มะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก โรคอาการและการรักษา

Share This:

มะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก โรคอาการและการรักษา
Rate this post
มะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่เซลล์ปกติในลำไส้ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอหย่างไม่หยุดยั้งจนควบคุมไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจใช้เวลาเป็นปี ในระยะแรกๆ เซลล์อาจเป็นเพียงแค่เนื้องอกธรรมดา แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำการรักษาหรือตัดทิ้ง เนื้องอกนี้อาจลุกลามกลายเป็นมะเร็งได้

  • ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่

  • อาการมะเร็งลำไส้ใหญ่

  • การตรวจประเมินเบื้องต้น

  • การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่

  • การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่

แม้ว่าสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่จะยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีบางปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ เช่น

  • มีประวัติเนื้องอก ซึ่งปกติจะพบที่ผนังลำไส้ใหญ่และไม่ใช่เนื้อร้าย แต่หากเวลาผ่านไป เนื้องอกบางชนิดอาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

  • อายุ โดยส่วนใหญ่พบว่ากว่า 90% มักเกิดกับคนที่อายุมากกว่า 50 ขึ้นไป แต่ก็อาจพบได้ในวัยหนุ่มสาวและวัยรุ่น

  • มีประวัติของโรค IBD (inflammatory bowel disease) คือ โรค ulcerative colitis และ Crohn’s disease ซึ่งอาจกลายเป็นลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังและเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น

  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 60 ปีมีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น

  • การไม่ออกกำลังกายและความอ้วน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น

  • การสูบบุหรี่ จากการศึกษาพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งลำไส้

ลำไส้ส่วนปลายเป็นท่อกลวงยาวประมาณ 5-6 ฟุต ท่อความยาว 5 ฟุตแรกคือส่วนของลำไส้ใหญ่และต่อกับลำไส้ตรงที่ยาวประมาณ 6 นิ้ว ส่วนต่อจากลำไส้ตรงคือทวารหนัก หน้าที่ของลำไส้ใหญ่คือแปรของเสียเหลวให้เป็นอุจจาระแข็ง อาหารจะใช้เวลาเดินทางมาสู่ลำไส้ใหญ่ประมาณ 3-8 ชั่วโมงหลังจากถูกรับประทาน ช่วงเวลานี้สารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมจะเป็นของเสียเหลว

มะเร็งชนิดนี้ ถูกจัดเป็นมะเร็งที่พบมากลำดับที่ 3 ทั้งในชายและหญิง ในประเทศตะวันตก พบ105,000 ราย เป็นผู้ได้รับการวินิจฉัยใหม่ทุกปีในประเทศสหรัฐอเมริกา โอกาสเสี่ยงต่อ มะเร็งลำไส้ใหญ่ พบมากขึ้นเมื่ออายุ50 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ เกิดขึ้นเมื่อผนังลำไส้ใหญ่เริ่มสร้างติ่งเนื้องอกที่เรียกว่าอะอีโนมาตัส (มะเร็งขั้นเริ่ม) ส่วนในประเทศไทยเป็นมะเร็งที่พบมากขึ้นทั้งในผู้ชายและผู้หญิง

กลุ่มเสี่ยงสูงคือผู้ที่มีประวัติหรือประวัติครอบครัวมี มะเร็งลำไส้ใหญ่ ติ่งเนื้อที่ลำไส้ใหญ่ หรือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรมบางชนิด รวมถึงผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ หรือ โรคโครน (Crohn’s disease) กลุ่มนี้ควรเริ่มรับการตรวจหามะเร็งก่อนอายุปกติที่ควรตรวจ

บุคลที่มีประวัติครอบครัวใกล้ชิดเป็นโรคมาก่อน เช่น บิดามารดา พี่น้องหรือบุตร มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งชนิดนี้ประมาณ2/3ของประชากรปกติ แต่ในความจริงแล้วกลับพบว่า ประมาณ 80% ของผู้ป่วยใหม่ ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

จากการศึกษาพบว่าปัจจัยในการดำรงชีวิตอาจทำให้เสี่ยง ปัจจัยดังกล่าวคือ รับประทานอาหารมันและเนื้อแดงมากแต่รับประทานผักและผลไม้น้อย รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง ออกกำลังกายน้อย และโรคอ้วน

การสูบุหรี่และดื่มสุราจัดอาจมีผลต่อการเกิดโรค

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งลำไส้

 

การกำหนดระยะของโรค

 

ขั้น 0 (Stage 0) (ที่เรียกว่าระยะก่อนมะเร็ง) – พบมะเร็งที่ผนังด้านนอกสุดของผนังลำไส้ใหญ่

ขั้น 1 (Stage I) – พบมะเร็งที่เยื่อบุชั้นที่ 2และ3 ของผนังลำไส้ใหญ่แต่ไม่พบที่ผนังด้านนอกลำไส้ใหญ่หรือมากกว่านั้น ขั้นนี้เรียกว่า ดุ๊กเอ  Dukes’ A

ขั้น 2 (Stage II) – มะเร็งลุกลามไปที่ผนังลำไส้ใหญ่แต่ไม่มีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง (หน่วยเล็กๆที่ช่วยต่อสู้การติดเชื้อและโรค) ขั้นนี้เรียกว่า ดุ๊กบี

ขั้น 3 (Stage III) – มะเร็งลุกลามไปผนังลำไส้ใหญ่และต่อมน้ำเหลือง แต่ยังไม่ลุกลามไปอวัยวะอื่น ขั้นนี้เรียกว่า ดุ๊กซี

ขั้น 4 (Stage IV) – มะเร็งลุกลามไปอวัยวะอื่น(เช่น ตับและปอด) ขั้นนี้เรียกว่า ดุ๊กดี

 

อาการและอาการแสดง

 

ในระยะแรก ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการเลือดออกทางทวารหนัก หรืออุจจาระปนเลือด หรืออุจจาระเป็นเลือดอุจจาระมีรูปร่างเปลี่ยนไป (เป็นเส้นเล็กลง) ปวดเกร็งในท้อง

มะเร็งลำไส้ตรงส่วนใหญ่มักแสดงอาการ ซึ่งต่างจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการดังกล่าวคือ: อุจจาระปนเลือด, ท้องผูกสลับกับท้องเดินอย่างไม่มีสาเหตุ, ขนาดของเส้นอุจจาระเปลี่ยนไป และ ปวดเบ่ง คืออาการรู้สึกปวดถ่ายในขณะที่ไม่มีอุจจาระหรือไม่สามารถขับถ่ายออกได้ ถ้าก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นอาจไปเบียดอวัยวะข้างเคียงอาจก่อให้เกิด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือปวดเนื่องจากมีการกดทับที่ก้นหรือฝีเย็บ

มะเร็งลำไส้ใหญ่รักษาหายไหม? รุนแรงไหม?

 

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคมีความรุนแรงปานกลาง แต่มีโอกาสรักษาหายได้ ทั้งนี้ ขึ้นกับระยะโรค อายุ และสุขภาพผู้ป่วย ทั้งนี้ อัตรารอดที่ 5 ปี ในโรคระยะที่ 1 ประมาณ 75% ระยะที่ 2 ประมาณ 40-70% ระยะที่ 3 ประมาณ 20-60% และระยะที่ 4 ประมาณ 0-10%

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งลำไส้

ตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ไหม?

 

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นอีกโรคมะเร็งซึ่งมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ และเมื่อได้รับการรักษา สามารถลดอัตราเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งการตรวจคัดกรอง ควรเริ่มตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยแจ้งแพทย์ถึงความประสงค์ของตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (วิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเต้านม และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่)

 

ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างไร?

 

การป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ คือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวที่หลีกเลี่ยงได้ และการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพื่อตรวจติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ที่อาจกลายเป็นมะเร็งได้ ซึ่งเมื่อพบติ่งเนื้อ การรักษา คือ การผ่าตัดติ่งเนื้อ เป็นการรักษาที่อันตรายน้อยมาก ไม่ใช่การผ่าตัดลำไส้

 

เมื่อไรควรพบแพทย์เพื่อตรวจโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่?

 

ควรพบแพทย์ตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่เสมอ เมื่อมีอาการผิดปกติดังกล่าว หรือ เมื่อปกติ ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 50 ปี หรือ เมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรแจ้งแพทย์ เพราะแพทย์อาจให้ตรวจคัดกรอง ตั้งแต่อายุ 30-40 ปี เพราะคนมีความผิดปกติทางพันธุกรรม มักเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งลำไส้

ดูแลตนเองอย่างไร? ดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างไร?

 

การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งและการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง อ่านเพิ่มเติมใน การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็ง และการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง

 

การวินิจฉัย

 

ผู้ป่วยอาจจะถูกเข้ารับการตรวจเพื่อหาระยะและการกระจายของมะเร็งดังต่อไปนี้ การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง ในบางรายอาจได้รับการวินิจฉัยโรคจากการตรวจเอกซเรย์โดยการสวนแป้งแบเรี่ยม การตรวจเลือดเพื่อหาระดับของ carcinoembryonic antigen (CEA)  (การตรวจเลือดเพื่อค้นหามะเร็ง) เอกซ์เรย์ทรวงอก และเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องและเชิงกราน

นอกจากนี้ การตรวจเพื่อหาการลุกลามของมะเร็งอาจใช้ CT scans, MRI หรือการส่องกล้องคลื่นความถี่สูง (EUS)

 

การผ่าตัด

 

– การผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่จะทำตามตำแน่งที่เกิดในลำไส้ เช่น

* การผ่าตัดบริเวณครึ่งขวาของลำไส้  Rt. Extended Hemicolectomy

* การผ่าตัดบริเวณ Transverse  colon Transverse colectomy

* การผ่าตัดบริเวณครึ่งซ้ายของลำไส้  Lt. Hemicolectomy

* การผ่าตัดบริเวณ sigmoid colon Sigmoidectomy

* Sigmoidectomy with Hartman’s pouch
ส่วนกรณีลำไส้ตรงซึ่งอยู่บริเวณเชิงกรานที่มีโครงกระดูกขนาดใหญ่ ทำให้ศัลยแพทย์ประสบความยากลำบากในการเลาะตัดชิ้นเนื้อบริเวณใกล้เคียงเพื่อตัดเอาก้อนมะเร็งออกมา ต้องใช้วิธีการ AP resection

ในผู้ป่วยที่ก้อนมีขนาดใหญ่มากจนไม่สามารถจะทำการผ่าตัดได้ การให้การฉายรังสีร่วมกับยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดเพื่อทำให้ก้อนเล็กลงจะช่วยให้ก้อนเล็กลงจนผู้ป่วยสามารถเข้ารับการผ่าตัดเอาก้อนออกได้ วิธีนี้เรียกว่า  “downstaging”

ผู้ป่วยขั้น 0 และ 1 ใช้การผ่าตัดเพียงอย่างเดียว

ผู้ป่วยขั้น 2 และ 3 ที่เสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำอีก ควรให้การฉายรังสีและยาเคมีบำบัดร่วมด้วย อาจใช้ก่อนหรือหลังผ่าตัด

แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการผ่าตัดก้อนมะเร็งออกทั้งหมด แต่อุบัติการณ์การกลับเป็นซ้ำอีกสูงถึง 50-60%

การให้ยาเคมีบำบัดจึงเพื่อลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำอีก

การศึกษาแสดงถึงการรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีแตกต่างกัน โดยทั่วไป ผู้ป่วยมะเร็งขั้น 2 ที่มีปัญหาลำไส้ทะลุหรือลำไส้อุดตัน หรือที่เป็นมะเร็งชนิดเซลล์ผิดปกติมาก (จากการตรวจชื้นเนื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์)นับว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงการกลับเป็นซ้ำอีกจะได้รับการรักษาโดย fluorouracil (5-FU) และ leucovorin (LV)ซึ่งทั้งสองตัวเป็นยาเคมีบำบัด เป็นเวลา 6 เดือน  ขณะที่ผู้ป่วยมะเร็งขั้น 2 อื่นๆได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดแต่ไม่ต้องเข้ารับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยมะเร็งขั้น 3 ได้รับการรักษาด้วย fluorouracil และ leucovorin เป็นเวลา 6 เดือน ด้วยวิธีการรักษาแบบนี้ทำให้อัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว

ส่วนผู้ป่วยมะเร็งขั้น 4 ใช้การรักษาด้วยการตัดก้อนมะเร็งออก ร่วมกับการฉายรังสีรักษา โดยอาจใช้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วยหรือไม่ร่วมด้วย

ผู้ป่วยบางท่านอาจต้องเข้ารับการจัดการการผ่าตัดตามการลุกลามของมะเร็งไปอวัยวะใกล้เคียง เช่น ตับ รังไข่เป็นต้น การรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม ใช้ fluorouracil, leucovorinและirinotecan (CPT-11 หรือ Camptosar) หรือ oxaliplatin (Eloxitin) สูตรการใช้ยาirinotecanหรือ oxaliplatinร่วมด้วย มีผลดีในการรักษาเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ใช้เพียง fluorouracil และ leucovorin เท่านั้น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งลำไส้

 

อาการมะเร็งลำไส้ใหญ่

ในบางครั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจไม่มีอาการผิดปกติบ่งชี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือบางครั้งอาการที่พบอาจคล้ายกับอาการของโรคอื่น ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • ท้องเสีย ท้องผูก หรือรู้สึกท้องอืด

  • อุจจาระปนเลือดสดๆ หรือเลือดสีคล้ำมาก

  • ลักษณะอุจจาระเรียวยาวกว่าปกติ

  • ไม่สบายท้อง รวมทั้งปวดแสบร้อน อาหารไม่ย่อย และปวดเกร็ง

  • น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

  • อ่อนเพลียหรืออ่อนแรง

  • โลหิตจาง

การตรวจประเมินเบื้องต้น

การตรวจประเมินเบื้องต้น เป็นวิธีการที่สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และสามารถแยกเนื้องอกที่กำลังจะกลายเป็นมะเร็งได้ แนะนำให้เริ่มตรวจประเมินเบื้องต้นทั้งผู้ชายและผู้หญิงเมื่ออายุ 50 ปี โดยวิธีการตรวจประเมินเบื้องต้นทำได้ดังนี้

  • การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (fecal occult blood test: FOBT) สามารถตรวจได้ว่ามีเนื้องอกหรือเป็นมะเร็งหรือไม่ การตรวจด้วยวิธีนี้เป็นประจำทุกปีจะช่วยลดการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และลดลงได้ 18% ในกรณีที่ตรวจปีเว้นปี

  • การตรวจโดยใช้เครื่องมือซิกมอยด์โดสโคป (sigmoidoscope) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อสอดผ่านเข้าไปทางปลายทวารหนักสู่ลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง เพื่อตรวจเนื้องอก มะเร็ง และสิ่งผิดปกติต่างๆ วิธีนี้แพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อที่ผิดปกติไปตรวจสอบได้

  • การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) วิธีนี้จะช่วยให้เห็นภาพภายในลำไส้ใหญ่ทั้งหมดและสามารถเก็บชิ้นเนื้อที่สงสัยส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้

  • การใช้สารทึบแสงแบเรียมร่วมกับการถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซเรย์ CT scan (double contrast barium enema: DCBE) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทนการตรวจด้วยวิธีส่องกล้องได้

การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่

การวินิจฉัยโรคแพทย์จะใช้วิธีตรวจหลายๆ วิธีเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และมีการแพร่กระจายไปที่ใดแล้วหรือไม่ โดยแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น อายุและสุขภาพ ประเภทของมะเร็ง ระดับความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เป็นต้น โดยวิธีการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถทำได้ดังนี้

  • การตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) เป็นวิธีการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่แม่นยำที่สุด และเพื่อการตรวจทางชีวโมเลกุลของมะเร็ง

  • การตรวจเลือด โดยการตรวจนับปริมาณเม็ดเลือดแดง หรือวัดระดับโปรตีน CEA (carcinoembryonic antigen)

  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) สามารถใช้ในการตรวจสอบตำแหน่งของโรคและการกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้

  • การตรวจอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจด้วยคลื่นความถี่สูง วิธีนี้จะบอกได้ว่ามะเร็งได้แพร่กระจายสู่ตับหรืออวัยวะอื่นๆ หรือไม่

  • การเอกซเรย์ปอด เป็นการตรวจดูว่ามะเร็งได้แพร่กระจายไปยังปอดหรือไม่

  • PET scan เป็นการตรวจโดยการฉีดสารรังสีให้ถูกดูดซึมในอวัยวะและเนื้อเยื่อ และทำการถ่ายภาพ ทำให้สามารถตรวจได้ทั้งร่างกาย

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่จะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น

  • ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง

  • ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง

  • สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

ทางเลือกในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

  • การผ่าตัด

  • รังสีรักษา

  • เคมีบำบัด

  • การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)

  • การรักษาโดยการยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่ (angiogenesis)

 

 

ขอบคุณที่มา
haamor.com
pobpad.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องที่น่าสนใจ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง