สิวอุดตัน เป็นปัญหาซึ่งมันจะผุดขึ้นมาบนใบหน้า สร้างความรำคาญใจ

Share This:

สิวอุดตัน เป็นปัญหาซึ่งมันจะผุดขึ้นมาบนใบหน้า สร้างความรำคาญใจ
Rate this post

สิวอุดตัน

สิวอุดตัน  นับว่าเป็นสิวที่สร้างความกวนใจต่อผู้ที่ต้องเผชิญอยู่ไม่น้อย เพราะสิวอุดตันคือสิวที่พบได้มากที่สุด ซึ่งมันจะผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเราและสร้างความรำคาญใจให้กับเจ้าของใบหน้า เพราะมันทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน ขรุขระเป็นตุ่มเป็นเนิน แม้ว่าสิวชนิดนี้จะดูสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่สร้างความเจ็บปวด แต่มันก็ดื้อด้านพอสมควร ไม่มีทางหายไปได้เอง พูดง่าย ๆ ว่าถ้าไม่รีบกำจัดออกมันก็จะยิ่งอัดแน่นในรูขุมขุมขนและอาจลุกลามจนเกินเยียวยา จนเข้าขั้นเป็นสิวโคม่าเลยทีเดียว

ปัญหาผิวในวัยรุ่นส่วนใหญ่เกิดจากสิว ไม่ว่าจะเป็นสิวเพียงเล็กน้อย หรือเป็นสิวอักเสบ ต่างก็เป็นปัญหาให้เจ้าตัวขาดความมั่นใจ ร้อยละ 80 ของช่วงเวลาวัยรุ่นต่างเคยมีประสบการณ์เป็นสิว ถ้าเป็นน้อยอาจไม่ก่อปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้าสิวเห่อเต็มหน้าคงทำให้เครียดไม่น้อย จริงๆ สิวในระยะแรกๆ จะเป็นสิวอุดตัน และเป็นสิวที่พบมากถึงร้อยละ 70 ซึ่งเจ้าสิวตัวนี้อาจไม่ก่อปัญหาแผลเป็นตามมา แต่ถ้าเจ้าตัวดูแลไม่ดีสิวอุดตันจะกลายเป็นสิวอักเสบและกลายเป็นแผลเป็นในที่สุด การดูแลสิวอุดตันอย่างถูกวิธีจะช่วยลดปัญหา แต่ในทางตรงข้ามถ้าการดูแลสิวผิดวิธี ยิ่งจะก่อให้เกิดปัญหามากขึ้น และจากสิวอุดตันจะกลายเป็นแผลเป็นในที่สุด แล้วเจ้าสิวอุดตันตัวก่อปัญหาเกิดจากอะไรล่ะ

 

ชนิดของสิวอุดตัน

  • สิวอุดตันชนิดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Microcomedone) โดยธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น จะเริ่มมีการสร้างฮอร์โมนที่เรียกว่าแอนโดรเจน ต่อมไขมันจะเริ่มตอบสนองต่อฮอร์โมนตัวนี้ ทำให้มีการหลั่งไขมันมากขึ้น นอกจากนี้แอนโดรเจนยังไปกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ชั้นขี้ไคลของรูขุมขนได้ด้วย จนทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่า “ไมโครโคมีโดน” ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวทั้งหลาย ซึ่งไมโครโคมีโดนนี้อาจจะหายไปได้เองหรือพัฒนาต่อไปกลายเป็นสิวลักษณะอื่น ๆ ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยร่วมบางอย่าง เช่น หากมีการสะสมของไขมันและเซลล์ชั้นขี้ไคลมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้เกิดสิวอุดตันหัวเปิดหรือสิวอุดตันหัวปิด แต่ถ้ามีแบคทีเรีย P. acne ก็จะกลายเป็นสิวอักเสบ
    Microcomedone
  • สิวอุดตันหัวเปิด (Open comedone) ชนิดนี้จะมีหัวสีดำ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สิวหัวดำ” (Black head) สิวแบบนี้เราสามารถบีบหรือกดมันออกได้ แต่ต้องทำอย่างถูกวิธี เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้เกิดการอักเสบจนกลายเป็นสิวอักเสบได้ โดยสิวหัวดำจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กน้อย มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.1-3 มิลลิเมตร หากสังเกตดี ๆ จะมีจุดดำอยู่ตรงกลาง ซึ่งจุดเหล่านี้เป็นกลุ่มเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ไขมัน และเชื้อ P. acne ที่อุดอยู่ในท่อเปิดของต่อมไขมัน
    สิวหัวดำ
  • สิวอุดตันหัวปิด (Closed comedone) ชนิดนี้จะมีลักษณะเป็น “สิวหัวขาว” (White head) สิวประเภทนี้จะไม่มีหัวให้เรากดออก แล้วถ้าเรายิ่งไปกดไปบีบไขมันที่ไม่มีทางออกจะทะลักกลับไปในผิว ทำให้เนื้อเยื่อเสียหายได้ โดยจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กน้อย มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.1-3 มิลลิเมตร มีสีเดียวกับผิวหนังปกติ สิวชนิดนี้จะเกิดจากการอุดตันสะสมอยู่ในท่อเปิดของต่อมไขมันและรูขุมขน แต่ท่อเปิดจะเล็กมากจนมองไม่เห็น และสิวหัวปิดขนาดใหญ่อาจอยู่ได้นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน และประมาณ 75% ของสิวชนิดนี้จะกลายไปเป็นสิวอักเสบ
    สิวหัวขาว

 

สาเหตุของสิวอุดตัน

1. กรรมพันธุ์ สภาพผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนผิวแห้ง บางคนผิวมัน บางคนผิวละเอียด กรรมพันธุ์เป็นตัวหนึ่งในการกำหนดสภาพผิวและการสร้างน้ำมันหรือซีบัม (Sebum) จากต่อมไขมัน (Sebaceous gland) ผิวที่สร้างน้ำมันมากเกินไปจะทำให้ขับน้ำมันส่วนเกินออกจากรูขุมขนไม่ทันทำให้คั่งค้างเป็นก้อนน้ำมันอยู่ในนั้นและกลายเป็นสิวอุดตันในที่สุด

2. ฮอร์โมน (Hormone) ในผู้หญิงช่วงก่อนมีรอบเดือนประมาณ 2 สัปดาห์ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น เกิดการคั่งของน้ำมันที่รูขุมขน นอกจากนี้ฮอร์โมนตัวนี้ยังทำให้เกิดการบวมของรูขุมขน น้ำมันขับออกจากผิวไม่ทันทำให้น้ำมันคั่งค้างกลายเป็นสิวอุดตันและในช่วงวัยรุ่นทั้งหญิงและชายจะมีภาวะฮอร์โมนแปรปรวน โดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) และฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตบางตัว (Dehydroepiandrosterone sulfate : DHEA-S) ซึ่งฮอร์โมนพวกนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันให้ทำงานมากกว่าปกติจนรูขุมขนระบายน้ำมันออกไม่ทัน จึงเกิดเป็นสิวอุดตันได้เช่นกัน

จากสาเหตุของการเกิดสิวอุดตันทั้ง 2 ข้อดังกล่าวเมื่อเกิดมีการคั่งค้างของน้ำมันที่รูขุมขนประกอบกับการขับออกช้าหรือเป็นไปได้น้อย แบคทีเรียประจำถิ่นจะเข้าย่อยสลายน้ำมันเพื่อใช้เป็นอาหาร แบคทีเรียชนิดนี้ชื่อ P.acnes ถ้าปริมาณของแบคทีเรียน้อยจะกำจัดน้ำมันอุดตันได้น้อยจะเกิดเป็นสิวอุดตัน แต่ถ้าแบคทีเรียตัวนี้มีปริมาณมากอาจเกิดการติดเชื้อเป็นสิวอักเสบในที่สุด

 

วิธีกําจัดสิวอุดตัน

  1. ดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความสะอาดบนใบหน้า เลือกใช้เครื่องสำอางให้เหมาะกับสภาพผิว เพราะความสกปรกที่เกิดขึ้นมาจากความไม่ตั้งใจของเรา ไม่ว่าจะเป็นการลืมล้างมือแล้วเอามือไปสัมผัสใบหน้า หรือบางคนมีผิวหน้าบอบบางแพ้ง่าย แต่ยังใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม เหล่านี้อาจเป็นตัวการทำให้เกิดสิวได้ เลี่ยงการสัมผัส เช็ดถูหน้า หรือนวดหน้าแรง ๆ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ดื่มน้ำให้มาก ๆ ในแต่ละวัน เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดอาหารที่มีไขมันสูง หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีมลพิษมาก ๆ และสถานที่อับชื้น ฯลฯ หากรักษาตามวิธีด้านล่างแล้วแต่ยังไม่ได้ผล แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังจะดีที่สุด เนื่องจากสิวอาจเกิดมาจากกรรมพันธุ์ก็ได้
  2. หลีกเลี่ยงแสงแดด แสงแดดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหน้าที่เป็นสิวอยู่แล้วเผชิญกับภาวะที่รุนแรงมากขึ้น หากเราไม่ป้องกันแสงแดดที่จะกระทบต่อผิวหน้าของเราโดยตรง โดยในระหว่างการใช้ยาทารักษาสิวอุดตันเราจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะผลิตภัณฑ์รักษาสิวส่วนใหญ่นั้นมักมีผลทำให้ผิวหน้าไวต่อแสง และที่สำคัญอย่าลืมล้างครีมกันแดดออกให้สะอาดหมดจดด้วยล่ะ เพราะไม่อย่างนั้นมันจะเกิดการอุดตันซ้ำซ้อนบนใบหน้าของเราได้จนรักษาไม่จบไม่สิ้นสักที
  3. ควบคุมความมันบนใบหน้า เมื่อเราผ่านขั้นตอนการกำจัดสิวอุดตันออกมาจากผิวได้แล้ว สิ่งที่ควรทำอีกอย่างก็คือ ควรลดน้ำมันบนใบหน้าควบคู่ไปด้วย และอย่าให้อะไรมาอุดตันรูขุมขนของเราได้ ถ้าผิวหน้าไม่แพ้ AHA และ BHA เราอาจใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองตัวนี้เป็นประจำเพื่อช่วยในการป้องกันการเกิดสิวได้
  4. ใช้เบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ หรือ เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide – BP) หรือ ยาบีพี (สามารถช่วยลดสิวอุดตันได้ในระดับปานกลาง) มีอยู่หลายยี่ห้อด้วยกัน เช่น Benzac ACEnzoxidBrevoxyl (Water based), PanOxyl (Alcohol based), ACNEXYL (เนื้อเจล) เพียงแค่คุณนำมาใช้ทาให้ทั่วหน้าก่อนการล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ทั้งเช้าและเย็นหรือก่อนนอน โดยให้ทาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ยาประเภทนี้จะออกฤทธิ์ไปลดปริมาณไขมันที่ผิวหนังและช่วยละลายสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขน จึงช่วยลดการอุดตันของต่อมไขมันได้ สำหรับผู้เริ่มใช้ควรใช้ที่ขนาดความเข้มข้นต่ำก่อนนะครับ หรือขนาด 2.5% เมื่อผิวเริ่มชินกับยาแล้ว จึงค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาการทาให้นานขึ้น และเพิ่มความเข้มข้นของยาเป็น 5% หรือ 10% ไขมันที่อุดตันก็จะถูกละลาย และสามารถกดออกมาได้โดยง่าย
    เบนซอยเพอร์ออกไซด์
  5. ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) หรือ ยาละลายสิวอุดตัน เป็นสารสกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ (สามารถลดสิวอุดตันได้ในระดับดี) มีสรรพคุณช่วยละลายไขมันที่อุดตันให้อ่อนตัวและหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ยาทาจำพวกนี้ก็มีผลข้างเคียงที่อาจทำให้ผิวแห้ง แดงและลอก ไม่สามารถใช้กับสตรีตั้งครรภ์ได้ อีกทั้งการใช้ยากลุ่มนี้ก็ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง โดยยี่ห้อที่รู้จักกันดีและได้รับความนิยมอย่างล้นหลามก็คือ เรตินเอ (Retin-A) ครับ ซึ่งจะมีความเข้มข้นตั้งแต่ 0.025%, 0.05% และ 0.1% ยิ่งมีความเข้มข้นสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งละลายสิวอุดตันได้ดีเท่านั้น แต่ก็ทำให้ระคายเคืองผิวมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้เริ่มใช้ใหม่ ๆ คุณควรใช้แบบความเข้มข้น 0.025% ไปก่อนครับ หลังการใช้อาจทำให้ผิวหน้าแห้งลอกออกเป็นขุยและทำให้สิวเห่อขึ้นได้ แต่หลังจากใช้ไปสักระยะหนึ่งแล้ว ผิวหน้าของคุณก็ค่อย ๆ ดูสดใสมากขึ้น ไม่มีสิวกวนใจ แถมริ้วรอยตื้น ๆ ยังจางลงอีกด้วย (ภาพ : pantip.com by KhongkwanNK)
    เรตินเอแม้ยาชนิดนี้เป็นยาที่ได้รับการแนะนำให้ใช้มากที่สุด แต่ก็พบว่ามีคนแพ้มากกว่ายาตัวอื่นเช่นกัน ปัจจุบันจึงทำให้มีผลิตภัณฑ์เพิ่มเข้ามาอย่าง ทาซาโรทีน (Tazarotene) ยี่ห้อ Tazorac® และ อะดาพาลีน (Adapalene) ยี่ห้อ Differin® ซึ่งยาทาเหล่านี้ถ้าคุณไม่ใจเย็นและใจแข็งในการใช้จริง ๆ ก็อาจทำให้ถอดใจล้มเลิกไปกลางคันได้ เพราะตัวยามันจะเข้าไปทำให้ไขมันที่อุดตันในรูขุมขนดันตัวออกมาจากรูขุมขน เลยทำให้เหมือนจะเป็นสิวเยอะขึ้น (สิวเห่อ) หลายคนจึงรับไม่ได้กับสภาพหน้าของตัวเอง จนเป็นเหตุให้หยุดใช้ยาไปเสียก่อน ยิ่งบางคนที่มีแบคทีเรีย P.acne รออยู่บนผิวเยอะ ก็จะยิ่งทำให้มีอาการอักเสบมากขึ้นเข้าไปใหญ่เลยล่ะ แต่อย่างที่บอกถ้าเราไม่เอามันออก มันก็จะอยู่กับเราตลอดไป ถ้าใครรักษาและอยู่ในช่วงนี้ก็ขอให้ทำใจไว้เลย หากผ่านมันไปได้ในอนาคตใบหน้าอันสดใสก็ไม่ไกลเกินเอื้อมมืออย่างแน่นอน และนอกจากนี้สารสกัดจากวิตามินเอจะช่วยเรื่องสิวแล้ว มันยังช่วยเรื่องริ้วรอยบนผิวหน้าได้อีกด้วย ยิ่งถ้าใช้อย่างต่อเนื่องกันนาน 3 เดือน รูขุมขนจะกระชับขึ้นและสิวลดลงอย่างแน่นอน ????
    ยาอะดาพาลีน
  6. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภท AHA และ BHA สำหรับใครที่ไม่สามารถใช้ Retinoids ได้ คุณอาจใช้สารสกัดประเภท AHA (Glycolic acid) และ BHA (Salicylic acid) ก็ได้ ซึ่งยาเหล่านี้จะมีทั้งในรูปแบบโลชั่นและของเหลวให้เลือกใช้ แม้ว่ามันจะให้ผลช้ากว่า แต่ก็มีผลข้างเคียงน้อยกว่าด้วย โดยในส่วนของ AHA นั้นจะทำหน้าที่ช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เมื่อเรากำจัดมันได้ ก็เหมือนเป็นการป้องกันการเกิดสิวไปได้ในตัว ส่วน BHA นั้นมันจะลงลึกเข้าไปในรูขุมขนเพื่อละลายไขมัน (ลดสิวอุดตันได้ในระดับปานกลาง) คนที่ใช้ BHA เป็นประจำจึงทำให้สิวอุดตันจะถามหาได้ยากมาก แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้สิวที่แข็งตัวนั้นหลุดออกมาได้ก็ตาม แต่ก็สามารถทำให้มันอ่อนตัวและเอาออกมาได้โดยง่าย
    ฺBHA
  7. ยารับประทานกลุ่ม Retinoids อย่างเช่น Roaccutane, Isotretionoin ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 10 และ 20 mg. (ใช้ตามลักษณะความรุนแรงของอาการ) เป็นยาที่ช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันในร่างกาย ทำให้หน้าแห้ง หน้ามีความมันน้อยลง และยังลดคอมีโดนที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว เมื่อต่อมไขมันไม่ผลิตไขมัน สิวก็จะไม่เกิด แต่เนื่องจากเป็นยากลุ่มที่มีผลต่อตับอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ เช่น ตาพล่ามัว มีอาการปวดข้อตามร่างกาย และยานี้ต้องจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด
    แอคโนติน
  8. การลอกหน้าผลัดเซลล์ผิว (Chemical Peeling) ด้วยการใช้น้ำยาเคมีนำมาทาบนผิวหน้าเพื่อทำให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังชั้นบน ตามมาด้วยการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน โดยสารเคมีที่นิยมนำมาใช้ก็ได้แก่ AHA หรือ Glycolic acid 30-70%, BHA หรือ Salicylic acid 30-50%, TCA หรือ Trichloroacetic acid 10-30%, Phenol (carbolic acid), Jessner’s solution เป็นต้น เพื่อเป็นการช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน ทำให้สิวอุดตันฝ่อตัวและหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามการใช้วิธีนี้มักจะได้ผลในระยะเวลาสั้น ๆ คุณอาจต้องทายาร่วมด้วยเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีก
  9. กดสิวอุดตัน อีกหนึ่งวิธีกําจัดสิวอุดตันที่ใช้ได้เฉพาะกับสิวอุดตันหัวเปิดเท่านั้น และควรทำโดยผู้ที่เชี่ยวชาญและมีอุปกรณ์การกดสิวที่มีคุณภาพเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นและหลุมสิวในภายหลัง ส่วนขั้นตอนการทำนั้นแพทย์จะใช้เข็มฆ่าเชื้อจิ้มไปที่หัวสิวเพื่อให้หัวสิวเปิด หลังจากนั้นแพทย์จะใช้ที่กดสิวกดลงไปตรงสิวที่ใช้เข็มจิ้มเอาไว้ โดยให้สิวอยู่ตรงกลางหรืออยู่ในทิศทางที่เราจะกด แล้วค่อย ๆ ออกแรงกดลงไป วิธีนี้จะทำให้สิวอุดตันหลุดออกมาได้โดยง่าย (ภาพ : erk-erk.com)
    วิธีกดสิว
  10. การทำไอออนโตหรือโฟโน เป็นการใช้เครื่องมือรักษาสิวอุดตันร่วมกับการใช้เจลวิตามินเอ ซึ่งเครื่องมือประเภทนี้จะช่วยในการผลักยาหรือวิตามินให้ซึมลึกเข้าสู่ผิว ซึ่งวิตามินเอจะช่วยละลายสิวอุดตัน การทำในช่วงแรก ๆ อาจทำให้ผิวหน้าแห้ง ลอกเป็นขุย ทำให้สิวอุดตันหลุดออกมาได้โดยง่าย ระหว่างการรักษาสิวอุดตันที่มีอยู่เดิมอาจจะเห่อขึ้นมาก่อน (แล้วจะหายในภายหลัง) หากทำเป็นประจำหน้าจะใสขึ้นมาก โดยแนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งจะเห็นผลได้เร็วกว่าการทายาในกลุ่มวิตามินเอแน่นอน โดยเครื่องไอออนโตจะให้ผลในการผลักวิตามินได้ดีกว่าเครื่องโฟโน แต่ข้อเสียของเครื่องไอออนโตคือ เวลาทำจะรู้สึกช็อตจี๊ด ๆ ที่หน้า ไม่เหมือนเครื่องโฟโนที่ทำแล้วรู้สึกสบาย ส่วนราคาในการทำต่อครั้งก็ประมาณ 200-500 บาท
  11. การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion – MD) เป็นการผลัดผิวหน้าในส่วนของความลึกระดับผิวหนังกำพร้า ด้วยการพ่นคริสตัลซึ่งทำด้วยผลึกอลูมิเนียมออกไซด์ขนาดเล็ก เพื่อช่วยในการผลัดผิว ผลที่ได้รับก็คือจะทำให้ผิวหนังส่วนที่มีรอยคล้ำ รอยบุ๋มจากแผลเป็นหรือหลุมสิวที่เกิดในชั้นผิวหนังถูกกำจัดออกไป จนเกิดการสร้างผิวหนังขึ้นมาใหม่ วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดรอยดำ แผลเป็น และหลุมสิวได้แล้ว ยังช่วยทำให้สิวที่อุดตันหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น (แต่วิธีนี้ค่อนข้างจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ถ้าจะรักษาสิวอุดตันโดยเฉพาะ ก็ไม่แนะนำให้ทำครับ)
  12. เลเซอร์สิวอุดตัน อย่างการใช้เลเซอร์ CO2 เหมาะสำหรับคนที่เป็นสิวอุดตันจำนวนมาก อยู่ลึก กดออกได้ยาก หรือกดไม่ออกเลย (ถึงขนาดเอาเข็มจิ้มเปิดหัวก็ยังไม่ยอมออก) ซึ่งการกําจัดสิวอุดตันด้วยเลเซอร์นี้จะมีประสิทธิภาพดีมากกับสิวอุดตันที่อยู่ลึก ๆ โดยไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นและไม่มีเลือดออก แต่ต้องทำอยู่โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังนะครับ ระหว่างการทำเลเซอร์อาจมีเจ็บจี๊ดบ้าง แต่ก็อยู่ในระดับที่พอทนได้ครับ
  13. สูตร BP + AHA สำหรับสูตรนี้ถือเป็นสูตรเร่งรัดสำหรับคนที่มีสิวอุดตันขึ้นก่อนถึงวันสำคัญ เป็นสูตรเร่งด่วนที่จะช่วยทำให้สิวยุบตัวลงได้อย่างรวดเร็ว วิธีการก็คือให้เราใช้ BP มาสู้กับสิวอุดตันเพื่อป้องกันการอักเสบ จากนั้นก็ตามด้วย AHA หรือ BHA ก็ได้ (เพื่อช่วยกำจัดสิ่งสกปรกและละลายไขมันให้ยุบตัวลง) เมื่อลงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปแล้ว สิวจะเริ่มแห้งและยุบตัวลง พอมันแห้งเราก็แค่ใช้การแต่งหน้ากลบ โดยเลือกคอนซีลเลอร์ที่ใช้สำหรับกลบรอยสิวโดยเฉพาะ (ห้ามลงเมคอัพตัวอื่นในบริเวณที่เราลงคอนซีลเลอร์) แต่อย่าลืมว่าถ้าเสร็จธุระแล้วก็ต้องรีบล้างเครื่องสำอางออกจากผิวหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้มีสิวเพิ่มขึ้น
  14. สูตร BP + AHA / BHA + ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเรตินอยด์ เป็นสูตรสำเร็จในการรักษาสิวอุดตันอย่างได้ผล โดยเริ่มจากให้คุณใช้ยา BP นำมาทาให้ทั่วหน้าก่อนการล้างหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที (วันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน) แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด (ยาชนิดนี้จะช่วยฆ่าเชื้อ P.acne ลดปริมาณไขมันที่ผิว และช่วยละลายสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน จึงช่วยลดการอุดตันของต่อมไขมันได้ ประมาณว่าลดการเกิดสิวใหม่) จากนั้นตามด้วยการทา AHA หรือ BHA เพื่อช่วยกำจัดสิ่งสกปรกและละลายไขมันให้อ่อนตัวลง แล้วก็ตามด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทเรตินอยด์ เพื่อช่วยละลายสิวอุดตัน (จะเลือกใช้เรตินเอหรือดิฟเฟอรินก็ได้ครับ ตามความเหมาะสม) แถมอีกนิดว่ายาประเภทนี้จะค่อนข้างไวต่อแสง แนะนำว่าถ้าทาเสร็จแล้วก็ให้รีบปิดไฟแล้วรอประมาณ 20 นาที ก่อนจะลงยาตัวต่อไป (แต่ถ้าใจร้อนก็รอให้ยาแห้งพอก็ได้) ในกรณีที่เป็นสิวอักเสบด้วยก็ให้แต้มหัวสิวอักเสบด้วยคลินดามัยซิน แล้วตามด้วยการบำรุงผิว ส่วนตอนกลางวันนั้นก็แค่ใช้บีพีแล้วล้างหน้าตามปกติ ทาครีมบำรุง และตามด้วยครีมกันแดด เป็นอันจบครับ ทำได้ประมาณ 1-3 เดือน รับรองได้เลยว่า หล่อสวยกันทุกคนครับ
  15. สูตรมะเขือเทศ สำหรับสิวอุดตันที่ไม่มีหัว ถ้าเราไม่พึ่งหมอให้เจาะออกก็คงต้องทำให้ยุบลงเอง ด้วยการใช้สูตรมะเขือเทศซึ่งเป็นสูตรที่ทำได้บ่อย ๆ (มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินเอซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกำจัดน้ำมันส่วนเกินและทำให้รูขุมขนเล็กลงได้) โดยการนำมะเขือเทศลูกแดง ๆ มาฝานแล้วถูให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออก เพียงเท่านี้สิวอุดตันก็ยุบตัวลง และมีหัวให้เราพอกำจัดมันออกมาได้ (ถ้าคุณเป็นคนผิวแห้ง หลังทำแล้วหน้าตึงมาก ก็ควรเว้นระยะการทำจากสัปดาห์ละครั้งเป็นสองสัปดาห์หนึ่งครั้งแทน)
    รักษาสิวอุดตัน

 

ประเภทของสิวอุดตันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

 

1. สิวหัวปิดหรือสิวหัวขาว (White head หรือ White comedone) สิวชนิดนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สิวหัวปิดแบบตื้น สิวประเภทนี้จะอยู่ในชั้นผิวหนังตื้นๆ บริเวณคาง จมูก เมื่อบีบหรือกดออกจะเป็นก้อนไขมันสีขาวพุ่งออกมา ส่วนอีกประเภทจะเห็นรอยนูนชัดเจนกว่าแต่รากสิวอยู่ในชั้นที่ลึกกว่า สิวอุดตันประเภทนี้ไม่ควรบีบหรือกดเพราะจะกำจัดได้ไม่ถึงรากสิว ทำให้ผิวหน้าช้ำ แดง และอักเสบจนเกิดแผลเป็นได้

สิวหัวขาวทั้งสองประเภทเกิดมาจากสาเหตุเดียวกัน คือ การแต่งหน้าหนา และล้างเครื่องสำอางออกไม่หมดทำให้สิ่งสกปรก และไขมันที่คั่งค้างไปอุดตันรูขุมขน ทำให้น้ำมันระบายออกไม่ได้ ประกอบกับฮอร์โมนแอนโดรเจน และโปรเจสเตอโรนที่กระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้นในวัยรุ่น หรือช่วงก่อนมีรอบเดือนที่มีการผลิตน้ำมันใต้ผิวหนังปริมาณเพิ่มขึ้น ผิวบวมน้ำ รูขุมขนแคบ ทำให้ระบายน้ำมันออกมาไม่ได้จึงเกิดเป็นน้ำมันคั่งค้าง ซึ่งเป็นสาเหตุของสิวอุดตันนั่นเอง

2. สิวหัวเปิดหรือสิวหัวดำ (Black head หรือ Black comedone) สิวชนิดนี้จะมองเห็นเป็นจุดดำๆ บริเวณจมูก คาง แยกเป็น 2 ประเภทเช่นกัน แต่ทั้งสองประเภทเกิดจากสาเหตุเดียวกันนั่นคือ น้ำมันทำปฏิกิริยากับอากาศหรือที่เรียกว่าปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) เกิดเป็นจุดสีดำที่รูขุมขน ประเภทแรกแม้จะเห็นเป็นจุดสีดำแต่เมื่อลูบผิวบริเวณนั้นแล้วจะเรียบไม่สะดุด บางครั้งเรียกว่าสิวเสี้ยน (Trichostasis Spinulosa : TS) เมื่อบีบหรือกดออกจะได้เส้นไขมันหรือเส้นขนอ่อนเล็กๆ สีดำออกมา แต่มักไม่หายขาดเป็นๆ หายๆ และเกิดรอยแดงช้ำ เกิดรอยแผลเป็นได้ง่าย อีกประเภทเมื่อลูบแล้วสะดุดเป็นก้อนๆสิวประเภทนี้กดออกง่าย และไม่ทิ้งรอยแดงช้ำ หรือรอยแผลเป็น

ถ้ามองผิวเผินสิวอุดตันไม่น่าจะเกิดปัญหาเพราะบางประเภทแทบมองไม่เห็น แต่เราต้องไม่ลืมว่าเจ้าสิวอุดตันนี่สามารถพัฒนาเป็นสิวอักเสบ สิวหัวหนอง ทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนใบหน้าได้ การป้องกันการเกิดสิวอุดตันจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นที่ควรทำมากกว่า

1. ทำความสะอาดใบหน้าให้สะอาด สำหรับผู้หญิงถ้าแต่งหน้ายิ่งต้องล้างทำความสะอาดให้หมดจรด เพื่อไม่ให้เครื่องสำอางอุดตันรูขุมขน แต่ต้องไม่ล้างหน้าบ่อยเกินไป เพราะการล้างหน้าบ่อยเกินไปจะทำให้ผิวแห้งเมื่อผิวหน้ายิ่งแห้งต่อมไขมันยิ่งเพิ่มการผลิตน้ำมันออกมาทดแทน

ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้าชนิดไม่ก่อสิว

ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้าชนิดไม่ก่อสิว

2. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้าควรมีส่วนผสมของน้ำให้มาก (Water-based) และมีส่วนผสมน้ำมันน้อย หรือไม่มีเลย (Oil free) และถ้าเป็นชนิดไม่ก่อสิว (Non-comedogence) จะยิ่งดี

ควรพักผ่อนให้เป็นเวลา ไม่อดนอน

ควรพักผ่อนให้เป็นเวลา ไม่อดนอน

3. การพักผ่อนเป็นเวลา ไม่อดนอน ยังไม่มีการวิจัยว่าการนอนไม่เป็นเวลามีผลทำให้สิวเพิ่มขึ้น แต่มีการวิจัยพบว่าการนอนไม่เป็นเวลาเพิ่มความแปรปรวนให้ฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนนี้มีผลกับต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้เพิ่มการผลิตน้ำมัน

ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว

ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว

4. การดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว ลดอาหารที่มีไขมันสูง เพราะน้ำจะเป็นตัวพาสิ่งสกปรกออกจากร่างกายและช่วยลดอาการท้องผูก แต่น้ำมันที่มากเกินไปร่างกายต้องขับออก ส่งผลให้ต่อมไขมันต้องเร่งขับน้ำมันส่วนเกินด้วยเช่นกัน

ควรดูแลเรื่องการขับถ่าย ไม่ให้มีอาการท้องผูก

ควรดูแลเรื่องการขับถ่าย ไม่ให้มีอาการท้องผูก

5. ดูแลเรื่องการขับถ่าย ป้องกันไม่ให้มีอาการท้องผูก มีการวิจัยพบว่าอาการท้องผูกมีความสัมพันธ์กับระดับคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ในกระแสเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคอเลสเตอรอลนี้ส่งผลกับฮอร์โมนแอนโดรเจนที่เป็นตัวเพิ่มการสร้างน้ำมัน ก่อให้เกิดสิวอุดตันบนใบหน้า

วิธีการดูแลก่อนจะมีสิวอุดตันและการรักษาเมื่อเป็นสิวอุดตัน

จริงๆแล้วการดูแลผิวหน้าเพื่อป้องกันสิวอุดตันเป็นเรื่องที่ควรทำมากกว่าเมื่อเป็นสิวแล้วรักษา เพราะสิวอุดตันที่อยู่ในชั้นผิวหนังลึกๆ อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็น ซึ่งการรักษาต้องใช้เวลานานและค่าใช้จ่ายที่แพงกว่า สูตรที่เอามาแนะนำนี้มีทั้งสูตรการป้องกันและการดูแลเมื่อเกิดสิวอุดตัน

วัตถุดิบของสูตรรักษาสิวอุดตันด้วยไข่ขาว

วัตถุดิบของสูตรรักษาสิวอุดตันด้วยไข่ขาว

1. สูตรที่ตกทอดมาแต่โบราณ คิดว่าไม่มีใครไม่รู้จักสูตรไข่ขาวพอกหน้าลดสิวเสี้ยน สิวอุดตัน วิธีง่ายๆ คือ ใช้ไข่สดแยกเอาเฉพาะไข่ขาวเอามาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 – 15 นาที แล้วล้างออก หรืออาจใช้ไข่ขาวชุบสำลีสะอาดแผ่นบางๆ มาพอกที่หน้าทิ้งไว้ 10 -15 นาที แล้วลอกออก ก่อนไปล้างหน้า วิธีนี้สามารถทำได้บ่อยๆ ช่วงแรกอาจทำต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ พอกหน้าห่างออกไป แต่ช่วงแรกอาจมีสิวเห่อขึ้นมา เพราะไข่ขาวไปบีบรัดรูขุมขนทำให้สิวคั่งค้างอยู่ค่อยๆ หลุดออกมาพร้อมกัน

วัตถุดิบของสูตรรักษาสิวอุดตันด้วยมะนาว และมะเขือเทศ

วัตถุดิบของสูตรรักษาสิวอุดตันด้วยมะนาว และมะเขือเทศ

2. สูตรการใช้กรดผลไม้พอกหน้า คือ มะนาว และมะเขือเทศ ในกลุ่มของน้ำมะนาวที่มี AHA (Alpha Hydroxy Acids) และมะเขือเทศที่มีสารไลโคปีน (Lycopene) แคโรทีน (Carotene) วิตามินซี (Vitamin C) สามารถนำน้ำมะนาว หรือมะเขือเทศสดมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 -15 นาที แล้วล้างออก หรือใครที่ผิวแพ้ง่าย ควรผสมน้ำมะเขือเทศและน้ำมะนาวเล็กน้อย เพื่อลดการระคายเคือง พอกไว้ 10 –15 นาที แล้วล้างออกเช่นกัน กรดผลไม้เหล่านี้จะช่วยให้สิวอุดตันอ่อนตัวและหลุดออกมาได้ง่าย อีกทั้งวิตามินซียังช่วยลดรอยดำคล้ำ แต่สูตรนี้อาจมีการระคายเคืองผิวหนัง แดง เป็นขุยได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย

วัตถุดิบของสูตรรักษาสิวอุดตันด้วยมะขามเปียกและนมสด

วัตถุดิบของสูตรรักษาสิวอุดตันด้วยมะขามเปียกและนมสด

3. สูตรพอกหน้ามะขามเปียก-นมสด วิธีใช้โดยนำเนื้อมะขามเปียกผสมนมสดคนให้เข้ากันเป็นเนื้อข้น พอกหน้าทิ้งไว้ 5-10 นาที กรดผลไม้ (AHA) ในมะขามเปียกจะทำให้รูขุมขนอ่อนตัวเมื่อล้างหน้าสิวอุดตันจะหลุดออกง่าย ส่วนนมสดจะช่วยลดการระคายเคืองของผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นไม่แห้งจนเกินไป เพราะถ้าผิวแห้งต่อมไขมันใต้ผิวจะผลิตน้ำมันเพิ่มอาจทำให้เกิดสิวคั่งค้างเช่นเดิม

วัตถุดิบของสูตรรักษาสิวอุดตันด้วยข้าวโอ๊ตและโยเกิร์ต

วัตถุดิบของสูตรรักษาสิวอุดตันด้วยข้าวโอ๊ตและโยเกิร์ต

4. สูตรข้าวโอ๊ต–โยเกิร์ต โดยใช้ข้าวโอ๊ตบดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับโยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ นำมาพอกหน้าไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก สูตรข้าวโอ๊ตจะช่วยให้ผิวหน้านุ่ม เพิ่มความยืดหยุ่นทำให้สิวอุดตันอ่อนตัวบีบหรือกดออกได้ง่าย ส่วนโยเกิร์ตมี AHA และกรดแลคติก (Lactic acid) ที่ช่วยในเรื่องการผลัดผิวทำให้สิวอุดตันชั้นลึกลงไปค่อยๆ ตื้นขึ้นมาอย่างอ่อนโยน สูตรนี้ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง สามารถพอกหน้าได้ทุกวันเหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย

การรักษาสิวอุดตันด้วยการทำ Treatment

การรักษาสิวอุดตันด้วยการทำ Treatment

5. การรักษาสิวอุดตันด้วยการทำ Treatment วิธีนี้จะทำในคลินิกความงามรักษาสิว ส่วนใหญ่ในขั้นแรกนิยมใช้กรดผลไม้ไม่ว่าจะเป็น AHA หรือ BHA เป็นตัวช่วยผลัดผิวทำให้สิวอุดตันตื้นขึ้นมาก่อนจะบีบหรือกดสิวออก บางสูตรอาจตามด้วยครีมทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย บางสูตรอาจตามด้วยกรดผลไม้ แต่ทั้งนี้การทำ Treatment ไม่ควรทำบ่อย เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคือง ในบางคนอาจทำให้สิวเห่อมากกว่าเดิม

การรักษาสิวอุดตันด้วยการกดสิว

การรักษาสิวอุดตันด้วยการกดสิว

6. การรักษาสิวอุดตันด้วยการกดสิว กรณีนี้จะได้ผลดีกับสิวอุดตันแบบลูบแล้วไม่เรียบ สัมผัสได้เป็นก้อน สิวชนิดนี้จะอยู่บริเวณผิวหนังชั้นตื้น ลักษณะสิวอ่อนตัวทำให้กดหรือบีบหัวสิวออกง่าย แต่การกดสิวไม่เหมาะกับสิวอุดตันแบบหัวปิดฝังตัวลึก เพราะถ้ากดสิวไม่ออก จากสิวอุดตันจะกลายเป็นสิวอักเสบและกลายเป็นรอยสิว แต่วิธีนี้อุปกรณ์ที่ใช้ในการกดสิวต้องสะอาดจริงไม่เช่นนั้นจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบ

7. การรักษาสิวอุดตันด้วยการทาครีม เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมมาก เพราะสะดวกโดยไม่ต้องไปทำที่คลินิกความงาม ครีมทาสิวอุดตันยังแยกออกเป็นหลายประเภท เพราะมีส่วนประกอบที่ต่างกัน

การรักษาสิวอุดตันด้วยการทาครีม

การรักษาสิวอุดตันด้วยการทาครีม

7.1 ครีมทาสิวในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ หรือเรตินอยด์ (Retinoid) ครีมกลุ่มนี้เมื่อทาไปบริเวณที่เป็นสิวจะลดการขับน้ำมันจากผิว และลดไขมันอุดตันทำให้ลดสิวอุดตันไปด้วย แต่การรักษาใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเห็นผล นอกจากนี้ยังมีอาการข้างเคียงคือทำให้เกิดการระคายเคืองง่าย ระยะแรกอาจทำให้เป็นขุยลอก

7.2 ครีมในกลุ่ม Differin หรือ Adapalene 0.1% เป็นกลุ่มที่ใกล้เคียงกับครีมทาในกลุ่มเรตินอยด์แต่ออกฤทธิ์อ่อนโยนกว่า เพราะผิวบางคนจะมีอาการแพ้มากเมื่อทาครีมกลุ่มเรตินอยด์ แต่เมื่อใช้ครีมกลุ่ม Differin อาการแพ้ลดลง ครีมชนิดนี้ออกฤทธิ์ลดการขับน้ำมัน ลดการคั่งค้างของน้ำมันที่รูขุมขน จึงทำให้สิวอุดตันลดลงด้วย

7.3 ครีมทาหรือเจลในกลุ่ม Benzoyl Peroxide หรือ BP หรือ Benzac ครีมกลุ่มนี้สามารถซื้อที่ร้านขายยาได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ ถ้าใช้ครีมที่มีส่วนผสมขนาดต่ำ คุณสมบัติของครีมช่วยลด P.acnes และลดการสร้างไขมันส่วนเกินที่รูขุมขน ทำให้ลดการคั่งค้างของไขมัน ลดการเป็นสิวอุดตัน ครีมตัวนี้แม้จะซื้อใช้เองโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาแต่ก็ก่อการระคายเคืองได้พอสมควร โดยปกติครีมตัวนี้จะแนะนำ ให้ทาบริเวณที่เกิดสิว 5-10 นาที แล้วล้างออก ถ้าทาทิ้งไว้ 2-3 นาที แล้วมีอาการแสบคันควรรีบล้างออกทันที

7.4 ครีมหรือเจลทาในกลุ่ม AHA/ BHA ครีมในกลุ่มนี้สกัดมาจากกรดผลไม้ ที่มีสาร Salicylic acid ที่สามารถซึมเข้าไปละลายไขมันอุดตันที่คั่งค้างในรูขุมขนให้อ่อนตัวสามารถบีบหรือกดออกได้ง่าย ครีมในกลุ่มกรดผลไม้อาจก่อการระคายเคือง ผิวแดง แสบได้

8. การรักษาสิวอุดตันด้วยยารักษาสิว

การรักษาสิวอุดตันด้วยยารักษาสิว

การรักษาสิวอุดตันด้วยยารักษาสิว

8.1 Isotretinoin เป็นยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Acnotin ใช้รับประทานเพื่อยับยั้งการขับน้ำมันที่มากเกินไป ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย P.acnes ยาตัวนี้ขับออกทางตับจึงอาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ เพราะจะทำให้ทารกในครรภ์พิการ เป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น

8.2 การใช้ฮอร์โมน เพื่อปรับสมดุลฮอร์โมนลดการเกิดสิว หรือการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดนั่นเอง โดยเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่ต้านฮอร์โมนเพศชาย (Anti-androgen) ผลข้างเคียง คือ ทำให้น้ำหนักขึ้น บวมน้ำ ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบนี้อาจใช้ได้ผลดีเฉพาะบางคน

การรักษาสิวอุดตันด้วยวิธีการกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี

การรักษาสิวอุดตันด้วยวิธีการกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี

9. การรักษาสิวอุดตันด้วยวิธีการกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion) เป็นการใช้เกร็ดอลูมิเนียมออกไซด์ (Aluminium Oxide) บริสุทธิ์ หรือผลึกคริสตัลที่มีขนาดเล็กมากประมาณ 100 ไมครอน (Micron) ที่ผ่านกรรมวิธีทำลายเชื้อโรค เอามาพ่นลงที่ผิวหนังกำพร้าในปริมาณน้อย ทำให้ผิวหนังกำพร้าส่วนบนหลุดลอกออก ทำให้ผิวผลัดเซลล์ใหม่ได้เร็วขึ้น สิวอุดตันในส่วนลึกจะถูกดันออกให้ตื้นทำให้บีบหรือกดออกได้ง่าย สามารถกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณีสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ วิธีนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีราคาค่อนข้างแพง

10. การรักษาสิวอุดตันด้วยการทำเลเซอร์ วิธีนี้เหมาะกับสิวอุดตันที่อยู่ลึกลงไปในชั้นผิวหนังกดออกยาก สิวประเภทนี้จะเป็นอยู่นาน ก่อความรำคาญแต่ไม่สามารถกดออกได้ เพราะจะทำให้เกิดสิวอักเสบหรือเกิดรอยแผลเป็นภายหลัง การใช้เลเซอร์เป็นการใช้พลังงานคลื่นแสงส่งเข้าไปทำลายเซลล์เป้าหมายโดยตรงจึงมีผลกระทบกับเซลล์ข้างเคียงน้อย

ถึงแม้สิวอุดตันจะเป็นปัญหาในวัยรุ่นมากถึงร้อยละ 70 แต่ไม่ได้หมายความว่าสิวอุดตันจะต้องกลายเป็นสิวอักเสบและทิ้งรอยแผลเป็นให้เสมอไป และแม้ว่าเราจะดูแลผิวหน้าเราอย่างดีเพียงใดแต่ในบางคนก็ยังเกิดสิวอุดตันขึ้นมาได้ การดูแลจึงควรดูแลผิวหน้าอย่างใจเย็น ไม่แกะ แคะ บีบ หรือกดสิวโดยไม่จำเป็น ถ้าเราดูแลตัวเองอย่างดีแล้วแต่ก็ยังเกิดสิวอุดตันขึ้นมา ถ้าเป็นไม่มากก็ควรผ่อนคลาย ไม่เครียด เพราะสิวพวกนี้จะหายไปได้เองเมื่ออายุมากขึ้น แต่ถ้าเป็นสิวอุดตันเยอะมากจนเสียภาพลักษณ์ก็ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อที่จะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเราที่สุด

วิธีรักษาสิว

 

 

ขอบคุณที่มา
th.wikipedia.org
haamor.com
kapook
medthai.com