ปวดไมเกรน ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาปวดไมเกรน 23 วิธี (Migraines) 

 

Share This:

ปวดไมเกรน ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาปวดไมเกรน 23 วิธี (Migraines) 
5 (100%) 1 vote
loading...

ปวดไมเกรน

ปวดไมเกรน (Migrainesเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรงชนิดหนึ่ง จะรู้สึกปวดตุบ ๆ รุนแรง โดยมักปวดบริเวณศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย และอาจมีความรู้สึกไวต่อเสียงและแสงสว่างมากกว่าปกติ

ปวดไมเกรน อาการปวดหัวนั้นมีหลากหลาย บ้างก็ปวดหัวตรงกลาง บ้างก็ปวดตรงขมับ มึน งง เวียนศีรษะ หรือแม้กระทั่งปวดหัวข้างเดียวอย่างที่รู้จักในชื่อ “ไมเกรน” หรือ ลมตะกัง ซึ่งหลาย ๆ คนมีอาการเช่นนี้อยู่ จึงรู้ดีว่ามันทุกข์ทรมานมากขนาดนี้  มีข้อเท็จจริงน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรนมาบอกกัน

ไมเกรน

 

อาการปวดศีรษะ อาจเป็นแบบมัวๆทึมๆ(dull) และ รู้สึกตุบๆ(throbbing)  หรือ ปวดแบบแหลมคม และปวดที่ตำแหน่งแน่นอน  อาการปวดศีรษะมี3 ประเภทใหญ่ๆ  คือ  อาการปวดศีรษะจากความเครียด , อาการปวดศีรษะไมเกรน และ อาการปวดศีรษะที่มีการหลั่งสารฮีสตามีนจากเซลด้วย   แต่ละประเภทของอาการปวดศีรษะ จะมีสาเหตุ และ อาการเด่นของมันเอง การค้นหาว่าคุณมีอาการปวดประเภทไหน สามารถช่วยให้คุณสามรถบำบัดรักษาได้เมื่อเกิดอาการ และ ป้องกันการเกิดซ้ำได้อีกด้วย

การปวดศีรษะจากความเครียด

อาการปวดศีรษะจากความเครียด  เป็น ประเภทการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุด มีสาเหตุจากการหดตัว ของกล้ามเนื้อคอ และหนังศีรษะ  การหดตัวนี้อาจถูกกระตุ้น โดยปัจจัยทางกายภาพ และ สิ่งแวดล้อมหลากหลาย รวมทั้งการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อไหล่ คอ จากท่านั่ง ความเครียด หรือ การขาดการนอนหลับ

อาการปวดศีรษะจากความเครียด มีผลให้เกิดความปวด และแรงดันที่ศีรษะ ระดับน้อย ถึง ปานกลาง ซึ่งสามารถเริ่มต้นที่ด้านหลังของศีรษะ คอ และดำเนินลงไป หรือย้อนกลับทางก็ได้  อาการปวดศีรษะนี้ จะรู้สึกเท่าๆกันทั้ง2 ด้านของศีรษะ และ สามารถเกิดร่วมกับความปวดที่คอ และ ไหล่  ความปวดอาจอยู่นานเพียงครึ่งชม. จนถึงหลายวัน  อาการปวดศีรษะจากความเครียด นอกจากรู้สึกไม่สบาย และน่ารำคาญแล้ว โดยทั่วไปจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

การปวดศีรษะไมเกรน

การปวดศีรษะไมเกรนต่างจาก การปวดศีรษะจากความเครียด  ตรงที่การปวดศรีษะไมเกรน ปกติมักจะอยู่เพียงด้านเดียวของศีรษะ และ จะอาการแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป  และเกิดความปวดที่ด้านหลังดวงตา และ ศีรษะร่วมด้วย  ผู้ทรมานจากการปวดศีรษะไมเกรนมากมายจะมีประสบการณ์ ไวต่อแสงและเสียง รวมทั้งมีอาการคลื่นไส้อาเจียรด้วย

การกำเริบของการปวดศีรษะไมเกรนบางครั้ง อาจนำด้วยอาการเห็นแสงจ้าซึ่งอาจรวมการเห็นประกายแสงไฟ หรือ ภาพเบลอด้วย อาการปวดศีรษะไมเกรนสามารถอยู่นานไม่กี่ชม.จนถึง2-3วันได้ โดยมีการปวดกำเริบได้1-2ครั้ง/ปี ในบางท่าน และหลายครั้งต่อเดือนในหลายท่าน  สิ่งกระตุ้นความปวดศีรษะไมเกรนที่เรารู้จัก มีมากมาย และ หลากหลายในแต่ละท่าน อย่างไรก็ตาม แต่ละสิ่งกระตุ้นความปวดศีรษะไมเกรน มีจุดตั้งต้นเดียวกัน ในสมองซึ่งนำไปสู่การทำงานของระบบประสาทที่ผิดปกติ และ ความปวดระดับปานกลาง ถึง รุนแรง

ระยะอาการเตือน (Aura) คือ อาการที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนหรือพร้อมกับการปวดไมเกรน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะเป็นไมเกรนแบบไม่มีอาการเตือน ซึ่งการเตือนนี้มักค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และอาจเกิดอาการต่อเนื่องเป็นชั่วโมง อาการเตือน สามารถเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น มองเห็นแสงกระพริบ ๆ หรือสายตาพร่ามัว มองเห็นรูปภาพเป็นรูปทรงต่าง ๆ ผิดขนาด แสงซิกแซก เห็นจุดแสงวาบ มองเห็นเป็นเส้นคลื่น

นอกจากนั้น อาการนำ อาจเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะที่รับความรู้สึก (ประสาทสัมผัส) การเคลื่อนไหว หรือการพูด พูดลำบาก กล้ามเนื้อจะรู้สึกคล้าย ๆ จะอ่อนแรง หรืออาจรู้สึกเหมือนมีใครกำลังสัมผัสตัวอยู่ รู้สึกชาที่มือหรือเท้า ซึ่งอาการเหล่านี้ จะค่อย ๆ เริ่มเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที และจะยังคงมีความรู้สึกนี้เป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมงก็ได้หากมีหลายอาการ

ระยะที่เกิดอาการปวดศีรษะ (Headache) ในขณะที่ปวดไมเกรน ผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการ ดังนี้

  • มีอาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง
  • มีอาการปวดแบบตุบ ๆ
  • แสงจ้า เสียงดัง และกลิ่นฉุนจะกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น
  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัด
  • มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม

ระยะที่หายจากการปวดศีรษะ (Postdrome) เป็นระยะสุดท้ายของไมเกรน ซึ่งจะเกิดหลังจากการเกิดไมเกรนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการ ดังนี้

  • มีอาการสับสบ มึนงง
  • มีอารมณ์หงุดหงิด
  • เวียนศีรษะ
  • อ่อนล้า อ่อนแรง
  • มีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียง

 

ปัจจัยกระตุ้น

ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรนมีหลายประการซึ่งอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายซึ่ง นพ. ไพศาลอธิบายว่า “ปัจจัยกระตุ้นไมเกรนมีหลายประการ ที่พบได้บ่อย คือ แสงแดด แสงจ้า ซึ่งผู้ป่วยคุ้นเคยเป็นอย่างดี ต่อมาได้แก่ การอดนอน นอนน้อย หรือนอนดึก นอกจากนี้ อาหารก็เป็นตัวกระตุ้นไมเกรนได้เช่นเดียวกันคือ แอลกอฮอล์ โดยเฉพาะไวน์แดง ช็อคโกแล็ต ชีส และสุดท้ายได้แก่ ยาคุมกำเนิด ซึ่งเป็นยาฮอร์โมน และสามารถไปกระตุ้นไมเกรนได้”

โดยสรุปแล้ว ปัจจัยที่กระตุ้นการเกิดไมเกรนมีดังนี้

  • ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ช่วงมีประจำเดือน ระหว่างตั้งครรภ์ ช่วงหมดประจำเดือนหรือการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด
  • อาหารบางชนิด เช่น ชีส ไวน์แดง ช็อคโกแล็ต น้ำตาลเทียม ผงชูรส ชา และกาแฟ
  • การกระตุ้นทางประสาทสัมผัส อาทิ แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นฉุน กลิ่นบุหรี่
  • รูปแบบการนอนที่เปลี่ยนไป เช่น นอนดึก นอนไม่พอ หรือนอนมากเกินไป
  • สิ่งแวดล้อม เช่น อากาศร้อน ฝุ่นควัน
  • ยาบางชนิด

นอกเหนือจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว หลายคนเชื่อว่าความเครียดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นการปวดไมเกรนตรงนี้ นพ.ไพศาลอธิบายว่า “จริง ๆ แล้วความเครียดไม่ได้ทำให้เราเป็นไมเกรน แต่ด้วยพันธุกรรมทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อไมเกรนอยู่แล้วเป็นไมเกรนขึ้นมา เมื่อไรก็ตามที่เราเครียดเราจะปวดหัวได้สองแบบ แบบแรก คือมึน ๆ เหมือนมีอะไรมารัดศีรษะอยู่แน่นไปหมด อันนี้เป็นลักษณะการปวดหัวแบบเครียด แต่คนเป็นไมเกรนจะปวดหัวแบบไมเกรน หรือแบบผสม เช่น ปวดตุ้บ ๆ คลื่นไส้ อาเจียน”

การรักษาไมเกรน

loading...

สำหรับการรักษา นพ. ไพศาลกล่าวว่า “การรักษาไมเกรนให้หายขาดยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป จุดมุ่งหมายในการรักษาจึงอยู่ที่การรับมือกับอาการปวด ไม่ว่าจะด้วยการรักษา หรือป้องกันอาการ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทุกข์ทรมานจากความปวดน้อยลง และประกอบกิจวัตรต่าง ๆ ได้ตามปกติ”

ในการรักษา แพทย์จะพิจารณาว่าผู้ป่วยมีอาการบ่อย และรุนแรงเพียงใด ตามสถิติ ผู้ป่วยไมเกรนประมาณร้อยละ 80 มีอาการปวดศีรษะ 1 ถึง 2 ครั้งต่อเดือน มีผู้ป่วยจำนวนไม่มากนักที่ปวดบ่อย หรือปวดทุกวัน การรักษาหลัก ๆ ได้แก่การให้ยา ซึ่งแบ่งเป็นยาสำหรับรักษาอาการและยาสำหรับป้องกันอาการ

“สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง หรือปวดนาน ๆ ครั้ง แพทย์จะสั่งยาแก้ปวดให้รับประทาน แต่โดยมากแล้ว ยาแก้ปวดธรรมดาอย่างพาราเซตามอล มักจะใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยไมเกรน ต้องใช้ยาที่แรงขึ้นซึ่งก็จะมีข้อเสียคือยาพวกนี้มักจะมีฤทธิ์กัดกระเพาะ หรือไม่ก็เป็นยาจำพวกยาเสพติดเช่น ฝิ่นสังเคราะห์ ซึ่งผู้ป่วยอาจจะติดได้” นพ. ไพศาลอธิบาย

“ส่วนผู้ที่เป็นบ่อย ๆ เช่นเดือนหนึ่งเป็น 2 ครั้ง หรือมากกว่า แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาป้องกัน ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ต้องรับประทานทุกวัน ยาที่จัดอยู่ในกลุ่มป้องกันมี 3 ถึง 4 กลุ่ม ได้แก่ยาความดันโลหิตบางตัวในขนาดต่ำ ๆ กลุ่มที่สองได้แก่ ยากันชักบางตัว ขนาดต่ำ ๆ กลุ่มที่สามได้แก่ยาต้านอาการซึมเศร้า และสี่ได้แก่ ยาต้านแคลเซียม”

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายไม่ชอบที่จะต้องรับประทานยาทุกวัน ซึ่งนพ. ไพศาลกล่าวว่า “ในส่วนของยาป้องกันนั้นมีความยืดหยุ่นพอสมควร คือไม่รับประทานก็ได้ ถ้าสามารถอยู่กับความปวดได้ ผมมีผู้ป่วยซึ่งเลือกที่จะไม่รับประทานยาอยู่หลายราย ผมก็จะแนะนำโดยเน้นไปในเรื่องของการปฏิบัติตัว”

 

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

ในผู้ป่วยเพศหญิง อาจเป็นไมเกรนในช่วงที่มีประจำเดือน (Menstrual Migraine) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น เอสโทรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) โดยไมเกรนชนิดนี้ มักเกิดในช่วง 2 วันก่อนมีประจำเดือน ไปจนถึงวันที่ 3 ของการมีประจำเดือน ในบางรายพบว่าเป็นไมเกรนแค่ช่วงเวลานี้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยเพศหญิงบางราย ก็จะพบว่าเป็นไมเกรนในช่วงเวลาอื่่นที่ไม่ได้เป็นประจำเดือนได้เช่นกัน และในผู้ป่วยเพศหญิงหลาย ๆ ท่าน ก็พบว่า อาการไมเกรนที่เกิดขึ้นนั้นมาจากหลังวัยหมดประจำเดือน (Menopause) ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อันส่งผลต่ออารมณ์และร่างกาย และสามารถกระตุ้นไมเกรนได้ หรืออาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรงได้ในบางราย ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้

ตัวกระตุ้นที่เกี่ยวกับอารมณ์

  • ความเครียด ภาวะตึงเครียด
  • ความวิตกกังวล
  • อาการตกใจ หรือช็อก
  • ภาวะซึมเศร้า
  • ความตื่นเต้น

ตัวกระตุ้นทางกายภาพ

  • ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย
  • นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ทำงานเป็นกะ ไม่เป็นเวลาปกติ
  • มีความตึงที่คอหรือไหล่
  • อาการอ่อนเพลียจากการเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเวลานาน (Jet Lag)
  • ภาวะเลือดมีน้ำตาลน้อย (Hypoglycaemia)
  • ออกกำลังกายที่ต้องใช้พละกำลังมาก

 

อาการปวดศีรษะที่มีการหลั่งสารฮีสตามีนจากเซลด้วย

อาการปวดศีรษะที่มีการหลั่งสารฮีสตามีนจากเซลด้วย เป็นอาการปวดศีรษะที่พบไม่บ่อยที่สุด แต่จะมีความรุนแรงมากที่สุด ผู้ชายมักจะทรมานจากความปวดมากกว่าผู้หญิง โดยที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด มีแนวความคิดที่ว่าอาการปวดศีรษะที่มีการหลั่งสารฮีสตามีนจากเซลด้วย อาจมีสาเหตุร่วมกับการที่เส้นประสาทใน สมองถูกกระตุ้น อย่างผิดปกติ

คำว่า“cluster”ในชื่อของ อาการปวดศีรษะที่มีการหลั่งสารฮีสตามีนจากเซลด้วย  “Cluster headache” ไม่ได้โยงไปถึง ตำแหน่งของอาการปวดศีรษะ แต่น่าจะหมายถึงอาการปวดจากการกำเริบหลายจุดพร้อมกันมากกว่า นี่เองเป็นความแตกต่างหลัก ระหว่าง อาการปวดศีรษะที่มีการหลั่งสารฮีสตามีนจากเซลด้วย กับ อาการปวดศีรษะจากความเครียด และ การปวดศีรษะไมเกรน

ปกติแล้ว อาการปวดศีรษะที่มีการหลั่งสารฮีสตามีนจากเซลด้วย มักเกิดขึ้นซ้ำในช่วงเวลาที่แน่นอนระยะหนึ่ง    ผู้คนอาจเกิดการปวดศีรษะที่มีการหลั่งสารฮีสตามีนจากเซลด้วย 1-3ครั้งต่อวัน เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ หรือ หลายเดือน (เรียกว่า ระยะเวลาของอาการปวดศีรษะที่มีการหลั่งสารฮีสตามีนจากเซลด้วย)  แล้วการกำเริบอาจจะหยุดหมด และรอเวลา กลับเป็นอีกครั้งในเวลาต่อมา

อาการปวดศีรษะที่มีการหลั่งสารฮีสตามีนจากเซลด้วย นำให้เกิดความปวดศีรษะได้หนักที่สุด ในความปวดศีรษะทั้งหมด  ปกติสามารถบรรยายได้ว่าเป็นการปวดที่ รุนแรง แผดเผา หรือ แสบร้อน ความปวดจะเกิดอย่างรวดเร็วจากด้านหนึ่งของศีรษะ  รอบๆและด้านหลังดวงตา แล้วอาการแย่ลง อาจปวดนานเกือบ30นาที จนถึง2 ชมได้  อาการอื่นรวมทั้ง ตาบวม แดง มาก คัดจมูก หรือ น้ำมูกไหลที่รูจมูกข้างเดียวกับที่ศีรษะข้างที่ปวด

loading...

Related Post

Related posts:

โรคมะเร็งกระดูก ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษามะเร็งกระดูก
หลอดเลือดหัวใจตีบ กับความเสี่ยงของการทำ “บอลลูนหัวใจ” เพื่อรักษาโรคหลอดเลือด
โรคความดันโลหิตสูง ลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษา 30 วิธี ของความดันโลหิตสูง
ไส้ติ่งอักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรค Appendicitis
โรคหัวใจ เป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ มีขนาดเท่ากำปั้น ภายในกลวง หัวใจ
มะเร็งไทรอยด์ โรคมะเร็งที่เกิดกับต่อมไทรอยด์ โดยเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
ปวดบั้นเอว โรคปวดกล้ามเนื้อหลังสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการปวดหลัง
เชื้อราที่เท้า ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีการรักษาเล็บเป็นเชื้อรา 38 ข้อ ( tinea pedis)
No votes yet.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ