มะเร็งเต้านม ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาโรคมะเร็งเต้านม (Breast cancer)

 

Share This:

มะเร็งเต้านม ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาโรคมะเร็งเต้านม (Breast cancer)
Rate this post
loading...

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม (Breast cancer) เป็นโรคมะเร็งพบบ่อยของหญิงไทยและของผู้หญิงทั่วโลกโดยอยู่ในลำดับ 1 – 2 ของโรคมะเร็งในผู้หญิงทั้งหมด โดยคิดเป็นประมาณ 16% ของมะเร็งในผู้หญิงทั้งหมด ทั้งนี้เป็นโรคมะเร็งของผู้ใหญ่ พบได้สูงขึ้นตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป (ประ มาณ 5% พบในอายุต่ำกว่า 40 ปี) โดยผู้ชายพบน้อยกว่าผู้หญิงถึง 100 เท่า ซึ่งข้อมูลในโรค มะเร็งเต้านมของผู้ชายยังมีน้อยมากเนื่องจากพบโรคได้น้อย ทางการแพทย์จึงอนุโลมให้ดูแลรักษาเช่นเดียวกับโรคมะเร็งเต้านมของผู้หญิง

มะเร็งเต้านม สถิติการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงต่างกันในแต่ละเชื้อชาติและภูมิประเทศ มีรายงานพบได้

18 – 26 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คนในภูมิภาคเอเชีย 22 – 28 รายต่อประขากรหญิง 100,000 คนในภูมิภาคอัฟริกา 49 – 78 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คนในทวีปยุโรป ประมาณ 42 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คนในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ และประมาณ 90 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คนในอเมริกาเหนือ ส่วนในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. 2544 – 2546 รายงานมะเร็งเต้านมในหญิงไทย 20.9 รายต่อประชากรหญิงไทย 100,000 คนและในชายไทย 0.3 รายต่อประชากรชาย 100,000 คน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งเต้านม

สาเหตุของมะเร็งเต้านม

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม (โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมในผู้ชาย) โดยพบว่าร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยมีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ส่วนปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ในผู้หญิงมีอยู่หลายปัจจัย ได้แก่

  1. อายุที่มากขึ้น ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดต่อการเป็นมะเร็งเต้านม (สาเหตุรองลงมาคือ ข้อ 2-8 ส่วนข้ออื่น ๆ ถือเป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น) โดยจะพบผู้ป่วยเป็นโรคนี้ได้สูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึง 50-60%[3]
  2. เคยผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านม และพบว่าเป็นซีสต์เต้านมชนิดที่เริ่มผิดปกติ (Atypia)
  3. พันธุกรรม มีประวัติว่าคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ (มารดาหรือพี่น้องท้องเดียวกัน) จะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้สูงกว่า (ถ้ามีญาติเป็นมะเร็งเต้านมก่อนวัยหมดประจำเดือน ยิ่งมากคนก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้มากขึ้น)
  4. เชื้อชาติ โดยพบโรคนี้ในคนเชื้อชาติตะวันตกมากกว่าเชื้อชาติเอเชีย
  5. มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างใดข้างหนึ่งจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่อีกข้างหนึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 3-4 เท่า
  6. มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากมะเร็งรังไข่มีความเกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้
  7. มีโรคก้อนเนื้อบางชนิดของเต้านม
  8. การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
  9. การเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากพบโรคนี้ได้สูงขึ้นในหญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี
  10. การมีภาวะหมดประจำเดือนช้า หรือหมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี
  11. การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดตั้งแต่อายุยังน้อยและใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน (เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ก่อนวัยหมดประจำเดือน)
  12. การมีลูกคนแรกหลังอายุ 30 ปี[1]
  13. การไม่มีลูกหรือมีลูกยาก[3]
  14. การใช้ยากลุ่มฮอร์โมนทดแทนหลังวัยหมดประจำเดือนนานเกิน 4 ปี[1] (ส่วนอีกข้อมูลว่านานเกิน 10 ปี[3])
  15. มีภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือภาวะอ้วนที่เกิดภายหลังวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว[2] เพราะถึงแม้ว่ารังไข่จะหยุดการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว แต่ก็พบว่ายังมีปริมาณฮอร์โมนอยู่ในระดับต่ำที่ถูกสร้างจากเนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย ดังนั้นถ้าหากมีภาวะอ้วนก็จะทำให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงขึ้น จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยง ส่วนภาวะอ้วนในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนนั้นจะไม่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยง แต่กลับกันความอ้วนอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งเต้านมในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนได้อีกด้วย[4]
  16. ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  17. การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงอย่างต่อเนื่อง
  18. การสูบบุหรี่
  19. การดื่มแอลกอฮอล์จัด
  20. การได้รับรังสีในปริมาณสูงตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยสาว

อาการของมะเร็งเต้านม

ในระยะแรกมักมีอาการไม่ชัดเจน ต่อมาผู้ป่วยจะคลำได้ก้อนที่เต้านม (มักเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว ส่วนโอกาสที่จะเกิดทั้งสองข้างมีเพียง 5%) ก้อนที่เป็นมะเร็งเต้านมมักจะมีลักษณะแข็งและขรุขระ แต่อาจจะเป็นก้อนเรียบ ๆ ก็ได้ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด แต่จะมีเพียง 10% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่มีอาการปวดเต้านม

ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้แก่ หัวนมบุ๋ม (จากเดิมที่ปกติ) เต้านมใหญ่ขึ้นหรือรูปทรงของเต้านมผิดปกติไปจากเดิม ผิวหนังที่เต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม ผิวหนังที่เต้านมมีผื่น แดง ร้อน และขรุขระคล้ายผิวส้ม อาจมีแผลที่หัวนมและรอบหัวนม หรือมีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกจากหัวนม ในบางรายอาจคลำพบก้อนบริเวณรักแร้ และนาน ๆ ครั้งอาจพบมะเร็งเต้านมที่มีอาการบวมแดงคล้ายการอักเสบที่เต้านม

มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านม

ในบรรดาก้อนที่เต้านมจะมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ ซีสต์เต้านม, เนื้องอกเต้านม และมะเร็งเต้านม โดยผู้ที่เป็นซีสต์เต้านมมักจะมีอาการเจ็บที่ก้อน ซึ่งผิดกับกลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งมักจะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด จึงทำให้ “ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่าก้อนที่ไม่เจ็บคงไม่เป็นอะไร และปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งก้อนมะเร็งนั้นใหญ่โตขึ้นมากแล้วมารู้สึกเจ็บภายหลัง”

โรคมะเร็งเต้านมเกิดได้อย่างไร? มีปัจจัยเสี่ยงไหม?

มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านม

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในมะเร็งเต้านมของผู้ชาย แต่พบปัจจัยเสี่ยงในผู้หญิงได้แก่

  • อายุ เพราะพบโรคได้สูงขึ้นตามอายุที่สูงขึ้น
  • พันธุกรรม เพราะพบคนที่มีครอบครัวสายตรง (บิดา มารดา พี่ น้องท้องเดียวกัน) เป็นโรค มะเร็งเต้านมมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้สูงกว่า
  • เชื้อชาติ เพราะพบโรคในคนเชื้อชาติตะวันตกสูงกว่าเชื้อชาติเอเซีย
  • ประจำเดือน พบโรคสูงขึ้นเมื่อมีประจำเดือนเร็วกว่าอายุ 12 ปี
  • มีโรคก้อนเนื้อบางชนิดของเต้านม (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง ก้อนในเต้านม)
  • กินยาฮอร์โมนเพศหญิงเป็นประจำต่อเนื่อง
  • กินอาหารไขมันสูงต่อเนื่อง
  • โรคอ้วนที่เกิดหลังจากภาวะหมดประจำเดือนแล้ว
  • จากสูบบุหรี่

โรคมะเร็งเต้านมมีอาการอย่างไร?

อาการสำคัญของโรคมะเร็งเต้านมทั้งในผู้หญิงและในผู้ชายคือ คลำได้ก้อนเนื้อในเต้านม มักเกิดเพียงข้างเดียว (โอกาสเกิดสองข้างมีประมาณ 5%) แต่อาจพบจากมีแผลเรื้อรังที่หัวนม หรือมีน้ำนมผิดปกติโดยเฉพาะเป็นน้ำเลือด

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมทั้งในผู้หญิงและในผู้ชายได้จาก อาการ ประวัติการเจ็บ ป่วยในครอบครัว ประวัติกินยาต่างๆ การตรวจร่างกาย การตรวจคลำเต้านม การตรวจภาพรังสีเต้านม (แมมโมแกรม/mammogram) อาจร่วมกับตรวจอัลตราซาวด์ แต่ที่ให้ผลแน่นอนคือ เจาะ/ดูดเซลล์หรือตัดชิ้นเนื้อจากก้อนมะเร็งตรวจทางเซลล์วิทยาหรือทางพยาธิวิทยา

โรคมะเร็งเต้านมมีกี่ระยะ?

โรคมะเร็งเต้านมทั้งในผู้หญิงและในผู้ชายแบ่งเป็น 4 ระยะเช่นเดียวกับโรคมะเร็งทั่วไป โดยระยะศูนย์ยังไม่จัดเป็นโรคมะเร็งอย่างแท้จริงเพราะโรคยังไม่มีการรุกราน ซึ่งระยะต่างๆได้ แก่

ระยะ 0:ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดเล็ก ยังไม่มีการรุนรานเนื้อเยื่อ เซลล์มะเร็งอยู่เฉพาะในชั้นผิวของเนื้อเยื่อเต้านม ซึ่งโรคระยะนี้มีอัตรารอดที่ 5 ปีประมาณ 95 – 100%

ระยะที่ 1: ก้อนมะเร็งขนาดโตขึ้นและ/หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองรักแร้ด้านเดียวกับโรค แต่ในจำนวนน้อยต่อม ซึ่งโรคระยะนี้มีอัตรารอดที่ 5 ปีประมาณ 90 – 100%

ระยะที่ 2: ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดโตขึ้นและ/หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง แต่ยังจำนวนน้อยต่อม ซึ่งโรคระยะนี้มีอัตรารอดที่ 5 ปีประมาณ 85 – 90%

ระยะที่ 3: ก้อนมะเร็งโตมากขึ้น และ/หรือแตกเป็นแผล และ/หรือจับโยกไม่ได้เพราะก้อนเนื้อยึดติดกับกล้ามเนื้อหน้าอก และ/หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองรักแร้ในจำนวนมากขึ้น และ/หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองในช่องอก และ/หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองเหนือไหปลาร้าด้านเดียวกับโรค ซึ่งโรคระยะนี้มักมีอัตรารอดที่ 5 ปีประมาณ 65 – 70%

ระยะที่ 4: โรคแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต (เลือด) สู่อวัยวะอื่นๆที่พบบ่อยคือ ปอด กระดูก ตับ สมอง และไขกระดูก ซึ่งโรคระยะนี้มักไม่หายขาด ทั่วไปผู้ป่วยมักมีชีวิตอยู่ได้ประ มาณ 1 – 3 ปีขึ้นกับอวัยวะที่มีโรคแพร่กระจาย โดยอัตรารอดที่ 5 ปีประมาณ 0 – 20%

โรคมะเร็งเต้านมมีวิธีรักษาอย่างไร?

วิธีรักษาโรคมะเร็งมีหลายวิธี ที่สำคัญคือ ผ่าตัด รังสีรักษา ยาเคมีบำบัด ยาฮอร์โมน และยารักษาตรงเป้า (ทั้งฮอร์โมนและยารักษาตรงเป้าใช้รักษาเฉพาะผู้ป่วยซึ่งเซลล์มะเร็งเป็นชนิดตอบสนองต่อยา ซึ่งแพทย์ทราบได้จากการตรวจชิ้นเนื้อจากก้อนมะเร็งด้วยการตรวจทางพยาธิวิทยา)

loading...

แนวทางการรักษาโรคมะเร็งเต้านมมักใช้หลายวิธีร่วมกัน ทั้งนี้ขึ้นกับหลายปัจจัยเช่น ระยะโรค ผลชิ้นเนื้อภายหลังผ่าตัด อายุ สุขภาพผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์

ทั้งนี้ การผ่าตัดมีทั้งชนิดเก็บเต้านมไว้ (มักต้องรักษาร่วมกับรังสีรักษา) และผ่าตัดเต้านม ทั้งนี้ขึ้นกับหลายปัจจัยเช่น ระยะโรค ขนาดและตำแหน่งของก้อนเนื้อ ขนาดเต้านมผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์

อนึ่ง วิธีรักษามะเร็งเต้านมในผู้ชายเช่นเดียวกับในมะเร็งเต้านมในผู้หญิง

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งเต้านม

มีผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งเต้านมอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งเต้านมขึ้นกับวิธีรักษาได้แก่

  • การผ่าตัด เช่น การสูญเสียเนื้อเยื่อ การเสียเลือด แผลผ่าตัดติดเชื้อ และเสี่ยงต่อการดมยาสลบ
  • รังสีรักษา คือ ผลข้างเคียงต่อผิวหนังและต่อเต้านม (อ่านเพิ่มเติมในบทควเรื่อง การดูแลผิวหนังและผลข้างเคียงต่อผิวหนังบริเวณฉายรังสีรักษา และเรื่อง การดูแลตนเองเมื่อฉายรังสีเต้านม ) าม
  • ยาเคมีบำบัด คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง ภาวะซีด และการติดเชื้อจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากเคมีบำบัดและ/หรือรังสีรักษา: การดูแลตน เอง) และการมีเลือดออกได้ง่ายจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
  • ยาฮอร์โมน คือ ตกขาวโดยไม่มีการติดเชื้อ เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด (พบ ได้น้อย) มะเร็งเยื่อบุมดลูก (พบได้น้อยมากประมาณ 0.2 – 1.6 รายต่อผู้ใช้ยา 1,000 ราย) ปวดข้อ
  • ยารักษาตรงเป้า ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากยารักษาตรงเป้าคือ การเกิดสิวขึ้นทั่วตัวรวมทั้งใบหน้า และยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดภาวะเลือดออกได้ง่าย แผลติดยากเมื่อเกิดบาดแผล และอาจเป็นสาเหตุให้ผนังลำไส้ทะลุได้

อนึ่ง ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งทุกชนิดรวมทั้งโรคมะเร็งเต้านมขึ้นกับวิธีรักษา ซึ่งผลข้างเคียงจะสูงและรุนแรงขึ้นเมื่อ

  • ใช้หลายวิธีรักษาร่วมกัน
  • มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง • มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง
  • สูบบุหรี่
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ
  • ในผู้สูงอายุ

โรคมะเร็งเต้านมรักษาหายไหม?

โรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคที่การพยากรณ์โรคมีความรุนแรงปานกลาง มีโอกาสรักษาหายค่อนข้างสูงโรคหนึ่งเมื่อเป็นโรคในระยะต้นๆ ดังนั้นโอกาสรักษาหายของโรคมะเร็งเต้านมจึงขึ้น กับระยะโรค การตอบสนองต่อการใช้ยาฮอร์โมนเพศ อายุ และสุขภาพของผู้ป่วย ซึ่งการพยากรณ์ โรคจะคล้ายกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย

อัตรารอดที่ 5 ปีของโรคมะเร็งเต้านมในระยะต่างๆทั้งในผู้หญิงและในผู้ชายประมาณได้ดังนี้

  • ระยะ 0 ประมาณ 95 – 100%
  • ระยะ 1 ประมาณ 90 – 100%
  • ระยะ 2 ประมาณ 85 – 90%
  • ระยะ 3 ประมาณ 65 – 70%
  • ระยะ 4 ประมาณ 0 – 20%

มะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย

ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งและการดูแลผู้ป่วยมะเร็งในโรคมะเร็งทุกชนิดรวม ถึงมะเร็งเต้านม อ่านเพิ่มเติมใน การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งและการดูแลผู้ป่วยโรค มะเร็ง และในเรื่อง การดูแลตนเอง การดูแลผู้ป่วยเคมีบำบัด

มีวิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมไหม?

ปัจจุบันมีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงคือ การตรวจคลำเต้านมด้วยตนเอง ร่วมกับการตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง วิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเต้านม และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และเรื่อง การตรวจภาพรังสีเต้านม) ทั้งนี้ เพื่อให้พบโรคได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ

อนึ่ง เนื่องจากมะเร็งเต้านมในผู้ชายพบได้น้อยมาก จึงยังไม่มีการแนะนำให้ตรวจคัดกรอง มะเร็งเต้านมในผู้ชาย แพทย์เพียงแนะนำให้สังเกตตนเอง ซึ่งถ้าพบมีก้อนเนื้อผิดปกติหรือมีเลือดออกจากหัวนม ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล

โรคมะเร็งเต้านมป้องกันได้ไหม?

การป้องกันโรคมะเร็งเต้านมคือ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวที่หลีกเลี่ยงได้ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยง

เมื่อไรจึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจโรคมะเร็งเต้านม?

ในผู้หญิงและในผู้ชายเมื่อคลำพบก้อนในเต้านมหรือพบความผิดปกติของเต้านม ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลภายใน 1 – 2 สัปดาห์

แต่เมื่ออาการปกติในผู้หญิง ควรพบแพทย์เพื่อขอรับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่อายุ 50 ปีหรือที่อายุ 30 – 40 ปีเมื่อมีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคมะเร็งเต้านม

 

มะเร็งปากมดลูก

 

ขอบคุณที่มา
th.wikipedia.org
haamor.com

 

loading...

Related posts:

โปลิโอ ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาโรคโปลิโอ
การแท้งลูก ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาอาการแท้งบุตร
โรคขาดวิตามินเอ การรักษาโรคขาดวิตามินเอ (Vitamin A deficiency) & วิธีป้องกัน
กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นกล้ามเนื้อลายชนิดหนึ่งที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ (involuntary)
เชื้อราในปอด การติดเชื้อราในระบบทางเดินหายใจ ในไซนัส และในปอด
ต่อมน้ำลายอักเสบ ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและการรักษาโรคต่อมน้ําลาย 17 ข้อ
มดลูกอักเสบ มักพบบ่อยหลังจากคุณแม่คลอดลูกแล้วมีตกขาวผิดปกติ cervicitis
ปวดหู อาการปวดบริเวณหูข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างพร้อมกันหูอื้อ เจ็บแปลบๆ
Rating: 5.0. From 1 vote.
Please wait...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ