ยาแก้ปวดท้อง ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและการใช้ยารักษาการคลื่นไส้ 18 วิธี

Share This:

ยาแก้ปวดท้อง ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและการใช้ยารักษาการคลื่นไส้ 18 วิธี
5 (100%) 1 vote

ยาแก้ปวดท้อง

ยาแก้ปวดท้อง เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มรู้สึกปวดท้อง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คุณจะทำเป็นลืมๆ มันไปและหันมาใช้ชีวิตประจำวันของคุณได้อย่างปกติ และไม่ว่าคุณจะปวดท้องจากสาเหตุใดก็ตามยังไงคุณก็อยากให้อาการนี้มันหายไปเร็วๆ ใช่ไหมล่ะ ถ้าอาการปวดท้องแบบนี้มันกวนใจคุณอยู่ล่ะก็ให้ลองทำตามวิธีเหล่านี้ดูแล้วคุณจะหายจากอาการนี้เป็นปลิดทิ้ง  ในที่นี้หมายถึง ยาที่ลดอาการปวดท้องที่มีลักษณะบิดเกร็ง/ปวดบีบ (Colicky pain) จากโรคในระบบทางเดินอาหาร

ยาแก้ปวดท้อง
ยาแก้ปวดท้อง

ยาแก้ปวดท้อง อาการคลื่นไส้มักจะมาพร้อมกับการอาเจียนซึ่งจะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้และถ้าหากร่างกายคุณขาดน้ำมากๆ อาการคลื่นไส้นั้นจะอยู่นานมากขึ้นและมีความรุนแรงมากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นจะดีที่สุดถ้าคุณดื่มน้ำ 2-4 ออนซ์ทุก 15 นาทีเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายของคุณเกิดอาการขาดน้ำ

  • ลองหาเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬามาช่วยเติมโซเดียมและโพแทสเซียมให้กับร่างกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและสามารถต่อสู้กับอาการป่วยต่างได้
  • ดื่มชาเปเปอร์มินต์ ชาคาโมมายล์หรือน้ำขิงผสมน้ำผึ้งเนื่องจากสมุนไพรเหล่านี้มีสรรพคุณในการลดอาการคลื่นไส้ได้เป็นอย่างดี

 

มีข้อห้ามใช้ยาแก้ปวดท้องอย่างไร?

มีข้อห้ามใช้ยาแก้ปวดท้องเช่น

  1. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานั้นๆ
  2. ห้ามใช้ยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกในผู้ป่วยโรคต้อหินมุมปิด, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ยกเว้นใช้เพื่อลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาต้านเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส/Cholinesterase inhibitors/ยาต้านเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ), ผู้ป่วยลำไส้อุดตัน, ทางเดินปัสสาวะอุดตัน, หลอดอาหารอักเสบจากโรคกรดไหลย้อน, ลำไส้อืดเป็นอัมพาต (ลำไส้ไม่บีบตัว), กระเพาะ อาหารส่วนปลายตีบ, โรคหืด, ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ, โรคความดันโลหิตสูง, โรคต่อมไท รอยด์เป็นพิษ, โรคตับ หรือโรคไต
  3. ห้ามใช้ยามีบีเวอรีนในผู้ที่มีลำไส้อืดเป็นอัมพาตหรือเป็นโรคตับขั้นรุนแรง

 

มีข้อควรระวังการใช้ยาแก้ปวดท้องอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาแก้ปวดท้องเช่น

  1. ระวังการใช้ยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยในกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) เพราะเป็นกลุ่มที่เกิดผลข้างเคียงจากยาแก้ปวดท้องได้ง่าย
  2. ระวังการใช้ยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกในผู้ที่ท้องร่วง/ท้องเสีย เพราะไม่มีประโยชน์แน่ชัดว่าช่วยบรรเทาอาการปวดท้องจากท้องเสียได้และอาจเพิ่มปริมาณของแบคทีเรียก่อโรคได้ด้วย
  3. ไม่ควรใช้ยาอะโทรปีนเป็นยาแก้ปวดเกร็ง/ปวดบีบช่องท้อง เพราะอาจได้รับผลข้างเคียงจากยามากกว่าประโยชน์ ยกเว้นการใช้ยานี้เพื่อบรรเทาอาการท้องร่วงจากยาไอริโนทีแคน (Irinotacan) ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนลำไส้ตรง) ระยะแพร่กระจาย (Metastatic colorectal cancer)
  4. ระวังการใช้ยาไฮออสซีนในผู้ป่วยโรคพอร์ฟีเรีย (Porphyria, โรคทางพันธุกรรมที่พบได้น้อย จากมีความผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือดแดง)

ปวดท้องบอกอะไร

เราทุกคนต่างก็ต้องเคยผ่านประสบการณ์ปวดหรือแน่นบริเวณช่องท้องกันมาแล้ว ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อาจเป็นการปวดแน่น ปวดเกร็ง ปวดบีบ หรือปวดเบา ๆ อาการปวดท้องเหล่านี้ ส่งสัญญาณที่บอกถึงปัญหาสุขภาพได้หลายประการ ซึ่ง นพ. สิริวัฒน์ อนันตพันธุ์พงศ์ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ อธิบายว่าโดยทั่วไปแล้วอาการปวดท้องสามารถแบ่งตามบริเวณที่ปวดได้เป็น 2 ส่วน คือ

  • วดท้องส่วนบน เป็นการปวดบริเวณเหนือสะดือซึ่งเกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหาร ตับ ถุงน้ำดี ม้าม ตับอ่อน
  • ปวดท้องส่วนล่าง เป็นการปวดบริเวณต่ำกว่าสะดือซึ่งจะเกี่ยวข้องกับลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ไส้ติ่ง ไต มดลูกและปีกมดลูก เป็นต้น “เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องเราต้องถามก่อนว่าปวดตรงไหน หรือเริ่มปวดจากตรงไหนก่อนเพื่อจะบอกได้ว่าเกี่ยวข้องกับอวัยวะส่วนใด จากนั้นแพทย์จะต้องวินิจฉัยอย่างรวดเร็วว่าเป็นการปวดจากสาเหตุใดเพื่อให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที”

ทั้งนี้สาเหตุของการปวดท้องเกิดได้จาก 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

  1. ปวดท้องจากโรคทางศัลยกรรม เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้รั่ว ลำไส้อุดตัน เยื่อบุช่องท้องหรือเยื่อบุลำไส้อักเสบเฉียบพลัน มะเร็งลำไส้ หรืออาจเกิดจากนิ่ว ซึ่งโรคเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยศัลยกรรมผ่าตัดหรือศัลยกรรมส่องกล้องเท่านั้น
  2. ปวดท้องจากโรคทางอายุรกรรม เช่น โรคกระเพาะอาหาร ท้องอืด มีลมในกระเพาะอาหาร ท้องผูกเรื้อรัง โรคเกี่ยวกับตับ โรคติดเชื้อในระบบลำไส้ เป็นต้น

 

ปวดแบบไหนที่ใช่โรคกระเพาะ

สำหรับอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารนั้น ผู้ป่วยจะปวดจุก แสบ แน่นบริเวณเหนือสะดือกลางท้องหรือบริเวณลิ้นปี่ โดยอาจเป็นได้ทั้งการปวดแบบเฉียบพลันและปวดแบบเรื้อรัง

ปวดท้องเฉียบพลัน เป็นการปวดรุนแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนซึ่งแพทย์ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดจากโรคอื่น ๆ นอกเหนือ จากกระเพาะก็ได้ เช่น นิ่วในถุงน้ำดี หรือตับอ่อนอักเสบ

ปวดท้องเรื้อรัง เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด นั่นคือปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ มาไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน เป็นการปวดท้องที่เกี่ยวข้องกับมื้ออาหาร เช่น ปวดขณะหิวหรืออิ่ม แต่เป็นการปวดแบบทนได้ และเมื่อรับประทานยาลดกรดหรืออาหารแล้วมีอาการดีขึ้น

โรคในกระเพาะอาหารที่เกี่ยวข้องกับการปวดแบบเรื้อรังนั้น นพ. สิริวัฒน์อธิบายเพิ่มเติมว่าสามารถแบ่งออกได้เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของ กระเพาะอาหาร เช่น เป็นแผลในกระเพาะ เป็นแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น กระเพาะอาหารอักเสบ หรือมะเร็งในกระเพาะอาหาร ซึ่งอัตราการเกิดโรคเหล่านี้มีประมาณร้อยละ 20 – 25 ของผู้ป่วยโรคกระเพาะเรื้อรัง

นอกจากนี้ โรคกระเพาะอาหารยังเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีความผิดปกติทางกายภาพภายในกระเพาะเลย แต่เป็นการเกิดเนื่องจากการทำงานผิดปกติ เช่น การบีบตัวของกระเพาะกับลำไส้ไม่ประสานกัน หรือจากสภาพกรดในกระเพาะที่มากเกินไปแต่ไม่ทำให้เกิดแผล ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากถึงร้อยละ 70 – 75 ต้องมาพบแพทย์

อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติในกระเพาะอาหารที่เกิดจากกรดนั้น ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมีอาการปวดท้องเสมอไป “ผู้ป่วยหลายรายมาเพราะอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ ซึ่งเป็นผลมาจากแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากกรดเกิน หรือมีอาการแสบแน่นที่หน้าอกเนื่องจากกรดไหลย้อนทำให้หลอดอาหารอักเสบ หรือไอเพราะอักเสบขึ้นมาถึงคออาการเหล่านี้เป็นเรื่องของกระเพาะอาหารทั้งสิ้น” นพ. สิริวัฒน์ อธิบาย

 

การรักษา และป้องกัน

โรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อ H. Pylori นั้น แพทย์จะรักษาโดยการให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารเพื่อให้กรดลดลง และกระเพาะอาหารสามารถสมานแผลได้ดีขึ้น รวมถึงพิจารณาให้ยาในกลุ่มที่ใช้ป้องกันเนื้อเยื่อของกระเพาะอาหารร่วมด้วยส่วนโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ H. Pylori รักษาให้หายขาดได้โดยการรับประทานยาประมาณ 2 สัปดาห์

สำหรับโรคกระเพาะอาการที่เกิดจากการทำงานผิดปกติ อาจต้องรักษา โดยยาอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า Prokinetic ซึ่งเป็นยาที่ช่วยให้การเคลื่อนตัว ของกระเพาะกับลำไส้ หรือกระเพาะกับหลอดอาหารทำงานประสานกันได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ โรคกระเพาะอาหารไม่ถือเป็นโรคอันตราย แต่หากปล่อยไว้จนเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารกระเพาะทะลุ และกระเพาะอุดตัน ก็อาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น นพ. สิริวัฒน์ มีคำแนะนำว่า ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาดในปริมาณไม่มากไม่น้อยเกินไป และให้เป็นเวลาไม่รับประทานอาหารรสจัด ควบคุมความเครียด ละเว้น แอลกอฮอล์ กาแฟ รวมถึงไม่รับประทานยาโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาที่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร หากทำได้เช่นนี้ โรคกระเพาะอาหารก็ไม่ใช่โรคใกล้ตัวคุณอย่างแน่นอน

ปวดแบบไหนที่รอไม่ได้

ถ้าคุณมีอาการปวดท้องแบบเป็นๆ หายๆ เกิน 4 สัปดาห์ควรมาพบแพทย์ แต่ถ้าหากมีอาการปวดท้องร่วมกับสัญญาณเตือนต่อไปนี้ต้องรีบพบแพทย์ทันที

  • ปวดท้องโดยมีอาเจียนร่วมด้วย
  • ปวดท้องเปลี่ยนรูปแบบ เช่น จากที่เคยปวดแสบกลายเป็นปวดบีบ ปวดเกร็ง ปวดรุนแรงขึ้น
  • มีภาวะโลหิตจาง อาจเกิดจากการเสียเลือดในกระเพาะอาหาร
  • ตาเหลือง
  • มีไข้เรื้อรัง 37.5 – 38 องศาตลอดเวลา
  • น้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ภายใน 1 – 2 เดือน
  • รับประทานยาลดกรดด้วยตัวเองแล้ว1 – 2 สัปดาห์แต่ไม่ดีขึ้น ยังปวดท้องอยู่หรือมีอาการอื่นเพิ่มเติม

การใช้ยาแก้ปวดท้องในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรเป็นอย่างไร?

การใช้ยาแก้ปวดท้องในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรเป็นดังนี้เช่น

  1. หญิงตั้งครรภ์ควรใช้ยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกเมื่อจำเป็นเท่านั้น หากได้รับยาอะโทรปีนต้องวัดอัตราการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์เสมอ ยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกที่แพทย์อาจเลือกใช้เป็นตัวเลือกแรกในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรคือ ยาเม็ดไฮออสซีน เพราะพบว่ายานี้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยมาก
  2. ยาแก้ปวดท้อง/ปวดแบบเกร็ง/ปวดบีบอื่นๆยังไม่มีการศึกษาเพียงพอในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรดังนั้นควรใช้เมื่อจำเป็นตามแพทย์ผู้รักษาสั่งเท่านั้น
  3. ห้ามใช้ยาไดไซโคลมีนในหญิงให้นมบุตรเพราะอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์

 

การใช้ยาแก้ปวดท้องในผู้สูงอายุควรเป็นอย่างไร?

ผู้สูงอายุเป็นวัยที่มียาต้องใช้หลายชนิด เนื่องจากอาจมีโรคประจำตัวที่ตรงกับข้อห้ามใช้ของยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกอยู่แล้ว นอกจากนั้น ควรระวังระวังการใช้ยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกตัวต่างๆร่วมกัน เพราะยากลุ่มนี้มีหลายชนิดและหลายข้อบ่งใช้ ตัวอย่างยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกอื่นที่ผู้สูงอายุอาจใช้อยู่แล้วเช่น เบนซ์โทรปีน (Benztropine) ที่ใช้รักษาโรคพาร์กินสัน เป็นต้น ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มต้านฤทธิ์มัสคารินิกนี้ร่วมกันหลายชนิดอาจทำให้ผลข้างเคียงที่เกิดจากยาเพิ่ม ขึ้นจนเกิดอันตรายได้

การใช้ยาแก้ปวดท้องในเด็กควรเป็นอย่างไร?

การใช้ยาแก้ปวดท้องในเด็กควรเป็นดังนี้เช่น

  1. ไม่ควรใช้ยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกในเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี ควรใช้เมื่อจำเป็นตามแพทย์สั่งเท่านั้น และต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากยา
  2. ห้ามใช้ยาไดไซโคลมีนในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนเนื่องจากมีผลข้างเคียงรุนแรงเช่น ชัก หมดสติกล้ามเนื้ออ่อนแรง การหายใจผิดปกติ เป็นต้น

 

การใช้ยาแก้ปวดท้องในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรเป็นอย่างไร?

การใช้ยาแก้ปวดท้องในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรเป็นดังนี้เช่น

  1. หญิงตั้งครรภ์ควรใช้ยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกเมื่อจำเป็นเท่านั้น หากได้รับยาอะโทรปีนต้องวัดอัตราการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์เสมอ ยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกที่แพทย์อาจเลือกใช้เป็นตัวเลือกแรกในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรคือ ยาเม็ดไฮออสซีน เพราะพบว่ายานี้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยมาก
  2. ยาแก้ปวดท้อง/ปวดแบบเกร็ง/ปวดบีบอื่นๆยังไม่มีการศึกษาเพียงพอในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรดังนั้นควรใช้เมื่อจำเป็นตามแพทย์ผู้รักษาสั่งเท่านั้น
  3. ห้ามใช้ยาไดไซโคลมีนในหญิงให้นมบุตรเพราะอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์

 

การใช้ยาแก้ปวดท้องในผู้สูงอายุควรเป็นอย่างไร?

ผู้สูงอายุเป็นวัยที่มียาต้องใช้หลายชนิด เนื่องจากอาจมีโรคประจำตัวที่ตรงกับข้อห้ามใช้ของยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกอยู่แล้ว นอกจากนั้น ควรระวังระวังการใช้ยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกตัวต่างๆร่วมกัน เพราะยากลุ่มนี้มีหลายชนิดและหลายข้อบ่งใช้ ตัวอย่างยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกอื่นที่ผู้สูงอายุอาจใช้อยู่แล้วเช่น เบนซ์โทรปีน (Benztropine) ที่ใช้รักษาโรคพาร์กินสัน เป็นต้น ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มต้านฤทธิ์มัสคารินิกนี้ร่วมกันหลายชนิดอาจทำให้ผลข้างเคียงที่เกิดจากยาเพิ่ม ขึ้นจนเกิดอันตรายได้

การใช้ยาแก้ปวดท้องในเด็กควรเป็นอย่างไร?

การใช้ยาแก้ปวดท้องในเด็กควรเป็นดังนี้เช่น

  1. ไม่ควรใช้ยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกในเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี ควรใช้เมื่อจำเป็นตามแพทย์สั่งเท่านั้น และต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากยา
  2. ห้ามใช้ยาไดไซโคลมีนในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนเนื่องจากมีผลข้างเคียงรุนแรงเช่น ชัก หมดสติกล้ามเนื้ออ่อนแรง การหายใจผิดปกติ เป็นต้น

 

อาการไม่พึงประสงค์จากยาแก้ปวดท้องเป็นอย่างไร?

อาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) จากยาแก้ปวดท้องมีได้หลากหลายอาการมาก ขึ้น กับแต่ละตัวยา ดังนั้นการใช้ยาแก้ปวดท้อง จึงควรต้องเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์หรือของเภสัชกร และก่อนใช้ยาควรอ่านเอกสารกำกับยาให้เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจหรือมีข้อสงสัยควรต้องสอบถามเภสัชกรหรือแพทย์ผู้รักษา

ในที่นี้ขอยกตัวอย่างอาการไม่พึงประสงค์จากยาแก้ปวดท้องกลุ่มยาต้านฤทธิ์มัสคารินิก ดังนี้เช่น

การใช้ยาต้านฤทธิ์มัสคารินิกอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่น กระสับกระส่าย ประสาทหลอน ความดันในลูกตาเพิ่มเนื่องจากรูม่านตาขยาย ผิวแห้งเพราะเหงื่อไม่ออก/ออกน้อย หัวใจ เต้นช้าชั่วขณะ (ตามด้วยอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ) ปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก/ปัสสาวะขัด

ข้อควรจำ

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด(รวมยาแก้ปวดท้องด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน