ลางสาด รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของลางสาด Langsat

 

Share This:

ลางสาด รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของลางสาด Langsat
5 (100%) 1 vote
loading...

ลางสาด

ลางสาด ชื่อสามัญ Langsat (ลานสาท), Lancet (ลานเสท), Langsium (ลานเซียม)

 Lansium parasiticum (Osbeck) K.C.Sahni & Bennet (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Aglaia domestica (Corrêa) Pellegr., Lansium domesticum Corrêa)[1],[2],[3] จัดอยู่ในวงศ์กระท้อน (MELIACEAE)  ลางสาดนั้นเชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากบริเวณหมู่เกาะมลายู อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และภาคใต้ของไทย มีหลายชื่อ อาทิ ลังสาด, ดูกู โดยชื่อ “ลางสาด” หรือ “ลังสาด” นั้นมาจากภาษามาเลย์ว่า “langsat”, ชื่อ “ดูกู” มาจากภาษาอินโดนีเซียว่า “duku” และชื่อ “ลองกอง” มาจากภาษายาวีว่า “ดอกอง”

 จัดเป็นไม้ผลเมืองร้อน(ร้อนชื้น) จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบเป็นใบรวม มีใบย่อยเป็นแบบขนนกออกสลับกัน ลักษณะใบลางสาดจะบางกว่าและหยักเป็นคลื่นน้อยกว่าลองกอง (ร่องใบตื้นกว่า) ดอกออกเป็นพวงสีเหลือง ผลสีเหลืองอ่อนรูปร่างกลมหรือรูปไข่ ผลจะออกตามลำต้นหรือกิ่งที่แก่ เปลือกผลบางมีขนนิ่ม มียางสีขาว เนื้อหุ้มเมล็ด มีลักษณะใส ในหนึ่งผลมีประมาณ 5 เมล็ด ลักษณะอื่นๆ ใกล้เคียงกับลองกอง ควรปลูกลางสาดในพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้นและมีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดปี ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด หรือกิ่งตอน การทาบกิ่งหรือต่อกิ่ง และติดตา

เป็นพืชพื้นเมืองเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดตามหมู่เกาะมาลายู ชวา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทยเป็นต้นซึ่งเป็นเขตที่มีอากาศร้อน
และชุ่มชื้นได้รับมรสุม ฝนตกชุกติดต่อกันเป็นเวลานาน ประมาณ 180 – 200 วันเป็นไม้ผลเมืองร้อนที่มีลักษณะเด่นหลายประการ
เช่น มีผลสีเหลืองนวล ออกเป็นพวงใหญ่ เนื้อของผลมีลักษณะใส รสชาติดีและอยู่ในความนิยมของผู้บริโภค แต่การปลูกลางสาดในประเทศไทยนั้น
ขาดการดูแลเอาใจใส่ และปลูกขยายเท่าที่ควร ทำให้ความสำคัญของลางสาดลดลงไปมากทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ต่อการเจริญเติบโตและการให้ผล ผิดกับประเทศในเขตหนาวซึ่งแม้จะต้องการปลูกเพียงไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ดังนั้นจึงควรที่จะหันมาพิจารณาและให้ความสนใจในเรื่องราวของลางสาด เช่นการคัดพันธุ์การขยายพันธุ์รวมทั้งการปฏิบัติบำรุงรักษาให้มากขึ้น

 “ลองกอง” กับ  “ลางสาด” แตกต่างกันอย่างไร

– ลองกองแพงกว่าลางสาด
– ผลมีลักษณะออกกลมรี ส่วนลองกองผลจะค่อนข้างกลม
– เปลือกบาง ส่วนลองกองเปลือกจะค่อนข้างหนา
– มีผิวละเอียด ส่วนลองกองผิวจะหยาบเล็กน้อย
– สีเปลือกของลางสาดเป็นสีเหลืองสดใส ส่วนลองกองเป็นสีเหลืองซีด
– เปลือกลางสาดมียางสีขาวขุ่น ส่วนลองกองจะไม่มียาง
– แกะรับประทานได้ยาก เปลือกล่อนได้ไม่ดี ส่วนลองกองแกะรับประทานได้ง่าย เปลือกล่อนออกจากเนื้อได้ดี
– มีผลกลมเรียบไม่มีจุก แต่ผลลองกองมีจุก
– มีเมล็ดมาก (ประมาณ 5 เมล็ด) ส่วนลองกองมีเมล็ดน้อยหรือไม่มีเลย
– เมล็ดของลางสาดมีรสขมมาก ส่วนลองกองเมล็ดจะไม่ขม
– เนื้อลางสาดมีรสหวานอมเปรี้ยวกว่า ส่วนลองกองมีรสหวาน
-ความหวานของลางสาดมีค่าประมาณ 15-16 องศาบริกซ์ ส่วนความหวานของลองกองจะมีค่าตั้งแต่ 16-19 องศาบริกซ์ สรุปก็คือลางสาดหวานน้อยกว่าลองกอง
-เมื่อสุก เนื้อลางสาดจะฉ่ำน้ำ ส่วนเนื้อของลองกองจะแห้งและขาวใสเป็นแก้ว
ลางสาดมีเนื้อน้อยกว่าลองกอง
-ช่อผลของลางสาดจะสั้นกว่าช่อผลของลองกอง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลางสาด

 

ผล

เป็นพวงแน่นติดอยู่กับก้านพวง ช่อสั้นกะทัดรัด (ไม่ยาวแบบพวงองุ่น ) ผลจะสุกในราวเดือนกันยายน ลักษณะของผลกลมหรือกลมยาว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 – 2.5 เซนติเมตร ยาว 2 – 4 เซนติเมตร สีเหลืองนวล หรือ เหลืองปนน้ำตาล หรือสีฟางอ่อน เปลือกบางคล้ายแผ่นหนังผิวเรียบ มีขนอ่อนสั้น ๆ แน่นทึบคล้ายกำมะหยี่ ปกคลุมอยู่ ที่เปลือกมียางสีขาวคล้ายน้ำนมเหนียวในผลหนึ่งปกติแล้วจะมีเมล็ดสมบูรณ์พียง 1 – 2 เมล็ด นอกนั้นจะลีบเสียไป แต่ละเมล็ดถูหุ้มด้วยเนื้อสีขาวขุ่น (opague ) สีขาวใส (tranlucent ) มีน้ำอยู่ภายใน ภายในผลจึงเห็นเป็นกลีบ ๆ (segments ) ประมาณ 5 กลีบ แต่ละ กลีบมีขนาดไม่เท่ากัน มีผนังบาง ๆ กั้น และมีกลิ่นของ turpentine อยู่ด้วย เนื้อของลางสาดมีรสชาติแตกต่างกันออกไป เช่น หวานสนิท หวานอมเปรี้ยว และเปรี้ยว เป็นต้น

เมล็ด

มีลักษณะกลมแบนสีเขียวสด ขนาดยาวประมาณ 1.25 เซนติเมตร กว้างประมาณ 0.6 เซนติเมตร มีรสขม ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง (cotyledon ) หนาสีเขียว ภายในมีจุดกำเนิด (embryo ) 2 จุด จุดกำเนิดนี้มีอายุอยู่ไม่นานวันนัก จากการทดลองโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เก็บเมล็ดไว้ในระยะเวลานานต่างกัน พบว่า เมื่อเก็บไว้นาน 1 – 5 วัน ในฤดูฝนมีเปอร์เซนต์ความงอก 90 เปอร์เซ็นต์ ในฤดูหนาว 0 เปอร์เซ็นต์ คือไม่งอกเลย ถ้านำเมล็ดมาเก็บไว้ในขวดปิดผาแน่น เก็บไว้ในตู้เย็น อุณหภูมิ 15 องค์ศาเชลเชียส นาน 40 วัน มีความงอก 95 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเก็บใส่ขวดที่มีถ่านปนบรรจุอยู่ แล้วปิดฝาให้แน่นเก็บรักษาในตู้เย็นอุณหภูมิ 30 องค์ศาเชลเชียส นาน 5 วัน เปอร์เซนต์ความงอกจะเท่ากับ 0 คือไม่งอกเลย แต่ถ้าเก็บไว้ในขวดทีมีถ่านป่นปิดฝาแน่นในห้องปรับอากาศอุณหภูมิ 22 องค์ศาเชล-เชียส นาน 5 วัน จะมีความงอกดีกว่าที่เก็บไว้ในอุณหภูมิปรกติ

ประโยชน์ของลางสาด

  1. เมล็ดของลางสาดมีสารอัลคาลอยด์ (Acid Alkaloid) ซึ่งเป็นพิษกับหนอนและแมลง สามารถนำมาใช้ทำเป็นยาฉีดพ่นกำจัดแมลงได้ โดยใช้เมล็ดลางสาดจำนวนครึ่งกิโลกรัมนำมาบดให้ละเอียด ใช้ผสมกับน้ำประมาณ 20 ลิตรแล้วแช่ทิ้งไว้ 1 วัน หลังจากนั้นนำมากรองเอาแต่น้ำแล้วนำมาใช้ฉีดพ่นตามแปลงผัก[4]

  2. เปลือกผลแห้ง เมื่อนำมาเผาจะมีกลิ่นเหม็นสามารถนำมาใช้ไล่ยุงได้[1]

  3. ประโยชน์ลางสาด โดยทั่วไปแล้วจะนิยมใช้รับประทานเป็นผลไม้สด ให้รสหวานอร่อย อีกทั้งยังมีคุณค่าทางอาหาร โดยเนื้อลางสาดจะประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร โปรตีน ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี[1]

  4. ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ (เปลือกต้น, เมล็ด)[1],[2]

  5. ช่วยรักษาโรคเริม (เมล็ด)[1]

  6. ลางสาด สรรพคุณของเมล็ดช่วยรักษาโรคงูสวัด (เมล็ด)[1]

  7. เปลือกผลมีสารโอเลอเรซิน ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง (เปลือกผล)[2]

  8. เปลือกผลช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเดิน ด้วยการนำเปลือกมาหั่นแล้วนำไปคั่วชงกับน้ำเดือด ใช้กินครั้งละครึ่งถ้วย (เปลือกผล)[1]

loading...

 

loading...

Related Post

Related posts:

แตงโม รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของแตงโม Citrullus lanatus
แคนตาลูป รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของแคนตาลูป Cantaloupe
สับปะรด รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของสับปะรด Pineapple
อินทผลัม รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของอินทผลัม Date Palm
มะดัน รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของมะดัน Madan
มะม่วงหิมพานต์ รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของเมล็ดมะม่วง Cashew
น้อยหน่า รวมสรรพคุณและประโยชน์ผลไม้น้อยหน่าทั้งหมด 23 ข้อ Sugar apple
มันแกว รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของต้นน้องมันแกว
Rating: 5.0. From 1 vote.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ