น้ำมันปลา รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของน้ำมันปลา 20 ชนิด Fish Oil

 

Share This:

น้ำมันปลา รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของน้ำมันปลา 20 ชนิด Fish Oil
5 (100%) 1 vote
loading...

น้ำมันปลา

น้ำมันปลา คืออะไร ? น้ํามันปลา หรือ Fish Oil คือส่วนที่สกัดมาจากส่วนของเนื้อ หนัง หัว และหางของปลา โดยเฉพาะปลาในเขตหนาว ซึ่งในน้ำมันปลาจะมีกรดไขมันอยู่หลายชนิด

น้ำมันปลาประกอบด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 และกรดไขมันโอเมก้า-6 สำหรับกรดไขมันโอเมก้า-3 นั้นจะแบ่งออกเป็น EPA และ DHA เป็นหลัก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก เพราะว่าร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ และต้องได้รับจากสารอาหารเท่านั้น สำหรับกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า-6 นั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะช่วยลดไขมันในเลือดได้ นอกจากปลาแล้วยังพบมากในน้ำมันพืชหลายชนิด เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น

น้ํามันปลา จากแหล่งธรรมชาติที่ดีควรมาจากปลาทะเล อย่างเช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาบะ ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคเคอเรล ปลาแอนโชวี่ ปลาไวท์ฟิช ปลาบลูฟิช ปลาชอคฟิช ปลานิลทะเล ปลาดุกทะเล หอยกาบ หอยนางรม หอยพัด กุ้ง ปลาหมึก และสำหรับปลาอื่น ๆ เผื่อไว้เป็นตัวเลือก เช่น ปลาตาเดียว ปลามาฮิมาฮิ ปลากะพงแดง ปลาเทราต์ (ปลอดภัยสำหรับผู้ชายและผู้หญิงที่ไม่ได้อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ และรับประทานได้ไม่เกินสัปดาห์ละครั้ง) สำหรับปลามาฮิมาฮิและกะพงแดงจะมีระดับสารปรอทในระดับปานกลาง ควรจำกัดการรับประทานในเด็กและหญิงวัยเจริญพันธุ์ ให้รับประทานเพียงเดือนละครั้งเท่านั้น

ปลาที่เลี้ยงในบ่อนั้นจะมีกรดไขมันโอเมก้า-6 มากกว่าโอเมก้า-3 และน้ำมันปลาทะเลเข้มข้นประมาณ 10 แคปซูลจะมี EPA อยู่ประมาณ 1,800 มิลลิกรัม (แซลมอน 4 ออนซ์จะมี EPA ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม)

 

 

หากพูดถึงอาหารเสริมที่ชื่อว่า “น้ำมันปลา” (Fish Oil) หลายคนคงมีคำถามว่า น้ำมันปลา กับ น้ำมันตับปลาคือผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันหรือไม่ เชื่อได้ว่า ส่วนใหญ่มักเคยได้ยินแต่น้ำมันตับปลาเสียด้วยซ้ำ ในความเป็นจริงแล้ว น้ำมันปลา” กับ “น้ำมันตับปลา” เป็นอาหารคนละชนิดกัน โดยน้ำมันปลาจะได้จากการสกัดจากส่วนต่างๆ ของปลาไม่ว่าจะเป็น หัว หาง หรือผิวหนัง โดยปลาที่นำมาสกัดจะเป็นปลาทะเลน้ำลึกที่มีไขมันมาก

 

 

 

น้ำมันปลาต่างกับน้ำมันตับปลาอย่างไร

จากความใกล้เคียงกันของชื่อ ทำให้มีผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดกันอย่างมาก คิดว่าน้ำมันปลา และน้ำมันตับปลา คือ สารอาหารชนิดเดียวกัน แม้ว่าทั้งน้ำมันปลา และน้ำมันตับปลาจะเป็นสารอาหารที่ได้จากปลา แต่ก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบ และความปลอดภัยในการรับประทาน

ตารางด้านล่างนี้จะแสดงข้อมูลเปรียบเทียบคุณสมบัติของน้ำมันปลา และน้ำมันตับปลาในด้านต่างๆ

ความแตกต่าง

1. แหล่งที่มา

  • น้ำมันปลา(Fish oil)

ไขมันปลา

  • น้ำมันตับปลา(Cod liver oil)

ตับปลา

2. สารอาหารที่ได้รับ

  • น้ำมันปลา(Fish oil)

   กรดไขมันโอเมก้า-3 คือ EPA, DHA

  • น้ำมันตับปลา(Cod liver oil)

วิตามินA และ วิตามิน D

3.ประโยชน์

  • น้ำมันปลา(Fish oil)

ลดไตรกลีเซอไรด์

loading...

ป้องกันภาวะสมองและหัวใจขาดเลือด

บำรุงสมอง และสายตา

ลดอาการข้อเสื่อมและข้อรูมาตอยด์

  • น้ำมันตับปลา(Cod liver oil)

ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูกทำให้การสร้างกระดูกเป็นไปอย่างปกติ และนิยมใช้ในเด็ก

4.ความปลอดภัย

  • น้ำมันปลา(Fish oil)

มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากไม่มีองค์ประกอบของวิตามินที่ละลายในไขมันจึงไม่มีผลต่อการทำงานของตับ

  • น้ำมันตับปลา(Cod liver oil)

การได้รับวิตามิน A, D ในปริมาณที่มากเกินความเหมาะสม จะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ตับ และระบบประสาททำงานผิดปกติ จึงไม่ควรซื้อน้ำมันตับปลาให้เด็กทานเป็นประจำ นอกจากแพทย์สั่งเพราะยาจะสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดอันตรายได้

5.สารปนเปื้อน

  • น้ำมันปลา(Fish oil)

สารปนเปื้อนมักจะสะสมในบริเวณเนื้อปลา แต่การสกัดน้ำมันปลา ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ดีได้รับการรับรองจากสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น การผลิตด้วยมาตาฐานยา จะช่วยลดโอกาสการปนเปื้อนของโลหะหนักได้

  • น้ำมันตับปลา(Cod liver oil)

ตับเป็นอวัยวะที่คอยกำจัดสารพิษ ดังนั้นน้ำมันที่ได้จากตับ จึงมีความเสี่ยงที่จะพบสารปนเปื้อนพวกโลหะหนักต่างๆ สูง

6.บุคคลที่แนะนำให้รับประทาน

  • น้ำมันปลา(Fish oil)

เด็ก วัยทำงาน ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ และหญิงให้นมบุตร

  • น้ำมันตับปลา(Cod liver oil)

 

 

ประโยชน์ของน้ำมันปลา

  1. ช่วยบำรุงสุขภาพผิว เส้นผม และเล็บให้มีสุขภาพดี
  2. น้ํามันปลาช่วยบำรุงประสาทและสมอง ช่วยเพิ่มความจำและความสามารถในการเรียนรู้
  3. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกรีเซอไรด์ที่เป็นอันตราย
  4. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน
  5. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  6. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดเส้นเลือดในสมองแตก
  7. น้ํามันปลาช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว
  8. ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในกระแสเลือด เพราะไปลดความหนืดของเกล็ดเลือดและลดปริมาณสารไฟบรินในเลือด
  9. ช่วยรักษาและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม
  10. ช่วยบรรเทาอาการคันและแห้งของโรคสะเก็ดเงิน
  11. ช่วยลดความถี่และความรุนแรงของโรคปวดศีรษะไมเกรน
  12. น้ํามันปลาช่วยต่อต้านผลร้ายจากสารโพรสตาแกลนดิน ซึ่งมีส่วนไปลดภูมิต้านทานของโรคและไปเพิ่มการเจริญเติบโตของเนื้องอก
  13. ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ปวด บวมของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  14. ช่วยเพิ่มพัฒนาการในด้านสายตาและสมองของทารก
  15. ช่วยป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ จบแล้วประโยชน์ของน้ำมันปลา

 

น้ํามันปลา คำเตือน คำแนะนำ และข้อควรรู้

  • การรับประทานเป็นอาหารเสริมเพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจควรรับประทานวันละ 1,000 มิลลิกรัมหลังอาหาร
  • การรับประทานเพื่อรักษาโรคควรรับประทานวันละ 3,000 มิลลิกรัม หรือตามคำแนะนำของแพทย์
  • การเลือกซื้ออาหารเสริมน้ำมันปลานั้น ควรจะดูที่ปริมาณ DHA และ EPA เป็นหลัก โดยควรมีมากกว่า 20% ของปริมาณทั้งหมด
  • อัตราส่วนของ DHA : EPA นั้นควรจะเป็น 1:2 หรือ 2:3 เพื่อการออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ควรเลือกปลาที่มีแหล่งที่มาจากธรรมชาติ มีการตรวจสอบถึงความเข้มข้นของกรดไขมัน และต้องปราศจากสารปนเปื้อนที่อาจจะติดมาด้วย
  • ปลาที่ควรหลีกเลี่ยง ปลาฉลาม ปลาอินทรี ปลาไทล์ฟิช ปลากระโทงแทงดาบ ปลาทูน่า ปลากะพง ปลาแฮลิบัต ปลามาร์ลิน ปลาวอลล์อาย ปลาจำพวกกะพงปากกว้าง ปลาเก๋า ปลาสำลีน้ำลึก เป็นต้น แล้วแบบนี้ปลาทูน่ากระป๋องก็มีสารปรอทปนเปื้อนสูงอะสิ ? แล้วมันจะปลอดภัยไหมนะ ? ตอบ ตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันระบุว่า การบริโภคทูน่ากระป๋องสัปดาห์ละ 2 กระป๋องถือว่าปลอดภัยสำหรับเด็กและหญิงวัยเจริญพันธุ์ แต่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกาแนะนำให้รับประทานน้อยกว่านั้น
  • ควรระวังชาวประมงที่ไร้ศีลธรรมบางคนใช้เนื้อฉลามซึ่งมีสารปรอทเจือปนสูงมาทำเทียมหอยพัด โดย “หอยพัด”ของจริงจะต้องมีก้านเล็ก ๆ ที่ปลายด้านหนึ่ง
  • มีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีสารพิษหรือโลหะตกค้างในปลา
  • พิษจากสารปรอททำให้ความจำเสื่อม เกิดโรคซึมเศร้า เส้นประสาทถูกทำลาย เป็นโรคหัวใจ การพิการแต่กำเนิด และอื่น ๆ อีกมากมาย
  • แม้จะรับประทานน้ำมันปลาแล้ว ก็ควรจะรับประทานอาหารอื่น ๆ ให้ถูกหลักโภชนาการด้วย เพราะถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการรักษาภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
  • หากคุณต้องลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด คุณควรจะรับประทานอาหารอื่น ๆ ที่มีคอเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัมด้วย เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง ควรจะหลีกเลี่ยง และควรหลีกเลี่ยง อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ ไขมันจากเนื้อสัตว์ หนังสัตว์ เป็นต้น
  • หากคุณไม่ชอบรับประทานปลาหรือไม่สามารถรับประทานปลาได้อย่างสม่ำเสมอ อาจจะเลือกรับประทานอาหารเสริมประเภทน้ำมันปลาหรือ Fish oil แทนก็ได้
  • การรับประทานอาหารเสริมโอเมก้า-3 ในปริมาณสูงอาจทำให้บางคนเกิดอาการฟกช้ำ เลือดออกได้ง่ายจากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ดังนั้นผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดอาการฟกช้ำหรือเลือดออกง่าย ควรหลีกเลี่ยงอาหารเสริมประเภทนี้
  • การรับประทานโอเมก้า-3 ร่วมกับวิตามินอีในปริมาณที่สูงมากเกินไปอาจส่งผลให้มีเลือดออกภายในได้
  • ผู้ที่กำลังรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น คูมาดิน เฮปาริน) ไม่ควรรับประทานโอเมก้า-3 หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
  • ผู้ที่มีภาวะความดันต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำปลา เพราะน้ำปลาจะลดความดันของคุณให้ต่ำลงไปอีก
  • แม้ว่าปลาบางชนิดจะมีโอเมก้า-3 ในปริมาณมาก มันไม่ได้หมายความว่าเราควรจะรับประทานปลาชนิดนั้นในปริมาณมาก ปลาใหญ่ที่กินปลาอื่นเป็นอาหารจะมีสารปรอทสะสมในปริมาณสูง และองค์การอาหารและยาและองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกายังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าระดับที่ปลอดภัยของสารปรอทในปลาควรจะเป็นเท่าใด แต่ได้ระบุรายชื่อปลาที่เด็กและหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง (สำหรับความคิดผม ทุกคนที่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำมันปลาจากปลาใหญ่)
  • การรับประทานน้ํามันปลาแม้จะช่วยลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ได้ก็จริง เพราะไปช่วยเพิ่มระดับของ HDL Cholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็ไปเพิ่มระดับ ไขมันร้าย LDL Cholesterol ให้สูงขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นการรับประทานน้ํามันปลาอย่างเดียวจึงไม่ส่งผลดีโดยรวมในเรื่องของการลดไขมันในเลือดเท่าไหร่ ทั้งนี้ควรจะรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ไปด้วย
  • การรับประทานน้ำมันปลาแม้จะให้ผลดีต่อการลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบและอุดตัน แต่มันก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดในสมองแตกได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการรับประทานควรจะปรึกษาแพทย์ให้แน่ใจเสียก่อนว่าควรรับประทานหรือไม่ และควรรับประทานในปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม
  • DHA แม้จะช่วยเสริมสร้างระบบประสาทและสมองเพื่อเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ในวัยเด็กของทารกได้ก็จริง แต่มันก็ใช้ได้สำหรับเด็กอายุประมาณ 5 ขวบเท่านั้น และจากการศึกษาก็พบว่ามันมีส่วนช่วยในเรื่องของความจำให้ดีขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ดังนั้นมันจึงไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกอย่าง ที่ถูกต้องก็คือการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่จะได้ประโยชน์มากกว่า

 

4 สรรพคุณและประโยชน์ของน้ำมันปลา…ไม่ทานเสียดายแย่

1. สรรพคุณน้ำมันปลามีโอเมก้า 3 ที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากร่างกายของเราไม่สามารถผลิตโอเมก้า 3 ได้เอง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปลาน้ำลึก ซึ่งน้ำมันปลาก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี โดยในน้ำมันปลาจะมีโอเมก้า 3 หลักๆอยู่ 2 ชนิด คือ EPA และ DHA ซึ่งจะให้คุณประโยชน์ที่แตกต่างกัน

  • EPA หรือ Eicosapentaenoic acid จะช่วยลดไขมันในเลือด ป้องกันและยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดที่เป็นสาเหตุหลักของโรคที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือดและหัวใจ
  • DHA หรือ Docosahexaenoic acid เป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญของดวงตาและสมอง ดังนั้นจึงมีส่วนช่วยในด้านความรู้ความจำ และส่งเสริมให้ระบบการมองเห็นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

2. ประโยชน์ของน้ำมันปลาช่วยลดการอักเสบ และป้องกันโรคที่เกี่ยวกับภูมิต้านทาน จากการทดลองโดยอาสาสมัครที่มีปัญหาเกี่ยวกับภูมิต้านทานและการอักเสบจำนวน 2 กลุ่ม โดยกลุ่มนึงได้รับการรักษาทั่วไป กับอีกกลุ่มที่ได้รับการรักษาและรับประทานน้ำมันปลาควบคู่ในปริมาณ 6 กรัมเป็นเวลา 12 เดือน (รับประทานตามความควบคุมของแพทย์) พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานน้ำมันปลา มีอาการอักเสบจากโรคที่เป็นอยู่น้อยลงและแพทย์สามารถลดการให้ยาที่รักษาอยู่ลงด้วย

3. น้ำมันปลามีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างสติปัญญาให้กับทารกในครรภ์ เนื่องจากในน้ำมันปลาอุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิดไม่ว่าจะเป็นโอเมก้า3 แคลเซียม คอลเลตเตอรอลชนิดดี และอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยทารกที่ได้รับสารอาหารต่างๆ จากน้ำมันปลาผ่านทางรกจะมีระบบการทำงานของประสาทและสมองดีและมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการเรียนรู้และการจดจำ

4. ประโยชน์ของน้ำมันปลาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว คอเลตเตอรอลชนิดดีจากน้ำมันปลานี่เองที่เป็นส่วนสำคัญในการชะลอความแก่ของสาวๆได้เป็นอย่างดี สังเกตได้ว่าผู้หญิงในประเทศญี่ปุ่นที่นิยมรับประทานปลาและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปลา ล้วนมีใบหน้าอ่อนกว่าวัยด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นน้ำมันปลาจึงเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่ผู้ผลิตนิยมนำมาทำเป็นแคปซูลที่ใช้รับประทานเพื่อบำรุงร่างกายและผิวพรรณ

 

 

loading...

Related Post

Related posts:

กาแฟ สรรพคุณและประโยชน์ของกาแฟ 40 ข้อ ! (Coffee)
Urolithin A : ความลับในการต้านอนุมูลอิสระของทับทิม
น้ำผึ้ง รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของน้ำผึ้งมะนาว Honey
แคลเซียม รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของแคลเซียม Calcium
วิตามินบี6 รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของ Pyridoxine-ไพริด็อกซิน
วิตามินดี รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของวิตามินดี 20 ข้อ Vitamin D
ฟอสฟอรัส รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของฟอสฟอรัส 21ข้อ Phosphorus
น้ำมันตับปลา รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดกว่า 50 ชนิด Cod liver oil
No votes yet.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ