มะเร็งเต้านม ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาโรคมะเร็งเต้านม (Breast cancer)

 

Share This:

มะเร็งเต้านม ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาโรคมะเร็งเต้านม (Breast cancer)
Rate this post
loading...
loading...

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม (Breast cancer) เป็นโรคมะเร็งพบบ่อยของหญิงไทยและของผู้หญิงทั่วโลกโดยอยู่ในลำดับ 1 – 2 ของโรคมะเร็งในผู้หญิงทั้งหมด โดยคิดเป็นประมาณ 16% ของมะเร็งในผู้หญิงทั้งหมด ทั้งนี้เป็นโรคมะเร็งของผู้ใหญ่ พบได้สูงขึ้นตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป (ประ มาณ 5% พบในอายุต่ำกว่า 40 ปี) โดยผู้ชายพบน้อยกว่าผู้หญิงถึง 100 เท่า ซึ่งข้อมูลในโรค มะเร็งเต้านมของผู้ชายยังมีน้อยมากเนื่องจากพบโรคได้น้อย ทางการแพทย์จึงอนุโลมให้ดูแลรักษาเช่นเดียวกับโรคมะเร็งเต้านมของผู้หญิง

มะเร็งเต้านม สถิติการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงต่างกันในแต่ละเชื้อชาติและภูมิประเทศ มีรายงานพบได้

18 – 26 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คนในภูมิภาคเอเชีย 22 – 28 รายต่อประขากรหญิง 100,000 คนในภูมิภาคอัฟริกา 49 – 78 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คนในทวีปยุโรป ประมาณ 42 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คนในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ และประมาณ 90 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คนในอเมริกาเหนือ ส่วนในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. 2544 – 2546 รายงานมะเร็งเต้านมในหญิงไทย 20.9 รายต่อประชากรหญิงไทย 100,000 คนและในชายไทย 0.3 รายต่อประชากรชาย 100,000 คน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งเต้านม

สาเหตุของมะเร็งเต้านม

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม (โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมในผู้ชาย) โดยพบว่าร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยมีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ส่วนปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ในผู้หญิงมีอยู่หลายปัจจัย ได้แก่

  1. อายุที่มากขึ้น ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดต่อการเป็นมะเร็งเต้านม (สาเหตุรองลงมาคือ ข้อ 2-8 ส่วนข้ออื่น ๆ ถือเป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น) โดยจะพบผู้ป่วยเป็นโรคนี้ได้สูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึง 50-60%[3]
  2. เคยผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านม และพบว่าเป็นซีสต์เต้านมชนิดที่เริ่มผิดปกติ (Atypia)
  3. พันธุกรรม มีประวัติว่าคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ (มารดาหรือพี่น้องท้องเดียวกัน) จะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้สูงกว่า (ถ้ามีญาติเป็นมะเร็งเต้านมก่อนวัยหมดประจำเดือน ยิ่งมากคนก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้มากขึ้น)
  4. เชื้อชาติ โดยพบโรคนี้ในคนเชื้อชาติตะวันตกมากกว่าเชื้อชาติเอเชีย
  5. มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างใดข้างหนึ่งจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่อีกข้างหนึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 3-4 เท่า
  6. มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากมะเร็งรังไข่มีความเกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้
  7. มีโรคก้อนเนื้อบางชนิดของเต้านม
  8. การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
  9. การเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากพบโรคนี้ได้สูงขึ้นในหญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี
  10. การมีภาวะหมดประจำเดือนช้า หรือหมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี
  11. การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดตั้งแต่อายุยังน้อยและใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน (เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ก่อนวัยหมดประจำเดือน)
  12. การมีลูกคนแรกหลังอายุ 30 ปี[1]
  13. การไม่มีลูกหรือมีลูกยาก[3]
  14. การใช้ยากลุ่มฮอร์โมนทดแทนหลังวัยหมดประจำเดือนนานเกิน 4 ปี[1] (ส่วนอีกข้อมูลว่านานเกิน 10 ปี[3])
  15. มีภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือภาวะอ้วนที่เกิดภายหลังวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว[2] เพราะถึงแม้ว่ารังไข่จะหยุดการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว แต่ก็พบว่ายังมีปริมาณฮอร์โมนอยู่ในระดับต่ำที่ถูกสร้างจากเนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย ดังนั้นถ้าหากมีภาวะอ้วนก็จะทำให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงขึ้น จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยง ส่วนภาวะอ้วนในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนนั้นจะไม่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยง แต่กลับกันความอ้วนอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งเต้านมในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนได้อีกด้วย[4]
  16. ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  17. การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงอย่างต่อเนื่อง
  18. การสูบบุหรี่
  19. การดื่มแอลกอฮอล์จัด
  20. การได้รับรังสีในปริมาณสูงตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยสาว

อาการของมะเร็งเต้านม

ในระยะแรกมักมีอาการไม่ชัดเจน ต่อมาผู้ป่วยจะคลำได้ก้อนที่เต้านม (มักเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว ส่วนโอกาสที่จะเกิดทั้งสองข้างมีเพียง 5%) ก้อนที่เป็นมะเร็งเต้านมมักจะมีลักษณะแข็งและขรุขระ แต่อาจจะเป็นก้อนเรียบ ๆ ก็ได้ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด แต่จะมีเพียง 10% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่มีอาการปวดเต้านม

ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้แก่ หัวนมบุ๋ม (จากเดิมที่ปกติ) เต้านมใหญ่ขึ้นหรือรูปทรงของเต้านมผิดปกติไปจากเดิม ผิวหนังที่เต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม ผิวหนังที่เต้านมมีผื่น แดง ร้อน และขรุขระคล้ายผิวส้ม อาจมีแผลที่หัวนมและรอบหัวนม หรือมีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกจากหัวนม ในบางรายอาจคลำพบก้อนบริเวณรักแร้ และนาน ๆ ครั้งอาจพบมะเร็งเต้านมที่มีอาการบวมแดงคล้ายการอักเสบที่เต้านม

มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านม

ในบรรดาก้อนที่เต้านมจะมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ ซีสต์เต้านม, เนื้องอกเต้านม และมะเร็งเต้านม โดยผู้ที่เป็นซีสต์เต้านมมักจะมีอาการเจ็บที่ก้อน ซึ่งผิดกับกลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งมักจะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด จึงทำให้ “ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่าก้อนที่ไม่เจ็บคงไม่เป็นอะไร และปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งก้อนมะเร็งนั้นใหญ่โตขึ้นมากแล้วมารู้สึกเจ็บภายหลัง”

โรคมะเร็งเต้านมเกิดได้อย่างไร? มีปัจจัยเสี่ยงไหม?

มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านม

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในมะเร็งเต้านมของผู้ชาย แต่พบปัจจัยเสี่ยงในผู้หญิงได้แก่

  • อายุ เพราะพบโรคได้สูงขึ้นตามอายุที่สูงขึ้น
  • พันธุกรรม เพราะพบคนที่มีครอบครัวสายตรง (บิดา มารดา พี่ น้องท้องเดียวกัน) เป็นโรค มะเร็งเต้านมมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้สูงกว่า
  • เชื้อชาติ เพราะพบโรคในคนเชื้อชาติตะวันตกสูงกว่าเชื้อชาติเอเซีย
  • ประจำเดือน พบโรคสูงขึ้นเมื่อมีประจำเดือนเร็วกว่าอายุ 12 ปี
  • มีโรคก้อนเนื้อบางชนิดของเต้านม (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง ก้อนในเต้านม)
  • กินยาฮอร์โมนเพศหญิงเป็นประจำต่อเนื่อง
  • กินอาหารไขมันสูงต่อเนื่อง
  • โรคอ้วนที่เกิดหลังจากภาวะหมดประจำเดือนแล้ว
  • จากสูบบุหรี่

โรคมะเร็งเต้านมมีอาการอย่างไร?

อาการสำคัญของโรคมะเร็งเต้านมทั้งในผู้หญิงและในผู้ชายคือ คลำได้ก้อนเนื้อในเต้านม มักเกิดเพียงข้างเดียว (โอกาสเกิดสองข้างมีประมาณ 5%) แต่อาจพบจากมีแผลเรื้อรังที่หัวนม หรือมีน้ำนมผิดปกติโดยเฉพาะเป็นน้ำเลือด

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมทั้งในผู้หญิงและในผู้ชายได้จาก อาการ ประวัติการเจ็บ ป่วยในครอบครัว ประวัติกินยาต่างๆ การตรวจร่างกาย การตรวจคลำเต้านม การตรวจภาพรังสีเต้านม (แมมโมแกรม/mammogram) อาจร่วมกับตรวจอัลตราซาวด์ แต่ที่ให้ผลแน่นอนคือ เจาะ/ดูดเซลล์หรือตัดชิ้นเนื้อจากก้อนมะเร็งตรวจทางเซลล์วิทยาหรือทางพยาธิวิทยา

โรคมะเร็งเต้านมมีกี่ระยะ?

โรคมะเร็งเต้านมทั้งในผู้หญิงและในผู้ชายแบ่งเป็น 4 ระยะเช่นเดียวกับโรคมะเร็งทั่วไป โดยระยะศูนย์ยังไม่จัดเป็นโรคมะเร็งอย่างแท้จริงเพราะโรคยังไม่มีการรุกราน ซึ่งระยะต่างๆได้ แก่

ระยะ 0:ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดเล็ก ยังไม่มีการรุนรานเนื้อเยื่อ เซลล์มะเร็งอยู่เฉพาะในชั้นผิวของเนื้อเยื่อเต้านม ซึ่งโรคระยะนี้มีอัตรารอดที่ 5 ปีประมาณ 95 – 100%

ระยะที่ 1: ก้อนมะเร็งขนาดโตขึ้นและ/หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองรักแร้ด้านเดียวกับโรค แต่ในจำนวนน้อยต่อม ซึ่งโรคระยะนี้มีอัตรารอดที่ 5 ปีประมาณ 90 – 100%

ระยะที่ 2: ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดโตขึ้นและ/หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง แต่ยังจำนวนน้อยต่อม ซึ่งโรคระยะนี้มีอัตรารอดที่ 5 ปีประมาณ 85 – 90%

ระยะที่ 3: ก้อนมะเร็งโตมากขึ้น และ/หรือแตกเป็นแผล และ/หรือจับโยกไม่ได้เพราะก้อนเนื้อยึดติดกับกล้ามเนื้อหน้าอก และ/หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองรักแร้ในจำนวนมากขึ้น และ/หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองในช่องอก และ/หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองเหนือไหปลาร้าด้านเดียวกับโรค ซึ่งโรคระยะนี้มักมีอัตรารอดที่ 5 ปีประมาณ 65 – 70%

ระยะที่ 4: โรคแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต (เลือด) สู่อวัยวะอื่นๆที่พบบ่อยคือ ปอด กระดูก ตับ สมอง และไขกระดูก ซึ่งโรคระยะนี้มักไม่หายขาด ทั่วไปผู้ป่วยมักมีชีวิตอยู่ได้ประ มาณ 1 – 3 ปีขึ้นกับอวัยวะที่มีโรคแพร่กระจาย โดยอัตรารอดที่ 5 ปีประมาณ 0 – 20%

โรคมะเร็งเต้านมมีวิธีรักษาอย่างไร?

วิธีรักษาโรคมะเร็งมีหลายวิธี ที่สำคัญคือ ผ่าตัด รังสีรักษา ยาเคมีบำบัด ยาฮอร์โมน และยารักษาตรงเป้า (ทั้งฮอร์โมนและยารักษาตรงเป้าใช้รักษาเฉพาะผู้ป่วยซึ่งเซลล์มะเร็งเป็นชนิดตอบสนองต่อยา ซึ่งแพทย์ทราบได้จากการตรวจชิ้นเนื้อจากก้อนมะเร็งด้วยการตรวจทางพยาธิวิทยา)

loading...
loading...

แนวทางการรักษาโรคมะเร็งเต้านมมักใช้หลายวิธีร่วมกัน ทั้งนี้ขึ้นกับหลายปัจจัยเช่น ระยะโรค ผลชิ้นเนื้อภายหลังผ่าตัด อายุ สุขภาพผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์

ทั้งนี้ การผ่าตัดมีทั้งชนิดเก็บเต้านมไว้ (มักต้องรักษาร่วมกับรังสีรักษา) และผ่าตัดเต้านม ทั้งนี้ขึ้นกับหลายปัจจัยเช่น ระยะโรค ขนาดและตำแหน่งของก้อนเนื้อ ขนาดเต้านมผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์

อนึ่ง วิธีรักษามะเร็งเต้านมในผู้ชายเช่นเดียวกับในมะเร็งเต้านมในผู้หญิง

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งเต้านม

มีผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งเต้านมอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งเต้านมขึ้นกับวิธีรักษาได้แก่

  • การผ่าตัด เช่น การสูญเสียเนื้อเยื่อ การเสียเลือด แผลผ่าตัดติดเชื้อ และเสี่ยงต่อการดมยาสลบ
  • รังสีรักษา คือ ผลข้างเคียงต่อผิวหนังและต่อเต้านม (อ่านเพิ่มเติมในบทควเรื่อง การดูแลผิวหนังและผลข้างเคียงต่อผิวหนังบริเวณฉายรังสีรักษา และเรื่อง การดูแลตนเองเมื่อฉายรังสีเต้านม ) าม
  • ยาเคมีบำบัด คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง ภาวะซีด และการติดเชื้อจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากเคมีบำบัดและ/หรือรังสีรักษา: การดูแลตน เอง) และการมีเลือดออกได้ง่ายจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
  • ยาฮอร์โมน คือ ตกขาวโดยไม่มีการติดเชื้อ เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด (พบ ได้น้อย) มะเร็งเยื่อบุมดลูก (พบได้น้อยมากประมาณ 0.2 – 1.6 รายต่อผู้ใช้ยา 1,000 ราย) ปวดข้อ
  • ยารักษาตรงเป้า ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากยารักษาตรงเป้าคือ การเกิดสิวขึ้นทั่วตัวรวมทั้งใบหน้า และยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดภาวะเลือดออกได้ง่าย แผลติดยากเมื่อเกิดบาดแผล และอาจเป็นสาเหตุให้ผนังลำไส้ทะลุได้

อนึ่ง ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งทุกชนิดรวมทั้งโรคมะเร็งเต้านมขึ้นกับวิธีรักษา ซึ่งผลข้างเคียงจะสูงและรุนแรงขึ้นเมื่อ

  • ใช้หลายวิธีรักษาร่วมกัน
  • มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง • มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง
  • สูบบุหรี่
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ
  • ในผู้สูงอายุ

โรคมะเร็งเต้านมรักษาหายไหม?

โรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคที่การพยากรณ์โรคมีความรุนแรงปานกลาง มีโอกาสรักษาหายค่อนข้างสูงโรคหนึ่งเมื่อเป็นโรคในระยะต้นๆ ดังนั้นโอกาสรักษาหายของโรคมะเร็งเต้านมจึงขึ้น กับระยะโรค การตอบสนองต่อการใช้ยาฮอร์โมนเพศ อายุ และสุขภาพของผู้ป่วย ซึ่งการพยากรณ์ โรคจะคล้ายกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย

อัตรารอดที่ 5 ปีของโรคมะเร็งเต้านมในระยะต่างๆทั้งในผู้หญิงและในผู้ชายประมาณได้ดังนี้

  • ระยะ 0 ประมาณ 95 – 100%
  • ระยะ 1 ประมาณ 90 – 100%
  • ระยะ 2 ประมาณ 85 – 90%
  • ระยะ 3 ประมาณ 65 – 70%
  • ระยะ 4 ประมาณ 0 – 20%

มะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย

ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งและการดูแลผู้ป่วยมะเร็งในโรคมะเร็งทุกชนิดรวม ถึงมะเร็งเต้านม อ่านเพิ่มเติมใน การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งและการดูแลผู้ป่วยโรค มะเร็ง และในเรื่อง การดูแลตนเอง การดูแลผู้ป่วยเคมีบำบัด

มีวิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมไหม?

ปัจจุบันมีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงคือ การตรวจคลำเต้านมด้วยตนเอง ร่วมกับการตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง วิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเต้านม และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และเรื่อง การตรวจภาพรังสีเต้านม) ทั้งนี้ เพื่อให้พบโรคได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ

อนึ่ง เนื่องจากมะเร็งเต้านมในผู้ชายพบได้น้อยมาก จึงยังไม่มีการแนะนำให้ตรวจคัดกรอง มะเร็งเต้านมในผู้ชาย แพทย์เพียงแนะนำให้สังเกตตนเอง ซึ่งถ้าพบมีก้อนเนื้อผิดปกติหรือมีเลือดออกจากหัวนม ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล

โรคมะเร็งเต้านมป้องกันได้ไหม?

การป้องกันโรคมะเร็งเต้านมคือ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวที่หลีกเลี่ยงได้ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยง

เมื่อไรจึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจโรคมะเร็งเต้านม?

ในผู้หญิงและในผู้ชายเมื่อคลำพบก้อนในเต้านมหรือพบความผิดปกติของเต้านม ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลภายใน 1 – 2 สัปดาห์

แต่เมื่ออาการปกติในผู้หญิง ควรพบแพทย์เพื่อขอรับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่อายุ 50 ปีหรือที่อายุ 30 – 40 ปีเมื่อมีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคมะเร็งเต้านม

 

มะเร็งปากมดลูก

 

ขอบคุณที่มา
th.wikipedia.org
haamor.com

 

loading...
loading...

Related posts:

มะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก โรคอาการและการรักษา
ท้องนอกมดลูก ลักษณะอาการ สาเหตุและการตั้งครรภ์นอกมดลูก
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ลักษณะอาการสาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรค
โรคหลอดเลือดสมอง ลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษา 28 วิธี stroke
ตาบอดสี ลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษาโรค 32 วิธี colour blindness
เส้นเลือดขอด ลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษา 40 วิธี เส้นเลือดฝอยที่ขา
สังคัง โรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณโคนขาหนีบ Tinea Cruris
ปวดท้องน้อย ปวดอุ้งเชิงกราน หรือปวดบริเวณกระดูกเชิงกราน (Pelvic pain)
No votes yet.
Please wait...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ