ปอดอักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคปอดอักเสบ

 

Share This:

ปอดอักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคปอดอักเสบ
5 (100%) 1 vote
loading...

ปอดอักเสบ

ปอดอักเสบ หรือ ปอดบวม (Pneumonia) หมายถึง การอักเสบของเนื้อปอด* ซึ่งประกอบไปด้วยถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้ปอดทำหน้าที่ได้น้อยลง เกิดอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก ซึ่งจัดเป็นภาวะร้ายแรงและผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ฯลฯ อย่างไรก็ตามถ้าตรวจพบในระยะแรกเริ่มก็มีทางเยียวยารักษาให้หายได้ ปอด (Lung) เป็นอวัยวะในระบบการหายใจที่อยู่ภายในทรวงอกทั้ง 2 ข้าง หากท่านไม่ทราบว่าปอดมีลักษณะอย่างไร ขอให้ท่านนึกถึงปอดหมูที่วางขายในตลาด ปอดของคนเราก็มีลักษณะเช่นเดียวกันคือเป็นเนื้อหยุ่นๆมีสีออกชมพู ปอดมีหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซจากอากาศที่เราหายใจเข้าไปคือ ในช่วงที่เราหายใจเข้าปอดจะทำหน้าที่นำก๊าซออกซิเจนซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตเข้าไปเลี้ยงร่างกาย และในขณะเดียวกันปอดก็จะขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการออกมากับลมหายใจ

 

สาเหตุอาการและการรักษาของโรคปอดอักเสบ

 

  1. สำหรับวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) ควรแนะนำให้ฉีดในผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปี, ในผู้มีอายุ 19-64 ปีที่สูบบุหรี่หรือเป็นโรคหืด และในผู้มีอายุ 2-65 ปีที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำหรือมีโรคเรื้อรัง โดยการฉีดจะฉีดเข้ากล้าม 1 เข็ม และในบางรายอาจพิจารณาให้ฉีดซ้ำหลังครั้งแรก 5 ปี (เช่น ในรายที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ) หรือหากการฉีดครั้งแรกที่ก่อนอายุ 65 ปี และได้รับการฉีดมานานกว่า 5 ปีแล้วก็อาจพิจารณาฉีดกระตุ้น 1 ครั้ง หลังจากครั้งที่ 2 ไปแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องฉีดซ้ำอีกแต่อย่างใด (การฉีดวัคซีนนอกจากจะช่วยป้องกันโรคปอดอักเสบแล้ว ยังช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อีกด้วย หากพบว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้นในภายหลัง)
  2. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การใช้สารเสพติด ภาวะทุพโภชนา ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็น
    • อย่านอนอมน้ำมันก๊าดเล่น และควรเก็บน้ำมันก๊าดให้ห่างจากมือเด็ก อย่าให้เด็กฉวยไปอมเล่น
    • อย่าฉีดยาด้วยเข็มและกระบอกฉีดยาที่ไม่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อ เพราะมีโอกาสติดเชื้อสแตฟีโลค็อกคัส ออเรียส กลายเป็นโรคปอดอักเสบชนิดร้ายแรงได้
    • งดการสูบบุหรี่ เพื่อป้องกันมิให้เป็นโรคทางปอดเรื้อรัง เช่น หลอดลมอักเสบ ถุงลมปอดโป่งพอง
  3. หากมีโรคประจำตัว หรือเมื่อเป็นโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด อีสุกอีใส เป็นต้น ควรดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ
  4. หมั่นดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าตรากตรำทำงานหนักมากเกินไป
  5. เด็กทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน (DTP vaccine), วัคซีนรวมเอ็มเอ็มอาร์ป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR), วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส (Varicella vaccine) หรือจะฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน และอีสุกอีใส (MMRV) ที่รวมอยู่ในเข็มเดียวกันก็ได้ ส่วนผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine) และฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส นิวโมเนียอี (Pneumococcal vaccine) เพื่อป้องกันโรคปอดอักเสบเพิ่มเติมด้วย
  6. คำแนะนำเกี่ยวกับโรคปอดอักเสบ
    • โดยทั่วไปหลังให้ยาปฏิชีวนะ 2-3 วัน อาการมักจะทุเลาลง (แต่ยังต้องรับประทานยาต่อไปจนครบตามที่กำหนด) แต่ถ้าให้ยาแล้วอาการยังไม่ทุเลาอาจต้องตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น วัณโรคปอด มะเร็งปอด ภาวะมีน้ำหรือหนองในโพรงเยื่อหุ้มปอด
    • ผู้ที่มีอาการไข้ ไอ และหอบ มักมีสาเหตุมาจากโรคปอดอักเสบ แต่ก็อาจมีสาเหตุมาจากโรคอื่น ๆ ได้ เช่น หืด ครู้ป ถุงลมปอดโป่งพอง เป็นต้น
    • ผู้ที่เป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อไมโคพลาสมา นิวโมเนียอี (Mycoplasma pneumoniae) ซึ่งพบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว มักทำให้ผู้ป่วยมีอาการไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอแห้ง ๆ เจ็บคอ หรือมีเสมหะ ผู้ป่วยมักจะไอรุนแรง แต่ไม่มีอาการหายใจหอบรุนแรง (มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการหายใจหอบรุนแรง) จึงทำให้ดูคล้ายอาการของโรคไข้หวัดใหญ่และหลอดลมอักเสบ โดยอาการจะมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป มักเป็นอยู่นาน 1-2 สัปดาห์ และมักตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ในบางรายอาจหายได้เองโดยไม่ได้รับการรักษา แต่หลังจากหายจากไข้แล้ว อาจมีอาการไอและอ่อนเพลียต่อไปอีกหลายสัปดาห์ถึง 3 เดือน
    • โรคนี้แม้ว่าจะมีอันตรายร้ายแรง แต่ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้องก็มักจะหายขาดได้ ดังนั้น หากสงสัยว่าป่วยเป็นโรคนี้ควรรีบไปพบแพทย์และรับประทานยาปฏิชีวนะ พร้อมกับติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด แต่ถ้ามีอาการหอบรุนแรง พบในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หรือไม่มั่นใจ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที
  7. การดูแลตนเองในเบื้องต้นเมื่ออยู่ที่บ้าน เมื่อสงสัยว่าจะเป็นปอดอักเสบ (มีอาการไข้ ไอ เจ็บหน้าอก และหอบเหนื่อย) ควรรีบมาพบแพทย์ภายใน 1-2 วัน เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ผู้ป่วยไม่ควรรักษาด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม การดูแลตนเองเมื่อเป็นปอดอักเสบน่าจะมี 2 กรณี คือ เป็นปอดอักเสบเล็กน้อยแล้วแพทย์ให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก (ให้กลับบ้าน) และในกรณีที่เป็นปอดอักเสบและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้วและแพทย์พิจารณาให้กลับบ้านเพื่อรักษาและพักฟื้นตัวอยู่ที่บ้าน โดยทั้ง 2 กรณี ผู้ป่วยควรปฏิบัติดังนี้
    • รับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการรับประทานยาปฏิชีวนะที่ต้องรับประทานให้ครบ และไม่ควรหยุดยาเอง (ถ้าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นภายใน 3 วัน ควรรับประทานยาปฏิชีวนะติดต่อกันนาน 10-14 วัน แต่ถ้าไม่ดีขึ้น หรือมีอาการหอบมาก ตัวเขียว ควรรีบไปพบแพทย์)
    • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการพลังงานในการต่อสู้กับโรคและซ่อมแซมร่างกายให้ฟื้นตัว
    • ผู้ป่วยควรเฝ้าสังเกตอาการแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างใกล้ชิด เช่น มีไข้นานเกิน 4 วัน (ถ้าเป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการไข้มักจะทุเลาได้ภายใน 4 วัน), มีไข้เกิดขึ้นใหม่หลังจากไข้ลงแล้ว 1-2 วัน, ไอมีเสมหะเป็นสีเหลือง เขียว สีสนิม หรือมีเลือดปน, มีอาการเจ็บแปลบหน้าอกเวลาหายใจเข้าหรือไอแรง ๆ, มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบากไม่ค่อยสะดวก, รับประทานอาหารได้น้อย มีน้ำหนักตัวลดลง หรือสงสัยว่ามีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเกิดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ก่อนกำหนดโดยเร็ว
  8. แนวทางการรักษาปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ประกอบด้วย
    • การให้ยาปฏิชีวนะ หากในรายที่เป็นไม่มากและไม่มีอาการแทรกซ้อน แพทย์อาจให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอกด้วยการให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เช่น เพนิซิลลินวี (Penicillin V), อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) หรืออิริโทรมัยซิน (Erythromycin) เป็นต้น (สำหรับกลุ่มวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว ควรใช้ยาอิริโทรมัยซิน เพื่อให้ครอบคลุมเชื้อไมโคพลาสมา นิวโมเนียอี และเชื้อคลามัยเดีย นิวโมเนียอี) หรืออาจให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดแบบผู้ป่วยใน
    • การรักษาประคับประคองตามอาการ/การรักษาอาการแทรกซ้อน เช่น การให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ร่วมกับการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวอยู่บ่อย ๆ และให้ดื่มน้ำมาก ๆ, การให้สารน้ำทางหลอดเลือดหรือให้อาหารเหลวทางสายลงกระเพาะอาหาร (ในรายที่รับประทานอาหารไม่ได้หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย), การให้ออกซิเจน (ในรายที่มีอาการหายใจหอบเหนื่อย ตัวเขียว ซี่โครงบุ๋ม กระวนกระวาย หรือซึม), การให้ยาเพิ่มความดันโลหิต (ในรายที่มีความดันโลหิตลดต่ำลง), ให้ยาขยายหลอดลม (ในรายที่ได้ยินเสียงวี้ดหรือเสียงอึ๊ด และมีการตอบสนองต่อยาขยายหลอดลม), ให้ยาขับเสมหะหรือยาละลายเสมหะ (ในรายที่ให้สารน้ำเต็มที่แล้วแต่เสมหะยังคงเหนียวอยู่), การทำกายภาพบำบัดทรวงอก (เพื่อช่วยให้เสมหะถูกขับออกจากปอดและหลอดลมได้ดีขึ้น), อาจต้องการใส่ท่อเข้าหลอดลมและช่วยการหายใจด้วยเครื่องช่วยหายใจ (ในรายที่มีอาการหอบเหนื่อยและการให้ออกซิเจนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หรือมีภาวะหายใจล้มเหลวหรือหยุดหายใจ) เป็นต้น
    • ติดตามดูอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยนัดมาตรวจดูอาการเป็นระยะ ๆ
  9. ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเร็วที่สุดในทันทีที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วนในรายที่เป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส จะไม่มียารักษาที่จำเพาะ ซึ่งแพทย์จะให้การรักษาแบบประคับประคองไปตามอาการ และบำบัดรักษาทางระบบหายใจที่เหมาะสม
  10. บางรายอาจพบอาการของโรคติดเชื้ออื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เริมที่ริมฝีปาก ผื่นของอีสุกอีใส หัด หรือโรคมือเท้าปาก เป็นต้น
  11. ในรายที่เกิดจากการติดเชื้อไมโคพลาสมา นิวโมเนียอี (Mycoplasma pneumoniae) หรือเชื้อคลามัยเดีย นิวโมเนียอี (Chlamydia pneumoniae) อาจมีผื่นตามผิวหนังร่วมด้วย ส่วนการตรวจฟังปอดในระยะแรกอาจไม่พบเสียงผิดปกติก็ได้
loading...

 

 

ปอดอักเสบ
ปอดอักเสบ

 

ต้องรับไว้รักษาในหอผู้ป่วยหนัก (ไอ ซี ยู) แทนที่จะเป็นการรักษาในหอผู้ป่วยทั่วไป และต้องได้รับการเจาะน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอดออกมาวิเคราะห์ทางห้อง ปฏิบัติการ และหากผลการวิเคราะห์น้ำที่เกิดจากปอดบวมนี้เป็นหนอง แพทย์จะต้องใส่ท่อระบายของเหลวเข้าไป เพื่อระบายเอาหนองออก และหากใช้วิธีนี้แล้วไม่สามารถระ บายหนองออกได้หมด จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเข้าช่องอก เพื่อเอาหนองที่เกิดขึ้นนั้นออกมาให้หมด ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ปัญหาคนไข้รายนี้มีความซับซ้อนมากกว่า และเพิ่ม เติมนอกเหนือไปจากการรักษาผู้ป่วยรายที่ได้กล่าวข้างบนได้รับ

 

loading...

Related Post

Related posts:

หนองใน สาเหตุหลัก อาการและวิธีการรักษาให้หายจากโรคหนองในแท้ 30 วิธี
หูชั้นนอกอักเสบ ลักษณะอาการและการรักษาของโรคหูชั้นนอกอักเสบ
มะเร็งกระดูก ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคมะเร็งกระดูก
มะเร็งอัณฑะ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคมะเร็งอัณฑะ
เส้นเลือดในสมองตีบ โรคหลอดเลือดสมองหรือโรคอัมพาต (Stroke) ที่เรารู้จักกันดี
อาการแพ้ท้อง อาการหรือความรู้สึกที่ไม่สุขสบายที่เกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์
เชื้อราที่เท้า ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีการรักษาเล็บเป็นเชื้อรา 38 ข้อ ( tinea pedis)
เอ็นข้อมืออักเสบ ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีการรักษา 17 ข้อ
No votes yet.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ