หัวใจล้มเหลว ภาวะที่หัวใจอ่อนแอหรืออ่อนกำลังลง (Heart Failure)

 

Share This:

หัวใจล้มเหลว ภาวะที่หัวใจอ่อนแอหรืออ่อนกำลังลง (Heart Failure)
Rate this post
loading...

หัวใจล้มเหลว

หัวใจล้มเหลว  ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือ Heart Failure ไม่ได้หมายความว่า หัวใจจะหยุดทำงาน แต่เป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถทำงานได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น ภาวะที่หัวใจอ่อนแอหรืออ่อนกำลังลง (Heart Failure) ทำให้การทำสิ่งต่าง ๆ ซึ่งปกติเป็นเรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้น แต่ก็ยังมีวิธีต่างๆ ที่ผู้ป่วยและแพทย์จะร่วมมือกันเพื่อช่วยให้หัวใจกลับมาทำงานได้ดีขึ้น

หัวใจล้มเหลว
หัวใจล้มเหลว

อาการของภาวะหัวใจล้มเหลว / หัวใจอ่อนกำลัง (Heart Failure) อาจมีหลายอาการร่วมกันหรือมีเพียงอาการเดียวก็ได้ เช่น

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • อึดอัด หายใจลำบาก เมื่อออกกำลังกาย
  • หายใจลำบากเมื่อนอนหงาย
  • ตื่นกลางดึกเพราะไอ หรือหายใจลำบาก
  • ข้อเท้าหรือเท้าบวม
  • เวียนศีรษะ หน้ามืดบ่อย
  • เข้าห้องน้ำบ่อยตอนกลางคืน

สาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว / หัวใจอ่อนกำลัง (Heart Failure)
สาเหตุที่พบได้บ่อย เกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือเกิดหัวใจวาย (heart attack) และ ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) สาเหตุอื่นที่พบ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจ และการติดเชื้อของกล้ามเนื้อหัวใจ สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสูบฉีดเลือดลดลง ทำให้ปริมาณเลือดไหลผ่านร่างกายลดลงด้วย หัวใจจึงพยายามปรับตัวให้ปริมาณเลือดซึ่งจะสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นปกติ ห้องหัวใจจึงขยายตัวเพื่อเก็บกักเลือดให้มากขึ้น ซึ่งจะทำได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น เพราะกล้ามเนื้อห้องหัวใจที่ยืดขยายนี้จะอ่อนล้าและไม่สามารถสูบฉีดได้ดีอีกต่อไป ในการบีบตัวแต่ละครั้ง หัวใจที่อ่อนกำลังจะสูบฉีดเลือดได้น้อยลง

  • ทำให้มีน้ำ (ของเหลว) ค้างในปอด
  • ทำให้ออกซิเจนที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เช่น ไต ลดลง ทำให้ไตขจัดน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้ลดลง น้ำจึงคั่งตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เกิดเป็นลักษณะบวมน้ำ ซึ่งเป็นวงจรที่ทำให้ภาวะหัวใจล้มเหลว หัวใจอ่อนกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเป็นโรคภาวะหัวใจล้มเหลว หัวใจอ่อนกำลัง (Heart Failure) ผู้ป่วยและแพทย์สามารถร่วมมือกัน เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่อย่างสบายได้ แพทย์อาจสั่งจ่ายยาช่วยให้หัวใจทำงานดีขึ้น ส่วนผู้ป่วยก็ควรร่วมมือเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตบางอย่าง เช่น การรับประทานอาหาร การจัดเวลารับประทานยา การสังเกตอาการความรู้สึก การบันทึกน้ำหนักตัว การแจ้งให้แพทย์รับทราบเมื่อรู้สึกแย่ลง

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของการทำงานของหัวใจ โดยอาจเกิดจากมีความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ของหัวใจ ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายหรือรับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจได้ตามปกติ

  • ชนิดของภาวะหัวใจล้มเหลว
  • อาการของภาวะหัวใจล้มเหลว
  • ปัจจัยที่อาจทำให้ภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลง
  • การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลว
  • แนวทางการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว
หัวใจล้มเหลว
หัวใจล้มเหลว

ชนิดของภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถแบ่งได้หลายชนิด แต่หากใช้การแบ่งตามระยะเวลาที่มีอาการสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (acute heart failure) เป็นภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการเกิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วหรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการคงที่แต่กลับแย่ลงในเวลาไม่นาน
  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง (chronic heart failure) พบได้ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันมาก่อนหรือไม่ก็ได้ แต่ในขณะที่ทำการวินิจฉัยผู้ป่วยมีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวและ/หรือมีการทำงานที่ผิดปกติไปของหัวใจคงอยู่เป็นเวลานาน

อาการของภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวทำให้เกิดอาการหรืออาการแสดงที่เกิดจากการที่เลือดออกจากหัวใจไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และอาการที่เกิดจากภาวะคั่งของน้ำและเกลือ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • อาการหายใจเหนื่อย เป็นอาการสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว โดยอาจมีอาการเหนื่อยในขณะที่ออกแรง อาการเหนื่อย/หายใจไม่สะดวกในขณะนอนราบ บางครั้งจะมีอาการไอในขณะนอนราบด้วย หรือในขณะนอนหลับต้องตื่นขึ้นเนื่องจากมีอาการหายใจไม่สะดวกซึ่งเป็นอาการจำเพาะสำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว
  • อ่อนเพลีย เกิดจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายลดลง ทำให้ความสามารถในการทนต่อการทำกิจกรรมหรือความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆ ของร่างกายลดลง
  • มีอาการบวมจากภาวะคั่งน้ำและเกลือ เช่น ที่เท้าและขามีลักษณะบวม กดบุ๋ม มีน้ำคั่งในปอดและอวัยวะภายใน เช่น มีตับ ม้ามโต มีน้ำในช่องท้อง ทำให้มีอาการท้องบวม ท้องโตขึ้น แน่นอึดอัด

 

ปัจจัยที่อาจทำให้ภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลง

  • สาเหตุจากหัวใจ เช่น หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ หัวใจเต้นช้าเกินไป กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคลิ้นหัวใจ เป็นต้น
  • สาเหตุอื่นๆ เช่น ขาดการควบคุมและดูแลในเรื่องเกลือ น้ำ และยา ได้รับยาที่มีฤทธิ์เป็นพิษต่อหัวใจ ภาวะติดเชื้อ การบริโภคแอลกอฮอล์มากเกินควร การทำงานของไตผิดปกติ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะโลหิตจาง
  • รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ
  • รับประทานยาที่ทำให้น้ำและเกลือคั่ง หรือยาที่กดการทำงานของหัวใจ
  • รับประทานอาหารเค็มเกินไป

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หัวใจล้มเหลว

การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลว

  • การซักประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด เช่น ปัจจัยเสี่ยงหรือโรคที่อาจเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว ประวัติการเป็นโรคหัวใจในอดีต ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว เป็นต้น
  • การตรวจร่างกายอย่างละเอียด
  • การประเมินภาวะสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยวินิจฉัยและรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว
    • การตรวจเลือด เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การตรวจการทำงานของไต การตรวจการทำงานของตับ การตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ การตรวจเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น
    • การตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอก
    • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
    • การตรวจการทำงานของหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงหรืออัลตราซาวนด์หัวใจ

แนวทางการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว

การรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวจะต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัย เช่น สาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว ความรุนแรงของโรค ระยะของโรค โรคอื่นๆ ที่พบร่วม เป็นต้น โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย การรักษามีเป้าหมายเพื่อลดอาการของผู้ป่วยและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยเน้นที่การยับยั้งหรือชะลอการเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินโรค เช่น

  • การรักษาด้วยยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ยากลุ่มลดการกระตุ้นระบบนิวโรฮอร์โมน ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น
  • การใช้เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติชนิดฝังในร่างกาย การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวรชนิดที่ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายและขวาบีบตัวพร้อมกัน ร่วมหรือไม่ร่วมกับเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติชนิดฝังในร่างกาย
  • การผ่าตัดใส่เครื่องช่วยการสูบฉีดเลือดของหัวใจ
  • การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ การผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่ว

การดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว

  • เรียนรู้อาการต่างๆ ของภาวะคั่งน้ำและเกลือ ได้แก่ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น บวม เหนื่อย นอนราบไม่ได้หรือต้องลุกขึ้นมานั่งหอบตอนกลางคืน หากมีอาการต้องแจ้งแพทย์และพยาบาลที่ให้การดูแลรักษา
  • ชั่งน้ำหนักตัวเองและบันทึกทุกวันหรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งในตอนเช้า ภายหลังเข้าห้องน้ำขับถ่ายแล้ว และต้องชั่งก่อนรับประทานอาหารเช้า เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวมากกว่า 1 กิโลกรัมจากเดิมภายใน 1-2 วัน (หรือ 2 กิโลกรัมภายใน 3 วัน) แสดงถึงภาวะคั่งน้ำและเกลือแล้ว
  • จำกัดการรับประทานเกลือโซเดียม (2-3 กรัมต่อวัน) ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม อาหารกระป๋อง และของหมักดอง และไม่เติม เกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊วลงไปเพิ่ม ควรจำกัดปริมาณน้ำดื่มตามแผนการรักษา
  • ในกรณีที่มีน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนัก เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น กรณีที่มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อึดอัดแน่นท้อง มีน้ำหนักลดมากกว่า 5 กิโลกรัมในเวลา 6 เดือนหรือ BMI น้อยกว่า 22 กิโลกรัม/ตารางเมตร ควรรับประทานอาหารย่อยง่ายครั้งละไม่มากแต่บ่อยๆ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดสารอาหาร
  • งดสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน หรืองดอย่างเด็ดขาด เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลกดการทำงานของหัวใจและทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม
  • หมั่นออกกำลังกายที่พอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ คือ การเดินบนทางราบ โดยเริ่มทีละน้อยๆ จาก 2-5 นาทีต่อวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์แล้วเพิ่มเป็น 5-10 นาทีต่อวัน หรือเข้าสู่โปรแกรมการฟื้นฟูหัวใจด้วยการออกกำลังกาย หากมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย รู้สึกไม่สุขสบายควรงดออกกำลังกาย
  • สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้หากเดินขึ้นบันได 1 ชั้น (8-10 ขั้น) ได้โดยไม่มีอาการหอบเหนื่อยหรือหยุดเดินกลางคัน เนื่องจากอาจมีอาการทรุดหนักลงได้หลังมีเพศสัมพันธ์
  • รับประทานยารักษาอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติใดๆ ที่เป็นอาการข้างเคียงของยาต้องปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดรับประทานยาทุกครั้ง หากซื้อยารับประทานจากร้านยาต้องปรึกษาแพทย์ถึงผลข้างเคียงของยาต่อหัวใจ ไต หรือปฏิกิริยาร่วมกับยาอื่นที่ใช้รักษาอยู่
  • ลดความเครียดด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ออกกำลังกายที่พอเหมาะ การทำสมาธิ
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไกลที่ต้องนั่งเป็นระยะเวลานาน ผู้ป่วยไม่ควรเดินทางคนเดียว หากภาวะหัวใจล้มเหลวมีอาการแย่ลงมากไม่ควรเดินทางโดยสารเครื่องบิน
  • ควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีในกรณีไม่มีข้อห้าม
  • มาตรวจและพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

อะไรเป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงของภาวะหัวใจล้มเหลว?

หัวใจล้มเหลว
หัวใจล้มเหลว

สาเหตุของการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ได้แก่

  • โรคหัวใจขาดเลือด (โรคหลอดเลือดหัวใจ) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ คือ เป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ เป็นต้น
  • โรคของกล้ามเนื้อหัวใจที่เรียกว่า Dilated cardiomyopathy
  • โรคลิ้นหัวใจต่างๆ เช่น โรคลิ้นหัวใจรั่ว โรคลิ้นหัวใจตีบ
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • สาเหตุอื่นๆที่พบได้ค่อนข้างน้อย เช่น โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ การได้รับยาหรือสารบางประ เภทเกินขนาด เช่น โคเคน แอลกอฮอล์ การได้รับยาเคมีบำบัดบางชนิดที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง โรคที่มีโปรตีนชื่อ Amyloid เข้าไปสะสมที่กล้ามเนื้อหัวใจ (Amyloidosis) เป็นต้น

สาเหตุเหล่านี้ ทำให้หัวใจทำหน้าที่บีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้ไม่เพียงพอ หากเกิดขึ้นฉับพลัน ผู้ป่วยก็จะมีอาการผิดปกติต่างๆตามดังที่จะกล่าวถึงต่อไปในหัวข้ออาการ แต่หากเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป หัวใจจะมีการปรับตัวให้สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆได้เพียงพอ โดยไม่ทำให้เกิดอาการ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจมีการขยายขนาดให้หนาขึ้น เพื่อให้มีแรงบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น เป็นต้น แต่หากมีปัจจัยส่งเสริมบางอย่างที่ทำให้อวัยวะต่างๆ ต้องการเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น ผู้ป่วยก็จะเกิดอาการของหัวใจล้มเหลวขึ้นมาได้

ปัจจัยส่งเสริมต่างๆ (Precipitating cause) ที่ทำให้เกิดหัวใจล้มเหลว ได้แก่ การติดเชื้อโรคต่างๆ เกิดภาวะโลหิตจาง (ภาวะซีด) เกิดไทรอยด์เป็นพิษ (ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ) การตั้ง ครรภ์ ความดันโลหิตสูงฉับพลัน (เช่น พบในผู้ที่หยุดกินยารักษาความดันโลหิตสูงกะทันหัน) การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มขึ้นจากเดิมฉับพลัน การเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดในปอด (ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ) การกินอาหารที่มีโซเดียม/เกลือแกง/อาหารเค็มมากเกินไป การได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดมากเกินไป สภาพแวดล้อมของอากาศที่ร้อนเกินไป (โรคลมแดด) หรือหนาวจัดเกินไป รวมถึงอารมณ์โกรธหรือเสียใจที่รุนแรงด้วย

ภาวะหัวใจล้มเหลวมีอาการอย่างไร?

loading...

ในทางการแพทย์ มีวิธีการแบ่งอาการจากภาวะหัวใจล้มเหลวอยู่หลายแบบเพื่อให้ง่ายต่อการหาสาเหตุ เช่น

  • การแบ่งว่าเป็นภาวะหัวใจล้มเหลวที่เกิดจากหัวใจห้องล่างบีบตัวไม่ดี จึงนำเลือดไปเลี้ยงร่าง กายไม่เพียงพอ (Systolic failure) หรือเกิดจากหัวใจห้องล่างขยายตัวเพื่อรับเลือดเข้ามาได้แต่ไม่เพียงพอ (Diastolic failure) จึงทำให้ส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่พอ และทำให้เกิดเลือดคั่งอยู่ในหลอดเลือดดำของอวัยวะต่างๆ
  • การแบ่งว่าภาวะหัวใจล้มเหลวเกิดจากหัวใจห้องด้านขวาหรือห้องด้านซ้าย (Right-sided, Left-sided heart failure)
  • การแบ่งว่าเป็นภาวะหัวใจล้มเหลวชนิดที่มีเลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกายน้อยลง (Low-output heart failure) ซึ่งเป็นผลจากการหดตัวของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย หรือเป็นชนิดที่มีเลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกายมาก (High-output heart failure) แต่ก็ไม่เพียงพอเนื่อง จากมีการขยายตัวของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกายและทำให้ความดันโลหิตต่ำลง
  • การแบ่งว่าเป็นภาวะหัวใจล้มเหลวชนิดที่ทำให้เกิดเลือดคั่งในหลอดเลือดดำ (Backward heart failure) หรือชนิดที่ส่งเลือดออกไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆไม่เพียงพอ (Forward heart failure)

หากเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวมาไม่นาน (หรือแบบเฉียบพลัน) การจัดว่าผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มไหนในการแบ่งแต่ละอย่างจะค่อนข้างชัดเจน โดยอาศัยจากอาการผู้ป่วยและความผิดปกติที่แพทย์ตรวจพบซึ่งจะแตกต่างกัน แต่หากเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวมานานแล้ว (หรือเรื้อรัง) อา การผิดปกติต่างๆจะคล้ายๆกัน ทำให้การแบ่งผู้ป่วยจะทำได้ค่อนข้างยาก และอาจไม่มีความจำ เป็นแล้ว

ดังนั้น เพื่อความใจได้ง่ายสำหรับคนทั่วไป อาการโดยรวมของภาวะหัวใจล้มเหลว คือ

  1. อาการเหนื่อย/หายใจลำบาก (Dyspnea) ในช่วงแรกของการเกิดภาวะนี้ อาการเหนื่อยจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อออกแรงทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ หรือออกกำลังกาย ซึ่งผู้ป่วยจะ ต้องสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตนเอง เนื่องจากความรู้สึกเหนื่อยของแต่ละคนเมื่อออกแรงทำกิจกรรมเดียวกันอาจไม่เท่ากัน แต่เมื่อภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ อาการเหนื่อยก็จะเป็นมากขึ้น จนกระทั่งทำกิจวัตรประจำวันธรรมดา เช่น กวาดบ้าน อาบน้ำ กินข้าว ก็จะเหนื่อยง่ายจนผิดสังเกต และเมื่อภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรงมาก ผู้ป่วยก็จะรู้สึกเหนื่อยแม้ว่ากำลังนั่งเฉยๆก็ตามอาการเหนื่อยเหล่านี้เกิดจากการที่หัวใจบีบเลือดออกไปสู่อวัยวะต่างๆได้ไม่เต็มที่ เลือดจึงคั่งอยู่ในหลอดเลือดของปอด ทำให้ค่าความดันของหลอดเลือดฝอยและหลอดเลือดดำเล็กๆในปอดเพิ่มขึ้น น้ำจากหลอดเลือดปอดเหล่านี้จึงซึมออกมาและเข้าไปอยู่ในถุงลม ทำให้ถุงลมของปอดมีน้ำคั่ง เรียกว่า ภาวะปอดบวมน้ำ (Pulmonary edema) การแลกเปลี่ยนก๊าซจึงลดลง ผู้ป่วยจึงรู้สึกเหนื่อย อีกทั้งการที่หัวใจส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆลดลง ซึ่งรวมไปถึงกล้าม เนื้อที่ใช้ในการหายใจเข้าออก ก็มีส่วนทำให้รู้สึกเหนื่อยด้วยเช่นกัน
  2. อาการนอนราบไม่ได้ (Orthopnea) กล่าวคือ ผู้ป่วยจะต้องใช้หมอนหนุนหลายใบเพื่อให้ศีรษะยกตัวสูงขึ้น ในรายที่อาการรุนแรงจะไม่สามารถล้มตัวลงนอนราบตามปกติได้เลย ต้องนอนหลับในท่านั่งเท่านั้น สาเหตุเกิดจากเมื่อนอนราบลง น้ำที่อยู่ในช่องว่างระหว่างเนื้อเยื่อและในหลอดเลือดของขาและช่องท้อง จะไหลเทกลับเข้าสู่หัวใจ แต่เนื่องจากหัวใจไม่สามารถบีบเลือดออกไปสู่ร่างกายได้เหมือนปกติ เลือดจึงคั่งอยู่ในหลอดเลือดของปอด และทำให้เกิดอาการเหนื่อยตามมาดังได้กล่าวแล้วนั่นเอง อีกทั้งในท่านอน กะบังลมจะยกตัวสูง ทำให้ปริ มาตรปอดลดลงด้วย อาการนี้มักจะปรากฏช้ากว่าอาการเหนื่อย
  3. อาการเหนื่อยฉับพลันขณะหลับ (Paroxysmal nocturnal dyspnea) คือ ขณะที่ผู้ ป่วยนอนหลับ อยู่ๆก็จะตื่นขึ้นมากะทันหันเพราะรู้สึกเหนื่อย เหมือนคนกำลังจะจมน้ำ หรืออาจตื่นขึ้นมาและมีอาการไอติดๆกัน (Nocturnal cough) จนผู้ป่วยต้องลุกขึ้นนั่งห้อยขา เพื่อให้อา การเหนื่อยหรือไอบรรเทาลง สาเหตุเกิดจากขณะนอนหลับ ศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะทำงานลดลง ทำให้การหายใจช้าลง และระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการบีบตัวของหัวใจก็ทำงานลดลงด้วย ซึ่งในคนปกติจะไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ แต่ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว ก็จะมีอาการเหนื่อยขึ้นมา
  4. อาการอ่อนเพลีย อ่อนแรง เป็นอาการที่ไม่จำเพาะ เกิดจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆทั่วร่างกายลดลง
  5. น้ำหนักลด ผอมลง ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและเป็นมานาน จะมีน้ำหนักตัวลดลงได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจทำงานหนักขึ้น มีอาการเบื่ออาหาร การดูดซึมอาหารของลำไส้ลดลง ซึ่งเป็นผลจากมีเลือดคั่งอยู่ในหลอดเลือดดำของผนังลำไส้ และมีการเพิ่มขึ้นของสารเคมีชื่อ Tumor necrotic factor (TNF) ในเลือด ทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น
  6. เกิดน้ำคั่งในอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ สาเหตุเกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถบีบเลือดเข้าสู่หลอดเลือดแดงได้เพียงพอ เลือดจึงคั่งอยู่ในหลอดเลือดดำและหลอดเลือดฝอย ทำให้ความดันของหลอดเลือดดำสูงขึ้น น้ำในหลอดเลือดจึงซึมออกจากหลอดเลือด ออกมาคั่งอยู่ในเนื้อเยื่อบริเวณรอบๆหลอดเลือด และทำให้เกิดอาการต่างๆ นอกจากนี้ภาวะหัวใจวาย ยังทำให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงไตลดลง เซลล์ของไตที่ผลิตฮอร์โมนจึงถูกกระตุ้นและหลั่งฮอร์โมนออกมาเป็นฮอร์โมนกลุ่มเรียกว่า Renin-Angiotensin-aldosterone system ฮอร์โมนเหล่านี้จะทำให้ไตดูดซึมเกลือโซเดียมและน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายมากกว่าปกติ ร่างกายของผู้ป่วยจึงยิ่งมีปริมาณน้ำคั่งมากขึ้นไปอีกอาการที่เกิดจากน้ำคั่ง ได้แก่ น้ำที่คั่งในถุงลมของปอด/ปอดบวมน้ำ (Pulmonary edema) ทำให้เกิดอาการเหนื่อย และหากฟังเสียงปอดจะได้ยินเสียงผิดปกติ (Pulmonary rales) หรือน้ำอาจเกิดการคั่งอยู่ในช่อง/โพรงเยื่อหุ้มปอด (Pleural effusion: ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด) ซึ่งก็ทำให้มีอาการเหนื่อยเช่นกัน น้ำอาจซึมออกมาจากหลอดเลือดดำในท้อง ทำให้เกิดมีน้ำในท้องขึ้น (Ascites: ท้องมาน) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการท้องโต แน่นท้อง นอก จากนี้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอาจเกิดน้ำคั่ง ทำให้เกิดอาการบวมได้ โดยเฉพาะบริเวณหน้าแข้งและข้อเท้า ซึ่งมักจะเป็นมากขึ้นในช่วงเย็น เมื่อผู้ป่วยเดิน ยืน หรือนั่งห้อยขามาตลอดทั้งวัน แต่หากเป็นผู้ป่วยที่นอนอยู่กับเตียง จะเห็นเนื้อเยื่อบริเวณก้นกบบวมแทน
  7. อาการอื่นๆ เช่น มีเสียงหัวใจเต้นผิดปกติ คือมีเสียงที่ 3 และ 4 เกิดขึ้น (เสียงหัว ใจในคนปกติมีแค่ 2 เสียง) เรียกว่า S-3 หรือ S-4 gallop ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจพบความดันโลหิตระหว่างตัวบน (Systolic pressure) กับตัวล่าง (Diastolic pressure) มีค่าแคบลง หรืออาจจับชีพจรได้แรงกับเบาสลับกันไปอย่างสม่ำเสมอ เรียกว่า Pulsus alternans ในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเกิดขึ้นฉับพลัน หรือมีอาการกำเริบขึ้นรุนแรง อาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกหน้ามืด ใจสั่น ปากเขียว เล็บมือเขียว (ภาวะเขียวคล้ำ) เพราะเนื้อเยื่อต่างๆขาดออกซิเจนได้

แพทย์วินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างไร?

หลักการวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลว คือ การวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลวเกิดขึ้น วินิจ ฉัยโรคที่เป็นต้นเหตุ และวินิจฉัยปัจจัยส่งเสริม

การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลว อาศัยอาการและอาการแสดง (ความผิดปกติที่แพทย์ตรวจพบ) และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญได้ตั้งกฎเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะนี้ไว้ดังนี้คือ

  1. ผู้ที่มีอาการ/อาการแสดงต่อไปนี้ตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป สามารถให้การวินิจฉัยภาวะหัว ใจล้มเหลวได้ คือ
    • อาการเหนื่อยฉับพลันขณะหลับ
    • หลอดเลือดดำที่คอโป่งพอง
    • หรือออกแรงกดหน้าท้องแล้วหลอดเลือดดำที่คอโป่งออก
    • ฟังเสียงปอดได้ยินเสียงผิดปกติ
    • เอกซเรย์ปอดพบน้ำในถุงลม
    • เอกซเรย์ปอดพบหัวใจโต
    • ฟังเสียงหัวใจได้ยินเสียงผิดปกติ (S-3 gallop)
    • ตรวจวัดความดันของหลอดเลือดดำใหญ่ได้มากกว่า 16 เซนติเมตรน้ำ
  2. ผู้ที่มีอาการ/อาการแสดงข้างต้น 1 ข้อ ร่วมกับอาการดังต่อไปนี้ 2 ข้อ สามารถให้การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลวได้ คือ
    • ขาหรือข้อเท้าบวม
    • หอบเหนื่อยเมื่อออกแรงทำงาน
    • มีอาการตื่นมาไอกลางคืน
    • ตับโต
    • หัวใจเต้นเร็วมากกว่า 120 ครั้งต่อนาที
    • เอกซเรย์ปอดพบน้ำในช่อง/โพรงเยื่อหุ้มปอด
    • ตรวจสมรรถภาพปอดพบมีสมรรถภาพลดลงประมาณ 3 เท่าของคนปกติ
    • น้ำหนักลดตั้งแต่ 4.5 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 5 วัน ภายหลังได้รับยาขับปัสสาวะเพื่อรักษาอาการบวม

ภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงอย่างไร?

ภาวะหัวใจล้มเหลวและผลข้างเคียง เป็นภาวะรุนแรง

  1. โอกาสการเสียชีวิต (ตาย) ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่งเสริมว่ามีหรือไม่ รวมทั้งสามารถแก้ ไขปัจจัยส่งเสริมให้หมดไปได้หรือไม่ หากแก้ไขให้หมดไปได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตที่อาจเกิดขึ้นกะทันหันได้ หากไม่มีปัจจัยส่งเสริมหรือได้แก้ไขไปแล้ว โอกาสเสียชีวิตอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ภายใน 6 เดือนหรืออาจนานหลายปี ขึ้นกับโรคที่เป็นสาเหตุของภาวะหัวใจล้ม เหลว และความรุนแรงของอาการที่เป็นอยู่ หากสามารถรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุให้หายไปได้ เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจในผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจรั่ว ผู้ป่วยก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยืนนาน
  2. การเสียชีวิตกะทันหันของผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดที่เรียกว่า Ventricular fibrillation
  3. ผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจวายรุนแรง มักมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำใหญ่ (ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ) เนื่องจากการคั่งของเลือดทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำนี้อาจหลุดกลายเป็นก้อนลิ่มเลือดเล็กๆ กระจายเข้าไปอุดหลอดเลือดเล็กๆในปอดได้ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยขึ้นมากะทันหัน จากภาวะหายใจล้มเหลวที่เกิด ขึ้นเฉียบพลันและกระตุ้นภาวะหัวใจล้มเหลวให้แย่ลงไปอีก ทำให้มีโอกาสเสียชีวิตได้สูง

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

มีแนวทางการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างไร?

แนวทางหรือหลักการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว คือ รักษาอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ และรักษาหรือกำจัดปัจจัยส่งเสริมให้หมดไป ซึ่งจะกล่าวถึงเฉพาะการรัก ษาอาการที่เกิดจากภาวะหัวใจวายเท่านั้น เพราะการรักษาสาเหตุและปัจจัยส่งเสริมจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละสาเหตุ/ปัจจัย โดยการรักษาอาการจากภาวะหัวใจวาย แบ่งออกเป็น

  1. การป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด: ในภาวะหัวใจวาย ระบบฮอร์โมนระหว่าง Renin-angiotensin-aldosterone system และสารสื่อประสาทในระบบประสาทอัตโนมัติ Sympathetic nervous system จะถูกกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมา ซึ่งมีผลให้หัวใจบีบตัวทำงานหนักมากขึ้น การรักษาจึงต้องให้ยาที่ไปต้านฮอร์โมนและสารสื่อประสาทเหล่านี้ เช่น ยาในกลุ่ม Angiotensin-converting enzyme inhibitors, ยากลุ่ม Angiotensin receptor blockers, ยากลุ่ม Aldosterone antagonist, และยากลุ่ม Beta-adrenoceptor blockers
  2. การควบคุมและกำจัดน้ำส่วนเกิน/น้ำคั่ง: ภาวะหัวใจวายทำให้ร่างกายมีปริมาณน้ำรวมถึงเกลือแร่โซเดียม/เกลือแกงเกินกว่าปกติ และทำให้เกิดอาการบวมในเนื้อเยื่อ/อวัยวะตามมาดังได้กล่าวแล้วในหัวข้ออาการ การรักษาจึงต้องขจัดน้ำและโซเดียมส่วนเกินนี้ ได้แก่
    • การจำกัดการบริโภคเกลือโซเดียมจากอาหารที่รับประทาน เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับเกลือโซ เดียมเกินกว่าความสามารถที่ไตจะกำจัดออกไปทางปัสสาวะได้ (ซึ่งในภาวะหัวใจล้มเหลว ไตจะดูดน้ำและโซเดียมกลับมากกว่าปกติอยู่แล้ว) เพราะหากรับประทานเกลือมาก กระแสเลือดของเราก็จะมีโซเดียมมากขึ้น ไตก็จะดูดน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น แทนที่จะขับออกทางปัสสาวะทิ้งไป ร่างกายจึงมีการคั่งของน้ำมากขึ้นไปอีก
    • การให้ยาขับปัสสาวะ ซึ่งมีอยู่หลายตัว เช่น Furosemide เป็นต้น
  3. การลดภาระการทำงานของหัวใจ ได้แก่ การงดการออกแรงทำงาน หรือออกกำลังที่ทำให้รู้ สึกเหนื่อยเกินไป หากจะทำงาน ควรมีระยะพักเป็นระยะๆบ่อยๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกเหนื่อยเกินไป รวมไปถึงการควบคุมอารมณ์โกรธ หงุดหงิด และความเครียด ความวิตกกังวลต่างๆ ซึ่งอาจต้องใช้ยาระงับประสาท/ยาคลายเครียดช่วย
  4. การเพิ่มความสามารถในการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ คือการใช้ยา Digitalis เพื่อช่วยให้หัวใจบีบเลือดส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้ดีขึ้น โดยที่ต้องไม่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเกิดการขาดเลือด

อนึ่ง ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาต่างๆดังที่กล่าวมา จะถือว่าผู้ป่วยมีภาวะดื้อต่อการรักษา (Refractory heart failure) ซึ่งมักจะเสียชีวิตภายใน 1 ปี ซึ่งการรักษาที่อาจช่วยชี วิตได้ คือ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ

ป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างไร?

การป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว คือการป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว โดยเฉพาะการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (โรคหลอดเลือดหัว ใจ) เช่น การไม่สูบบุหรี่ การลดระดับไขมันในเลือดหากมีไขมันในเลือดสูง และการป้องกันการเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น

นอกจากนี้ คือต้องป้องกันปัจจัยส่งเสริมต่างๆที่อาจเกิดขึ้น เช่น การกินยาลดความดันโล หิตสูงอย่างสม่ำเสมอ และการป้องกันระวังการติดเชื้อต่างๆซึ่งที่สำคัญ คือการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เป็นต้น

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

การดูแลตนเองและการพบแพทย์ในภาวะหัวใจล้มเหลว ได้แก่

  1. ผู้ป่วยต้องจำกัดการบริโภคเกลือโซเดียม/เกลือแกงในอาหาร ในบุคคลทั่วไป องค์ การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคเกลือแกงไม่เกินวันละ 6 กรัมหรือเท่ากับ 1 ช้อนชา หากเทียบเป็นปริมาณโซเดียมจะเท่ากับ 2,400 มิลลิกรัม แต่หากเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายแล้ว ต้องลดปริมาณเกลือแกงที่บริโภคให้น้อยลงกว่านี้ โดยต้องงดการเติม ซีอิ้ว น้ำปลา ซอสปรุงรส หรือน้ำจิ้มข้างเคียงต่างๆเพิ่มลงในอาหารที่ปรุงมาแล้ว และอาหาร
  2. ที่ปรุงก็ต้องไม่เค็มด้วย รวมทั้งต้องงดอาหารที่มีเกลือแกงอยู่ในปริมาณสูง ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงต้องจำกัดการกินเกลือแกงอย่างเข้มงวด โดยบริโภคเกลือแกงได้ไม่เกินวันละ 0.5 – 1 กรัม ซึ่งหมายถึงการงดเติมซีอิ้ว น้ำปลา และซอสปรุงรสต่างๆทุกชนิดลงไปในอาหารที่ปรุง รวมถึงผงชูรส เพราะผงชูรสมีโซ เดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ ผู้ป่วยจึงต้องเตรียมอาหารกินเอง ไม่สามารถซื้อรับประทานจากนอกบ้านได้อาหารที่มีเกลือแกงอยู่ในปริมาณสูงและผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยง เช่น อาหารที่มีเต้าเจี้ยว กะ ปิ ปลาร้า หรือน้ำบูดู เป็นองค์ประกอบ อาหารกระป๋องทุกชนิด รวมถึงผลไม้กระป๋อง และน้ำผล ไม้กล่องด้วย อาหารกึ่งสำเร็จรูปต่างๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป ซุปก้อน ผงทำอา หารสำเร็จรูป ขนมถุงกรุบกรอบต่างๆ ขนมที่มีการเติมผงฟู เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ แพนเค้ก ขนมปัง เพราะผงฟูมีโซเดียมเป็นองค์ประกอบ เครื่องดื่มเกลือแร่ ชูกำลังต่างๆ รวมไปถึง ชีส (เนย) เนื้อ สัตว์แปรรูปต่างๆ เช่น ลูกชิ้น ไส้กรอก หมูยอ เบคอน เนื้อสวรรค์ เป็นต้น
  3. การออกแรงทำงานหรือออกกำลังกายจนเกิดอาการเหนื่อยเกินไป เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับหัวใจ แต่ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง ควรออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆที่ไม่ทำให้เหนื่อยเกินไปเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินออกกำลัง ขี่จักรยานเบาๆกับเครื่องออกกำลัง เป็นต้น
  4. ผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ตรวจสม่ำเสมอตามนัด หากมีอาการกำเริบ เช่น เหนื่อยมากขึ้นมาฉับพลัน นอนราบไม่ได้ ต้องรีบไปโรงพยาบาลฉุกเฉิน
  5. ผู้ป่วยควรชั่งน้ำหนักทุกวันเพื่อดูว่าปริมาณน้ำในร่างกายมากเกินไปหรือไม่ เวลาที่ชั่งน้ำหนักควรเป็นตอนเช้าหลังจากถ่ายปัสสาวะแล้ว และก่อนรับประทานอาหารเช้า รวมทั้งจดบันทึกน้ำหนักทุกวัน ถ้าน้ำหนักเพิ่มมากกว่า 2 กิโลกรัมในหนึ่งวัน ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยา บาล เพราะน้ำหนักที่เกินมา 2 กิโลกรัม จะเท่ากับว่ามีน้ำคั่งค้างในตัว 2 ลิตร อาจทำให้ภาวะหัว ใจล้มเหลวกำเริบได้

 

การทําบอลลูนหัวใจ

 

loading...

Related posts:

โรคซึมเศร้า สาเหตุหลัก อาการทั้งหมดและวิธีรักษาโรคซึมเศร้า
กระดูกพรุน แก้ง่ายด้วยการเติมแคลเซียมแก้โรคกระดูกพรุนจริงหรือ?
มะเร็งปากมดลูก ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคมะเร็งปากมดลูก
หูตึง หูหนวก ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคหูตึง หูหนวก
หูอื้อ ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคหูอื้อ
กระดูกหัก ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษา 30 วิธี Broken bone
ไข้ทับระดู ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคไข้ทับระดู 22 วิธี
โลหิตจาง ภาวะโลหิตเป็นความผิดปกติของเลือดที่พบได้บ่อยที่สุด Anemia
No votes yet.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ