั้งครรภ์)
  • นิ่วในถุงน้ำดีชนิดเม็ดสี ซึ่งมีแคลเซียมบิลิรูบิเนต (Calcium bilirubinate) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญนั้น เกิดจากการมีสารบิลิรูบินชนิดไม่ละลายน้ำ (Unconjugated bilirubin) ในน้ำดีสูงเกินไป จึงเกิดการตกผลึกเป็นก้อนนิ่วชนิดเม็ดสี หรืออาจจับตัวกับผลึกคอเลสเตอรอลกลายเป็นนิ่วชนิดผสม นิ่วชนิดนี้พบได้มากในผู้ป่วยตับแข็งจากการดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ที่มีภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเรื้อรัง (เช่น ธาลัสซีเมีย) ผู้ที่มีการติดเชื้อของทางเดินน้ำดีเรื้อรัง หรือเป็นโรคพยาธิในทางเดินน้ำดี หรือพบในผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ ก้อนนิ่วในถุงน้ำดีอาจมีเพียงก้อนเดียวหรือหลาย ๆ ก้อน และก้อนนิ่วอาจมีขนาดใหญ่มากเท่าลูกกอล์ฟหรือมีขนาดเล็กเป็นเหมือนเม็ดทรายละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุ อายุ และพันธุกรรม

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

  • เพศหญิง เพราะพบโรคนี้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า โดยมักพบในหญิงตั้งครรภ์ หรือกินยาเม็ดคุมกำเนิด หรือกินฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนจากภาวะหมดประจำเดือน ซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยดังกล่าวจะมีผลเพิ่มปริมาณของคอเลสเตอรอลในน้ำดีและลดการเคลื่อนตัวของถุงน้ำดี จึงทำให้ตกตะกอนได้ง่าย
  • ผู้สูงอายุ เพราะพบโรคนี้ได้คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และพบได้มากขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไปจะพบได้สูงมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะคนในช่วงอายุนี้มีโรคไขมันในเลือดสูงสูงกว่าอายุช่วงอื่น ๆ
  • เชื้อชาติ เพราะพบโรคนี้ได้สูงในบางเชื้อชาติ โดยเฉพาะในคนตะวันตก เช่น คนอเมริกาที่จะพบเป็นโรคนี้ได้ประมาณ 10-20% ของประชากรผู้ใหญ่ (มีพันธุกรรมที่ทำให้คอเลสเตอนอลในน้ำดีสูง)
  • พันธุกรรม เพราะพบโรคนี้ได้สูงในผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
  • อาหาร ผู้ที่ชอบประทานอาหารที่มีไขมันสูงและมีใยอาหารต่ำจะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคนี้ได้มากขึ้น
  • ภาวะอ้วน (โดยเฉพาะในผู้หญิง) เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีผลเป็นอย่างมาก เนื่องจากความอ้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณของคอเลสเตอรอลในน้ำดีเพิ่มขึ้น
  • การลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะจะทำให้ตับหลั่งคอเลสเตอรอลออกมามากขึ้น รวมถึงถุงน้ำดีจะบีบตัวน้อยลง น้ำดีจึงคั่งอยู่ในถุงน้ำดีนานขึ้น จึงมีโอกาสเกิดการตะกอนได้ง่ายขึ้น
  • การกินยาลดไขในเลือดบางชนิด โดยเฉพาะยาโคลไฟเบรต (Clofibrate) เพราะจะส่งผลทำให้มีการเพิ่มปริมาณของคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงขึ้น
  • โรคเบาหวาน เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีแนวโน้มที่จะมีระดับของไขมันทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride ซึ่งเป็นไขมันอีกชนิดที่เพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี) สูงขึ้น และถุงน้ำดีจะมีการบีบตัวน้อยในผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดสูง จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ง่ายขึ้น
  • มีภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเรื้อรัง (เช่น ธาลัสซีเมีย) ซึ่งจะทำให้มีสารบิลิรูบินในน้ำดีสูงขึ้น
  • มีการอักเสบติดเชื้อของทางเดินน้ำดีเรื้อรัง เพราะจะส่งผลให้การบีบตัวของถุงน้ำดีลดลง
  • โรคตับแข็งจากการดื่มแอลกอฮอล์
  • โรคของลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileum) หรือผ่าตัดลำไส้ส่วนนี้ออกไป
  • ผู้ที่อดอาหารหรือผู้ที่โรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่ส่งผลให้กินไม่ได้และต้องให้อาหารทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง เพราะถุงน้ำดีจะไม่หดตัวจากการไม่มีการย่อยอาหาร (ลดการเคลื่อนไหวของถุงน้ำดี) จึงเกิดการตกตะกอนของสารต่าง ๆ ในน้ำดีได้ง่ายและเกิดนิ่วตามมา
  • ผู้ที่เป็นโรคพยาธิในทางเดินน้ำดี

อาการของนิ่วในถุงน้ำดี

ส่วนใหญ่ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีจะไม่มีอาการผิดปกติแสดงให้เห็นแต่อย่างใด และมักจะตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายด้วยโรคอื่น ๆ แต่เมื่อมีอาการเกิดขึ้น อาการที่พบได้บ่อย คือ (ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกอาการ)

  • ในบางรายที่ก้อนนิ่วเคลื่อนไปอุดในท่อน้ำดี (Bile duct) จะมีอาการปวดแบบปวดดิ้นหรือปวดบิดรุนแรงเป็นพัก ๆ ตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงด้านขวา ซึ่งอาจปวดร้าวมาที่ไหล่ขวา หรือบริเวณหลังตรงใต้สะบักขวา และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย บางรายอาจปวดรุนแรงจนเหงื่อออก เป็นลม
  • อาการปวดท้องมักเกิดขึ้นหลังจากที่รับประทานอาหารมัน ๆ หรือรับประทานอาหารมื้อหนัก หรือตอนกลางคืน ซึ่งในแต่ละครั้งผู้ป่วยจะมีอาการปวดนานประมาณ 15-30 นาที (บางรายอาจนาน 2-6 ชั่วโมง) และจะทุเลาไปเอง เมื่อเว้นไปนานเป็นแรมสัปดาห์ แรมเดือน หรือแรมปีอาการปวดก็อาจกำเริบขึ้นมาได้อีก (ถ้าปวดท้องทุกวันมักจะไม่ใช่นิ่วในถุงน้ำดี)
  • บางรายอาจมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อบริเวณเหนือสะดือ เรอ คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายอาการอาหารไม่ย่อยได้ ซึ่งมักจะเป็นหลังจากที่รับประทานอาหารมัน ๆ หรือหลังอาหารมื้อใหญ่ เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง
  • เมื่อมีการอักเสบติดเชื้อของถุงน้ำดีร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นไข้สูงหรือไข้ต่ำ
  • บางรายอาจมีอาการดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม) จากสารบิลิรูบินที่คั่งอยู่ในถุงน้ำดีอย่างต่อเนื่องในตับและในเลือด เพราะถุงน้ำดีไม่บีบตัว ปัสสาวะจึงมีสีเหลืองเข้ม และลำไส้ขาดน้ำดี อุจจาระจึงมีสีซีดลง

วิธีรักษานิ่วในถุงน้ำดี

  1. ไปพบแพทย์ ถ้ามีอาการปวดท้องที่ชวนให้น่าสงสัยว่าเป็นนิ่วน้ำในถุงน้ำดี ควรไปตรวจที่โรงพยาบาลภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือรีบไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมงหรือไปพบแพทย์เป็นการฉุกเฉินขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ หลังจากพบแพทย์ การดูแลตนเองของผู้ป่วยให้ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์
  2. การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ถ้ามีอาการท้องอืดท้องเฟ้อให้กินยาลดกรด หรือยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ, ถ้ามีอาการปวดบิดเป็นพัก ๆ ให้ใช้ยาแอนติสปาสโมดิก (Antispasmodics) เช่น อะโทรปีน (Atropine) ไฮออสซีน (Hyoscine) ซึ่งอาจใช้เป็นชนิดฉีดหรือกินก็ได้ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ของผู้ป่วย, ให้ยาปฏิชีวนะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียของถุงน้ำดีร่วมด้วย และให้ผู้ป่วยงดการรับประทานอาหารมัน ๆ
  3. การใช้ยาละลายนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งมักไม่ค่อยได้ผล ใช้ได้เฉพาะกับนิ่วบางชนิด และไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ในบ้านเราที่นิ่วมักมีส่วนประกอบหลักเป็นแคลเซียมซึ่งเป็นนิ่วที่แข็ง อีกทั้งผู้ป่วยยังต้องรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานาน และเมื่อหยุดยาก็อาจเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้อีกประมาณ 10% ต่อปี หรือประมาณ 50% ในระยะเวลา 5 ปี ฉะนั้นการรักษาที่แน่นอนจึงคือการถัดถุงน้ำดีออกไป
    • ยาละลายนิ่วในถุงน้ำดีที่ว่า คือ “กรดชีโนดีโอออกซีโคลิก” (Chenodeoxycholic acid – CDCA) ซึ่งพบว่าใช้ได้ผลดีและเหมาะกับกับผู้ป่วยบางรายเท่านั้น (ส่วนประกอบหลักของนิ่วเป็นคอเลสเตอรอล) และผู้ป่วยอาจต้องกินยานี้นานเป็นปี ๆ โดยตัวยานี้จะช่วยปรีะบสมดุลของน้ำดีจากน้ำดีที่มีคอเลสเตอรอลอิ่มตัวมาเป็นน้ำดีที่ด้อยไปด้วยคอเลสเตอรอล ซึ่งคอเลสเตอรอลที่ประกอบอยู่ในก้อนนิ่วจะละลายมาอยู่ใน้นำดีทำให้ก้อนนิ่วมีขนาดเล็กลงจนหมดไป
    • ข้อบ่งชี้ของผู้ป่วยในการรักษาด้วยวิธีนี้ คือ ถุงน้ำดียังทำหน้าที่ได้เป็นปกติ, เป็นนิ่วที่ไม่ทึบรังสี (ส่วนประกอบหลักของนิ่วเป็นคอเลสเตอรอล), เป็นก้อนนิ่วขนาดเล็ก ๆ หลายก้อน (เล็กกว่า 1.7 เซนติเมตร), เป็นผู้ป่วยที่ไม่มีอาการเจ็บปวดรุนแรงหรือมีอาการเจ็บปวดอยู่บ่อย ๆ, เป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการผ่าตัด แต่ผู้ป่วยปฏิเสธการผ่าตัดหรือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการผ่าตัด, ผู้ป่วยต้องไม่มีโรคตับ
    • ระยะเวลาการรักษาจะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนนิ่ว ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ประมาณ 70-80% จะละลายได้ภายใน 6 เดือน แต่ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่อาจจะต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี ประมาณ 60% ของผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีนี้ ก้อนนิ่วจะละลายหมดไปแต่ยังคงต้องกินยานี้ต่อไปอีกหลาย ๆ ปี ถ้าหยุดยาก้อนนิ่วก็จะเกิดขึ้นได้อีกในอัตราที่ค่อนข้างสูง
    • ยานี้มีผลข้างเคียงที่สำคัญคือ อาการท้องเสีย (เพราะต้องใช้ยาในขนาดสูง) และตับมีการอักเสบเล็กน้อย
    • ในบางรายแพทย์อาจรักษาโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสลายนิ่วก่อนแล้วจึงค่อยให้ยาละลายนิ่วตาม
  4. การใช้วิธีสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Extracorporeal shock wave lithotripsy – ESWL) เป็นการใช้คลื่นเสียงกระแทกนิ่วให้แตก หลังการทำผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้อง และมีอัตราสำเร็จต่ำ ในปัจจุบันแพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ในการสลายนิ่วในถุงน้ำดีกับผู้ป่วยไทยแล้ว เพราะนิ่วของคนไทยส่วนใหญ่จะไม่ใช่นิ่วที่มีส่วนประกอบหลักเป็นคอเลสเตอรอล แต่มักจะเป็นนิ่วที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมที่สูง ทำให้ก้อนนิ่วมีความแข็งและแตกได้ยาก แม้จะสลายนิ่วให้แตกได้ นิ่วที่เคลื่อนลงมาก็จะมีโอกาสมาติดและทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินน้ำดีจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่มีอาการรุนแรงได้ นอกจากนี้หลังการรักษาผู้ป่วยยังต้องรับประทานยาละลายนิ่วต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 2 ปี และการที่มีถุงน้ำดีเหลืออยู่ก็มักจะทำให้เกิดนิ่วขึ้นใหม่ได้อีกดังที่กล่าวไป
    • ข้อบ่งชี้ของผู้ป่วยในการรักษาด้วยวิธีนี้ คือ เป็นนิ่วที่ไม่ทึบต่อรังสี (หรือเข้าใจว่าเป็นนิ่วคอเลสเตอรอล) และถุงน้ำดียังทำหน้าได้เป็นปกติ, สามารถใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ตรวจพบก้อนนิ่วได้ชัดเจนและสามารถใช้เครื่อง ESWL เล็งเข้าที่ก้อนนิ่วได้, เป็นนิ่วที่มีอาการ และก้อนนิ่วมีขนาดไม่เกิน 30 มิลลิเมตร (แม้จะมีหลายก้อน ขนาดรวมกันทุกก้อนแล้วก็ต้องไม่เกิน 30 มิลลิเมตร)
    • ผู้ป่วยจะต้องได้รับยาละลายนิ่ว (CDCA) ก่อนการรักษาด้วยวิธีนี้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยไม่มีอาการแพ้ยา เพราะหลังจากยิงนิ่วให้แตกแล้วผู้ป่วยจะต้องกินยานี้ต่อไปอีกสักพักเพื่อให้นิ่วหมดไปโดยสมบูรณ์
  5. การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก (Cholecystectomy) เป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวรเพื่อไม่ให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีขึ้นอีกต่อไปและป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่าง ๆ ได้ ซึ่งการผ่าตัดถุงน้ำดีในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ
    • การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง (Open cholecystectomy) ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดแบบเดิม ในปัจจุบันแพทย์จะเลือกใช้ในการผ่าตัดถุงน้ำดีที่มีอาการอักเสบมากหรือแตกทะลุในช่องท้อง (หลังการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ ผู้ป่วยไม่ควรทำงานหนักหรือยกของหนักอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์)
    • การผ่าตัดถุงน้ำดีโดยการส่องกล้อง (Laparoscopic cholecystectomy) ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดแบบใหม่และได้กลายเป็นการรักษามาตรฐานเพื่อรักษาภาวะนิ่วในถุงน้ำดีมานานแล้ว โดยจะเป็นการเจาะรูเล็ก ๆ ที่หน้าท้อง 4 จุด ทำให้เจ็บแผลน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว 1-2 วันก็กลับบ้านได้ และสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติตราบที่ผู้ป่วยยังมีความรู้สึกเป็นปกติ (ยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยมีถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน ถ้าเป็นมากบางครั้งอาจจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ด้วยวิธีการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องหรือแบบแบบเดิม ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป) แต่การผ่าตัดควรทำโดยศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ (เช่น การผ่าตัดโดนท่อน้ำดี ท่อน้ำดีรั่ว หรือท่อน้ำตัน) ในการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ถ้าผู้ป่วยไม่มีถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันก็สามารถทำได้สำเร็จถึง 90% ถ้าถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันเกิน 3 วัน โอกาสผ่าตัดโดยวิธีนี้ก็จะสำเร็จได้น้อยลง
      • วิธีการผ่าตัดถุงน้ำดีโดยการส่องกล้อง ศัลยแพทย์จะทำการเจาะรูเล็ก ๆ บริเวณหน้าท้องด้วยเครื่องมือที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการเจาะหน้าท้องอย่างปลอดภัย รวม 4 แห่ง (ขนาดของรู 1 เซนติเมตร ที่สะดือ 1 แห่ง และขนาดของรูประมาณ 0.5 เซนติเมตร อีก 3 แห่ง) และใส่กล้องที่มีก้านยาว ๆ และเครื่องมือต่าง ๆ ผ่านรูที่ผนังหน้าท้องลงไป (ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นถุงน้ำดีและอวัยวะต่าง ๆ ได้จากหน้าจอโทรทัศน์ที่กล้องส่งสัญญาณภาพมา) แล้วจึงทำการเลาะแยกถุงน้ำดีออกจากตับ และใช้คลิปหนีบห้ามเลือดแทนการใช้ไหมเย็บแผล ก่อนจะตัดขั้วของถุงน้ำดี แล้วเลาะส่วนที่เหลือให้ออก เมื่อตัดถุงน้ำดีได้แล้ว จะบรรจุใส่ถุงที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ แล้วดึงออกจากร่างกายบริเวณรูสะดือ จากนั้นศัลย์แพทย์จะตรวจความเรียบร้อยเป็นขั้นสุดท้ายก่อนที่จะดึงเครื่องมือและกล้องออกแล้วค่อยเย็บปิดแผล (ในผู้ป่วยบางรายถ้ามีการอักเสบมาก อาจต้องมีการใส่ท่อระบายไว้ 2-3 วัน)
      • ข้อดีของการผ่าตัดถุงน้ำดีโดยการส่องกล้อง คือ อาการปวดแผลหลังการผ่าตัดจะน้อยกว่า (เพราะแผลมีขนาดเล็กกว่า), แผลมีขนาดเล็ก ดูแลได้ง่าย และมีโอกาสติดเชื้อได้น้อยกว่าแผลขนาดใหญ่จากการผ่าตัดแบบเดิม, เมื่อแผลหายจะเป็นรอยเล็ก ๆ บนหน้าท้องเท่านั้น, ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน (การผ่าตัดแบบเดิมจะต้องอยู่โรงพยาบาลนาน 7-10 วัน), ใช้เวลาพักฟื้นหลังการผ่าตัดเพียง 1 สัปดาห์ (ทำให้กลับไปทำงานตามปกติได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิมที่ต้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 เดือน)
      1. รอเวลาที่เหมาะสม ในผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดีที่ยังไม่มีอาการแสดงอะไรเลย แต่ตรวจพบโดยบังเอิญในขณะที่ตรวจรักษาโรคอื่น อาจจะยังไม่จำเป็นต้องรีบทำการผ่าตัด เนื่องจากมักเป็นนิ่วก้อนเล็กและอยู่ลึกที่ก้นถุงน้ำดี ซึ่งจะไม่ก่ออันตรายแก่ผู้ป่วย และแพทย์จะนัดติดตามดูเป็นระยะ ๆ จนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการ (เช่น ปวดท้อง) หรือมีโรคแทรกซ้อนจากถุงน้ำดี แล้วจึงค่อยทำการผ่าตัดให้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ซึ่งจะพิจารณากับผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป (ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดอาการปวดท้องจากนิ่วในถุงน้ำดีที่ซ่อนอยู่ประมาณร้อยละ 1-2 ต่อปี) เพราะแพทย์บางท่านอาจเห็นว่าควรทำการผ่าตัดไปเลยก่อนที่จะมีปัญหาเกิดขึ้น เพราะการผ่าตัดในขณะที่ยังไม่มีอาการจะมีผลข้างเคียงจากการผ่าตัดน้อยกว่าเมื่อผ่าตัดในช่วงที่มีอาการ เช่น โอกาสติดเชื้อในทางเดินน้ำดี
      2. การส่องกล้องตรวจรักษาท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (Endoscopic retrograde cholangiopancreatography – ERCP) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีนิ่วในท่อน้ำดีร่วมด้วย เพื่อเอานิ่วที่อยู่ในท่อน้ำดีออกมา

      คำแนะนำและข้อควรรู้เกี่ยวกับนิ่วในถุงน้ำดี

      1. ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งถุงน้ำดี มักพบว่ามีนิ่วร่วมด้วยเป็นส่วนใหญ่
      2. นิ่วในถุงน้ำดีไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้เครื่องสลายนิ่ว
      3. การรักษาโดยใช้ยาละลายนิ่วจะใช้ได้เฉพาะกับนิ่วบางชนิดเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องรับประทานยาเป็นเวลานาน และเมื่อหยุดยาแล้วก็อาจเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้อีก อีกทั้งนิ่วของคนไทยส่วนใหญ่ก็มักจะไม่สามารถละลายได้ด้วยยา ดังนั้นการรักษาที่ดีที่สุดจึงคือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกไป
      4. ผู้ป่วยจำเป็นต้องผ่าตัดถุงน้ำดีออกทุกรายหรือไม่ ?
        • ผู้ป่วยที่มีอายุน้อย มีสุขภาพแข็งแรงดี และยังไม่มีอาการแสดงของโรค อาจรอสังเกตอาการดูกับแพทย์ทุก 6 เดือน
        • ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมหลายอย่าง เช่น โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ซึ่งหากปล่อยให้มีการอักเสบของถุงน้ำดีเกิดขึ้นและต้องผ่าตัดฉุกเฉิน จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่ออันตรายมากขึ้น แพทย์จึงมักจะแนะนำให้ผ่าตัดออกถุงน้ำดีออกเลยในขณะที่ยังไม่มีอาการ เนื่องจากมีความปลอดภัยกว่าและโอกาสการผ่าตัดโดยการส่องกล้องมีโอกาสสำเร็จสูงกว่า
        • ผู้ป่วยที่มีอาการต้องผ่าตัดทุกราย
        • ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงมาก ๆ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนที่คุมอาการไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาให้การผ่าตัดตามความเหมาะสมเป็นราย ๆ ไป
      5. เมื่อผ่าตัดถุงน้ำดีออกแล้วจะมีผลอะไรหรือไม่ จะทำให้พิการหรือเปล่า ?
        • น้ำดีถูกสร้างจากตับและมาเก็บไว้ในถุงน้ำดี (ถุงน้ำดีจึงเป็นเพียงตัวเก็บพักน้ำดีเท่านั้น) เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป (เช่น อาหารที่มีไขมันอย่างข้าวขาหมู) ถุงน้ำดีจะบีบตัวไล่น้ำดีออกมาเพื่อช่วยย่อยไขมัน ดังนั้น ในกรณีที่มีการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกไปแล้ว น้ำดีก็จะยังคงถูกสร้างจากตับและไหลลงมาตามท่อน้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยไขมันได้ตามปกติ เพียงแต่อาจจะไม่เข้มข้นเท่าเดิม จึงทำให้เรารับประทานอาหารพวกมัน ๆ ได้น้อยลง และอาจจะต้องเน้นการรับประทานผักผลไม้และปลาให้มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำก็มักจะมีอายุ 40-50 ปีขึ้นไปและต้องจำกัดการรับประทานอาหารประเภทมัน ๆ อยู่แล้ว ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารพวกมัน ๆ มากเกินไปก็อาจทำให้มีอาการท้องอืดหรือถ่ายอุจจาระเป็นมันได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะสามารถปรับตัวเองได้ครับ จึงไม่ต้องเป็นกังวลจนเกิดเหตุครับ
      6. หลังการผ่าตัดผู้ป่วยควรมาติดตามให้แพทย์ตรวจหลังการผ่าตัดอีก 1-2 ครั้ง ตามคำแนะนำที่เหมาะสม และควรสังเกตภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย เช่น แผลอักเสบ เป็นไข้ มีอาการปวดท้อง มีภาวะดีซ่าน ควรกลับมาแจ้งและให้แพทย์ตรวจซ้ำ
      7. ประมาณ 10% ของผู้ที่ไม่มีถุงน้ำดี อาจมีอาการท้องเสียจากการที่น้ำดีไหลออกมาตลอดได้ (จากการที่ไม่มีถุงน้ำดีเป็นตัวพักเก็บน้ำดี)

      วิธีป้องกันนิ่วในถุงน้ำดี

      การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำต่อไปนี้ อาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้

      • รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไปหรือเป็นโรคอ้วน
      • ลดอาหารที่ไม่ไขมันและคอเลสเตอรอลสูง
      • ถ้าต้องการลดน้ำหนักตัว ควรหาวิธีลดน้ำหนักอย่างถูกต้องและไม่น้ำหนักเร็วจนเกินไป
      • หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ

 

 

 

loading...

Related posts:

โรคซึมเศร้า สาเหตุหลัก อาการทั้งหมดและวิธีรักษาโรคซึมเศร้า
ท้องนอกมดลูก ลักษณะอาการ สาเหตุและการตั้งครรภ์นอกมดลูก
ปวดฟัน ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคปวดฟัน
ขี้หูอุดตัน ขี้ไคลในช่องหู น้ำมันที่ขับออกจากต่อมผลิตขี้หูนี้จะไหลไปตามช่องหู
บาดทะยัก ตะปูตำ หนามเกี่ยว โรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีอันตรายร้ายแรง
มะเร็งต่อมไทรอยด์ การอักเสบโรคที่เกิดจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ
โลหิตจาง ภาวะโลหิตเป็นความผิดปกติของเลือดที่พบได้บ่อยที่สุด Anemia
หนองในแท้ ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย
No votes yet.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ