หูชั้นกลางอักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคหูชั้นกลางอักเสบ

Share This:

หูชั้นกลางอักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคหูชั้นกลางอักเสบ
5 (100%) 1 vote

หูชั้นกลางอักเสบ

หูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media หรือ Middle ear infection) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย แต่จะพบได้มากในทารกและเด็กเล็ก (4 เดือนถึง 4 ขวบ) เนื่องจากภูมิต้านทานยังน้อยและยังเจริญไม่เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทารกที่ไม่ได้กินนมมารดา อยู่ในที่ ๆ มีควันบุหรี่ หรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคนี้ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบมากขึ้น มักเกิดร่วมกับการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น หวัด ทอลซิลอักเสบ หรืออาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของหัด ไข้หวัดใหญ่ ไอกรน ทำให้เกิดการอักเสบของหูชั้นกลางจากการที่เชื้อโรคบริเวณคอผ่านท่อยูสเตเชียนเข้าไป โรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง/โรคหูน้ำหนวก สามารถรักษาได้ โดยรักษาโรคหวัด หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่มีโรคหวัดร่วมด้วย รับประทานยาต้านจุลชีพ/ยาปฏิชีวนะต่อเนื่องประมาณ 1-2 สัปดาห์ ใช้ยาหยอดหูสำหรับโรคหูน้ำหนวกซึ่งมียาต้านจุลชีพหยอดหูวันละ 2 ครั้ง ทำความสะอาดช่องหู โดยแพทย์หู คอ จมูก ทำให้เยื่อบุผิวในหูชั้นกลางและท่อยูสเตเชียนบวม และมีหนองขังเพราะเกิดการบวมและอุดตันขึ้นที่ท่อยูสเตเชียนทำให้ระบายหนองออกไม่ได้ เกิดแก้วหูทะลุเป็นรู ทำให้หนองที่ขังอยู่ไหลออกมากลายเป็นหูน้ำหนวก

 

สาเหตุอาการและการรักษาของโรคหูชั้นกลางอักเสบ

 

 

 

  1. การให้วัคซีนบางชนิดสามารถลดการเกิดหูชั้นกลางอักเสบได้ โดยวัคซีนที่นิยมให้ คือ วัคซีนป้องกันเชื้อปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine), วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine) และการให้ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส RSV-IGIV ในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เป็นต้น
  2. สำหรับการป้องกันมิให้เป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวกเรื้อรัง) อาจกระทำได้โดยการรีบรักษาหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันอย่างถูกต้อง
  3. ผู้ที่เป็นหูน้ำหนวกบ่อยมากกว่า 4 ครั้งต่อปี อาจป้องกันได้โดยการรับประทานยาปฏิชีวนะในขนาดครึ่งหนึ่งของที่ใช้รักษา วันละ 1 ครั้งก่อนนอน ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น
  4. ทำให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ และหมั่นออกกำลังกายแบบแอโรบิก (เช่น การวิ่ง เดินเร็ว ขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ ขี่จักรยานแบบปรับน้ำหนักความฝืดได้ เป็นต้น) อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
  5. ถ้าเจ็บป่วยเป็นโรคนี้ ควรดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่าปล่อยให้เป็นเรื้อรัง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้อง
  6. ระมัดระวังอย่าให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน เช่น โรคหวัด ไซนัสอักเสบ ฯลฯ โดยการหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลง (เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ) หลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศที่เย็นมาก ๆ (เช่น การนอนเปิดแอร์เย็นเกินไป หรือนอนป่าพัดลมโดยไม่ได้ใส่เสื้อผ้าหรือห่มผ้าห่ม หรือไม่ได้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายอย่างเพียงพอ), การดื่มน้ำหรืออาบน้ำเย็น ๆ, การตากลมตากฝาก, การสัมผัสอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (เช่น จากร้อนเป็นเย็น เย็นเป็นร้อน), การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยทั้งที่ในบ้านและในที่ทำงาน, การไปยังสถานที่ ๆ มีคนมากซึ่งจะทำให้มีโอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้น เป็นต้น (แต่ถ้าเป็นแล้วก็ควรรีบรักษาให้หายโดยเร็ว และถ้าเป็นหวัดก็ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงเกินไป ในเด็กโตและผู้ใหญ่ การป้องกันตนเองจากโรคดังกล่าวก็เป็นการป้องกันโรคนี้ไปในตัวด้วย)
  7. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ ๆ มีควันบุหรี่ และให้งดการสูบบุหรี่ในครอบครัว โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ เพราะจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหูชั้นกลางอักเสบแก่บุตรของท่าน
  8. ระมัดระวังอย่าให้เกิดอันตรายหรืออุบัติกับหู หลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนบริเวณหูและบริเวณใกล้เคียง เพราะอาจทำให้แก้วหูทะลุและฉีดขาดได้
  9. ควรให้ทารกกินนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบ
  10. หลีกเลี่ยงการใช้จุกนมปลอม เพราะจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหูชั้นกลางอักเสบประมาณ 1.6-3 เท่า
  11. หลีกเลี่ยงการส่งเด็กไปเลี้ยงที่ศูนย์เลี้ยงเด็ก เพราะพบว่าจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดหูชั้นกลางอักเสบเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่พ่อแม่เลี้ยงเอง เนื่องจากเด็กจะติดเชื้อมาจากเพื่อ
  12. ป้องกันตนเองไม่ให้เป็นหวัดหรือโรคของทางเดินหายใจส่วนต้น รวมถึงหลีกเลี่ยงการไอแบบปิดปากแน่นหรือสั่งน้ำมูกแรง ๆ
  13. ไม่ซื้อยาหยอดหูใด ๆ มาใช้เอง
  14. ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่
  15. การเลี้ยงลูกด้วยนมขวด การใช้จุกนมปลอม การนอนหงายดูดนม
  16. การส่งเด็กไปเลี้ยงที่ศูนย์เลี้ยงเด็ก
  17. การสั่งน้ำมูกแรง ๆ การดำน้ำ การว่ายน้ำ ในขณะที่มีการอักเสบในโพรงจมูกหรือโพรงหลังจมูกจะทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในหูชั้นกลางได้ง่ายขึ้น
  18. ปฏิตามคำแนะนำของแพทย์ รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งให้ถูกต้อง ครบถ้วน ไม่หยุดยาเอง แม้ว่าอาการจะทุเลาลงแล้วก็ตาม เพราะอาจทำให้การรักษาได้ผลไม่เต็บที่หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
  19. เมื่อมีอาการปวดหู หูอท้อ และมีไข้ ให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อบรรเทาอาการดังกล่าว แล้วจึงรีบไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง
  20. ในขณะที่มีหูน้ำหนวกไหลหรือเป็นโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้องและต่อเนื่อง หมั่นใช้ไม้พันสำลีเช็ดทำความสะอาดหูให้แห้งและระวังอย่าให้น้ำเข้าหู โดยการหลีกเลี่ยงการดำน้ำหรือเล่นน้ำในสระหรือแม่น้ำลำคลอง
  21. หมั่นใช้ไม้พันสำลีเช็ดทำความสะอาดหูให้แห้งอยู่เสมอ แล้วใช้ยาหยอดหูปฏิชีวนะ (Antibiotic ear drops) ที่แพทย์สั่งให้ ใช้หยอดหูวันละ 3-4 ครั้ง จนกว่าหนองจะแห้ง (ก่อนหยอดยาทุกครั้งควรเช็ดหนองให้แห้งก่อน) ถ้ามีอาการอักเสบกำเริบเฉียบพลัน เช่น ปวดหู มีไข้ ให้รับประทานปฏิชีวนะร่วมด้วยเป็นเวลา 10-14 วัน
  22. ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีอาการหูหนวกหูตึงมาก เยื่อแก้วหูทะลุเป็นรูปใหญ่ถึงขอบแก้วหู มีฝีขึ้นที่หลังหู หรือมีอาการใบหน้าเป็นอัมพาตครึ่งซีก ควรรีบไปโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์อาจต้องทำการเอกซเรย์หูและตรวจพิเศษอื่น ๆ แล้วแก้ไขไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น การรักษาไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ ผนังกั้นช่องจมูกคด ริดสีดวงจมูก เป็นต้น แต่ถ้ายังไม่ได้ผล อาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกนำเสียงและทำเยื่อแก้วหูเทียม (Tympanoplasty) ซึ่งจะช่วยให้การได้ยินของผู้ป่วยดีขึ้น
  23. ในรายที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนรุนแรง หรือคอแข็ง หรือสงสัยว่าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือฝีในสมองแทรกซ้อน ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วน
  24. นอกจากนี้แพทย์อาจให้รับประทานยาแก้แพ้ (Antihistamine), ยาลดบวม, ยาหดหลอดเลือด (Oral decongestant) และพ่นจมูกด้วยยาหดหลอดเลือด (Topical decongestant) เพื่อทำให้เยื่อบุบริเวณรูเปิดของท่อยูสเตเชียนยุบบวมและท่อยูสเตเชียนเปิดได้กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สารจากการอักเสบหรือหนองที่อยู่ในหูชั้นกลางสามารถระบายออกจากท่อนี้ได้สะดวกขึ้น
  25. ถ้าอาการดีขึ้นใน 2-3 วันหลังจากรับประทานยาปฏิชีวนะ ให้รับประทานยาปฏิชีวนะต่อไปจนครบตามที่แพทย์สั่ง แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ซึ่งแพทย์อาจต้องใช้เข็มเจาะเพื่อระบายเอาหนองออกจากเยื่อแก้วหู ซึ่งเรียกว่า “การเจาะเยื่อแก้วหู” (Myringotomy) และหลังการรักษาด้วยวิธีนี้เยื่อแก้วหูจะปิดได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์
  26. หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักมีอาการเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหลังจากเป็นไข้หวัด เจ็บคอ หรือเป็นโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจอื่น ๆ โดยจะมีอาการปวดในรูหู (แต่ดึงใบหูจะไม่เจ็บมากขึ้นเหมือนโรคหูชั้นนอกอักเสบ) หูอื้อ การได้ยินลดลง มีไข้สูง หนาวส่ัน และบางรายอาจมีอาการบ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเดินได้ด้วย ส่วนในทารกและเด็กเล็กจะมีอาการตื่นขึ้นร้องกวนเวลากลางดึกด้วยอาการเจ็บปวดหู และร้องไห้งอแงเกือบตลอดเวลา บางรายอาจเอามือดึงใบหูตัวเองข้างที่ปวด เด็กมักจะมีไข้สูง บางรายอาจมีอาการชักเนื่องจากไข้สูง และเด็กมักมีอาการของไข้หวัดหรือมีอาการไอ

 

 

หูชั้นกลางอักเสบ
หูชั้นกลางอักเสบ

 

หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง
1. เช็ดหูให้แห้งด้วยไม้พันสำลี แล้วหยอดด้วยยาหยอดหูที่เข้ายาปฏิชีวนะจนกว่าหนองจะแห้ง วันละ 3-4 ครั้ง และควรเช็ดหนองให้แห้งทุกครั้งก่อนที่จะหยอดยา ควรให้ผู้ป่วยกินยาปฏิชีวนะนาน 10 วันถ้ามีอาการอักเสบกำเริบเฉียบพลัน เช่น มีไข้ หรือปวดหู

2. ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลหากภายใน 1-2 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการหูหนวกหูตึงมาก เยื่อแก้วหูทะลุเป็นรูใหญ่ถึงขอบแก้วหู มีฝีที่หลังหู อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก แพทย์อาจต้องทำการเอกซเรย์หูและตรวจพิเศษอื่นๆ เพื่อหาสาเหตุและให้การแก้ไขตามสาเหตุที่พบ เช่น ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ ผนังกั้นจมูกคด ติ่งเนื้อเมือกจมูก เป็นต้น

อาจต้องทำการผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกนำเสียง และทำเยื่อแก้วหูเทียมเพื่อช่วยให้การได้ยินดีขึ้น ในรายที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล

 

 

เรื่องที่น่าสนใจ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง