อหิวาตกโรค ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคอหิวาต์

 

Share This:

อหิวาตกโรค ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคอหิวาต์
5 (100%) 1 vote
loading...

อหิวาตกโรค

อหิวาตกโรค, โรคอหิวาต์, โรคอุจจาระร่วงอย่างแรง, โรคลงราก หรือโรคห่า (Cholera)* เป็นโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ “วิบริโอคอเลอเร” (Vibrio cholerae) ที่เชื้อสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการท้องร่วงเป็นน้ำและอาเจียนเป็นหลัก ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะขาดน้ำและช็อกจนเป็นเหตุทำให้เสียชีวิตได้ในระยะเวลาสั้น ๆ

 

อหิวาตกโรค หรือ โรคห่า (อังกฤษ: cholera) คือ โรคระบาดชนิดหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae ที่ลำไส้เล็ก ผู้ป่วยจะมีอาการท้องร่วงเป็นน้ำและอาเจียนเป็นหลัก เรียกว่า “ลงราก” จึงเรียกโรคนี้ว่า “โรคลงราก” ก็มี และถ้าเกิดแก่สัตว์เลี้ยง เช่น เป็ด ไก่ วัว ควาย เรียก “กลี” ร่างกายจะขับน้ำออกมาเป็นจำนวนมาก ในผู้ป่วยรุนแรงอาจทำให้มีผิวสีออกเทา-น้ำเงินได้ การแพร่เชื้อเกิดขึ้นจากการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อเป็นหลัก ซึ่งผู้นั้นแม้ไม่มีอาการก็สามารถแพร่เชื้อได้

ความรุนแรงของอาการท้องร่วงและอาเจียนสามารถนำไปสู่ภาวะขาดน้ำและเสียสมดุลเกลือแร่อย่างรวดเร็ว กระทั่งเสียชีวิตในบางราย การรักษาหลักคือการชดเชยสารน้ำโดยการกิน ซึ่งมักทำโดยให้ดื่มสารละลายชดเชยการขาดน้ำและเกลือแร่ ถ้าไม่ได้ผลหรือได้ผลเร็วไม่เพียงพอหรือดื่มไม่ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ สำหรับผู้ป่วยบางรายที่เป็นรุนแรงอาจใช้ยาปฏิชีวนะช่วยเพื่อลดระยะเวลาและความรุนแรงของการป่วย

พ.ศ. 2553 มีผู้ป่วยอหิวาตกโรคทั่วโลกประมาณ 3-5 ล้านคน เสียชีวิตประมาณ 100,000-130,000 คนต่อปี โรคนี้เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อโรคแรก ๆ ที่มีการศึกษาด้วยวิธีทางระบาดวิทยา

ในสมัยก่อนพบว่าการระบาดแต่ละครั้งจะมีผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นร้อยเป็นพันคน จึงมีชื่อเรียกกันมาแต่โบราณว่า “โรคห่า” แต่ในปัจจุบันโรคนี้ลดความรุนแรงลงและพบการระบาดได้น้อยลงแล้ว

โรคนี้เป็นโรคที่พบเกิดได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่จะพบได้ในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก (มักพบในคนอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป) ผู้ชายและหญิงมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้เท่ากัน สามารถพบได้ประปรายทุกเดือนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในถิ่นที่การสุขาภิบาลยังไม่ดีและในหมู่คนที่รับประทานอาหารที่ไม่ได้ปรุงให้สุกหรือขาดสุขนิสัยที่ดี (โรคนี้มักเกิดในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะหลังความแห้งแล้งไม่มีฝยตกเป็นเวลานาน และมักเกิดหลังจากงานเทศกาลหรืองานฉลองซึ่งมีคนจากที่ต่าง ๆ มารวมกันมาก)

อหิวาตกโรคพบเกิดได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเกิดโรคได้เท่ากัน เป็นโรคพบบ่อยในประเทศยังไม่พัฒนา ซึ่งเกิดขึ้นตลอดทั้งปีและมีการระบาด เป็นครั้งคราวเสมอ แต่พบได้น้อยมากในประเทศที่พัฒนาแล้วโดยมักพบในคนที่กลับจากการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังไม่พัฒนา ทั่วโลกพบโรคนี้ได้ประมาณ 3 – 5 ล้านคนต่อปี และอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ในปี 2010 ประมาณ 58,000 – 130,000 คน

ประเทศไทยรายงานจากสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข สถานการณ์อหิวาตก โรคจาก 1 มกราคม พ.ศ. 2555 ถึง 18 กันยายน ปีเดียวกัน พบโรคนี้ที่วินิจฉัยได้แน่นอนคิดเป็น 0.05 รายต่อประชากร 1 แสนคน และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต (ตาย) จากโรคนี้

 

อหิวาตกโรค

อหิวาตกโรคเป็นโรคติดต่อรวดเร็วรุนแรง และก่อการระบาดได้อย่างรวดเร็ว โดยเกิดจากการได้รับเชื้ออหิวาตกโรคซึ่งอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วย (ซึ่งแบคทีเรียสามารถอยู่ได้นานถึง 7 – 14 วัน) แล้วปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม จากผิวน้ำในแหล่งน้ำดื่ม น้ำใช้ และเมื่อกินหรือดื่มอาหาร/น้ำปนเปื้อนเหล่านี้จึงก่อการติดโรค นอกจากนั้นอาจพบเชื้ออหิวาตกโรคได้ในอาหารทะเลโดย เฉพาะหอยในแพลงตอน/Plankton (สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากที่อาศัยอยู่ในน้ำ) และในสาหร่าย ซึ่งเมื่อบริโภคอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อได้

เมื่อเชื้ออหิวาตกโรคเข้าสู่ร่างกาย เชื้อบางส่วนจะถูกทำลายจากกรดในกระเพาะอาหาร ดังนั้น คนที่กินยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะอาหาร หรือผ่าตัดกระเพาะอาหาร เมื่อติดเชื้อจึงมักมีอาการรุนแรง เมื่อเชื้อส่วนที่รอดจากการทำลายของกรด ผ่านจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก เชื้อจะเจริญเติบโตและสร้างสารพิษซึ่งส่งผลให้เกิดการอักเสบของผนังลำไส้เล็ก ผนังลำ ไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมน้ำและเกลือแร่ได้ และยังกระตุ้นให้น้ำและเกลือแร่ในร่างกายซึมออก มาในลำไส้เล็กในปริมาณมาก ดังนั้นจึงก่ออาการท้องเสีย/ท้องร่วงเป็นน้ำในปริมาณมาก มีราย งานมากได้ถึงวันละ 10 – 20 ลิตรโดยไม่มีมูกเลือด และสีของอุจจาระจะออกเป็นสีขาวเหมือนน้ำซาวข้าว ทั้งนี้เชื้อจะไม่รุกรานเข้าร่างกายแต่จะจำกัดอยู่เฉพาะในลำไส้ ผู้ป่วยจึงไม่มีอาการไข้ซึ่งต่างจากการติดเชื้อชนิดอื่นที่ทำให้เกิดท้องเสีย

อหิวาตกโรคมีอาการอย่างไร?

อหิวาตกโรคจะมีอาการหลังได้รับเชื้อแล้ว 2 – 3 ชั่วโมงไปจนถึงประมาณ 5 วัน (ระยะฟักตัวของโรค) ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณเชื้อที่ได้รับและความรุนแรงของเชื้อซึ่งมีหลายชนิดย่อยที่มีความ รุนแรงโรคต่างกัน โดยอาการสำคัญคือ ท้องเสียเฉียบพลัน ท้องเสียเป็นน้ำโกรก มีเศษอุจจาระปนได้เล็กน้อย อุจจาระมีสีขาวเหมือนน้ำซาวข้าว และมีกลิ่นเหม็นเหมือนคาวปลา อาจร่วมกับมี คลื่นไส้อาเจียนหรือไม่ก็ได้ และมักไม่มีไข้ อาการอื่นๆที่พบร่วมได้คือ

  • ปวดท้อง แบบปวดบิด
  • อาการจากภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ที่ออกมาพร้อมกับอุจจาระ เนื่องจากอุจจาระเป็นน้ำอย่างมาก รวมทั้งเมื่อมีอาเจียนร่วมด้วย อาการจากการขาดน้ำและเกลือแร่ ที่สำคัญคือ
    • กระหายน้ำมาก
    • ปากคอแห้ง ผิวหนังแห้ง จนจับตั้งได้
    • รอบดวงตาคล้ำ ลึกโบ๋ ในเด็กอ่อนจะร้องไห้ไม่มีน้ำตาและมีกระหม่อมบุ๋ม
    • ปัสสาวะน้อย สีเหลืองเข้มมาก หรือไม่ถ่ายปัสสาวะเลย
    • เหนื่อยอ่อน อ่อนเพลียมาก
    • ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ และโคม่าในที่สุด

 

โดยมีรายงานโรคนี้ตามจังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกและภาคใต้ และพบได้บ้างประปรายทางภาคเหนือและภาคอีสาน ส่วนในต่างประเทศโรคนี้จะพบได้บ่อยใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ แอฟริกา และละตินอเมริกา ซึ่งมักพบระบาดในกลุ่มคนที่อยู่กันอย่างแออัดและตามค่ายอพยพ (สำหรับในประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบโรคนี้ได้น้อยมาก โดยมักพบในผู้ที่เพิ่งกลับมาจากการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังไม่พัฒนา)
ในปี ค.ศ.2010 (พ.ศ.2553) มีผู้ป่วยอหิวาตกโรคทั่วโลกประมาณ 3-5 ล้านคน เสียชีวิตประมาณ 100,000-130,000 คนต่อปี ส่วนในประเทศไทยมีรายงานจากสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารสุข ในปี พ.ศ.2555 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 18 กันยายน (ในปีเดียว) พบโรคนี้ที่วินิจฉัยได้แน่นอนคิดเป็น 0.05 รายต่อประชากร 1 แสนคน และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคนี้

หมายเหตุ :

  • อหิวาตกโรค อ่านว่า อะ-หิ-วา-ตะ-กะ-โรก
  • Cholera อ่านว่า คอล-เออะระ
  • โรคลงราก มาจากคำว่า ลง (ที่แปลว่า ท้องเดิน) และคำว่า ราก (ที่แปลว่า อาเจียน)
  • โรคห่า คือ ชื่อเรียกรวม ๆ ของโรคหลายโรคที่แพร่ระบาดหนัก ๆ และทำให้มีผู้เสียชีวิตคราวละมาก ๆ เช่น อหิวาตกโรค ไข้ทรพิษ ฝีดาษ กาฬโรค

สาเหตุของอหิวาตกโรค

  • เชื้อที่เป็นสาเหตุ เกิดจากเชื้ออหิวาต์ ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียกรัมลบที่มีชื่อว่า “วิบริโอคอเลอเร” (Vibrio cholerae) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายกลุ่มหลายชนิด สามารถแบ่งกลุ่มต่าง ๆ ได้มากกว่า 200 ซีโรกรุ๊ป แต่กลุ่มที่มีความสำคัญทำให้เกิดการระบาดได้ คือ ซีโรกรุ๊ป O1 (Vibrio cholerae serogroup O1) และซีโรกรุ๊ป O139 (Vibrio cholerae serogroup O139) และในแต่ละซีโรกรุ๊ปยังแบ่งย่อยออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดคลาสสิค (Classical biotype) และชนิดเอลเทอร์ (El Tor biotype) ซึ่งมีอาการไม่รุนแรง ส่วนซีโรกรุ๊ปอื่น ๆ มักเรียกรวมกันว่า V. cholerae non-O1/non-O139 อาจทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วงได้แต่ไม่พบว่าทำให้เกิดการระบาด
  • เชื้อก่อโรคที่พบบ่อย สำหรับตัวก่อโรคที่สำคัญในปัจจุบัน คือ เชื้อชนิดเอลเทอร์ (El Tor) ที่เริ่มพบในปี พ.ศ.2504 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มวิบริโอคอเลอเร ซีโรกรุ๊ป O1 (ซึ่งแบ่งออกเป็นชนิดคลาสสิกที่เป็นตัวก่อโรคระบาดร้ายแรงมาแต่เดิม และชนิดเอลเทอร์ซึ่งก่อโรคที่มีความรุนแรงน้อย แต่การระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อชนิดเอลเทอร์เป็นหลัก แทบไม่พบชนิดคลาสสิกเลย) และวิบริโอคอเลอเร ซีโรกรุ๊ป O139 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในอินเดียและบังคลาเทศเมื่อปี พ.ศ. 2535-2536

    vibrio cholerae คือ

    IMAGE SOURCE : www.rki.de

  • การติดต่อ อหิวาตกโรคเป็นโรคติดต่อรวดเร็ว รุนแรง และก่อการระบาดได้อย่างรวดเร็ว เชื้ออหิวาตกโรคสามารถมีชีวิตอยู่ได้ทั้งในน้ำเค็มและน้ำจืด คนเป็นแหล่งเก็บกักที่สำคัญของเชื้อชนิดนี้ โดยเชื้อโรคจะอยู่ในอุจจาระของผู้ติดเชื้อ (ทั้งผู้ป่วยและพาหะ) เมื่อถูกขับถ่ายออกมาก็จะสามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้จากการปนเปื้อนในแหล่งน้ำต่าง ๆ (เช่น แม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง บึง) อาหาร น้ำดื่ม ภาชนะใส่อาหาร มือของผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้ล้างน้ำหลังถ่ายอุจจาระ สิ่งของและสภาพแวดล้อมที่ถูกมือของผู้ติดเชื้อสัมผัส ทั้งนี้จะมีแมลงวันเป็นพาหะนำเชื้อ คนเราสามารถติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยทางใดทางหนึ่งดังนี้
    1. การดื่มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติแบบดิบ ๆ
    2. การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งการปนเปื้อนเชื้ออาจเกิดจากข้อใดข้อหนึ่งดังนี้
      • แมลงวัน (และบางครั้งแมลงสาบ) ที่ไต่ตอมอุจจาระของผู้ติดเชื้อ เป็นพาหะนำเชื้อ
      • มือของผู้ติดเชื้อ หรือมือของคนใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ (จากการสัมผัสมือของผู้ติดเชื้อ หรือสิ่งของ หรือสภาพแวดล้อมที่มีเชื้อปนเปื้อน)
      • ปนเปื้อนในดินหรือน้ำที่มีเชื้อ รวมทั้งผักผลไม้ที่ปลูกโดยการใส่ปุ๋ยที่ทำจากอุจจาระคน และผักผลไม้ที่ล้างด้วยน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน
    3. การติดต่อจากคนสู่คน (พบได้น้อยมาก) จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อภายในบ้าน สถานรับเลี้ยงเด็ก สถานพักฟื้น สถานประกอบการ โรงเรียน โรงงาน โรงพยาบาล ค่ายทหาร ค่ายกิจกรรมต่าง ๆ โดยการใช้มือสัมผัสถูกมือของผู้ติดเชื้อโดยตรง หรือจากการสัมผัสถูกสิ่งของหรือสภาพแวดล้อมที่มีเชื้อปนเปื้อน แล้วนำมือที่เปื้อนเชื้อนั้นไปสัมผัสกับปากของตนเองโดยตรงหรือไปเปื้อนถูกอาหารหรือน้ำดื่มอีกต่อหนึ่ง หรือจากการสัมอุจจาระของผู้ป่วยหรือการถูกผู้ป่วยอาเจียนใส่
  • การติดต่อที่พบบ่อย การแพร่ระบาดของอหิวาตกโรคมักเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเลที่นิยมกินกันแบบดิบ ๆ (เช่น หอยแครง หอยแมลงภู่ ปูแสมเค็ม) อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารกระป๋องที่เสียแล้ว รวมทั้งน้ำแข็ง ไอศกรีมที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยมีแมลงวันหรือมือเป็นสื่อกลางในการนำพาเชื้อ มากกว่าการสัมผัสโดยตรง การระบาดจึงพบในคนที่บริโภคอาหารแบบดิบ ๆ สุก ๆ และใช้น้ำดื่มจากแหล่งน้ำที่มีคนจำนวนมากใช้ร่วมกัน เช่น ในชนบท ในชุมชน

    สาเหตุของอหิวาตกโรค

    loading...

    IMAGE SOURCE : www.stopcholera.org

  • การเกิดโรค เมื่อเชื้ออหิวาตกโรคเข้าสู่ร่างกาย เชื้อบางส่วนจะถูกทำลายจากกรดในกระเพาะอาหาร และเชื้อส่วนที่เหลือรอดจากการทำลายของกรดจะผ่านจากกระเพาะอาหารจะสามารถผ่านเลยเข้าไปถึงลำไส้เล็กซึ่งมีความเป็นด่างสูงดีได้ (เชื้อชนิดนี้จะเจริญได้ดีภาวะที่เป็นด่าง ดังนั้น ในภาวะที่มีกรดน้อยเมื่อติดเชื้อผู้ป่วยมักจะมีอาการรุนแรง โดยเฉพาะ ผู้ที่รับประทานยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะอาหาร หรือผ่าตัดกระเพาะอาหาร) แล้วเชื้อจะเจริญเติบโตและสร้างสารพิษชื่อ “Cholera toxin” ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดการอักเสบของผนังลำไส้เล็ก ผนังลำไส้เล็กจึงไม่สามารถดูดซึมน้ำและเกลือแร่ได้ และยังกระตุ้นให้น้ำและเกลือแร่ในร่างกายซึมออกมาในลำไส้เล็กในปริมาณมาก เมื่อมีสารน้ำจำนวนมากหลั่งออกมาในลำไส้เกินกว่าที่ลำไส้ใหญ่จะดูดกลับได้หมดก็จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการท้องเสียถ่ายออกมาเป็นน้ำ (อุจจาระร่วง) ในปริมาณมาก โดยมีรายงานว่ามากได้ถึงวันละ 10-20 ลิตรโดยไม่มีมูกเลือด และสีของอุจจาระจะออกเป็นสีขาวเหมือนน้ำซาวข้าว
    • สารพิษที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ๆ จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นน้ำอยู่นานถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งยาปฏิชีวนะจะไม่ได้ช่วยให้การถ่ายลดลงใน 24 ชั่วโมงแรก แต่หลังจากการรับประทานยาแล้ว การแบ่งตัวของเชื้อรวมทั้งการสร้างสารพิษจะถูกยับยั้ง จึงทำให้การถ่ายลดลงใน 24 ชั่วโมงต่อมา
    • เชื้อจะไม่รุกรานเข้าร่างกาย แต่จะจำกัดอยู่เฉพาะในลำไส้ ผู้ป่วยจึงไม่มีอาการไข้ ซึ่งจะแตกต่างจากการติดเชื้อชนิดอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียและผู้ป่วยมักมีไข้ร่วมด้วย
  • ระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการ) คือ ตั้งแต่ 2-3 ชั่วโมง ไปจนถึงประมาณ 5 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อที่ได้รับและความรุนแรงของเชื้อซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดที่มีความรุนแรงของโรคต่างกัน (ส่วนใหญ่คือประมาณ 24-48 ชั่วโมง)
  • ระยะติดต่อ คือ ช่วงที่มีอาการท้องเสีย และเชื้อยังสามารถอยู่ในอุจจาระได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็จะถูกขับออกมาหมด มีส่วนน้อยที่อาจมีเชื้อในอุจจาระเป็นเวลานาน (ดังนั้น ระยะติดต่อ คือ ตลอดระยะเวลาที่ตรวจพบเชื้อในอุจจาระ) การให้ยาปฏิชีวนะจะช่วยลดระยะเวลาการแพร่เชื้อได้ ในผู้ใหญ่พบว่าการติดเชื้อเรื้อรังที่ทางเดินน้ำดีอาจเป็นได้นานเป็นปี ๆ และร่วมกับมีการปล่อยเชื้อออกมากับอุจจาระเป็นระยะได้

หมายเหตุ : ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ประมาณ 75% จะไม่มีอาการแสดง (แต่จะเป็นพาหะแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้) ส่วนอีก 20% จะมีอาการอุจจาระร่วงไม่รุนแรง (ทำให้อาจแยกไม่ได้จากกอุจจาระร่วงที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ) และจะมีเพียง 2-5% ที่มีอาการอุจจาระร่วงรุนแรง ถ่ายเป็นน้ำเฉียบพลันจำนวนมาก อาเจียน มักไม่ปวดท้อง (แต่อาจเจ็บบริเวณหน้าท้องเพราะเป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อหน้าท้อง) และไม่มีไข้ (ยกเว้นในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี อาจมีไข้จากภาวะขาดน้ำได้)

 

อหิวาตกโรค
อหิวาตกโรค

อาการของอหิวาตกโรค

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการเพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนเล็กน้อย ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำวันละหลายครั้ง (คล้ายโรคท้องเสียทั่วไปหรืออาหารเป็นพิษ) แต่จำนวนอุจจาระจะไม่เกินวันละ 1 ลิตร และมักจะหายได้เองภายใน 1-3 วัน หรืออย่างช้า 5 วัน

ส่วนในรายที่เป็นมากมักจะมีอาการถ่ายเป็นน้ำรุนแรงโดยไม่มีอาการปวดท้อง (มีเพียงส่วนน้อยที่อาจมีอาการปวดบิดในท้อง) โดยอุจจาระมักจะไหลพุ่ง (บางครั้งจะไหลพุ่งออกมาเองโดยไม่รู้ตัว) และผู้ป่วยแทบทุกรายมักจะมีอาการอาเจียนตามมาร่วมด้วย โดยที่ไม่มีอาการคลื่นไส้นำมาก่อน (มีเพียงส่วนน้อยที่อาจจะมีอาการคลื่นไส้) ในระยะแรกอุจจาระจะมีเนื้อปน ลักษณะเป็นน้ำสีเหลือง แต่ต่อมาจะกลายเป็นน้ำล้วน ๆ บางรายอุจจาระอาจมีสีเหมือนน้ำซาวข้าวเพราะว่ามีมูกมาก ไม่มีกลิ่นอุจจาระ แต่จะมีกลิ่นเหม็นเหมือนคาวปลาเล็กน้อย ผู้ป่วยอาจถ่ายวันละหลาย ๆ ครั้งถึงหลายสิบครั้ง หรือไหลพุ่งตลอดเวลา ส่วนอาการอาเจียนนั้น แรกเริ่มจะออกเป็นเศษอาหาร แต่ต่อมาจะออกเป็นน้ำและน้ำซาวข้าว

หากเป็นรุนแรงมัก ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกปริมาณอุจจาระในผู้ป่วยผู้ใหญ่อาจออกมากกว่า 1 ลิตร/ชั่วโมง (ส่วนปริมาณในผู้ป่วยเด็กประมาณ 120-240 มิลลิลิตร/กิโลกิกรัม/วัน) ถ้าได้รับน้ำและเกลือแร่ชดเชยอย่างเพียงพอจะหยุดเองใน 1-6 วัน แต่ถ้าได้รับน้ำและเกลือแร่ชดเชยไม่ทันกับที่เสียไป ผู้ป่วยจะเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและช็อกอย่างรวดเร็วภายใน 4-18 ชั่วโมง (อาการแรกเริ่มเมื่อขาดน้ำ ผู้จะมีอาการกระหายน้ำมาก ปากคอแห้ง ปัสสาวะน้อยเป็นสีเหลืองเข้มหรือไม่มีเลย ชีพจรเต้นเร็ว กระสับกระส่ายหรือซึม ถ้าช็อกมากผู้ป่วยจะไม่รู้สึก) หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีผู้ป่วยก็มักจะเสียชีวิตภายในระยะเวลาสั้น ๆ

อาการโรคอหิวาตกโรค

IMAGE SOURCE : www.npr.org

ภาวะแทรกซ้อนของอหิวาตกโรค

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคนี้ ได้แก่ ภาวะขาดน้ำและช็อก ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันตามมา ทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือแร่ เกิดอาการตะคริว ภาวะเลือดเป็นกรด และภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงอื่น ๆ

ภาวะแทรกซ้อนส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะกรดด่างและสารน้ำในเลือดอย่างรวดเร็วในระที่เกิดอาการและการรักษา ที่พบได้บ่อย ๆ คือ

  • ภาวะเลือดคั่งในปอด (Pulmonary edema) พบได้ในบ่อยในผู้ป่วยที่มีเลือดมีภาวะเป็นกรดมาก แล้วมีการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมาตอนแรกจะแห้ง แขนขาเย็นและเขียว เห็นขอบเบ้าตาชัด หายใจหอบลึก ชีพจรเบา ความดันโลหิตต่ำ ในภาวะเลือดเป็นกรดมากเช่นนี้ร่างกายจะเปลี่ยนการกระจายของเลือดมาสู่ที่ปอดมากและส่งไปที่หลอดเลือดส่วนปลายน้อย เมื่อมีการให้น้ำอย่างรวดเร็วโดยที่ยังไม่ได้แก้ไขภาวะเลือดเป็นกรดก่อนจะยิ่งเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำในส่วนกลาง ทำให้มีเลือดคั่งในปอดได้มากขึ้น
  • ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute tubular necrosis) ถ้าผู้ป่วยมีปัสสาวะออกน้อยกว่า 300 มิลลิลิตรต่อวัน เกินกว่า 24 ชั่วโมง โดยที่ให้น้ำเพียงพอแล้ว แสดงว่าผู้ป่วยมีภาวะไตวายเฉียบพลันแทรกซ้อนในช่วงแรกที่ช็อกแล้ว แม้จะหยุดถ่ายแล้วก็ยังต้องเฝ้าสังเกตอาการและควบคุมปริมาณน้ำเข้าออกในร่างกายต่อไป แต่ส่วนใหญ่ภาวะนี้จะฟื้นภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่าไตฟื้นคือภาวะที่ปัสสาวะออกมากอยู่หลายวันติดต่อกัน ซึ่งอาจออกมากกว่าวันละ 2-3 ลิตร (ในระหว่างที่ปัสสาวะออกน้อยต้องจำกัดน้ำเข้า และในระหว่างที่ปัสสาวะออกมากต้องให้ชดเชยให้ทัน)
  • ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (Hypokalemia) มักเกิดขึ้นหลังจากที่ภาวะกรดในเลือดกลับสู่ภาวะปกติแล้ว โดยโพแทสเซียมในเลือดที่ออกมาจากเซลล์ตอนที่ร่างกายเป็นกรดมาก ๆ จะกลับเข้าเซลล์ตามเดิม จึงทำให้ภาวะพร่องโพแทสเซียมจากการสูญเสียไปกับน้ำอุจจาระปรากฏชัดเจนขึ้น
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ป่วยบางรายอาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเนื่องจากรับประทานอาหารไม่ได้ ซึ่งจะพบได้ในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการซึม เรียกไม่รู้ตัว หรือชักได้
  • ภาวะตะคริว (Tetany) มักเกิดใน 2-3 ชั่วโมงแรกที่ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด สาเหตุเป็นได้ 2 กรณี คือ เกิดการเปลี่ยนจากภาวะกรดเป็นด่างในเลือดเร็วเกินไป หรือผู้ป่วยยังคงหายใจเร็วอยู่แม้จะแก้ภาวะกรดในเลือดแล้ว โดยจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการชาและเกร็งนิ้วมือนิ้วเท้าในลักษณะจีบงุ้มเข้าหากัน แต่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองโดยไม่ต้องรักษา
  • ภาวะลำไส้ไม่ทำงาน มักเกิดขึ้นหลังจากที่โรคหายแล้ว ซึ่งลำไส้จะยังดูดซึมอาหารประเภทไขมัน น้ำตาล วิตามินบี12 และโฟเลตได้น้อย การรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลมาก ๆ ในช่วงที่เพิ่งฟื้นจากโรคอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ แต่อาการจะเป็นอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น
  • ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียอื่นซ้ำเติม เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกอาจเกิดติดเชื้อในเลือด ปอดบวม
  • ในหญิงตั้งครรภ์อาจแท้งหรือคลอดก่อนกำหนด

การวินิจฉัยอหิวาตกโรค

แพทย์สามารถวินิจฉัยอหิวาตกโรคได้จากประวัติอาการ ประวัติการสัมผัสโรค ลักษณะของอุจจาระ การตรวจอุจจาระ และการเพาะเชื้อจากอุจจาระ (การตรวจยืนยันด้วยการเพาะเชื้อจากอุจจาระจะได้ผลแน่นอนที่สุด ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน แต่อาจเพียงช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคได้เท่านั้น เพราะอาการของผู้ป่วยอาจหายก่อน) ในผู้ป่วยที่มีอาการถ่ายเป็นน้ำพุ่งไหลไม่หยุดที่อยู่ในถิ่นที่มีการระบาดแพทย์จะสงสัยว่าเป็นอหิวาตกโรคไว้ก่อน (เพื่อจะได้รักษาได้ทันท่วงที) และจะให้การรักษาโดยการให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) หรือให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดทันทีถ้าไม่ได้ผลหรือได้ผลเร็วไม่เพียงพอหรือผู้ป่วยดื่มไม่ได้

สำหรับการตรวจร่างกายจะพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีไข้ มีเพียงส่วนน้อยที่อาจมีไข้ต่ำ ไม่มีอาการปวดท้อง และมักตรวจพบภาวะขาดน้ำตั้งแต่ขนาดเล็กน้อยถึงรุนแรง ส่วนในรายที่เป็นรุนแรงจะพบภาวะช็อก (เหงื่อออก ตัวเย็น ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ) หายใจเร็วจากภาวะเลือดเป็นกรด ส่วนในผู้ป่วยเด็กอาจพบว่ามีไข้ ชัก ซึม หรือหมดสติ

 

  1. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุก ภาชนะที่ใส่อาหารควรล้างสะอาด ทุกครั้งก่อนใช้ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง สุกๆ ดิบๆ อาหารที่ปรุงทิ้งไว้นานๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม
  2. ล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดทุกครั้งก่อนกินอาหาร หรือก่อนปรุงอาหาร และหลังเข้าส้วม
  3. ไม่เทอุจจาระ ปัสสาวะและสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลอง หรือทิ้งเรื่ยราด ต้องถ่ายลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ และกำจัดสิ่งปฏิกูลโดยการเผาหรือฝังดิน เพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อโรค
  4. ระวังไม่ให้น้ำเข้าปาก เมื่อลงเล่นหรืออาบน้ำในลำคลอง
  5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยที่เป็นอหิวาตกโรค
  6. สำหรับผู้ที่สัมผัสโรคนี้ ควรรับประทานยาที่แพทย์ให้จนครบ

 

วิธีรักษาอหิวาตกโรค

  • ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีภาวะขาดน้ำรุนแรง และยังรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ดี แพทย์จะให้การรักษาแบบอาการท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษทั่วไป คือ การให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) ทดแทนให้ได้เท่ากับปริมาณที่ถ่ายออกมาในแต่ละครั้ง (ซึ่งอาจต้องถึง 1 ลิตรต่อชั่วโมง) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ แล้วเก็บอุจจาระส่งเพาะเชื้อ เมื่อทราบผลการตรวจว่าเป็นโรคนี้ (หรือในรายที่แพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคนี้ เช่น เป็นผู้สัมผัสผู้ป่วยที่เป็นอหิวาตกโรค หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค) แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้ออหิวาตกโรคในลำไส้เล็ก (ตามข้อ 2) ซึ่งจะช่วยลดระยะของโรคให้สั้นลง ลดการสูญเสียน้ำ ตลอดจนลดระยะของการแพร่เชื้อลงได้
    • โดยทั่วไปอาการมักจะดีขึ้นภายใน 1-5 วัน แต่ถ้าดูแล 2-3 วันแล้วอาการยังไม่ทุเลาหรือเป็นรุนแรงขึ้น เช่น อาเจียนบ่อย รับประทานอาหารไม่ได้ หรือมีภาวะขาดน้ำมากขึ้น การรักษาจะต้องให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดโดยเร็ว

      ผงโออาร์เอส

      IMAGE SOURCE : drugwithme.blogspot.com, www.seapharm.co.th, www.th.boots.com, webiz.co.th

  • ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น ถ่ายเป็นน้ำรุนแรง อาเจียนรุนแรง รับประทานอาหารไม่ได้ หรือมีภาวะขาดน้ำรุนแรง การรักษาจะต้องให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำโดยเร็ว ซึ่งแพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล
    • แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการตรวจอุจจาระและเพาะเชื้อจากอุจจาระ (Rectal swab culture) ตรวจดูความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ และประเมินภาวะขาดน้ำ
    • การรักษา คือ การปรับสมดุลสารน้ำและเกลือแร่ โดยการให้สารน้ำในรูปของริงเกอร์แล็กเทต (Ringer lactate) หรืออะซีทาร์ (Acetar) แต่ถ้าไม่มีอาจใช้น้ำเกลือนอร์มัล (NSS) แทน โดยให้ในปริมาณที่สามารถทดแทนให้เพียงพอกับความต้องของร่างกายผู้ป่วย (ในกรณีที่ผู้ป่วยช็อกแพทย์จะให้ในขนาด 20-40 มิลลิลิตร/กิโลกรัม อย่างเร็ว ๆ จนกว่าความดันโลหิตจะกลับมาเป็นปกติ และมีความรู้สึกตัวดี) และให้กินโพแทสเซียมคลอไรด์ หรือให้ทางหลอดเลือดดำถ้าผู้ป่วยอาเจียน

      การรักษาอหิวาตกโรค

      IMAGE SOURCE : www.jhr.ca

    • ถ้าผลตรวจออกมาพบว่าผู้ป่วยเป็นอหิวาตกโรค หรือสงสัยว่าเป็นโรคนี้ แพทย์จะให้ยาฏิชีวนะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
      1. ยาเตตราไซคลีน (Tetracycline) ในขนาด 2 กรัม เพียงครั้งเดียว หรือให้ในขนาดครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน
      2. ยาดอกซีไซคลีน (Doxycycline) ในขนาด 300 มิลลิกรัม เพียงครั้งเดียว หรือให้ในขนาดครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน
      3. ยาโคไตรม็อกซาโซล (Co-trimoxazole) 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน
      4. ในผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่เชื้อดื้อต่อยาเตตราไซคลีน แพทย์จะให้ยานอร์ฟล็อกซาซิน (Norfloxacin) ในขนาดครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน หรือให้ยาไซโพรฟล็อกซาซิน (Ciprofloxacin) ในขนาด 1 กรัม เพียงครั้งเดียว หรือให้ยาอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) ในขนาดครั้งละ 250 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน
      5. สำหรับเด็กและหญิงตั้งครรภ์ แพทย์จะให้ยาฟูราโซลิโดน (Furazolidone) ในขนาด 300 มิลลิกรัม (หรือ 7 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) เพียงครั้งเดียว หรือในขนาด 100 มิลลิกรัม (หรือ 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน) วันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน หรือให้ยาอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) ในขนาด 250 มิลลิกรัม (หรือ 40 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน) วันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน หรือให้ยาโคไตรม็อกซาโซล (Co-trimoxazole) 2 เม็ด (หรือ 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน) วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน
    • ผลการรักษา หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็มักจะหายได้ภายใน 3-6 วัน หลังจากได้รับยาปฏิชีวนะ อาการท้องเดินมักจะหายได้ใน 48 ชั่วโมง ปัจจุบันพบว่าอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า 1% เนื่องจากผู้ป่วยได้รับการทดแทนสารน้ำและเกลือแร่ได้เพียงพอและรวดเร็วก่อนที่จะเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและช็อก (แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงและไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง ซึ่งจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 50-60% เพราะผู้ป่วยอาจถ่ายอุจจาระได้ถึงวันละ 10-20 ลิตร แต่ทั้งนี้ความรุนแรงของโรคก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อด้วย)

คำแนะนำและข้อควรรู้เกี่ยวกับอหิวาตกโรค

  • เมื่อมีอาการท้องเสียที่มีอาการเข้าข่ายอหิวาตกโรค ควรรีบดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) และรีบไปพบแพทย์เป็นการฉุกเฉิน
  • ถ้ายังไม่หายดีผู้ป่วยควรนงดอาหารที่มีรสจัดหรือเผ็ดร้อน รวมถึงของหมักดอง
  • ผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วงรุนแรง หรือสงสัยว่าเป็นอหิวาตกโรค เช่น เป็นผู้ที่สัมผัสโรคหรือเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ควรเก็บอุจจาระส่งเพาะเชื้อทุกราย ถ้าพบว่าเกิดจากอหิวาตกโรค ควรรายงานต่อหน่วยงานที่ควบคุมโรคนี้ เพื่อที่จะได้นำเนินการควบคุมมิให้เกิดโรคระบาด
  • สำหรับผู้ที่สัมผัสโรค ควรเก็บอุจจาระเพาะหาเชื้อและเฝ้าสังเกตอาการอย่างน้อย 5 วัน ถ้าพบว่าเป็นพาหะควรให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เตตราไซคลีน (Tetracycline), ดอกซีไซคลีน (Doxycycline), ไซโพรฟล็อกซาซิน (Ciprofloxacin)
  • ในพื้นที่ที่มีอหิวาตกโรคชุกชมและมีประชากรอยู่กันอย่างแออัด โดยที่การจัดการสุขาภิบาลยังไม่ดี ย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่อการระบาดของโรคนี้ได้สูง
  • ความรุนแรงของอาการผู้ป่วยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ จำนวนเชื้อที่ผู้ป่วยได้รับ ภาวะกรดในกระเพาะอาหาร การมีหมู่เลือดกรุ๊ปโอ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงจากเชื้อชนิดเอลเทอร์ เป็นต้น (การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของโรคได้)
  • ผู้ที่เคยเป็นอหิวาตกโรคแล้วจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ไปตลอดชีวิต
  • โรคนี้เป็นได้แค่ในคนเท่านั้น ยังไม่ปรากฏว่าสัตว์เกี่ยวข้องในการแพร่ของโรค

วิธีป้องกันอหิวาตกโรค

การป้องกันโรคติดเชื้อในทางเดินอาหารที่ดีที่สุดคือการสร้างสุขนิสัยส่วนตัวให้ดี ดังนี้

  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐานโดยการปฏิบัติตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติให้ดี เพื่อช่วยลดโอกาสการติดเชื้อต่าง ๆ
  • ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุกหรือได้รับการฆ่าเชื้อแล้ว และน้ำนมสัตว์ที่ดื่มจะต้องผ่านกรรมวิธีการฆ่าเชื้อหรือพาสเจอไรซ์ก่อน หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำคลองหรือดื่มน้ำบ่อแบบดิบ ๆ และไม่กินน้ำแข็งหรือไอศกรีมที่เตรียมไม่สะอาด
  • ระวังไม่ให้น้ำเข้าปากเมื่อลงเล่นหรืออาบน้ำในลำคลอง
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ในขณะยังร้อน และไม่มีแมลงวันตอม (อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรมีฝาชีครอบ) และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหมักดอง อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ (โดยเฉพาะอาหารทะเล) และอาหารที่ปรุงทิ้งไว้นาน ๆ หรือมีแมลงวันตอม
  • ควบคุมแมลงวันโดยการใช้มุ้งลวด ใช้กับดัก หรือพ่นยาฆ่าแมลง และควบคุมการขยายพันธุ์ของแมลงวันซึ่งเป็นพาหะของโรคด้วยการเก็บและทำลายขนะด้วยวิธีที่เหมาะสม
  • ล้างผักผลไม้ให้สะอาดเสมอ ส่วนภาชนะที่ใส่อาหารก็ควรล้างให้สะอาดทุกครั้งก่อนใช้
  • ตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ ล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ให้สะอาดก่อนเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่ายอุจจาระทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการประกอบอาหารในระหว่างที่ตนกำลังมีอาการท้องเสีย
  • ถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ จัดสร้างส้วมให้ถูกหลักสุขาภิบาล และห้ามถ่ายหรือเทอุจจาระ ปัสสาวะ และสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลอง หรือเททิ้งเรี่ยราดตามพื้นดิน เพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อโรค
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยที่เป็นโรคอหิวาตกโรค แต่มีผู้ป่วยเป็นอหิวาตกโรคในบ้าน ทุกคนในบ้านจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าว ที่สำคัญคือ
    1. รักษาสุขอนามัยพื้นฐานตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติอย่างเคร่งครัดเป็นกรณีพิเศษ
    2. ล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ให้สะอาดบ่อย ๆ ก่อนเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังการดูแลผู้ป่วย
    3. ดื่มแต่น้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุก อาหารทุกชนิดต้องปรุงสุกใหม่ และบริโภคทันทีหลังปรุงเสร็จ ไม่ทิ้งค้าง
    4. ควรนำอุจจาระและสิ่งที่ผู้ป่วยอาเจียนออกมาไปเทใส่ส้วมหรือฝังลงดินให้มิดชิด (ที่ฝังจะต้องห่างจากแหล่งน้ำดื่ม) อย่าเทลงตามพื้นหรือเทลงแม่น้ำลำคลอง หรือนำไปทำลายด้วยการใส่น้ำยาฆ่าเชื้อคลอรีนหรือตามคำแนะนำของแพทย์หรือพยาบาล
    5. เสื้อผ้าและของใช้ต่าง ๆ ของผู้ป่วยที่แปดเปื้อนเชื้อ ต้องนำไปซักล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อคลอรีนหรือน้ำต้มเดือด (ห้ามนำไปซักในแม่น้ำลำคลอง) ส่วนพื้นและห้องนอนของผู้ป่วยก็ควรทำความสะอาดด้วยเช่นกัน
  • สำหรับผู้ที่สัมผัสโรคจะต้องรับประทานยาที่แพทย์ให้จนครบ และห้ามออกนอกเพื่อเฝ้าสังเกตอาการอย่างน้อย 5 วัน
  • ในปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะแก่ชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เนื่องจากไม่ได้ผลและอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้ แต่แพทย์อาจพิจารณาให้ในกลุ่มคนขนาดเล็ก เช่น ในบ้าน ในเรือนจำ หรือในชุมชนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกิน 20%
  • ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคชนิดใหม่ โดยเป็นวัคซีนชนิดกิน (Oral cholera vaccine) ที่ต้องกิน 2 อย่างน้อย 2-3 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งให้กินห่างกันประมาณ 1 สัปดาห์ และจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นเพียงพอและได้ผลดีประมาณ 1 สัปดาห์หลังได้รับวัคซีนครบ และต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นทุก 6 เดือน ถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับอายุ ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ใช้ในประเทศที่มีการระบาดของโรคเป็นประจำโดยเฉพาะในคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง (เช่น เด็ก ผู้ป่วยเอดส์) และในผู้ที่ต้องเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคหรือมีการระบาดของโรคนี้เป็นประจำ ส่วนในประเทศไทยการใช้วัคซีนตัวนี้จะขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ ดังนั้น ผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์
วัคซีนอหิวาตกโรค

การป้องกันอหิวาตกโรคที่สำคัญคือ

  • การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ
  • ดื่มแต่น้ำสะอาด ระวังการกินน้ำแข็ง
  • กินแต่อาหารปรุงสุกโดยเฉพาะอาหารทะเล
  • ผักผลไม้ต้องล้างให้สะอาด
  • ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค เป็นวัคซีนชนิดกินที่ต้องกินอย่างน้อย 2 – 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 1 สัปดาห์ และภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นพอเพียงประมาณ 1 สัปดาห์หลังได้วัคซีนครบ และต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นทุก 6 เดือน – 2 ปี ขึ้นกับอายุ ซึ่งองค์การอนามัยโลกแนะนำการได้รับวัคซีนเฉพาะในประเทศที่มีการระบาดของโรคเป็นประจำ เฉพาะในคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงคือ เด็กและผู้ป่วยโรคเอดส์ ส่วนสหรัฐอเมริกาแนะนำวัคซีนเฉพาะในผู้จะไปท่องเที่ยวในประเทศที่มีการระบาดของโรคนี้เป็นประจำ ในประเทศไทยการใช้วัคซีนตัวนี้ขึ้นกับคำแนะนำของแพทย์ ดังนั้น เมื่อผู้อ่านสนใจควรปรึกษาแพทย์
loading...

Related Post

Related posts:

มะเร็งเต้านม ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาโรคมะเร็งเต้านม (Breast cancer)
ท้องนอกมดลูก ลักษณะอาการ สาเหตุและการตั้งครรภ์นอกมดลูก
มะเร็งอัณฑะ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคมะเร็งอัณฑะ
ปวดข้อเท้า นั้นเป็นผลมาจากความเหนื่อยล้าหรือการใช้เท้ามากเกินไป
กล้ามเนื้ออักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรค 35 วิธี(Myositis)
ไข้ทับระดู ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคไข้ทับระดู 22 วิธี
ปวดหัวข้างเดียว อาจจะเป็นได้ตั้งแต่ปัญหาของสายตา การนอนหลับไม่สนิท
ปวดเมื่อยตามตัว เป็นอาการเหน็ดเหนื่อย รู้สึกอ่อนล้า หมดแรง หรือขาดพลังงาน
Rating: 5.0. From 1 vote.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ