มะเร็งปากมดลูก ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคมะเร็งปากมดลูก

 

Share This:

มะเร็งปากมดลูก ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคมะเร็งปากมดลูก
5 (100%) 2 votes
loading...

มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer) เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดของมะเร็งในผู้หญิงไทย มักพบในช่วงอายุ 30-70 ปี (พบได้สูงในช่วงอายุ 45-55 ปี) แต่ก็อาจพบได้ในคนที่มีอายุน้อย ๆ เช่น 20 ปี และในผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปก็ได้ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีประวัติการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย (น้อยกว่า 17 ปี) มีคู่นอนหรือมีสามีหลายคน หรือมีสามีที่มีความสำส่อนทางเพศ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ เมื่อโรคเริ่มเป็นมาก อาการที่พบบ่อย ก็คือ การมีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด โดยอาจจะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยช่วงระหว่างรอบเดือน ประจำเดือนมานานผิดปกติ มีเลือด ออกจากช่องคลอดหลังจากพ้นวัยหมดประจำเดือนถาวรไปแล้ว หรือ มีเลือดออกเวลามีเพศ สัมพันธ์(เดิมไม่เคยมี) นอกจากนั้นผู้ป่วยบางรายอาจมีตกขาวมากผิดปกติ ตกขาวมีกลิ่นเหม็น และ/หรือมีเลือดปนออกมาด้วย รวมไปถึงบางรายอาจมีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์  ผลข้างเคียงจากการผ่าตัด ได้แก่ อาการปวด การมีเลือดออก การติดเชื้อ การบาดเจ็บจากการผ่าตัดถูกอวัยวะข้างเคียง หากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเอามดลูกออกจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถมีบุตรได้อีก และหากผ่าตัดเอารังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง ผู้ป่วยก็จะมีภาวะหมดประจำเดือนและมีอาการของวัยทองได้

 

สาเหตุอาการและการรักษาของโรคมะเร็งปากมดลูก

 

  1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส
  2. พยายามรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  3. ในปัจจุบันได้มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี (HPV vaccine หรือที่ทั่วไปเรียกว่า “วัคซีนมะเร็งปากมดลูก“) ออกมาให้บริการแล้ว ซึ่งจะเริ่มฉีดให้เด็กหญิงตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป โดยฉีดจำนวน 3 เข็ม (เข็มที่ 2 จะฉีดห่างจากเข็มแรก 2 เดือน ส่วนเข็มที่ 3 จะฉีดห่างจากเข็มที่สอง 6 เดือน) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกเฉพาะที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อเอชพีวี (พบได้ประมาณ 70% ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก) แต่มีข้อเสียคือ วัคซีนยังมีราคาแพง (เข็มละประมาณ 2,000-3,000 บาท) ยังไม่สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ 100% (สามารถป้องกันโรคได้ประมาณ 70%) และต้องมีข้อปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการฉีดวัคซีนให้ได้ผลอีกด้วย
  4. ที่สำคัญที่สุดก็คือหมั่นตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทุกปี เพื่อหามะเร็งปากมดลูกในระยะแรกที่ยังไม่แสดงอาการ (แปปสเมียร์) หากพบว่าเซลล์ปากมดลูกเริ่มมีความผิดปกติในระยะก่อนเป็นมะเร็ง (Precancerous) จะได้ให้การรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งได้ทัน แต่หากพบว่าเริ่มเป็นมะเร็งในระยะแรก (ก่อนแสดงอาการ) ก็จะได้ให้การรักษาให้หายขาดได้
  5. ฝ่ายชายควรสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ทางเพศสัมพันธ์ (การใส่ถุงยางอนามัยอาจป้องกันการติดเชื้อไม่ได้ ถ้ามีรอยของโรคอยู่นอกบริเวณที่ถุงยางครอบคลุมไปไม่ถึง)
  6. การคุมกำเนิดโดยใช้ถุงยางอนามัย
  7. รับประทานผักและผลไม้ให้มาก ๆ เป็นประจำ
  8. ไม่สูบบุหรี่
  9. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
  10. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์แบบเสรีหรือไม่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะจากการติดเชื้อเอชพีวีและเอชไอวี
  11. ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายและอวัยวะสืบพันธุ์ให้สะอาดอยู่เสมอ
  12. เมื่อเริ่มเป็นมากขึ้นหรือมะเร็งลุกลามมากขึ้นจะพบว่ามีอาการเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด (เป็นอาการที่พบได้มากที่สุดประมาณ 80-90% โดยลักษณะของเลือดที่ออกมาอาจจะเป็นเลือดออกแบบกะปริดกะปรอยระหว่างรอบเดือน, เลือดออกในขณะหรือหลังจากมีเพศสัมพันธ์, เลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน), ประจำเดือนมานานผิดปกติ, อาจมีอาการเจ็บในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ในบางรายอาจมีตกขาวมากผิดปกติ อาการตกขาวมีกลิ่นเหม็น และ/หรือมีเลือดปนออกมาด้วย
  13. ในระยะหลังเมื่อมะเร็งลุกลามไปมากแล้วหรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องน้อย, อาจปวดหลัง ปวดก้นกบ หรือปวดหลังร้าวลงขา หากโรคไปกดทับเส้นประสาท, อาจขาบวม หากโรคลุกลามไปกดทับท่อน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานหรือทำให้ท่อน้ำเหลืองเหล่านั้นอุดตัน, อาจมีปัสสาวะเป็นเลือด หรืออุจจาระเป็นเลือดหากโรคลุกลามเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ใหญ่ และอาจมีปัสสาวะผิดปกติ หรือเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน หากโรคลุกลามไปกดทับท่อไต (ทางเดินปัสสาวะถูกอุดกั้นจากก้อนมะเร็ง)
  14. ในระยะเริ่มแรกหรือในระยะก่อนเป็นมะเร็งผู้ป่วยจะไม่มีอาการแสดง แต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (ตรวจแปปสเมียร์)
  15. ควรตรวจเป็นประจำทุกปี ถ้าผลตรวจออกมาเป็นปกติติดต่อกัน 3 ครั้ง และเป็นผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง (เช่น มีการติดเชื้อเอชไอวี ได้รับยาเคมีบำบัด สูบบุหรี่ กินยาเม็ดคุมกำเนิด ฯลฯ) อาจเว้นระยะห่างของการตรวจเป็นทุก ๆ 2-3 ปีได้ แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงก็ควรตรวจเป็นประจำทุกปี
  16. ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป หากเคยมีผลการตรวจว่าเป็นปกติติดต่อกันอย่างน้อย 3 ครั้ง และไม่เคยมีผลการตรวจที่ผิดปกติมาเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี ก็สามารถหยุดการตรวจแปปสเมียร์ได้ แต่ถ้าเคยเป็นมะเร็งปากมดลูกมาก่อนแล้ว หรือมีปัจจัยเสี่ยงตามที่กล่าวมา ก็ควรจะได้รับการตรวจต่อไปตราบเท่าที่ร่างกายยังแข็งแรง
  17. ผู้หญิงที่เคยผ่าตัดมดลูกและปากมดลูกออกทั้งหมด โดยไม่มีสาเหตุมาจากมะเร็ง สามารถหยุดการตรวจแปปสเมียร์ได้ แต่ถ้าการผ่าตัดมดลูกนั้นทำไปเพียงบางส่วนและยังคงปากมดลูกเอาไว้ ก็ควรได้รับการตรวจแปปสเมียร์แบบผู้หญิงทั่วไปดังที่กล่าวมาข้างต้น
  18. ควรเริ่มตรวจตั้งแต่หลังแต่งงานหรือเริ่มมีเพศสัมพันธ์ได้ 3 ปี หรือเมื่ออายุได้ 21 ปีขึ้นไป ในผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน
  19. หากโรคมะเร็งปากมดลูกอยู่ในระยะลุกลาม เชื้อมะเร็งจะลามไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ทำให้มีอาการอื่น ๆ ตามมา เช่น ปวดหลัง ขาบวม ปัสสาวะและถ่ายเป็นเลือด เป็นต้น
  20. ประจำเดือนมาไม่ปกติ บางครั้งอาจจะมาแบบกะปริบกะปรอย หรือบางครั้งอาจจะมามากและนานกว่าปกติ

 

loading...

 

โรคมะเร็งปากมดลูก
โรคมะเร็งปากมดลูก

 

ทั้งนี้อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าอาการในระยะแรกเริ่มของโรคมะเร็งปากมดลูกนั้นมัก จะไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาให้เห็น ดังนั้นหากใครที่เริ่มมี 10 อาการที่กระปุกดอทคอมได้บอกไปข้างต้น ก็แสดงว่ามะเร็งปากมดลูกกำลังเป็นหนักมากขึ้น ซึ่งหากไปรักษาช้า โรคนี้ก็จะหายได้ยาก หนักสุดอาจถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นสาว ๆ จึงควรเข้ารับการตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคนี้ยิ่งเรารู้เร็วเท่าไร โอกาสรักษาให้หายก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น

 

 

loading...

Related posts:

โรคเบาหวาน ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ วิธีรักษาเบาหวานขี้นตา Diabetes
ซิฟิลิส ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคซิฟิลิส Syphilis
มะเร็งกล่องเสียง เนื้องอกร้าย (มะเร็ง) ที่เกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อของกล่องเสียง
กระดูกหัก ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษา 30 วิธี Broken bone
กล้ามเนื้ออักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรค 35 วิธี(Myositis)
ปวดไมเกรน ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาปวดไมเกรน 23 วิธี (Migraines) 
ตรวจภายใน นั้นคืออะไร? และมีขั้นตอนในการตรวจอวัยวะภายในอย่างไร
เยื่อบุตาอักเสบ ภาวะที่เยื่อบุตาเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ เคืองตา (Conjuctivitis)
Rating: 5.0. From 2 votes.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ