มะเร็งกระเพาะอาหาร คือ เซลล์เนื้อร้ายหรือมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุผิว Stomach cancer

 

Share This:

มะเร็งกระเพาะอาหาร คือ เซลล์เนื้อร้ายหรือมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุผิว Stomach cancer
Rate this post
loading...

มะเร็งกระเพาะอาหาร

มะเร็งกระเพาะอาหาร (Stomach cancer หรือ Gastric cancer) คือ เซลล์เนื้อร้ายหรือมะเร็งที่เกิดขึ้นที่บริเวณเยื่อบุผิวภายในกระเพาะอาหาร* โดยเกิดจากการที่เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารมีการแบ่งจำนวนมากขึ้นอย่างผิดปกติ ทำให้เกิดเป็นมะเร็งขึ้นมา สามารถเกิดได้กับทุกส่วนของกระเพาะอาหาร และสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะรอบ ๆ กระเพาะอาหารได้ เช่น ตับอ่อน หลอดอาหาร ลำไส้ ปอด และรังไข่ นอกจากนี้เซลล์มะเร็งยังแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ผ่านทางต่อมน้ำเหลือง หรือทางกระแสเลือดได้ด้วย

ในบ้านเรามักตรวจพบผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ในระยะสุดท้าย เนื่องจากผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการปรากฏชัดเจนซึ่งเป็นระยะที่มะเร็งลุกลามไปมากแล้ว จึงยากที่จะเยียวยารักษาได้ ดังนั้น ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ (เช่น มีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้) ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยก่อนที่จะมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เพราะหากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ๆ การรักษาก็มักจะได้ผลดีและช่วยให้หายขาดได้

มะเร็งกระเพาะอาหารเกิดจากการที่เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารมีการแบ่งจำนวนมากขึ้นอย่างผิดปกติ ทำให้เกิดเป็นมะเร็งขึ้นมา โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของกระเพาะอาหาร และสามารถกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ ตับอ่อน ลำไส้ ปอด และรังไข่ รวมถึงต่อมน้ำเหลืองได้
  • ปัจจัยเสี่ยง
  • อาการของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • การวินิจฉัยโรคของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • การรักษาของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

 

ปัจจัยเสี่ยง

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารที่แน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยที่พบว่าสามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคได้ ดังนี้
  • อายุ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้น
  • เพศ เพศชายมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากกว่าเพศหญิง 2 เท่า
  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • เชื้อชาติ พบในคนเอเชียได้มากกว่าชนชาติผิวขาวกลุ่มประเทศยุโรปและอเมริกา
  • อาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทหมักดอง ตากเค็ม รมควัน อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้มากขึ้น การรับประทานผักและผลไม้สดอาจช่วยลดความเสี่ยงลงได้
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ซึ่งเป็นเชื้อที่สามารถทำให้เกิดการอักเสบและแผลในกระเพาะอาหารได้ และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้มากขึ้น
  • เคยได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารหรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคโลหิตจางบางชนิด โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารสูงขึ้น
  • อาชีพ โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องสัมผัสกับฝุ่นและสารเคมีบางชนิดก่อให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้น
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ค่อยรับประทานผักและผลไม้
  • ภาวะอ้วน ผู้ชายที่มีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์มาตรฐานมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้น แต่ในเพศหญิงยังไม่มีหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างความอ้วนกับการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

อาการของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

ในระยะแรกของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารอาจไม่มีอาการแสดง แต่เมื่อระยะของโรคมีการพัฒนาขึ้น ก็อาจทำให้มีอาการคล้ายโรคอื่นๆ เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคไวรัสลงกระเพาะได้ ซึ่งหากมีอาการผิดปกติเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์
  • รู้สึกอาหารไม่ย่อยหรือรู้สึกไม่สบายท้อง
  • ท้องอืดหลังรับประทานอาหาร
  • คลื่นไส้เล็กน้อย
  • ไม่อยากรับประทานอาหาร
  • มีอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการลุกลามขึ้น อาจมีอาการดังต่อไปนี้
  • รู้สึกไม่สบายท้องโดยเฉพาะช่องท้องบริเวณส่วนบนและตรงกลาง
  • มีเลือดปนในอุจจาระ
  • อาเจียน โดยอาจมีอาเจียนเป็นเลือดได้
  • น้ำหนักตัวลดลง
  • ปวดท้องหรือท้องอืดหลังรับประทานอาหาร
  • อ่อนเพลีย

การวินิจฉัยโรคของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย
  • การกลืนแป้งสารทึบแสง เป็นวิธีการตรวจโดยให้ผู้ป่วยกลืนน้ำที่ผสมด้วยสารทึบแสงคล้ายแป้ง ซึ่งจะไปเคลือบหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก และทำการถ่ายภาพเอกซเรย์เป็นระยะๆ ทำให้สามารถมองเห็นก้อนเนื้อหรือความผิดปกติอื่นๆ ได้
  • การส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนต้น เพื่อทำการตรวจประเมินรอยโรคภายในกระเพาะอาหาร หากตรวจพบสิ่งผิดปกติหรือสิ่งที่น่าสงสัยสามารถตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำไปตรวจสอบต่อไปได้
  • การตรวจระบบทางเดินอาหารโดยการส่องกล้องที่ติดอัลตราซาวนด์ จะช่วยให้แพทย์ทราบความลึกของมะเร็งกระเพาะอาหารหรือการกระจายไปยังอวัยวะใกล้เคียงของมะเร็ง
  • การเอกซเรย์ปอด เพื่อตรวจความผิดปกติในช่องปอดและการแพร่กระจายของโรคไปในปอด
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ซึ่งจะแสดงภาพอวัยวะภายในแบบสามมิติ ช่วยให้แพทย์สามารถเห็นตำแหน่งของโรคและการกระจายของโรคได้ละเอียดมากกว่าการเอกซเรย์ธรรมดา

กระบวนการย่อยอาหารส่วนใหญ่เกิดในกระเพาะอาหาร แล้วส่งผ่านอาหารที่ผ่านกระบวนย่อยส่วนหนึ่งแล้วไปที่ลำไส้ เพื่อเริ่มกระบวนการดูดซึมสารอาหาร

ในประเทศอเมริกา มะเร็งกระเพาะอาหารถูกจัดเป็นอันดับที่ 14 ของโรคมะเร็งทั้งหมด พบมากที่สุดในประเทศเอเชียตะวันออก (เช่น ญี่ปุ่นและจีน) คาดว่าน่าจะเกิดจากอาหารที่ปิ้งย่างไหม้ๆ อาหารเค็ม และอาหารหมักดอง ในประเทศไทยพบมะเร็งกระเพาะอาหารได้บ่อยเช่นเดียวกัน

การศึกษาพบว่ามะเร็งกระเพาะอาหารมีความสัมพันธ์กับเชื้อ Helicobacter pylori เชื้อ H. pylori มีผลทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง ดังนั้นความเกี่ยวข้องของการทำให้เกิดโรคของเชื้อนี้อาจอธิบายอัตราการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารสูงในผู้ป่วยติดเชื้อ H. pylori. มากกว่า 90 %ของมะเร็งกระเพาะอาหารเกิดจากผนังเยื่อบุกระเพาะอาหาร  เนื่องจากที่เยื่อบุอาหารมีต่อม มะเร็งกระเพาะอาหารที่เกิดจากต่อมจึงเรียกว่า อะดีโนคาร์ซิโนมา (adenocarcinoma)

ยังมีมะเร็งชนิดอื่นที่เกิดจากกระเพาะอาหาร เช่นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดจากต่อมน้ำเหลือง ไลโอไมโอซาร์โคมาเกิดจากกล้ามเนื้อ สแควมัส เซล คาร์สิโนมา เกิดจากเยื่อบุบริเวณที่ไม่มีต่อม

อาการและอาการแสดง

มะเร็งกระเพาะอาหารมักไม่มีอาการแสดงเฉพาะ โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการไม่ชัดเจน เช่น รู้สึกปวดท้องส่วนบน เบื่ออาหาร อาเจียนเป็นพักๆ เรอ รับประทานอาหารได้น้อยลง อาการของมะเร็งกระเพาะอาหารอาจเป็นอาการเดียวกับอาการของผู้ป่วยแผลในกระเพาะอาหารหรือโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ทำให้การวินิจฉัยจากอาการอาจทำได้ค่อนข้างยาก

อาการอื่นๆ เช่น อาเจียนเป็นเลือดและมีปัญหาการกลืนนี้เป็นอาหารที่ไม่ปกติ น้ำหนักลดลงอย่างไม่มีสาเหตุ อ่อนเพลีย อาจมีอาการถ่ายดำร่วมด้วย

มะเร็งกระเพาะอาหารมักพบเมื่อมะเร็งลุกลามแล้วเนื่องจากการไม่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกๆ เพราะอาการแสดงที่ไม่ชี้เฉพาะดังที่กล่าวเบื้องต้น

 

การวินิจฉัย

การส่องกล้องใช้ในการวินิจฉัยได้มากกว่า 95% การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนใช้เพื่อการวินิจฉัยและระบุขั้นของมะเร็งกระเพาะอาหาร

การส่องกล้องรุ่มใหม่ๆจะมีการใช้อัลตราซาวด์ช่วยในการส่องกล้องด้วย (EVS) สามารถบอกรายละเอียดการลุกลามและการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองได้ดีกว่า

การใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ PET/CTจะช่วยในการบอกระยะของโรคโดยรวมได้ดี เฉพาะการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง ตับ ปอด หรืออวัยวะอื่นๆ

การผ่าตัด

การผ่าตัดกระเพาะอาหารบางส่วนเป็นการผ่าตัดเพื่อตัดเอาบางส่วนของกระเพาะอาหารออกเท่านั้น การผ่าตัดกระเพาะอาหารทั้งหมด เป็นการผ่าตัดเพื่อตัดกระเพาะอาหารออกทั้งหมด การผ่าตัดกระเพาะอาหารบางส่วนเป็นการผ่าตัดเพื่อตัดเอาบางส่วนของกระเพาะอาหารออกเท่านั้น การผ่าตัดกระเพาะอาหารทั้งหมด เป็นการผ่าตัดเพื่อตัดกระเพาะอาหารออกทั้งหมด

การรักษามะเร็งกระเพาะอาหารระยะแรกๆส่วนมาก ใช้การผ่าตัดเพียงอย่างเดียว.

ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารระยะลุกลามถ้าใช้วิธีการรักษาโดยการผ่าตัดอย่างเดียว มะเร็งมักกลับมาอีก มากกว่า 2ใน3 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ มะเร็งจะกลับมาพร้อมกับการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง และบางคนมะเร็งกลับเป็นซ้ำอีกและมีการลุกลามไปอวัยวะอื่นด้วย

การฉายรังสีรักษาและยาเคมีบำบัด มักแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารขั้น1 บีหรือ ขั้นสูงกว่า (มะเร็งลุกลามไปที่ผนังกระเพาะอาหารมากขึ้น หรือมีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง) การรักษาที่ใช้การฉายรังสีรักษาและยาเคมีบำบัดร่วมด้วยจะได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น

ยาเคมีบำบัดมาตรฐานที่ใช้ในการรักษามะเร็งกระเพาะอาหารคือ  5-เอฟยู(5-FU) ร่วมกับยาฉีดลิวโคโวริน (leucovorin)เข้าทางหลอดเลือดดำ ผลข้างเคียงของ  5-เอฟยูและยาลิวโคโวรินคือคลื่นไส้ ท้องเสีย สีผิวเปลี่ยนและแผลในปาก มีการศึกษาการใช้ยาเคมีบำบัดอื่นๆเช่นซิสปลาติน (cisplatin)ออกซาโลปลาติน(oxaloplatin) อีพิรูบิซิน (epirubicin) แต่ 5-เอฟยูและยาลิวโคโวรินยังคงเป็นยามาตรฐานในการรักษามะเร็งกระเพาะอาหาร

loading...

 

การรักษาของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

การรักษามะเร็งกระเพาะอาหารจะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น
  • ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง
  • ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง
  • สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

มะเร็งกระเพาะอาหารเป็นโรคที่พบได้บ่อยพอประมาณ ส่วนใหญ่มักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป พบได้มากในช่วงอายุ 60-80 ปี (คนอายุน้อยกว่า 40 ปีก็พบได้แต่น้อย) พบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-3 เท่า และพบได้มากเป็นอันดับที่ 9 ของมะเร็งในผู้ชาย

หมายเหตุ : ผนังของกระเพาะอาหารประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นในสุดคือชั้นของเยื่อบุผิวด้านใน (Mucosa), ชั้นถัดมาตรงกลางคือชั้นกล้ามเนื้อ (Muscle layers) และชั้นนอกสุดจะเป็นชั้นของเยื่อบุผิวด้านนอก (Serosa) โดยมะเร็งกระเพาะอาหารที่กล่าวถึงในบทความนี้จะเริ่มเกิดจากเซลล์ที่อยู่บริเวณเยื่อบุผิวด้านในและกระจายออกมาถึงเยื่อบุผิวด้านนอก ไม่ใช่มะเร็งกระเพาะอาหารที่เกิดจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิด GIST (Gastrointestinal stromal tumor) หรือที่มีชื่อเรียกว่า “มะเร็งจิสต์” ซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่พบได้น้อยมากและมีลักษณะการดำเนินของโรคและการรักษาที่แตกต่างกัน ซึ่งเราจะไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้

สาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหาร

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร (แต่การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารเสมอไป และในทางกลับกัน การที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร) ได้แก่

  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัว (ญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง) เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมาก่อน จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนปกติ
  • เชื้อชาติ เพราะโรคนี้มักพบได้มากในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก (โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และจีน) มากกว่ากลุ่มประเทศยุโรปและอเมริกา
  • เป็นเพศชาย เพราะพบโรคนี้ได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-3 เท่า
  • เป็นผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงอายุ 60-80 ปี
  • การดื่มแอลกอฮอล์จัด และการสูบบุหรี่ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้สูงขึ้น
  • การมีภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานจะมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้มากขึ้น แต่ในผู้หญิงยังไม่มีหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างความอ้วนกับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • ทำงานที่ต้องสัมผัสกับฝุ่นและสารเคมีบางชนิด เช่น การทำงานเกี่ยวกับถ่านหิน โลหะ และยางพารา
  • การกินอาหารเค็มหรือเนื้อสัตว์หมักเกลือ (เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม), อาหารหมักดอง (เช่น ผักดอง), อาหารปิ้งย่าง (โดยเฉพาะเนื้อแดงปิ้งย่าง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู), เนื้อสัตว์รมควันหรือใส่ดินประสิว (เช่น กุนเชียง ไส้กรอก แหนม) ซึ่งอาหารเหล่านี้จะทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น
  • การกินผักและผลไม้น้อยเกินไป (การกินผักและผลไม้มากอาจช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคได้)
  • กินอาหารที่ไม่ได้รับการปรุงอย่างเหมาะสมและถูกวิธี
  • โรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ผิดปกติ
  • การเจริญเติบโตผิดที่ของเซลล์ในลำไส้แทนที่เซลล์ของกระเพาะอาหาร
  • โรคเนื้องอกของกระเพาะอาหารหรือลำไส้บางชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • โรคแผลกระเพาะอาหารหรือลำไส้จากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือ เอชไพโลไร (Helicobacter pylori หรือ H.pylori) ซึ่งเมื่อเป็นเรื้อรังจะเพิ่มโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนปกติประมาณ 3-5 เท่า (การติดเชื้อชนิดนี้อาจติดต่อกันระหว่างบุคคลได้ โดยการปนเปื้อนจากอุจจาระและจากน้ำลายของผู้ติดเชื้อ)
  • การมีประวัติเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังชนิดเอ (Atrophic gastritis)
  • การมีประวัติเคยผ่าตัดกระเพาะอาหารมานานกว่า 20 ปี

สาเหตุมะเร็งกระเพาะอาหาร

IMAGE SOURCE : www.pinterest.com (by Cancer Hallmarks)

อาการของมะเร็งกระเพาะอาหาร

ในระยะแรกเริ่มผู้ป่วยจะไม่มีอาการแสดงใด ๆ ต่อมาเมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้นจะทำให้มีอาการคล้ายอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ เช่น

  • อาหารไม่ย่อยและรู้สึกไม่สบายท้อง
  • ท้องอืดหลังรับประทานอาหาร
  • คลื่นไส้เล็กน้อย แต่มักไม่อาเจียน
  • ไม่อยากรับประทานอาหาร รับประทานอาหารได้น้อยลง
  • มีอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก (Heartburn)

ในช่วงแรกเมื่อกินยารักษาโรคกระเพาะอาการจะทุเลาลงได้ (จึงอาจทำให้ผู้ป่วยคิดว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะธรรมดา) แต่ต่อมาการกินยาดังกล่าวจะไม่ได้ผลหรืออาจมีอาการดีขึ้นแต่มักจะมีอาการขึ้นมาอีก และเมื่อโรคเป็นมากขึ้นจะทำให้มีอาการอื่น ๆ ตามมา เช่น

  • รู้สึกไม่สบายท้องโดยเฉพาะช่องท้องบริเวณส่วนบนและตรงกลาง
  • คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีอาเจียนเป็นเลือดได้
  • มีเลือดปนในอุจจาระหรือถ่ายอุจจาระดำ (เป็นสีเลือดเก่าที่ตกค้าง)
  • น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลีย
  • ปวดท้องหรือท้องอืดหลังรับประทานอาหาร
  • อาจคลำได้ก้อนแข็ง (ไม่เจ็บ) ตรงบริเวณเหนือสะดือหรือใต้ชายโครงด้านซ้าย
  • มีภาวะโลหิตจาง (ภาวะซีด) จากการที่รับประทานอาหารได้น้อย ร่วมกับมีอาเจียนและ/หรืออุจจาระเป็นเลือด
  • หากปล่อยไว้จนกระทั่งมะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ ก็จะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา เช่น
    • คลำได้ก้อนต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณเหนือไหปลาร้า ซึ่งมักพบในด้านซ้าย
    • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย ไอ เจ็บหน้าอก เมื่อโรคลุกลามไปที่ปอด
    • ตาเหลือง ตัวเหลือง (ดีซ่าน) ตับโต ท้อนมาน เมื่อโรคลุกลามไปที่ตับ
    • ปัสสาวะไม่ออกหรือออกน้อย ไตวาย เมื่อโรคลุกลามไปอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ
    • ปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน กินอาหารไม่ได้ เมื่อก้อนมะเร็งอุดกั้นกระเพาะอาหาร
    • นอกจากนี้ ซลล์มะเร็งของกระเพาะอาหารอาจหลุดรอดเข้าไปในช่องท้องแล้วไปเกาะกันเป็นก้อนที่รังไข่ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายโรคมะเร็งรังไข่ได้ด้วย

มะเร็งกระเพาะอาหารอาการ

IMAGE SOURCE : www.pinterest.com (by Cancer Hallmarks)

ระยะของมะเร็งกระเพาะอาหาร

  • ระยะที่ 0 (ระยะก่อนลุกลาม) ในระยะนี้เซลล์ผิดปกติจะพบที่เยื่อบุผิวด้านใน ซึ่งเซลล์ผิดปกตินี้จะกลายเป็นเซลล์มะเร็งและแพร่กระจายต่อไปยังเนื้อเยื่อปกติข้างเคียงต่อไปหากไม่ได้รับการรักษา
  • ระยะที่ 1 (มะเร็งกระเพาะอาหารระยะแรก) เป็นระยะที่เริ่มพบเซลล์มะเร็ง โดยแบ่งออกได้เป็นระยะ IA และระยะ IB ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปที่ใดแล้ว
    • ระยะ IA มะเร็งกระเพาะอาหารลุกลามอยู่ที่ชั้นเยื่อบุด้านในโดยทั่ว
    • ระยะ IB มะเร็งกระเพาะอาหารลุกลามอยู่ที่ชั้นเยื่อบุผิวด้านใน ร่วมกับมีการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงไม่เกิน 6 ต่อม หรือมะเร็งกระเพาะอาหารลุกลามจากชั้นเยื่อบุผิวด้านในถึงชั้นกล้ามเนื้อ แต่ยังไม่มีการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง
  • ระยะที่ 2 เป็นระยะที่
    • มะเร็งกระเพาะอาหารลุกลามอยู่ที่ชั้นเยื่อบุผิวด้านใน ร่วมกับลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง 7-15 ต่อม หรือ
    • มะเร็งกระเพาะอาหารลุกลามจากชั้นเยื่อบุผิวด้านในถึงชั้นกล้ามเนื้อ ร่วมกับลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงไม่เกิน 6 ต่อม หรือ
    • มะเร็งกระเพาะอาหารลึกลามจากชั้นเยื่อบุผิวด้านในไปจนถึงเยื่อบุผิวด้านนอก แต่ยังไม่มีการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นใด
  • ระยะที่ 3 ในระยะนี้แบ่งออกได้เป็นระยะ IIIA และระยะ IIIB ซึ่งขึ้นอยู่กับว่ามะเร็งได้ลุกลามไปที่ใดแล้ว
    • ระยะ IIIA มะเร็งกระเพาะอาหารลุกลามจากชั้นเยื่อบุผิวด้านในไปชั้นกล้ามเนื้อ ร่วมกับมีการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง 7-15 ต่อม หรือมะเร็งกระเพาะอาหารลุกลามจากชั้นเยื่อบุผิวด้านในไปจนถึงชั้นเยื่อบุผิวด้านนอก ร่วมกับมีการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง 1-6 ต่อม หรือมะเร็งกระเพาะอาหารลุกลามไปยังอวัยวะที่ติดกับกระเพาะอาหาร แต่ยังไม่แพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะส่วนอื่น
    • ระยะ IIIB มะเร็งกระเพาะอาหารลุกลามจากชั้นเยื่อบุผิวด้านในไปจนถึงชั้นเยื่อบุผิวด้านนอก ร่วมกับมีการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง 7-15 ต่อม
  • ระยะที่ 4 (มะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย) เป็นระยะที่มะเร็งกระเพาะอาหารได้แพร่กระจายไปที่อวัยวะที่ติดกับกระเพาะอาหารและต่อมน้ำเหลืองอย่างน้อย 1 ต่อม หรือมะเร็งกระเพาะอาหารได้แพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองมากกว่า 15 ต่อม หรือมะเร็งกระเพาะอาหารแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

ระยะมะเร็งกระเพาะอาหาร

IMAGE SOURCE : www.medscape.com

ความรุนแรงของมะเร็งกระเพาะอาหาร

ความรุนแรงของโรคนี้จะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ

  1. ปัจจัยจากตัวผู้ป่วยเอง ได้แก่
    • อายุ ผู้ป่วยที่มีอายุน้อยมักจะทนต่อการรักษาได้ดีกว่าผู้ป่วยที่มีอายุมาก จึงมีผลการรักษาที่ดีกว่า
    • สุขภาพร่างกายทั่วไปของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ก็จะสามารถทนต่อการรักษาได้ดีกว่า ผลการรักษาโดยรวมจึงดีกว่าด้วย
    • โรคร่วมต่าง ๆ ของผู้ป่วย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้อาจทำให้เป็นอุปสรรคต่อการรักษาและส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษามากขึ้น
  2. ปัจจัยจากการรักษา กล่าวคือ ถ้าผู้ป่วยสามารถรับการผ่าตัดได้การรักษามักจะได้ผลดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ โดยอัตราการรอดชีวิตเมื่อสามารถผ่าตัดมะเร็งกระเพาะอาหารได้หมดเป็นดังนี้
    • ระยะที่ 1 มีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ประมาณ 70%
    • ระยะที่ 2 มีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ประมาณ 30-40%
    • ระยะที่ 3 มีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ประมาณ 15%
    • ระยะที่ 4 เป็นระยะที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ประมาณ 0-5%

การวินิจฉัยมะเร็งกระเพาะอาหาร

แพทย์สามารถวินิจฉัยและประเมินระยะของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้จากการตรวจดังต่อไปนี้

  • การซักประวัติต่าง ๆ เช่น ลักษณะอาการปวด สีของอุจจาระ พฤติกรรมการเจ็บป่วยในอดีต ประวัติการรักษาที่ผ่านมา ฯลฯ และการตรวจร่างกายเพื่อดูอาการต่าง ๆ รวมถึงลักษณะของก้อนหรือสิ่งใดที่อาจมีลักษณะผิดปกติไป
  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) เพื่อหาและประเมินรอยโรคที่บริเวณหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น เป็นวิธีการตรวจที่นิยมมาก สามารถช่วยวินิจฉัยโรคได้มากกว่า 95% และไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด แต่อาจทำให้สึกพะอืดพะอมได้ และหากตรวจพบสิ่งผิดปกติหรือสิ่งที่น่าสงสัย (ไม่ว่าจะพบรอยโรคอย่างชัดแจ้งหรือไม่) แพทย์จะใช้เข็มสะกิดตัดเอาชิ้นเนื้อบนผิวกระเพาะออกมาตรวจพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการด้วย
  • การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา โดยทั่วไปแพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อในระหว่างการส่องกล้องออกมาตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อดูลักษณะของเซลล์มะเร็งและเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง
  • การถ่ายภาพเอกซเรย์กระเพาะอาหารโดยการกลืนแป้งแบเรียม (Barium) เป็นวิธีการตรวจโดยการให้ผู้ป่วยกลืนน้ำที่ผสมด้วยแป้งแบเรียม ซึ่งน้ำที่กลืนไปนั้นจะเข้าไปเคลือบที่ผิวของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก แลพพทย์จะทำการถ่ายภาพเอกซเรย์เป็นระยะ ๆ จึงทำให้สามารถมองเห็นก้อนเนื้อหรือความผิดปกติอื่น ๆ ได้
  • การตรวจระบบทางเดินอาหารโดยการส่องกล้องที่ติดอัลตราซาวนด์ (Endoscopic ultrasound) ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ทราบถึงความลึกของมะเร็งกระเพาะอาหารและการกระจายไปยังอวัยวะใกล้เคียงของมะเร็ง
  • การตรวจเอกซเรย์ปอด เพื่อดูความผิดปกติในช่องอก ปอด และการแพร่กระจายของโรคไปในในปอด
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (CT scan) ซึ่งจะแสดงภาพอวัยวะภายในแบบสามมิติ จึงช่วยให้แพทย์สามารถเห็นตำแหน่งและลักษณะของโรค และการแพร่กระจายของโรคได้ละเอียดมากกว่าการเอกซเรย์ธรรมดา
  • การตรวจอุจจาระ เพื่อดูว่ามีเลือดออกร่วมด้วยหรือไม่ โดยการดูผ่านทางกล้องจุลทรรศน์
  • การตรวจปัสสาวะ เพื่อประเมินสภาพร่างกายทั่วไปของผู้ป่วยก่อนการรักษา
  • การตรวจเลือดซีบีซี (CBC) เพื่อหาปริมาณเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด, หาปริมาณฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง และหาส่วนประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง เพื่อนำไปใช้ในการประเมินสภาพร่างกายทั่วไปของผู้ป่วยก่อนการรักษา
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ เป็นการตรวจเพื่อดูการทำงานของตับ ไต ดูระดับเกลือแร่ และเพื่อดูว่าผู้ป่วยเป็นเบาหวานหรือไม่
  • การตรวจเลือดเพื่อหาสารมะเร็ง (Tumor marker) ชนิดซีอีเอ (CEA) ซึ่งค่าที่ได้อาจปกติหรือผิดปกติก็ได้ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร แต่ถ้าค่าผิดปกติตั้งแต่แรกก่อนเริ่มการรักษาก็จะเป็นประโยชน์ในการตรวจติดตามโรคได้

อาการมะเร็งกระเพาะอาหาร

IMAGE SOURCE : www.researchgate.net, www.ddc.musc.edu

เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารแน่ชัดแล้ว แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ อีกดังที่กล่าวไป เช่น การตรวจเอกซเรย์ปอด การส่องกล้องตรวจอัลตราซาวด์ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น เพื่อประเมินระยะของมะเร็งว่าอยู่ในกระเพาะอาหารหรือได้แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ๆ แล้วหรือไม่ ซึ่งการประเมินระยะของมะเร็งนั้นมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากที่ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง

การแยกโรค

ในระแรกอาการแสดงของผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารจะดูคล้ายโรคกระเพาะและโรคกรดไหลย้อน แต่โรคเหล่านี้เมื่อกินยารักษาอาการก็มักจะทุเลาลงและหายขาดได้ แต่ถ้าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ในช่วงแรกการกินยาจะได้ผลชั่วคราว แต่ต่อมาจะไม่ได้ผล

ส่วนอาการในระยะต่อมา คือ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักตัวลดลง อาจดูคล้ายกับมะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งตับได้ แต่จะแตกต่างกันตรงที่ในมะเร็งหลอดอาหารผู้ป่วยจะมีอาการกลืนลำบากเป็นอาการหลัก (กลืนแล้วเจ็บหรือติดที่ตำแหน่งต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับคอจนถึงระดับลิ้นปี่) ส่วนมะเร็งตับจะคลำได้ก้อนแข็งบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา ไม่ใช่ด้านซ้ายเหมือนในมะเร็งกระเพาะอาหาร

 

มะเร็งกระเพาะอาหาร
มะเร็งกระเพาะอาหาร


 

loading...

Related posts:

โรคเนื้องอกในสมอง อาการสาเหตุการป้องกันรักษาเนื้องอกในสมอง
โรคระบบทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง รักษาอย่างไร
หูอื้อ ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคหูอื้อ
หลักการลดน้ำหนัก เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก !อย่างถูกวิธี & ความเชื่อผิดๆ
กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นกล้ามเนื้อลายชนิดหนึ่งที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ (involuntary)
กล้ามเนื้ออักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรค 35 วิธี(Myositis)
มดลูกอักเสบ มักพบบ่อยหลังจากคุณแม่คลอดลูกแล้วมีตกขาวผิดปกติ cervicitis
โพรงจมูกอักเสบ เป็นภาวะที่เยื่อบุบริเวณโพรงอากาศข้างจมูกเกิดการอักเสบบวมจากการติดเชื้อ
No votes yet.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ