ผักคราดหัวแหวน รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของผักคราดหัวแหวน

 

Share This:

ผักคราดหัวแหวน รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของผักคราดหัวแหวน
Rate this post
loading...

ผักคราดหัวแหวน

ผักคราดหัวแหวน ชื่อสามัญ Para cress, Tooth-ache plant, Toothache plant, Brazil cress toothache plant, Pellitary, Spot flower

ผักคราดหัวแหวน ชื่อวิทยาศาสตร์ Acmella oleracea (L.) R.K.Jansen (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Spilanthes acmella var. oleracea (L.) C.B.Clarke, Spilanthes oleracea L.)[2] ส่วนอีกข้อมูลระบุว่าเป็นชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spilanthes acmella (L.) Murr[1] โดยจัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)[1]

สมุนไพรผักคราดหัวแหวน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักคราด หญ้าตุ้มหู, ผักเผ็ด (ภาคเหนือ), ผักตุ้มหู (ภาคใต้), อึ้งฮวยเกี้ย เป็นต้น[1],[2] โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศบราซิลเขตร้อนและอเมริกา พบเป็นวัชพืชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และปาปัวนิวกินี ผักชนิดนี้เป็นผักพื้นบ้าน นิยมรับประทานกันมาแต่รุ่นปู่ย่าตายาย โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดเป็นผักที่เป็นทั้งอาหารและยาสมุนไพร และเป็นหนึ่งในยาสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน อีกทั้งทางด้านเภสัชวิทยาช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านยีสต์ ต้านไวรัส ยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้ ลดความดันโลหิต เพิ่มฤทธิ์ของฮิสตามีนในการทำให้ลำไส้หดเกร็ง ปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันฆ่ายุง ฆ่าลูกน้ำยุง ทำให้ชัก เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้ปวด ลดความแรงและความถี่ของการบีบตัวของหัวใจห้องบน ยับยั้งการหดตัวของมดลูกซึ่งเหนี่ยวนำด้วย oxytocin

ลักษณะของผักคราดหัวแหวน

ผักคราดหัวแหวนเป็นพืชล้มลุก ลำต้นและกิ่งก้านมีขน สูงถึง 50 เซนติเมตร ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่หรือไข่แกมใบหอก ขนาดกว้าง 1–2.5 เซนติเมตร ยาว 2–4 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบเรียบถึงจักไม่แน่นอน มีก้านใบ ดอกช่อออกระหว่างซอกใบ ดอกเรียงเป็นช่อกระจุกแน่นรูปไข่ ก้านช่อดอกยาวถึง 10 เซนติเมตร มีริ้วประดับเรียงซ้อนสองชั้น รูปไข่แกมใบหอกหรือแกมขนาน ดอกย่อย วงชั้นนอกเป็นเพศเมีย ดอกชั้นในเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีขนาดโตกว่าดอกชั้นนอก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด เหนือรังไข่ ไม่มีระยางค์หรือขน ผลแห้งเป็นสันนูน มี 3 สัน ยาว 0.3 เซนติเมตร สีดำ ปลายมีระยางค์เป็นหนาม 1–2 อัน

 

สรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของผักคราดหัวแหวน

 

loading...

 

 

  1. ทั้งต้นและดอกมีสาร Spilanthol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาเฉพาะที่ จึงมีการนำมาสกัดใช้ทำเป็นยาชา โดยใช้ต้นนำมาทำเป็นยาฉีดให้มีความเข้มข้น 50% ในการผ่าตัดหน้าท้อง แล้วฉีดยานี้ลงไปทีละชั้น หลังจากนั้น 3-8 นาที ก็สามารถทำการผ่าตัดได้ และในระหว่างการผ่าตัด อาจฉีดยาลงไปได้อีก เพื่อระงับอาการปวด ซึ่งในการผ่าตัดท้องจะใช้ประมาณ 100-150 มล. ส่วนการผ่าตัดเล็กจะใช้ 60-80 ม.ล. และจากการการผ่าตัดจำนวน 346 ราย พบว่าได้ผลดีถึง 326 ราย และไม่พบว่ามีอาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ง่าย อาจพบว่ามีความดันโลหิตลดลงเพียงเล็กน้อย และแผลหลังการผ่าตัดมักเกิดแผลเป็น (การใช้เป็นยาชา ลำต้นหรือก้านดอกจะมีฤทธิ์แรงกว่าใบ) (ประเทศจีน)[1],[9] ส่วนใบก็มีฤทธิ์เป็นยาชาเช่นกัน[1],[2]
  2. ทั้งต้นมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าตัวอ่อนของยุง ใช้ในการเบื่อปลา (ทั้งต้น)[1]
  3. มีงานวิจัยทางด้านสารธรรมชาติทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร พบว่าสารสกัดผัดคราดหัวแหวนมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นอย่างดี และช่วยฆ่ายุงได้ดีเช่นกัน
  4. ประโยชน์ผักคราดหัวแหวน ใบผักคราดหัวแหวน สามารถนำมาใช้รับประทานเป็นผักสดแกล้มกับอาหารคาวเพื่อช่วยดับกลิ่นและช่วยเพิ่มรสชาติ[1],[5] ส่วนยอดอ่อนและดอกอ่อนใช้ลวกรับประทานร่วมกับน้ำพริก แกล้มกับลาบ ก้อย แกง หรือใส่ในแกงแค อ่อมปลา อ่อมกบ หรือนำไปแกงร่วมกับหอยและปลา[3]
  5. หมอแผนไทยในปัจจุบันจะใช้ผักคราดเพื่อเข้าตำรับยาแก้ปวดบวม บ้างก็ทำเป็นยาหม่อง ทำเป็นน้ำมัน หรือทำเป็นลูกประคบ แต่ไม่นิยมนำมารับประทาน
  6. ช่วยแก้แผลพุพอง (ใบ)[1]
  7. ตำพอกแก้พิษปวดบวม แผลบวม แก้งูพิษกัด สุนัขกัด ตะมอย (ทั้งต้น)[1],[2]
  8. ช่วยรักษาไขข้ออักเสบ (ทั้งต้น)[1] ไขข้ออักเสบจากลมขึ้น (Rheumatic fever) (ทั้งต้น)[2]
  9. ช่วยลดอาการปวดบวมกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ปวดบวม ฟกช้ำบวม ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาตำให้แหลก แล้วเหยาะน้ำเปล่าพอชุ่ม ใช้พอกบริเวณที่มีอาการปวด หรือจะใช้ทำเป็นลูกประคบ หรือใส่ในยาอบร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ก็ได้ (ทั้งต้น)[2],[5],[7]
  10. ช่วยแก้อัมพฤกษ์ อัมพาต และอาการเหน็บชา โดยจะใช้ผักคราดหัวแหวนร่วมกับพริกไทยและหัวอุตพิดอย่างละเท่า ๆ กัน ผสมกับน้ำมันพืชแล้วนำมาทา (ใบ)[1]
  11. ใช้เป็นยารักษากระดูกหัก กระดูกแตก ด้วยการใช้ผักคราดนำมาตำรวมกับตะไคร้แล้วนำมาพอกกระดูก เปลี่ยนยาทุก ๆ 6 วัน เมื่อครบ 41 วัน กระดูกจะต่อกันติด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผักชนิดนี้มีฤทธิ์ร้อน จึงทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณที่พอกมากขึ้น อีกทั้งยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ จึงอาจช่วยในเรื่องกระดูกหักได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[7]
  12. ช่วยแก้อาการเจ็บปวดสีข้าง (ทั้งต้น)[1] ด้วยการใช้ผักคราดหัวแหวน 1 ตำลึง ต้มกับหมูเนื้อสันชงกับเหล้ารับประทาน (ข้อมูลไม่ได้ระบุส่วนที่ใช้)[8]
  13. ทั้งต้นใช้ต้มดื่มแก้อาการปวดท้องหลังคลอดได้ (ทั้งต้น)[1]
  14. ผักคราดหัวแหวนยังนิยมนำไปใส่ในยาอบหรือยาอาบหลังคลอดบุตร ด้วยการใช้ร่วมกับใบหนาดใหญ่และใบมะขาม เพื่อช่วยบำรุงเลือดลมของสตรีให้ทำงานอย่างเป็นปกติ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[7]
  15. จากงานวิจัยพบว่าผักคราดหัวแหวนมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในการช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านไวรัส ต้านยีสต์ ช่วยยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้ เพิ่มฤทธิ์ของฮิสตามีนในการทำให้ลำไส้หดเกร็ง ช่วยลดความดันโลหิต ปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกัน ฆ่ายุงและลูกน้ำยุง ทำให้ชัก มีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้อาการปวด ลดความแรงและความถี่ของการบีบตัวของหัวใจห้องบน ช่วยยับยั้งการหดตัวของมดลูกที่เหนี่ยวนำด้วย Oxytocin
  16. ช่วยแก้อาการตกเลือด (ใบ)[1]
  17. ช่วยแก้อาการตับอักเสบ (ทั้งต้น)[8] ด้วยการใช้ผักคราดและเฟิร์นเงินอย่างละ 1 ตำลึง นำมาต้มกินวันละ 2 ครั้ง (ข้อมูลไม่ได้ระบุส่วนที่ใช้)[8]
  18. ช่วยรักษาผิวหนังเป็นฝีหรือเป็นตุ่มพิษ ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาตำกับเหล้าแล้วนำมาพอกหรือทาบริเวณที่เป็น (ทั้งต้น)[5]
  19. ช่วยแก้ฝีดาษ (ใบ)[1]
  20. ช่วยแก้ไฟลามทุ่ง ด้วยการใช้ใบและลำต้นนำมาตำให้ละเอียด ผสมกับเหล้าโรง ใช้รับประทานวันละ 1 ครั้ง ส่วนกากที่เหลือใช้พอกบริเวณที่เป็นได้ตลอดวัน (ใบ, ต้น)[8]
  21. ช่วยแก้อาการคัน (ราก, ทั้งต้น)[2],[4]
  22. ช่วยรักษาแผล ตำพอกแผลและแผลเนื้อเป็น (ใบ)[1],[9] รักษาแผลเรื้อรังหายยากด้วยการใช้ผักคราดหัวแหวน นำมาตำให้แหลก เอาน้ำผสมน้ำมันชันแล้วนำมาใช้ทาหรือพอก (ข้อมูลไม่ได้ระบุส่วนที่ใช้)[8]
  23. ใช้เป็นยาห้ามเลือดได้เป็นอย่างดี เมื่อเกิดบาดแผล ใช้จะขยี้หรือตำต้นสดเพื่อใช้พอกแผลแล้วเลือดจะหยุดไหล (ต้น)
  24. ช่วยแก้ท้องเดิน (ทั้งต้น)[2]
  25. น้ำต้มรากมีรสเอียนและเบื่อเล็กน้อย ใช้เป็นยาถ่าย (ราก)[1]
  26. รากใช้เป็นยาระบาย (ราก)[1],[2]
  27. รากใช้เป็นยาถ่าย โดยใช้รากแห้ง 4-8 กรัม ต้มในน้ำ 1 ถ้วยแล้วนำมาดื่ม (ราก)[9] หรือใช้ใบเป็นยาถ่ายสำหรับเด็ก (ใบ)[1]
  28. ช่วยขับลมในลำไส้ (ต้น)[1]
  29. ใบใช้เป็นยาผายลมในเด็ก ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ (ใบ)[1]
  30. ช่วยแก้อาการท้องผูก (ราก)[4]
  31. ใช้เป็นยาแก้ปวดประจำเดือนที่ดีชนิดหนึ่ง ด้วยการคั้นเอาน้ำจากต้นสดและผสมกับน้ำผึ้งใช้รับประทาน หรือจะใช้ต้นสดผสมกับน้ำมะนาวทำเป็นยาลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา ใช้กินหลังอาหารครั้งละ 1 เม็ด (ต้น)[7]
  32. รากเมื่อนำมาใช่ร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ จะมีสรรพคุณเป็นยาแก้ระดูมาไม่ปกติของสตรี (ราก)[6]
  33. ทั้งต้นนำมาชงดื่มเป็นยาช่วยขับปัสสาวะได้ (ทั้งต้น, ราก)[1],[2],[4]
  34. ดอกเมื่อนำไปผสมกับตำรับยาอื่น ๆ จะช่วยแก้องคชาตตาย (ดอก)
  35. ต้นสดนำมาตำผสมเหล้าหรือน้ำส้มสายชู แล้วนำมาอมแก้ฝีในคอได้ (ต้น)[1]
  36. ทั้งต้นใช้ตำผสมกับเหล้าโรง ชุบด้วยสำลี แล้วนำมาอมแก้คออักเสบ อาการคันคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ และช่วยแก้ฝีในคอ (ต้น, ทั้งต้น)[1],[2]
  37. ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ทั้งต้น)[1]
  38. ช่วยแก้หรือลดอาการปวดฟันและฟันผุ ด้วยการใช้ดอกผักคราดตำกับเกลือแล้วนำมาอมหรือกัดไว้บริเวณที่มีอาการปวดฟัน หรือจะใช้ดอกนำมาตำผสมกับเหล้าโรงเล็กน้อย ชุบด้วยสำลีแล้วนำมาอุดรูฟันที่มีอาการปวด (ดอก)[1],[2],[4],[5] หรือจะใช้ใบนำมาเคี้ยวเป็นยาแก้ปวดฟัน ยาชาได้ (ใบ)[1],[2],[4] หรือจะใช้ต้นสดนำมาตำผสมกับเหล้าหรือน้ำส้มสายชูแล้วอมแก้อาการ หรืออีกวิธีให้ใช้ต้นสดนำมาตำแล้วพอกหรือเอาน้ำมาทาถูนวด โดยใช้ต้นสด 1 ต้นที่ตำละเอียดแล้ว เติมเกลือ 10 เม็ด คั้นน้ำ แล้วใช้สำลีพันไม้ชุบน้ำยาจิ้มลงในซอกฟัน จะทำให้หายปวดฟันได้ (ต้น)[1] หรือใช้รากนำมาเคี้ยวแก้อาการปวดฟันก็ได้ (ราก)[1],[2] ส่วนทั้งต้นก็มีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดเหงือกปวดฟันได้ด้วย (ทั้งต้น)sup>[2]
  39. ช่วยรักษาแมงกินฟัน (ดอก)[5]
  40. น้ำต้มรากใช้เป็นยาบ้วนปาก แก้อาการอักเสบในช่องปาก แก้อาการอักเสบ และแก้เจ็บคอ (ราก[1], ต้น[2])
  41. ช่วยแก้คอตีบตัน (ทั้งต้น)[2]
  42. ช่วยแก้โรคลิ้นเป็นอัมพาต (ดอก)

 

ผักคราดหัวแหวน
ผักคราดหัวแหวน

 

เมื่อเอาก้านช่อดอกหรือลำต้นมาเคี้ยว จะทำให้รู้สึกชามากกว่าเคี้ยวแต่ใบอย่างเดียว ดังนั้นการจะนำมาใช้ในทางทำให้ชา เช่น แก้ปวดฟันหรือทางแก้ปวดบวม คันต่าง ๆ ก็น่าจะใช้ลำต้นหรือก้านช่อดอกซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่าใช้ใบ การใช้แก้ปวดฟัน ให้เอาก้านสดมาเคี้ยวตรงบริเวณฟันซี่ที่ปวด เพื่อให้น้ำจากก้านซึมเข้าไปตรงที่ปวด จะทำให้ชาสามารถระงับอาการปวดฟันได้ดี  ถ้าฟันที่ปวดเป็นรู ใช้ขยี้ให้เละ อุดเข้าไปในรูนั้น สักครู่จะทำให้ชาและหายปวด (เคี้ยวแล้วประมาณ 1 นาที จะรู้สึกชาและจะชาอยู่ประมาณ 20 นาที ถ้ายังไม่หาย ก็เคี้ยวอีก 3-4 ครั้ง จนกว่าจะหาย พบว่าหายปวดไปได้นานและบางคนว่าจะไม่ปวดอีกเลย) เคี้ยวพืชนี้แล้วจะมีน้ำลายออกมาก ใช้เป็นสารกระตุ้นให้หลั่งน้ำลายได้ดี ยอดอ่อนใช้แกงกินหรือกินเป็นผักสดได้ ช่วยกระตุ้นให้น้ำลายออกมาก ช่วยให้การย่อยในปากและกระเพาะดีขึ้น และกินแก้เลือดออกตามไรฟัน ใช้ตำพอกแผลและแผลเนื้อตายได้ ใช้ต้นนี้ร่วมกับใบหนาดใหญ่ และใบมะขามต้มอาบหลังฟื้นไข้ และในโรคปวดตามข้อ หญิงมีครรภ์และหลังคลอด

 

loading...

Related Post

Related posts:

มะระขี้นก รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของมะระขี้นก Bitter gourd
แครอท รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของน้ำแครอท Carrot
มะเขือยาว รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของมะเขือยาว
ข้าวสาลี รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของข้าวสาลี
มะเขือเปราะ รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของมะเขือเปราะ
ฟักเขียว รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของฟักเขียว
ผักตบไทย รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของต้นผักตบไทย
ผักที่ห้ามกินดิบ 9 เมนูจาก กินสุกปลอดภัยสบายใจมีประโยชน์
No votes yet.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ