มะเร็งอัณฑะ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคมะเร็งอัณฑะ

 

Share This:

มะเร็งอัณฑะ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคมะเร็งอัณฑะ
Rate this post
loading...

มะเร็งอัณฑะ

มะเร็งอัณฑะ หรือ มะเร็งลูกอัณฑะ (Testicular cancer) คือ มะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อในอัณฑะ เป็นเนื้องอกร้ายที่เกิดจากเซลล์ในอัณฑะกลายเป็นมะเร็ง โดยทั่วไปมักพบเกิดกับอัณฑะด้านเดียว (โอกาสในเกิดทั้งด้านซ้ายและขวามีเท่ากัน) แต่มีเพียงประมาณ 5% เท่านั้นที่พบเกิดกับอัณฑะทั้ง 2 ข้าง

มะเร็งอัณฑะเป็นโรคมะเร็งที่พบได้น้อยเพียงประมาณ 2% ของมะเร็งทั้งหมด (ไม่ติด 1 ใน 10 ของมะเร็งที่พบบ่อยของผู้ชายชาวไทย) สามารถพบได้ในทุกอายุทั้งในเด็กจนถึงในผู้สูงอายุ แต่จะพบได้สูงในช่วงอายุประมาณ 15-35 ปี ในปี พ.ศ.2551 ในสหราชอาณาจักรพบโรคมะเร็งอัณฑะได้ประมาณ 6.7-7.3 รายต่อประชากรชาย 100,000 คนต่อปี ส่วนในประเทศไทยเมื่อช่วงปี พ.ศ.2544-2546 พบผู้ป่วย 0.6 รายต่อประชากรไทย 100,000 คนต่อปี

 

โรคมะเร็งอัณฑะมีกี่ชนิด?

มะเร็งอัณฑะ

โรคมะเร็งอัณฑะมีหลากหลายชนิดแต่ที่พบบ่อยที่สุดประมาณ 90% เป็นชนิดเจิมเซลล์/มะเร็งเจิมเซลล์ (Germ cell cancer/Germ cell tumor) ดังนั้นโดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงโรคมะเร็งอัณฑะจึงหมายถึงมะเร็งชนิดนี้เท่านั้นซึ่งรวมทั้งในบทความนี้ด้วย

โรคมะเร็งอัณฑะชนิดเจิมเซลล์ยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักคือชนิด”เซมิโนมา (Seminoma)” ซึ่งพบได้ประมาณ 40% ของเจิมเซลล์ทั้งหมด ส่วนอีกประมาณ 60% เป็นชนิดที่เรียกว่าชนิด “ไม่ใช่เซมิโนมา (Non-seminoma)” ซึ่งชนิดไม่ใช่เซมิโนมานี้ยังแบ่งย่อยได้อีกหลายชนิด (เช่น Embryo nal carcinoma, Yolk-sac tumor, Teratoma และ Choriocarcinoma) โดยโรคมักเกิดมีเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดร่วมกัน แต่เซลลมะเร็งชนิดรุนแรงที่สุดคือชนิดโคริโอคาร์ซิโนมา (Chorio carcino ma) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้น้อยมากน้อยกว่า 1% ของมะเร็งอัณฑะทั้งหมด

โรคมะเร็งอัณฑะเกิดจากอะไร? มีปัจจัยเสี่ยงไหม?

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดโรคมะเร็งอัณฑะ แต่พบมีปัจจัยเสี่ยงคือ

  • เพศ โรคมะเร็งชนิดนี้พบได้เฉพาะในเพศชายเท่านั้น
  • คนที่อัณฑะยังค้างอยู่ในอุ้งเชิงกราน (Undescended testis หรือ Cryptorchidism) ไม่เคลื่อนลงมาอยู่ในถุงอัณฑะ ซึ่งพบเกิดโรคมะเร็งอัณฑะได้สูงกว่าผู้ชายปกติ 10 -40 เท่า
  • เชื้อชาติ พบได้สูงกว่าในชายชาวตะวันตกประมาณ 5 เท่าของชายผิวดำ
  • มีความผิดปกติของโครโมโซม (Chromosome) คู่ที่ 1 หรือคู่ที่ 12
  • โรคผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้มีอัณฑะฝ่อ (Testicular atrophy)
  • ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือโรคเอดส์

โรคมะเร็งอัณฑะมีอาการอย่างไร?

อาการของโรคมะเร็งอัณฑะไม่ใช่อาการเฉพาะของโรค แต่เป็นอาการเหมือนกับโรคของอัณฑะทั่วไป อย่างไรก็ตามอาการของโรคมะเร็งอัณฑะที่พบบ่อยคือ

  • คลำได้ก้อนเนื้อในอัณฑะ หรืออัณฑะโต ไม่เจ็บ
  • ปวดหน่วงอัณฑะด้านนั้น
  • จู่ๆอัณฑะด้านนั้นบวมหรือคล้ายมีน้ำอยู่ในถุงอัณฑะ
  • อาจรู้สึกเจ็บ/ขัดอัณฑะหรือถุงอัณฑะด้านนั้น

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งอัณฑะได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งอัณฑะได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจคลำอัณฑะทั้งสองข้าง และอาจตรวจภาพอัณฑะทั้งสองข้างด้วยอัลตราซาวด์ซึ่งหลังจากพบมีก้อนเนื้อชัดเจนมักแนะนำการผ่าตัด และตรวจอัณฑะหลังการผ่าตัดด้วยการตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งที่แน่นอน

ทั้งนี้จะไม่มีการตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้ออัณฑะก่อนผ่าตัดรักษา เพราะการตัดชิ้นเนื้อจะต้องผ่านถุงอัณฑะซึ่งจะส่งผลให้โรคมะเร็งลุกลามเข้าถุงอัณฑะได้ ซึ่งถ้าก้อนเนื้อนั้นเป็นโรคมะเร็ง การลุกลามเข้าถุงอัณฑะจะทำให้โรคมะเร็งลุกลามรุนแรงขึ้นรักษาได้ยากขึ้น นอกจากนั้นเมื่อพบก้อนเนื้อในอัณฑะ การรักษาคือการผ่าตัดเสมอ ดังนั้นการผ่าตัดอัณฑะ (ผ่าตัดด้านเดียวด้านที่ผิดปกติ) จึงเป็นทั้งการวินิจฉัยโรคและการรักษาไปพร้อมๆกัน

ภายหลังเมื่อทราบว่าเป็นโรคมะเร็งอัณฑะแล้ว มักมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินระยะของโรคคือ การตรวจภาพช่องท้องด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อดูการลุกลามและการแพร่กระจายของโรคเข้าต่อมน้ำเหลืองและเข้าอวัยวะต่างๆในช่องท้อง (ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจตรวจภาพนี้ก่อนผ่าตัดทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์) การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์หรือเอกซเรย์คอมพิว เตอร์ดูการแพร่กระจายของโรคสู่ปอด การตรวจเลือด และตรวจปัสสาวะเพื่อประเมินสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วยเช่น ตรวจซีบีซี (CBC) ตรวจเลือดดูการทำงานของตับและของไต และดูค่าสารมะเร็งเพราะเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งอัณฑะบางชนิดสร้างสารมะเร็งได้ ซึ่งสารมะเร็งนี้แพทย์ใช้ช่วยประเมินระยะโรค ความรุนแรงของโรค วิธีรักษา และในการติดตามผลการรักษา

โรคมะเร็งอัณฑะมีกี่ระยะ? มีผลข้างเคียงจากปวด ฟันไหม?

เนื่องจากเป็นโรคมะเร็งที่มีความรุนแรงต่ำแม้มีโรคแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต (เลือด) แล้วก็ยังมีโอกาสรักษาได้หายสูง โรคมะเร็งอัณฑะจึงจัดแบ่งเป็นเพียง 3 ระยะซึ่งในแต่ระยะยังแบ่งย่อยได้อีกเพื่อแพทย์โรคมะเร็งใช้ช่วยในการวางแผนการรักษาและเพื่อการศึกษาวิจัย ทั้งนี้ทั่วไปทั้ง 3 ระยะได้แก่

  • ระยะที่ 1 โรคลุกลามอยู่เฉพาะในอัณฑะ ยังไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง
  • ระยะที่ 2 โรคลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง
  • ระยะที่ 3 โรคลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องร่วมกับมีสารมะเร็งในเลือดปริมาณสูง และ/หรือโรคแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต ซึ่งเมื่อแพร่กระจายมักเข้าสู่ปอดและสมอง และ/หรือ มีโรคแพร่กระจายสู่ต่อมน้ำเหลืองนอกช่องท้องเช่น ต่อมน้ำเหลืองในช่องอกหรือเหนือกระดูกไหปลาร้า

โรคมะเร็งอัณฑะรักษาอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคมะเร็งอัณฑะที่สำคัญคือ การผ่าตัดอัณฑะเฉพาะด้านที่เกิดโรค ต่อจากนั้นแพทย์จะประเมินจากชนิดเซลล์มะเร็ง ระยะโรค และสุขภาพของผู้ป่วย เพื่อให้การรักษาต่อเนื่องต่อไป ซึ่งอาจเป็นการเฝ้าติดตามสังเกตอาการเป็นระยะๆ (Active surveillance), การฉายรังสีรักษา (อาจเป็นการฉายรังสีต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง ในช่องอก และ/หรือในบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้า), และ/หรือการให้ยาเคมีบำบัด, ส่วนการรักษาด้วยยารักษาตรงเป้ายังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและตัวยายังมีราคาแพงมากเกินกว่าผู้ป่วยทุกคนจะเข้าถึงยาได้ (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ยารักษาแบบจำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง ยารักษาตรงเป้า)

ในโรคมะเร็งอัณฑะระยะที่ 1 หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจเลือกวิธีรักษาเป็นการเฝ้าติดตามโรคเป็นระยะ หรือการฉายรังสีรักษา หรือยาเคมีบำบัดก็ได้ ซึ่งทั้ง 3 วิธีให้ผลการรักษาที่เท่าเทียมกัน แต่มีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกันซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้ให้คำแนะนำ แต่ผู้ป่วย/ครอบครัวผู้ป่วยต้องเป็นผู้ตัดสินใจเลือกวิธีรักษาเอง

ในโรคระยะที่ 2 การรักษาหลังการผ่าตัด อาจเป็นยาเคมีบำบัด, ยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา หรือรังสีรักษาวิธีการเดียว ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของเซลล์มะเร็ง ดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา และรวมไปถึงความต้องการของผู้ป่วย/ครอบครัวผู้ป่วย

ในโรคระยะที่ 3 การรักษาหลังการผ่าตัด คือ ยาเคมีบำบัดและร่วมกับรังสีรักษาเฉพาะจุดที่โรคดื้อต่อยาเคมีบำบัด

มีผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งอัณฑะอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งอัณฑะขึ้นกับวิธีรักษา และผลข้างเคียงจะมีโอกาสเกิดสูงขึ้นเมื่อใช้หลายวิธีรักษาร่วมกัน และ/หรือในผู้ป่วยสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีโรคเรื้อรังประจำตัว โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคที่ก่อการอักเสบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเช่น โรคภูมิต้านตนเอง และในผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ผลข้างเคียงในการรักษามะเร็งอัณฑะที่อาจพบได้เช่น

  • การผ่าตัด เช่น การสูญเสียอัณฑะ การเสียเลือด แผลผ่าตัดติดเชื้อ และเสี่ยงต่อการดมยาสลบ
  • รังสีรักษา คือ ผลข้างเคียงต่อผิวหนังและต่อเนื้อเยื่อในช่องท้อง (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor. com บทความเรื่อง การดูแลผิวหนังและผลข้างเคียงต่อผิวหนังบริเวณฉายรังสีรักษา และเรื่อง ผลข้างเคียงและวิธีดูแลตนเองเมื่อฉายรังสีรักษาบริเวณช่องท้องและ/หรืออุ้งเชิงกราน)
  • ยาเคมีบำบัด คือ คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง ภาวะซีด การมีเลือดออกได้ง่ายจากภาวะเกล็ดเลือด ต่ำ และการติดเชื้อจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากเคมีบำบัดและ/หรือรังสีรักษา: การดูแลตนเอง)
  • ยารักษาตรงเป้า ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากยารักษาตรงเป้าคือ การเกิดสิวขึ้นทั่วตัวรวมทั้งใบหน้า และยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดภาวะเลือดออกได้ง่าย แผลติดยากเมื่อเกิดบาดแผล และอาจเป็นสาเหตุให้ผนังลำไส้ทะลุได้ (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ยารักษาแบบจำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง ยารักษาตรงเป้า)

 

ชนิดของมะเร็งอัณฑะ

โรคมะเร็งอัณฑะมีอยู่หลายชนิด แต่ชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดประมาณ 90% จะเป็นชนิดเจิมเซลล์ (Germ cell tumor) ดังนั้น โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงโรคมะเร็งอัณฑะจึงมักจะหมายถึงมะเร็งชนิดนี้เท่านั้นซึ่งรวมถึงบทความนี้ด้วย นอกจากนี้โรคมะเร็งอัณฑะชนิดเจิลเซลล์ยังแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ คือ

  • มะเร็งอัณฑะชนิดเซมิโนมา (Seminoma) เป็นชนิดที่พบได้ประมาณ 40% ตอบสนองได้ดีต่อรังสีรักษาและมีการพยากรณ์โรคที่ดีกว่าชนิด Non-seminoma
  • มะเร็งอัณฑะชนิดไม่ใช่เซมิโนมา หรือนอนเซมิโนมา (Non-seminoma) เป็นชนิดที่พบได้มากกว่าคือ ประมาณ 60% สามารถเจริญและแพร่กระจายได้เร็วกว่าชนิด Seminoma และยังแบ่งย่อยได้อีกหลายชนิด เช่น Choriocarcinoma, Embryonal carcinoma, Teratoma และ Yolk-sac tumor โดยโรคมักจะเกิดจากการมีเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดร่วมกัน แต่เซลล์มะเร็งชนิดที่มีความรุนแรงมากที่สุดคือ ชนิดโคริโอคาร์ซิโนมา (Choriocarcinoma) แต่ก็เป็นชนิดที่พบได้น้อยมาก คือ น้อยกว่า 1% ของมะเร็งอัณฑะทั้งหมด ส่วนความรุนแรงของมะเร็งอัณฑะชนิดไม่ใช่เซมิโนมานี้จะประเมินได้จากระดับของแอลฟาฟีโตโปรตีน (Alpha fetoprotein – AFP), ฮอร์โมนเบต้าเอชซีจี (β-hCG) และแลคเตตดีไฮโดรจีเนส (Lactate dehydrogenase – LDH) ที่สูงขึ้นในเลือด ร่วมกับระยะของโรคเอง ถ้าค่าของ AFP < 1,000 ng/mL, hCG < 5,000 mIU/mL, และ LDH < 1.5 เท่าของค่าปกติ จะมีการพยากรณ์โรคดีกว่ารายที่มีค่าเกินกว่านี้เมื่อเทียบในระยะเดียวกัน

สาเหตุของมะเร็งอัณฑะ

loading...

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งอัณฑะ แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยง* ที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคนี้ คือ

  • ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด คือ การมีภาวะลูกอัณฑะไม่เลื่อนลงถุงอัณฑะ (Cryptorchidism หรือ Undescended testis) และค้างอยู่ในช่องท้องหรือที่ขาหนีบซึ่งเป็นความผิดปกติมาแต่กำเนิดชนิดหนึ่ง (เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งอัณฑะได้สูงกว่าคนปกติถึง 10-40 เท่า แต่การผ่าตัดย้ายมาลงถุงอัณฑะตั้งแต่เด็กจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้มาก)
  • เป็นเพศชาย เพราะพบโรคนี้ได้เฉพาะในเพศชายเท่านั้น
  • เชื้อชาติ เพราะพบโรคนี้ได้สูงในคนผิวขาวมากกว่าคนผิวดำประมาณ 5 เท่า
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งอัณฑะ
  • มีความผิดปกติของโครโมโซม (Chromosome) คู่ที่ 1 หรือคู่ที่ 12
  • มีโรคผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้ลูกอัณฑะมีการฝ่อตัว (Testicular atrophy)
  • เป็นโรคกลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ (Klinefelter’s syndrome) ซึ่งผู้ป่วยจะมีอัณฑะเล็กกว่าปกติ และมีภาวะการเจริญพันธุ์บกพร่อง (มีลูกยาก)
  • เป็นผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) หรือเป็นโรคเอดส์ ซึ่งจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้สูงกว่าปกติ
  • ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การรับประทานอาหารพืชผักและสัตว์เลี้ยงที่มีการฉีดฮอร์โมนเป็นเวลานาน, การมีอุปนิสัยที่ไม่ร่าเริง มีความเครียดและความกดดันเป็นเวลานาน, มลพิษทางอากาศ การแผ่รังสีของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงเสียงรบกวน ต่างก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งอัณฑะได้
  • สำหรับการอำพรางอวัยวะเพศชาย (การแต๊บ) โดยการใช้เทปกาวหรือวัสดุที่มีความเหนียวมารัดส่วนอวัยวะเพศให้ติดกับช่องขาหนีบระหว่างขาเอาไว้ โดยส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งอัณฑะได้ เพราะเท่าที่ผ่านมายังไม่เคยมีรายงานว่าพบการป่วยโรคมะเร็งอวัยวะเพศชายจากการแต๊บ เว้นแต่จะเกิดแผลเรื้อรังและมีการหมักหมมเป็นเวลานาน (นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ รองคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

หมายเหตุ : ปัจจัยเสี่ยง หมายถึง การมีโอกาสเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการมีปัจจัยเสี่ยงหรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างจะต้องกลายเป็นโรคมะเร็งเสมอไป หรือการที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใด ๆ เลยก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีทางเป็นโรคมะเร็ง

อาการของมะเร็งอัณฑะ

อาการของโรคมะเร็งอัณฑะไม่ใช่อาการเฉพาะของโรค แต่จะเป็นอาการเหมือนกับโรคของอัณฑะทั่วไป ที่พบบ่อย คือ

  • คลำได้ก้อนเนื้อแข็งมากในถุงอัณฑะ หรืออัณฑะโต และส่วนใหญ่จะไม่เจ็บ หรืออาการเจ็บอาจมีบ้างแต่ไม่รุนแรง (ซึ่งต่างจากอาการลูกอัณฑะอักเสบทั่วไปที่จะปรากฏอาการบวมเท่า ๆ กัน เนื้อจะค่อนข้างอ่อนอย่างชัดเจน และเวลานวดคลำจะรู้สึกเจ็บ)
  • รู้สึกปวดตื้อหรือถ่วง ๆ หนัก ๆ ที่อัณฑะด้านนั้น หรือปวดหน่วง ๆ ตรงท้องน้อยส่วนล่างหรือขาหนีบ
  • จู่ ๆ อัณฑะด้านนั้นบวมหรือคล้ายมีน้ำอยู่ในถุงอัณฑะขึ้นมาอย่างฉับพลัน
  • อาจมีเลือดเจือปนในน้ำอสุจิ
  • อาจมีอาการนมโตและเจ็บ หรืออ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • บางรายอาจมาด้วยปัญหาการมีบุตรยาก สมรรถภาพทางเพศลดลง หรือแม้กระทั่งสูญเสียสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งเกิดจากการที่อสุจิตายหรือไม่มีอสุจิจากมะเร็ง

อาการมะเร็งอัณฑะ

IMAGE SOURCE : www.modasta.com

ระยะของมะเร็งอัณฑะ

เนื่องจากโรคมะเร็งอัณฑะเป็นโรคที่มีความรุนแรงต่ำ แม้โรคจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดแล้วก็ยังมีโอกาสรักษาให้หายได้สูง โรคนี้จึงจัดแบ่งออกเป็น 3 ระยะใหญ่ ๆ ซึ่งต่างจากโรคมะเร็งอื่น ๆ ที่มี 4 ระยะ และในแต่ละระยะยังแบ่งย่อยได้อีกเพื่อใช้ในการช่วยวางแผนการรักษาและเพื่อการศึกษาวิจัย คือ

  • ระยะที่ 0 (Testicular intraepithelial neoplasia) เป็นระยะที่พบเซลล์ผิดปกติ (ไม่ใช่มะเร็ง) ในท่อที่สร้างอสุจิในอัณฑะ และเซลล์ผิดปกติเหล่านี้อาจกลายเป็นมะเร็งและแพร่กระจายเข้าไปในเนื้อเยื่อปกติใกล้เคียงได้
  • ระยะที่ 1 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งยังอยู่เฉพาะในอัณฑะ (ยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง) แบ่งออกเป็นระยะ IA, IB และระยะ IS
    • ระยะ IA เป็นระยะที่เริ่มพบมะเร็งอยู่ที่อัณฑะ (Testicle) และที่ถุงเก็บตัวอสุจิใกล้อัณฑะ (Epididymis) และอาจแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อชั้นในของอัณฑะ ส่วนสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker) ทั้งหมดยังอยู่ในระดับปกติ
    • ระยะ IB เป็นระยะที่พบมะเร็งอยู่ที่อัณฑะและถุงเก็บตัวอสุจิใกล้อัณฑะ และมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังเส้นเลือด (Blood vessels) หรือท่อน้ำเหลือง (Lymph vessels) ในอัณฑะ หรือแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อชั้นนอกของอัณฑะ หรือเป็นระยะที่พบมะเร็งอยู่ที่หลอดนำอสุจิ (Spermatic cord) หรือถุงอัณฑะ (Scrotum) และอาจอยู่ในเส้นเลือดหรือท่อน้ำเหลืองในอัณฑะ ส่วนสารบ่งชี้มะเร็งทั้งหมดยังอยู่ในระดับปกติ
    • ระยะ IS เป็นระยะที่พบมะเร็งได้ในทุกที่ภายในอัณฑะ หลอดนำอสุจิ หรือถุงอัณฑะ ส่วนสารบ่งชี้มะเร็งทั้งหมดจะอยู่ในระดับสูงกว่าปกติเล็กน้อย หรือสารบ่งชี้มะเร็งอย่างน้อย 1 ตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปกติปานกลางหรือมาก
  • ระยะที่ 2 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง แบ่งออกเป็นระยะ IIA, IIB และระยะ IIC
    • ระยะ IIA เป็นระยะที่พบมะเร็งอยู่อัณฑะ หลอดนำอสุจิ หรือถุงอัณฑะ และมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง (Abdomen) ถึง 5 ต่อม ซึ่งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร ส่วนสารบ่งชี้มะเร็งทั้งหมดยังอยู่ในระดับปกติหรือสูงกว่าปกติเล็กน้อย
    • ระยะ IIB เป็นระยะที่พบมะเร็งอยู่อัณฑะ หลอดนำอสุจิ หรือถุงอัณฑะ ร่วมกับมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องถึง 5 ต่อม และอย่างน้อย 1 ต่อมมีขนาดใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร แต่มีขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร หรือร่วมกับมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องมากกว่า 5 ต่อม โดยที่ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร ส่วนสารบ่งชี้มะเร็งทั้งหมดยังอยู่ในระดับปกติหรือสูงกว่าปกติเล็กน้อย
    • ระยะ IIC เป็นระยะที่พบมะเร็งอยู่อัณฑะ หลอดนำอสุจิ หรือถุงอัณฑะ และมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง โดยที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ส่วนสารบ่งชี้มะเร็งทั้งหมดยังอยู่ในระดับปกติหรือสูงกว่าปกติเล็กน้อย
  • ระยะที่ 3 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย แบ่งออกเป็นระยะ IIIA, IIIB และระยะ IIIC
    • ระยะ IIIA เป็นระยะที่พบมะเร็งอยู่อัณฑะ หลอดนำอสุจิ หรือถุงอัณฑะ และอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องอย่างน้อย 1 ต่อม และแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลหรือไปยังปอด ส่วนสารบ่งชี้มะเร็งยังอยู่ในระดับปกติหรือสูงกว่าปกติเล็กน้อย
    • ระยะ IIIB เป็นระยะที่พบมะเร็งอยู่อัณฑะ หลอดนำอสุจิ หรือถุงอัณฑะ และอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องอย่างน้อย 1 ต่อม ไปยังต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกล หรือไปยังปอด ส่วนสารบ่งชี้มะเร็อย่างน้อย 1 ตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปกติปานกลาง
    • ระยะ IIIC เป็นระยะที่พบมะเร็งอยู่อัณฑะ หลอดนำอสุจิ หรือถุงอัณฑะ และอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องอย่างน้อย 1 ต่อม ไปยังต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกล หรือไปยังปอด ส่วนสารบ่งชี้มะเร็งอย่างน้อย 1 ตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปกติมาก หรือเป็นระยะที่พบมะเร็งอยู่อัณฑะ หลอดนำอสุจิ หรือถุงอัณฑะ และอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องอย่างน้อย 1 ต่อม และไม่ได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ห่างไกลหรือไปยังปอด แต่แพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายแทน ส่วนสารบ่งชี้มะเร็งอาจในอยู่ระดับปกติจนถึงสูงกว่าปกติมาก

ระยะของโรคมะเร็งอัณฑะ

IMAGE SOURCE : healthlifemedia.com

การวินิจฉัยมะเร็งอัณฑะ

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งอัณฑะได้จากการซักประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจคลำอัณฑะทั้งสองข้าง การตรวจภาพอัณฑะทั้งสองข้างด้วยอัลตราซาวนด์ การตรวจระดับ Alpha fetoprotein (AFP) Lactate dehydrogenase (LDH) และ β-hCG ในเลือดและปัสสาวะ ซึ่งหลังจากพบมีก้อนเนื้อชัดเจนแล้วแพทย์มักจะแนะนำให้ทำการผ่าตัดอัณฑะข้างที่มีก้อนเนื้อออก พร้อมกับตรวจชิ้นเนื้อเพื่อการวินิจฉัยโรคไปพร้อมกันในคราวเดียว (ทั้งนี้จะไม่มีการตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้ออัณฑะก่อนผ่าตัดรักษา เพราะการตัดชิ้นเนื้อจะต้องผ่านถุงอัณฑะซึ่งจะส่งผลให้โรคมะเร็งลุกลามเข้าถุงอัณฑะได้ ซึ่งถ้าก้อนเนื้อนั้นเป็นมะเร็ง การลุกลามเข้าถุงอัณฑะจะทำให้โรคมะเร็งลุกลามรุนแรงและรักษาได้ยากขึ้น อีกทั้งเมื่อพบก้อนเนื้อในอัณฑะ การรักษาจะเป็นการผ่าตัดเสมอ ดังนั้นการผ่าตัดอัณฑะจึงเป็นการวินิจฉัยโรคและการรักษาไปพร้อม ๆ กัน)

ภายหลังเมื่อทราบว่าเป็นโรคมะเร็งอัณฑะแล้ว แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินระยะของโรคด้วยการตรวจภาพช่องท้องด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อดูการลุกลามและการแพร่กระจายของโรคเข้าต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะต่าง ๆ ในช่องท้อง (ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจตรวจภาพนี้ก่อนการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์), การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อดูการแพร่กระจายของโรคสู่ปอด, การตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อประเมินสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย เช่น การตรวจเลือดซีบีซี (CBC) การตรวจเลือดดูการทำงานของตับและไต และการตรวจเลือดดูค่าสารบ่งชี้มะเร็ง (เพราะเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งอัณฑะบางชนิดสามารถสร้างสารมะเร็งได้) ทั้ง Alpha fetoprotein (AFP) Lactate dehydrogenase (LDH) และ β-hCG (มักพบสูงกว่าปกติ) ซึ่งการตรวจเหล่านี้จะช่วยประเมินระยะของโรค ความรุนแรงของโรค แนวทางการรักษา และใช้ในการติดตามผลการรักษาได้

 

การรักษามะเร็งอัณฑะ

แนวทางการรักษาโรคมะเร็งอัณฑะที่สำคัญ คือ การผ่าตัดลูกอัณฑะทั้งก้อนเฉพาะด้านที่มีก้อนเนื้อออกผ่านทางขาหนีบพร้อมกับนำชิ้นเนื้อมาตรวจวินิจฉัยโรค ถ้าผลการตรวจชิ้นเนื้อออกมาว่าไม่ใช่เนื้อร้าย การรักษาจะสิ้นสุดลง แต่ถ้าผลออกมาว่าเป็นก้อนเนื้อร้ายหรือมะเร็ง แพทย์จะทำการตรวจหาชนิดของเซลล์มะเร็ง ระยะของโรค และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการรักษาและให้การรักษาต่อเนื่องกันไป ซึ่งการรักษาอาจจะเป็นการเฝ้าติดตามอาการเป็นระยะ ๆ การให้ยาเคมีบำบัด และ/หรือการให้รังสีรักษา (อาจเป็นการฉายรังสีรักษาที่ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง ช่องอก และ/หรือในบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้า)

  • วิธีการรักษามะเร็งอัณฑะ การรักษามะเร็งอัณฑะจะประกอบไปด้วย
    1. การผ่าตัดอัณฑะ (Inguinal orchiectomy) เป็นการผ่าตัดเอาลูกอัณฑะเฉพาะด้านที่เกิดโรคและต่อมน้ำเหลืองบางส่วนออก (อาจช่วยในการวินิจฉัยและกำหนดระยะของโรคได้) และในผู้ป่วยบางรายที่เสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งอาจได้รับการรักษาเสริม (Adjuvant therapy) ด้วยการให้ยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาภายหลังการผ่าตัด เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งที่อาจมีหลงเหลืออยู่ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งอัณฑะได้
    2. การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) เป็นการรักษาเสริมที่โดยทั่วไปมักจะใช้หลังการผ่าตัด ซึ่งจะเป็นการใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งหรือยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง แต่ถ้าเป็นมะเร็งอัณฑะระยะสุดท้ายแล้วก็สามารถใช้เป็นวิธีแรกในการรักษาได้เช่นกัน เพราะหลังจากกินยาหรือฉีดยาเคมีบำบัดเข้าทางหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อแล้ว ตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าทางกระแสเลือดและจับกับเซลล์มะเร็งที่อยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งเรียกว่า “Systemic chemotherapy” แต่ในบางกรณีแพทย์อาจฉีดยาเคมีบำบัดเข้าทางช่องไขสันหลัง ในอวัยวะ หรือในช่องท้องเพื่อหวังผลในการทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ ซึ่งเรียกว่า “Regional chemotherapy” ส่วนวิธีที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของมะเร็งที่กำลังรับการรักษา
    3. การใช้รังสีรักษา (Radiation therapy) เป็นการรักษาโดยการใช้รังสีพลังงานสูงเพื่อทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยตรง ซึ่งเทคนิคการใช้รังสีรักษาจะมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ การใช้เครื่องฉายรังสีจากภายนอกร่างกาย (External radiation therapy) และการฝังแร่ในร่างกาย (Internal radiation therapy) สำหรับการนำมาใช้รักษามะเร็งอัณฑะจะเป็นการฉายรังสีจากภายนอกร่างกายและจะนิยมใช้รักษากับมะเร็งอัณฑะชนิดเซมิโนมา (Seminoma) เพราะมะเร็งชนิดนี้มีความไวต่อแสงรังสี แต่มะเร็งอัณฑะชนิดไม่ใช่เซมิโน (Non-seminoma) จะไม่มีความไวต่อแสงรังสี ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยมะเร็งอัณฑะชนิดไม่ใช่เซมิโนมาโดยทั่วไปแพทย์จะไม่ใช้วิธีการรักษาด้วยการฉายรังสีรักษา)
    4. การให้ยารักษาตรงเป้า (Targeted therapy) เป็นการรักษาโดยการใช้ยาหรือสารอื่น ๆ ที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งและก่อให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ปกติน้อยกว่ายาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา แต่การใช้ยานี้ในการรักษามะเร็งอัณฑะยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและตัวยายังมีราคาแพงมากเกินกว่าที่ผู้ป่วยทุกคนจะเข้าถึงได้
    5. การเฝ้าติดตามอาการเป็นระยะ ๆ (Surveillance) เป็นการเฝ้าติดติดผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดโดยไม่ต้องให้การรักษาใด ๆ (เว้นแต่ผลการตรวจจะมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ) เพื่อหาสัญญาณเริ่มต้นของการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็ง ซึ่งในระหว่างการเฝ้าติดตามนี้ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจอย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์กำหนด
      ผ่าตัดมะเร็งอัณฑะ
  • การรักษามะเร็งอัณฑะตามระยะของโรค (ถ้าภายในก้อนมะเร็งพบทั้งเซลล์ที่เป็น Seminoma และ Non-seminoma จะถูกประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษาเหมือนกับกลุ่ม Non-seminoma)
    1. ระยะที่ 1 สำหรับมะเร็งอัณฑะชนิดเซมิโนมา (Seminoma) การรักษาจะเป็นการผ่าตัดอัณฑะออกแล้วตามด้วยการเฝ้าติดตามอาการเป็นระยะ ๆ (Surveillance) หรือตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) ถ้าผู้ป่วยต้องการหรือเพื่อให้แน่ใจว่าจะหายขาด ส่วนมะเร็งอัณฑะชนิดไม่ใช่เซมิโนมา (Non-seminoma) การรักษาจะมีทั้ง (a) การผ่าตัดอัณฑะออก แล้วติดตามโรคในระยะยาว, (b) การผ่าตัดอัณฑะและต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องออก แล้วติดตามโรคในระยะยาว, (c) การผ่าตัดแล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงกลับมาเป็นซ้ำสูง และติดตามโรคในระยะยาว
    2. ระยะที่ 2 สำหรับมะเร็งอัณฑะชนิดเซมิโนมา (Seminoma) ถ้าก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร การรักษาจะมีทั้ง (a) การผ่าตัดอัณฑะออกแล้วตามด้วยการฉายรังสีรักษาที่ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง, (b) การให้ยาเคมีบำบัดหลายกลุ่มร่วมกัน (Combination chemotherapy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา, (c) การผ่าตัดอัณฑะและต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องออก แต้ถ้าก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร การรักษาจะเป็นการผ่าตัดอัณฑะแล้วตามด้วยการให้เคมีบำบัดหลายกลุ่มร่วมกันหรือการฉายรังสีรักษาที่ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง พร้อมกับการติดตามโรคในระยะยาว ส่วนมะเร็งอัณฑะชนิดไม่ใช่เซมิโนมา (Non-seminoma) การรักษาจะมีทั้ง (a) การผ่าตัดอัณฑะและต่อมน้ำเหลืองออก และติดตามโรคในระยะยาว, (b) การผ่าตัดอัณฑะและต่อมน้ำเหลืองออกแล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัดหลายกลุ่มร่วมกัน และติดตามผลการรักษาในระยะ, (c) การผ่าตัดอัณฑะออกแล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัดหลายกลุ่มร่วมกัน และอาจผ่าตัดครั้งที่ 2 หากมะเร็งยังคงเหลืออยู่ พร้อมกับการติดตามโรคในระยะยาว, (d) การให้ยาเคมีบำบัดหลายกลุ่มร่วมกันก่อนการผ่าตัดอัณฑะ สำหรับมะเร็งที่มีการแพร่กระจายและแพทย์คิดว่าอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
    3. ระยะที่ 3 สำหรับมะเร็งอัณฑะชนิดเซมิโนมา (Seminoma) การรักษาจะเป็นการผ่าตัดอัณฑะออกแล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัดหลายกลุ่มร่วมกัน และถ้ายังมีมะเร็งเหลืออยู่ภายหลังการรักษาดังกล่าว การรักษาอาจเป็นไปตามข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ (a) การเฝ้าติดตามอาการเป็นระยะ ๆ โดยไม่ต้องรักษาเว้นแต่ก้อนมะเร็งจะโตขึ้น, (b) การเฝ้าติดตามอาการเป็นระยะ ๆ สำหรับก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็กกว่า 3 เซนติเมตร และผ่าตัดก้อนมะเร็งออกเมื่อมีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร, (c) การตรวจเพทสแกน (PET scan) ภายหลัง 2 เดือนจากการให้ยาเคมีบำบัดแล้วจึงทำการผ่าตัดก้อนมะเร็งออก ส่วนมะเร็งอัณฑะชนิดไม่ใช่เซมิโนมา (Non-seminoma) การรักษาจะมีทั้ง (a) การผ่าตัดอัณฑะออกแล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัดหลายกลุ่มร่วมกัน, (b) การให้ยาเคมีบำบัดหลายกลุ่มร่วมกันแล้วตามด้วยการผ่าตัดอัณฑะและมะเร็งที่เหลืออยู่ออกให้หมด และผู้ป่วยบางรายอาจได้รับการรักษาเพิ่มเติมด้วยยาเคมีบำบัด, (c) การให้ยาเคมีบำบัดหลายกลุ่มร่วมกันก่อนการผ่าตัดอัณฑะ สำหรับมะเร็งที่มีการแพร่กระจายและแพทย์คิดว่าอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคมะเร็งอัณฑะ การดูแลจะเหมือนกับโรคมะเร็งอื่น ๆ ซึ่งจะขอกล่าวถึงต่อไปอย่างละเอียดในเรื่อง การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็ง, การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง, การดูแลตนเองและการดูแลผู้ป่วยเคมีบำบัด
  • การดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคมะเร็งอัณฑะหลังการผ่าตัด โดยทั่วไปคือ
    1. การดูแลเรื่องอาหาร ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารที่มีพลังงาน โปรตีน และวิตามินสูง รวมถึงห้ามสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
    2. การดูแลด้านจิตใจ คนใกล้ชิดควรช่วยเหลือให้ผู้ป่วยมีความหนักแน่นและมีความเชื่อมั่นในการเผชิญหน้ากับโรคและการเอาชนะโรค หลีกเลี่ยงอารมณ์ในด้านลบ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือการคอยดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด คอยฟังผู้ป่วยระบายอย่างอดทน
    3. การดูแลด้านการดำรงชีวิต ควรดูแลความสะอาดของผิวหนัง โดยการใช้น้ำอุ่นเช็ดผิวหนังทุกวัน ต้องคอยพลิกตัว นวดมือ นวดเท้าให้ผู้ป่วยเป็นประจำ
    4. การดูแลด้านสภาพแวดล้อม ควรดูแลในเรื่องของความสะอาด ความสงบ และอากาศถ่ายเทของของห้อนนอนของผู้ป่วยให้ดี
  • ผลการรักษามะเร็งอัณฑะ ดังที่กล่าวไปแล้วว่ามะเร็งอัณฑะเป็นโรคที่มีความรุนแรงต่ำ แม้โรคจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดแล้วก็ยังมีโอกาสรักษาให้หายได้สูง แต่โอกาสในการรักษาได้หายก็ยังคงขึ้นอยู่กับระยะของโรค ชนิดของเซลล์มะเร็ง ขนาดของก้อนมะเร็ง ปริมาณของสารบ่งชี้มะเร็งในเลือด รวมถึงอายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ในโรคระยะที่ 1 มีสูงถึง 90-100%, ระยะที่ 2 ประมาณ 80-90% และระยะที่ 3 ก็ยังสูงอยู่ คือ ประมาณ 50-70% (อย่างไรก็ตามก็มีผู้ป่วยประมาณ 5-10% ที่โรคดื้อต่อยาเคมีบำบัดและรังสีรักษา ซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มนี้การรักษามักจะไม่ค่อยได้ผล)

ผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งอัณฑะ

ผลข้างเคียงจากการรักษาในแต่ละวิธีจะแตกต่างกันไป และผลข้างเคียงจะสูงขึ้นเมื่อใช้หลาย ๆ วิธีรักษาร่วมกัน และ/หรือเมื่อผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และมีโรคเรื้อรังประจำตัว (เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคภูมิต้านตนเอง)

  • การผ่าตัด ผลข้างเคียงที่พบได้ คือ การเสียเลือด แผลผ่าตัดอาจติดเชื้อ เสี่ยงต่อการดมยาสลบ และที่สำคัญคือ การสูญเสียอัณฑะอย่างน้อย 1 ข้าง (ซึ่งการรักษาจะมีผลทำให้อัณฑะอีกข้างสร้างสเปิร์มได้น้อยลงไปเรื่อย ๆ โดยพบว่าประมาณ 50% จะไม่สามารถสร้างได้อีกเลยหลังรักษาไปแล้ว 2 ปี ดังนั้น ผู้ป่วยที่ยังต้องการจะมีบุตรอาจทำการเก็บสเปิร์มไว้ในรูปของ Semen cryopreservation ก่อนที่เริ่มขบวนการรักษา)
  • ยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง ภาวะซีด การมีเลือดออกง่ายจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ และการติดเชื้อได้ง่ายจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ
  • รังสีรักษา ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ ผลข้างเคียงต่อผิวหนังและต่อเนื้อเยื่อเฉพาะส่วนที่ได้รับรังสี ซึ่งในที่นี้ก็คือบริเวณช่องท้อง

การตรวจคัดกรองมะเร็งอัณฑะ

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งอัณฑะให้พบตั้งแต่ยังไม่มีอาการ แต่วิธีที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือ การตรวจพบโรคให้เร็วที่สุดโดยการหมั่นสังเกตอาการและคลำอัณฑะของตนเอง (แนะนำให้หมั่นตรวจอัณฑะด้วยตนเองเดือนละ 1 ครั้งเพื่อดูว่ามีก้อนผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ โดยการใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ค่อย ๆ คลำเลื่อนไปเรื่อย ๆ ทั้งสองข้าง ซึ่งจะช่วยให้ค้นพบมะเร็งได้ตั้งแต่ในระยะแรก) เมื่อพบสิ่งผิดปกติหรือสงสัยว่าผิดปกติหรือเมื่อมีอาการดังกล่าว (ในหัวข้ออาการ) ควรรีบไปพบแพทย์เสมอ

การตรวจมะเร็งอัณฑะด้วยตัวเอง

IMAGE SOURCE : menshealthfoundation.ca

การป้องกันมะเร็งอัณฑะ

เมื่อดูจากปัจจัยเสี่ยงแล้ว การป้องกันโรคมะเร็งอัณฑะให้ได้ 100% คงเป็นไปไม่ได้ แต่มีการศึกษาพบว่า การผ่าตัดแก้ไขภาวะอัณฑะไม่ลงให้มาอยู่ในถุงอัณฑะตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยรุ่นจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งอัณฑะได้มาก ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรสังเกตและคลำอัณฑะของบุตรหลานตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อพบว่ามีภาวะอัณฑะไม่เคลื่อนลงถุงอัณฑะ (ภาวะนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงมากที่สุดต่อการเกิดโรคมะเร็งอัณฑะ) คือ คลำไม่พบอัณฑะในถุงอัณฑะ ควรพาเด็กไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

 

 

loading...

Related posts:

โรคระบบทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง รักษาอย่างไร
เจ็บคอเรื้อรัง อาการทำอย่างไร เมื่อไม่หายเจ็บการคอเรื้อรังเสียที
มะเร็งปากมดลูก ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคมะเร็งปากมดลูก
การทําหมันชาย คืออะไร 10 ข้อดีและลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษา
กลากน้ำนม สาเหตุโดยส่วนใหญ่อาการและวิธีการดูแลการรักษา โรคกลากน้ำนม (เกลื้อนน้ำนม)
หัวใจล้มเหลว ภาวะที่หัวใจอ่อนแอหรืออ่อนกำลังลง (Heart Failure)
มะเร็งกล่องเสียง เนื้องอกร้าย (มะเร็ง) ที่เกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อของกล่องเสียง
กระดูกหัก ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษา 30 วิธี Broken bone
No votes yet.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ