เส้นเลือดในสมองตีบ โรคหลอดเลือดสมองหรือโรคอัมพาต (Stroke) ที่เรารู้จักกันดี

 

Share This:

เส้นเลือดในสมองตีบ โรคหลอดเลือดสมองหรือโรคอัมพาต (Stroke) ที่เรารู้จักกันดี
Rate this post
loading...

เส้นเลือดในสมองตีบ

เส้นเลือดในสมองตีบ โรคหลอดเลือดสมองหรือโรคอัมพาต (Stroke) ที่เรารู้จักกันดีนั้นมี 2 กลุ่มหลักถ้าแบ่งตามชนิดของหลอดเลือดที่เกิดพยาธิสภาพกล่าวคือ หลอดเลือดในสมองเรามี 2 ระบบคือ หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองที่เราพบบ่อยและก่อให้เกิดอาการอัมพาตนั้นเกือบทั้งหมด (มากกว่า 99%) เกิดจากหลอดเลือดแดง (Artery) มีความผิดปกติ แต่มีส่วนน้อยมากๆเท่านั้นที่เกิดจากหลอดเลือดดำในสมองอุดตัน (Venous obstruction) หรือจากโพรงหลอดเลือดดำในสมองอุดตัน (Cerebral venous sinus thrombosis) ที่เรียกว่า “โรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตัน (Venous stroke)” เรามาเรียนรู้โรคนี้กันว่ามีลักษณะทางคลินิกอย่างไร?

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

คำว่า stroke หรือ CVA หมายถึงภาวะที่สมองขาดออกซิเจนเนื่องมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองส่วนดังกล่าวตายภายในไม่กี่นาที อาการของโรค stroke จะเกิดบริเเวณของร่างกายที่ควบคุมด้วยสมองส่วนนั้น เช่น อาการอ่อนแรงโดยเฉียบพลัน อ่อนแรงหรือชาบริเวณใบหน้า แขน หรือขา พูดลำบาก หรือไม่เข้าใจคำพูด หรือมีปัญหาเรื่องการมองเห็น

โรคหลอดเลือดสมอง stroke เป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบให้การรักษาเนื่องจากหากรักษาช้าจะทำให้เซลล์สมองตาย เกิดความพิการตามมา อาจจะรุนแรงถึงกับเสียชีวิต หากเกิดอาการดังกล่าวให้โทรเรียกรถฉุกเฉิน 1669

โรคหลอดเลือดสมอง แบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ๆได้สามชนิดคือ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นเลือดในสมองตีบ

1สมองขาดเลือด Ischemic Stroke

กลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง ที่เกิดจากสมองขาดเลือด Ischemic Stroke เนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบ หรือมีลิ่มเลือดอุดสมอง โรคนี้จะทำให้เกิดอาการอัมพาตเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจสูญเสียความสามารถในการพูดและหรือการมองเห็น ภาวะสมองขาดเลือดมีสาเหตุจากการที่ร่างกายไม่สามารถลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองได้ เนื่องจากเกิดการอุดตันของเส้นเลือด ส่งผลให้ออกซิเจนและสารอาหารอื่นไม่สามารถขึ้นไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ ประมาณ 1ใน 3 ของผู้ป่วย มักมีอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว นำมาก่อน

2เลือดออกในสมอง Hemorrhagic Stroke

การมีเลือดออกในสมองเนื่องจากภาวะหลอดเลือดแตก และมีเลือดออกในสมอง Hemorrhagic Stroke ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ ความดันโลหิตสูง และความผิดปกติของผนังหลอดเลือด aneurysms ทำให้มีเลือดออกในสมอง

3สมองขาดเลือดชั่วคราว transient ischemic attac(TIA)

ยังมีโรคหลอดเลือดสมองที่เรียกว่า transient ischemic attac(TIA) เป็นภาวะที่มีลิ่มเลือดอุดสมองชั่วคราวทำให้สมองขาดเลือดชั่วคราว เนื้อสมองมักจะไม่ตาย

  1. ภาวะนี้จะต้องเกิดจากความผิดปกติ ของหลอดเลือดสมอง
  2. จากเหตุในข้อ 1 มีผลทำให้สมองบางส่วนสูญเสียหน้าที่ เช่นพูดไม่ได้ อ่อนแรง
  3. ระยะเวลาที่เป็นต้องไม่เกิน24 ชั่วโมง

หลังจากนั้นอาการต่างๆจะหายไป

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นเลือดในสมองตีบ

โรคที่เกี่ยวกับ หลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่อันตรายและน่ากลัวเป็นอันดับต้นๆ ของคนยุคปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก ไม่ว่าจะเป็น โรคเส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองตัน หรือ เส้นเลือดสมองแตก โดยในอดีตเรามักเข้าใจว่าโรคที่เกี่ยวกับ เส้นเลือดสมองเป็นโรคของผู้สูงอายุ ทว่าในปัจจุบันกลับพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากขึ้นตามลำดับทั้งที่อยู่ในวัยกลางคนเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากนับรวมบรรดาโรคที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทั้งหลายแล้ว ภาวะหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบนี้พบมากเป็นอันดับ 2 ของโรคที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน (รองจากโรคหัวใจ) ดังนั้น การรู้จักและรู้ทันโรคนี้เพื่อหาทางป้องกันตนเองและคนรอบข้างจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

ทั้งสามภาวะจะต้องรีบให้การรักษาโดยเร่งด่วน

ชื่ออื่นที่เรียกโรคหลอดเลือดสมอง

  • Brain attack
  • Cerebrovascular accident (CVA)
  • Hemorrhagic stroke (includes intracerebral hemorrhage and subarachnoid hemorrhage)
  • Ischemic stroke (includes thrombotic stroke and embolic stroke)
  • transient ischemic attack ( TIA)

สาเหตุ โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ ตัน แตก เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อไขมันหรือลิ่มเลือดเกิดการอุดตัน แล้วเข้าไปคั่งอยู่ในเส้นเลือดที่จะไปหล่อเลี้ยงสมอง ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและถูกทำลายไป ซึ่งหากผู้ป่วยเกิดภาวะเส้นเลือดสมองตีบหรือตันแล้วไม่ได้รับการรักษาจากแพทย์ทันท่วงที ก็อาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพหรืออัมพาตได้ หรือหากรุนแรงกว่านั้นคือเกิดภาวะเส้นเลือดสมองแตก ก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตโดยกะทันหันได้

โรคนี้มีสาเหตุหลักจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น ภาวะที่ต้องเผชิญกับความเครียดเป็นประจำ รวมไปถึงสิงห์อมควันทั้งหลายด้วย โดยปกติแล้วโรคนี้มักเกิดขึ้นกับผู้สูงวัย หรือคนอายุน้อยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูงมานานแต่ไม่ได้รับการรักษา หรือเกิดกับคนที่มีเส้นเลือดผิดปกติ ซึ่งทำให้ โรคหลอดเลือดสมอง ทำงานบกพร่องจน ตีบ ตัน หรือแตกในที่สุด

 

สัญญาณอันตราย ความน่ากลัวของโรคที่เกี่ยวกับเส้นเลือดสมอง คือ อาการของโรคมักเกิดขึ้นเฉียบพลัน ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถล่วงรู้ได้ก่อนว่าจะเกิดขึ้นเวลาใด ดังนั้น หากผู้ป่วยไม่หมั่นสังเกตความผิดปกติของตนเองอย่างสม่ำเสมอและรู้เท่าทันถึง “สัญญาณอันตราย” แล้วก็อาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพหรืออัมพาต หรืออาจเสียชีวิตได้ “สัญญาณอันตราย” ที่ว่านี้ก็คือ เดินไม่ตรง มีอาการเซ ออกเสียงไม่ชัด พูดไม่ออก เอื้อมหยิบสิ่งของไม่ได้ ไม่มีแรง ชาบริเวณ มือ แขน ขา มองภาพไม่ชัด ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน มีอาการปวดศีรษะ หรือ เวียนศีรษะอย่างรุนแรง หากพบว่าคุณมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคดังที่กล่าวมาแล้ว หากพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้แม้เพียงประการเดียวก็จงอย่าละเลยหรือนิ่งนอนใจเป็นอันขาด

cramp2

ลำดับขั้นของอาการ อาการของโรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะหลอดเลือกสมองตีบ ตัน และแตกนี้ มีระดับขั้นของความรุนแรงเป็น 2 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 อาการเส้นเลือดตีบและตัน เมื่อเส้นเลือดเกิดภาวะตีบหรือตันที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง จะทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวกและติดขัด สมองจึงได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ อาการที่เกิดขึ้นเป็นเบื้องต้นในระยะนี้ เช่น ชาตามร่างกาย ตามมือ เท้า หรืออาจหมดสติได้ หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด หรือภายใน 2-3 ชั่วโมงแรกที่ปรากฏอาการ

 

ผลกระทบจากเส้นเลือดในสมองตีบ

เส้นเลือดในสมองนั้นมีเส้นเลือดฝอยเล็กๆ มากมายที่กระจายไปเลี้ยงสมอง โดยจะทำการแลกเปลี่ยนอ็อกซิเจน

และกลูโคส  หากเส้นเลือดในสมองตีบ อุดตัน หรือเส้นเลือดในสมองแตก จะทำให้สมองในบริเวณนั้นเกิดภาวะ

สมองขาดเลือด ซึ่งจะส่งผลทำให้สมองสูญเสียการทำงาน และอาจจส่งผลกระทบดังต่อไปนี้

– หากได้รับการรักษา 1 ใน 4 ของผู้ป่วยอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

– ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้พิการถาวร และส่วนใหญ่มักจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

– ผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดในสมองตีบทางด้านซ้ายที่มีอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต ของร่างกายทางด้านขวา มีปัญหาในการพูด

มีแนวโน้มของภาวะซึมเศร้าสูง ทำให้หมดกำลังใจในการฟื้นตัว

 

สาเหตุของเส้นเลือดในสมองตีบ

– เกิดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ ที่ผนังหลอดเลือดมีความหนามากขึ้น

– เกิดจากการอุดตันของชั้นไขมันเข้าไปแทรก หรือมีไขมันเกาะที่ผนังหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง

ทำให้การไหลเวียนของเลือดแรงขึ้น ซึ่งบางครั้งกระแสเลือดอาจพัดพาไขมันที่เกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือดไปอุดตัน

ที่เส้นเลือดส่วนปลาย

 

ปัจจัยเสี่ยงโรคเส้นเลือดในสมองตีบ

– โรคความดันโลหิตสูง

– โรคเบาหวาน

– โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

– การสูบบุหรี่

– มีไขมันในเลือดสูง

– พฤติกรรมการรับประทานอาหารรสหวานจัด และไขมันสูง

 

การผ่าตัดรักษาโรคเส้นเลือดในสมองตีบมี 2 วิธี คือ

1. การใส่บอลลูนเพื่อถ่างขยายหลอดเลือด และป้องกันไม่ให้หลอดเลือดกลับมาตีบซ้ำ

2. การผ่าตัดเพื่อลอกชั้นไขมันที่เกาะตัวหนาอยู่ที่ผนังหลอดเลือดออกมา

 

นอกจาการรักษาโดยการผ่าตัดแล้วจะต้องมีการรักษาร่วมกับวิธีอื่นด้วยได้แก่

1. การให้ยาต้านเกล็ดเลือด

2. การรักษาโรคประจำตัวพื้นฐานที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ

3. การทำกายภาพบำบัด เพื่อเป็นการฟื้นฟูเนื้อสมองที่เกิดความเสียหายรวมถึงการทำงานของระบบประสาท

และยังเป็นการสภาพร่างกายในกรณีที่เป็นอัมพาต

 

การป้องกันเส้นเลือดในสมองตีบ

เนื่องจากโรคเส้นเลือดในสมองตีบนั้นมักจะไม่แสดงอาการหรือส่งสัญญาณ ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดคือการตรวจ

สุขภาพประจำปี เพื่อตรวจหาโรคที่มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองตีบมากน้อยเพียงใด และปฏิบัติ

loading...

ตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกัน และหลีกเลี่ยงโรคเส้นเลือดในสมองตีบ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่

ผู้สูงอายุ คนอ้วน โดยเฉพาะภาวะอ้วนลงพุง ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดัน โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอด

เลือดหัวใจ  เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

นอกจากนี้การป้องกันโรคหลอดเลือดในสมองตีบยังรวมถึงการปฏิบัติดังต่อไปนี้

– การปรับอารมณ์ให้อารมณ์ดีอยู่เสมอ ไม่เครียดจนเกินไป

– เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ไขมันต่ำ โดยเฉพาะไขมันสัตว์ที่ควรหลีกเลี่ยง

– การออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ

– การดูแลรักษา และควบคุมโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ให้อยู่ในภาวะ

ปกติ ก็จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของเส้นเลือดในสมองตีบได้เป็นอย่างมาก

 

อาการโรคเส้นเลือดในสมองตีบ

– มีอาการปวดหัว มึนหัว

– มุมปากเบี้ยวด้านในด้านหนึ่ง (สมองจะควบคุมการทำงานของฝั่งตรงข้าม เช่น เส้นเลือดในสมองตีบด้านซ้ายจะส่งผล

กระทบต่อร่างกายฝั่งขวา)

– มีปัญหาในการพูด เช่น พูดไม่ชัด พูดลำบาก พูดช้า พูดไม่ออก

– มีภาวะสมองเสื่อม

– ตาพร่ามัวร่วมกับอาการเดินเซ

– ตามองไม่เห็นชั่วขณะ

– อาการอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีอาการอ่อนแรง

– อาการชาครึ่งซีก

– ฟังไม่รู้เรื่อง

– หากเส้นเลือดในสมองตีบทางด้านซ้าย จะทำให้มีปัญหาในการพูด หรือพูดไม่ได้เลย เนื่องจากสมองด้านซ้ายจะมี

ศูนย์การพูดซึ่งเป็นพื้นที่เฉพาะของสมอง ทำหน้าที่ควบคุมการพูดอยู่ทางด้านซ้ายของสมองเหนือขมับขึ้นมาเล็กน้อย

 

โรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันคืออะไร?

โรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตัน

โรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันคือ โรคที่สมองสูญเสียหน้าที่การทำงานอย่างเฉียบพลันเนื่องมาจากเกิดการอุดตันของระบบหลอดเลือดดำในสมอง ส่งผลให้มีความดันในระบบหลอดเลือดดำในสมองสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะสมองบวม (Brain edema) ทั้งแบบ *Vasogenic brain edema และแบบ *Cytotoxic brain edema ส่งผลให้เนื้อสมองบางส่วนขาดเลือดและมีเลือดออกเป็นจุดๆในบริเวณของเนื้อสมองที่ขาดเลือด (Petechial hemorrhage)

*อนึ่ง

  • *Vasogenic brain edema หมายถึง ภาวะสมองบวมจากการสูญเสียหน้าที่ของสมองส่วนที่เรียกว่า Blood brain barrier (ที่มีหน้าที่คอยควบคุมการเข้า-ออกของสารเคมีในหลอดเลือดและในตัวเซลล์สมอง) ทำให้มีการไหลออกของสารเคมีจากหลอดเลือดสู่เซลล์สมองมากขึ้นจึงเกิดการบวมของสมอง/ภาวะสมองบวม
  • *Cytotoxic brain edema หมายถึง ภาวะสมองบวมจากเซลล์สมองสูญเสียพลังงานจากการขาดออกซิเจน ทำให้เซลล์สมองตายและเกิดการปล่อยสารเคมีออกมาจากเซลล์สมองที่ตายก่อให้เกิดการบวมของเนื้อสมอง

สาเหตุโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันเกิดจากอะไร?

สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันเกิดจากการที่เลือดมีภาวะแข็งตัวได้ง่ายกว่าปกติร่วมกับมีการกดเบียดของระบบหลอดเลือดดำสมองได้แก่

1. ภาวะเลือดแข็งตัวง่ายแต่กำเนิดเช่น ขาดสารต่อต้านการแข็งตัวของเลือด (Protein C, S, Antithrombin III deficiency)

2. ภาวะมีเลือดหนืด/ข้นเช่น ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง, ไฟไหม้รุนแรง, น้ำร้อนลวกรุนแรง, เลือดข้นจากโรคเลือดหนืด (Polycythemia vera), ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก, โรคมะเร็ง

3. การใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิดขนาดสูงและเป็นระยะเวลานาน (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com เรื่องการคุมกำเนิด)

4. การใช้ยาเคมีบำบัดเช่น ยา L-asparaginase

5. การใช้ยาสเตียรอยด์, ยาเฮ็พพาริน (Heparin)

6. การติดเชื้อบริเวณไซนัส หน้าผาก ช่องหูชั้นใน

7. การกดเบียดหลอดเลือดดำในสมองจากก้อนเนื้องอกสมอง

8. การทำหัตถการบริเวณหลอดเลือดดำในบริเวณคอ ผิวสมอง เป็นต้น

อาการเหมือนหรือต่างกับโรคหลอดเลือดแดงสมองอุดตัน?

อาการจากโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันจะแตกต่างกันกับอาการจากโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดแดงอุดตันเนื่องจากมีการเกิดโรคที่ต่างกัน

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันจะมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทดังนี้

1. ปวดศีรษะ พบได้ประมาณ 75%

2. ความดันในโพรงกะโหลกศีรษะสูง พบได้ประมาณ 49%

3. แขนขาอ่อนแรง พบได้ประมาณ 34%

4. อาการชัก พบได้ประมาณ 37%

5. ระดับความรู้สึกตัวผิดปกติ พบได้ประมาณ 30%

6. ความผิดปกติที่พบไม่บ่อยได้แก่ เส้นประสาทสมองพิการ (Cranial nerve palsy), ตากระตุก (Nystagmus), หูดับ (Hearing loss)

*ส่วนอาการจากหลอดเลือดแดงในสมองอุดตันอ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง โรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

แพทย์วินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันอย่างไร?

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันทำได้ไม่ง่าย ต้องเริ่มจากที่แพทย์คิดถึงภาวะนี้กรณีผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ ชัก และมีอาการแขนขาอ่อนแรง ประกอบกับมีประวัติการดำเนินโรคที่ค่อยๆเกิด ไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วเหมือนโรคอัมพาตที่เกิดจากหลอดเลือดแดงอุดตันที่จะเกิดอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดศีรษะนำมาก่อน หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ที่พบในผู้ที่มีภาวะ/ปัจจัยเสี่ยง (ดังกล่าวในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยง/สาเหตุ) ต่อการเกิดโรคนี้

นอกจากประวัติอาการดังกล่าวแล้ว แพทย์จะทำการตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจร่างกายทางระบบประสาท และจะให้การวินิจฉัยร่วมกับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองหรือเอมอาร์ไอสมอง หรือร่วมกับการตรวจหลอดเลือดดำด้วยการเอกซเรย์ฉีดสีเข้าในหลอดเลือด (Contrast cerebral angiography)

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตัน?

ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยง/ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันคือ

  • ผู้หญิงตั้งครรภ์
  • ภาวะใกล้คลอด
  • ผู้ใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด
  • ผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งในบริเวณลำคอ โรคเลือดหนืด โรคเลือดชนิดที่เลือดแข็ง ตัวง่าย
  • ผู้ป่วยที่ทำหัตถการเกี่ยวกับหลอดเลือดดำ

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?

ควรไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเสมอกรณีที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและอาการเป็นมานานหลายวันไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการชักและ/หรือร่วมกับแขน/ขาอ่อนแรง

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันได้ผลดีหรือไม่?

ผลการรักษาหรือการพยากรณ์โรคของโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันส่วนใหญ่รักษาได้ผลดีถ้ามาพบแพทย์ได้ทันเวลาคือ ก่อนที่จะมีระดับความรู้สึกตัวเสียไปและอาการแขน ขาอ่อนแรงไม่มาก

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันทำอย่างไร?

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันประกอบด้วยการรักษาแก้ไขสาเหตุ หรือโรคที่เป็นสาเหตุเช่น การหยุดใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด หยุดยาเคมีบำบัด แก้ไขรักษาภาวะเลือดข้น การให้ยาละลายลิ่มเลือด เป็นต้น

นอกจากนั้นถ้ามีภาวะสมองบวมมากๆก็ต้องให้ยาลดสมองบวมร่วมด้วย และกรณีมีเลือดออก ปริมาณมากในสมองก็ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดสมอง

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันใช้เวลานานเพียงใด?

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 6 เดือน แต่ถ้ามีสาเหตุจากโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ (เช่น เนื้องอกสมอง) ก็ต้องรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดไปตลอดชีวิต

โรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันมีผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันคือ การบวมของเนื้อสมอง (สมองบวม) ทำให้ผู้ป่วยเกิดความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้นอย่างมาก (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ความดันในกะโหลกศีรษะสูง) รวมทั้งก่อให้เกิดอาการชักได้ง่ายขึ้น และกรณีที่มีภาวะสมองบวมที่เกิดในสมองส่วนสำคัญเช่น ที่ก้านสมอง หรือการบวมเกิดเป็นบริเวณกว้างที่อาจก่อให้เกิดเนื้อสมองที่บวมเลื่อนมากดทับก้านสมอง (Brain herniation) ก็เป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตัวอย่างไร?

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันควรต้องปฏิบัติตัวดังนี้

  • ปฏิบัติตามแพทย์พยาบาลแนะนำ
  • ต้องทานยาละลายลิ่มเลือดที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
  • ระวังภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) จากยาละลายลิ่มเลือด (ที่สำคัญคือ ภาวะเลือดออกง่าย) ที่มักจะเกิดได้ง่าย (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ยาละลายลิ่มเลือด) โดยการหลีกเลี่ยงการซื้อยานี้และยาต่างๆทานเอง หลีกเลี่ยงการทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร เพราะอาจเสริมฤทธิ์ของยาละลายลิ่มเลือดจนเกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้ และระวังอุบัติเหตุที่อาจก่อใหเกิดเลือดออกง่าย

ผู้ป่วยต้องพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อใด?

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันที่มีอาการผิดปกติมากขึ้นเช่น ปวดศีรษะ มีจ้ำห้อเลือดขนาดใหญ่ตามผิวหนัง ชักบ่อยขึ้น แขน ขาอ่อนแรงมากขึ้น รวมทั้งมีอาการที่สงสัยว่าจะแพ้ยาที่ใช้อยู่ (เช่น ใบหน้า ริมฝีปาก บวม มีผื่นคันขึ้นทั้งตัว หายใจลำบาก) ต้องรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัด/หรือทันที/ฉุกเฉินขึ้นกับความรุนแรงของอาการ

ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันอย่างไร?

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองเหตุหลอดเลือดดำอุดตันสามารถทำได้กรณีที่มีสาเหตุจากภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงซึ่งอาจพบในภาวะหลังคลอดที่เกิดจากการที่ผู้หญิงหลังคลอดอยู่ไฟ ทานน้ำน้อย ทานเค็ม จึงมีความร้อนสะสมในตัวสูง ก่อให้เกิดการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายอย่างมาก จึงป้องกันได้โดยการไม่อยู่ไฟ หรือถ้าอยู่ไฟก็ต้องทานอาหาร ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การป้องกันด้วยวิธีอื่นๆคือ

  • พยายามไม่ใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิดขนาดสูง (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com 2 เรื่องคือเรื่อง การคุมกำเนิด และเรื่อง ยาเม็ดคุมกำเนิด) เป็นระยะเวลานาน
  • ป้องกันไม่ให้ติดเชื้อบริเวณใบหน้า โพรงไซนัส ไม่แกะสิวหรือแกะแผลบริเวณใบหน้าเพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย การติดเชื้อบริเวณใบหน้าอาจลุกลามเป็นการติดเชื้อเข้าหลอดเลือดดำของสมองที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคนี้ได้

โรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก
  • ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
  • อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
  • การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง
  • การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง
  • การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง

ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองที่ทำให้สมองขาดเลือด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
  • หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (ischemic stroke) เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง พบได้ประมาณ 80% หลอดเลือดสมองอุดตันเกิดได้จากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในบริเวณอื่นไหลไปตามกระแสเลือดจนไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง หรืออาจเกิดจากมีลิ่มเลือดก่อตัวในหลอดเลือดสมอง และขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนอุดตันหลอดเลือดสมอง ส่วนสาเหตุของหลอดเลือดสมองตีบอาจเกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลดลง
  • หลอดเลือดสมองปริแตกหรือฉีกขาด (hemorrhagic stroke) พบได้ประมาณ 20% ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้บริเวณที่เปราะบางนั้นโป่งพองและแตกออก หรืออาจเกิดจากหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดปริแตกได้ง่าย ซึ่งอันตรายมากเนื่องจากทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างฉับพลันและทำให้เกิดเลือดออกในสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองมีหลายสาเหตุ แบ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันไม่ได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้มักมีสาเหตุจากสุขภาพโดยรวมและรูปแบบการดำเนินชีวิต
  • ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันไม่ได้
    • อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดก็จะเสื่อมตามไปด้วย โดยผิวชั้นในของหลอดเลือดจะหนาและแข็งขึ้นจากการที่มีไขมันและหินปูนมาเกาะ รูที่เลือดไหลผ่านจะแคบลงเรื่อยๆ
    • เพศ พบว่าเพศชายมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าเพศหญิง
    • ภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการจับตัวกันของเม็ดเลือดและมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าคนปกติ
  • ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้
    • ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงจึงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนปกติ
    • เบาหวาน เป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย หากเกิดที่สมองจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ 2-3 เท่า
    • ไขมันในเลือดสูง เป็นความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองเช่นเดียวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ คือภาวะไขมันสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้กีดขวางการลำเลียงเลือด
    • โรคหัวใจ เช่น โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือด ถ้าลิ่มเลือดไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง ก็จะทำให้สมองขาดเลือดได้
    • การสูบบุหรี่ สารนิโคตินและคาร์บอนมอนอกไซด์ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง และเป็นตัวทำลายผนังหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแข็งตัว พบว่าการสูบบุหรี่เพียงอย่างเดียวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองถึง 3.5%
    • ยาคุมกำเนิด ในผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูง
    • โรคซิฟิลิส เป็นสาเหตุของหลอดเลือดอักเสบและหลอดเลือดแข็ง
    • การขาดการออกกำลังกาย

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อสมองขาดเลือดจะทำให้สมองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งอาการแสดงต่างๆ จะมากหรือน้อยขึ้นกับระดับความรุนแรงและตำแหน่งของสมองที่ถูกทำลาย เช่น
  • ชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้าและ/หรือบริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย
  • พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว มุมปากตก น้ำลายไหล กลืนลำบาก
  • ปวดศีรษะ เวียนศีรษะทันทีทันใด
  • ตามัว มองเห็นภาพซ้อนหรือเห็นครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียวทันทีทันใด
  • เดินเซ ทรงตัวลำบาก
อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ในรายที่มีภาวะสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว (transient ischemic attack: TIA)อาจมีอาการเตือนเหล่านี้เกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไปเอง หรืออาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนจะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาการของโรคหลอดเลือดสมองจัดเป็นอาการร้ายแรงและอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือหากไม่ถึงชีวิต ก็อาจทำให้กลายเป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและต้องใช้เวลาในการรักษาฟื้นฟูสุขภาพต่อไป

การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง

ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพและสามารถบ่งชี้ถึงตำแหน่งของสมองและหลอดเลือดที่ผิดปกติ รวมถึงภาวะและสาเหตุที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้ เช่น
  • การตรวจเลือดเพื่อดูความเข้มข้นและความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
  • การตรวจระดับน้ำตาลและระดับไขมันในเลือด
  • การตรวจหาการอักเสบของหลอดเลือด
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram) เพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
  • การตรวจสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computerized tomography) เพื่อดูว่าสมองมีภาวะขาดเลือดหรือภาวะเลือดออกในสมองหรือไม่
  • การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดบริเวณคอ (carotid duplex scan) เพื่อดูขนาดและการไหลเวียนของหลอดเลือดแดงบริเวณคอที่ไปเลี้ยงสมองด้วยคลื่นความถี่สูง
  • การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging) เพื่อดูเนื้อสมอง หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดที่คอ เป็นวิธีการที่ไม่เจ็บปวดและมีประสิทธิภาพสูง

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

การรักษาขึ้นกับสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองว่าเป็นหลอดเลือดสมองตีบหรือหลอดเลือดสมองแตก โดยจะมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน
  • หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน เป้าหมายของการรักษาคือทำให้เลือดไหลเวียนได้อย่างปกติ โดยทางเลือกในการรักษามีหลายวิธี ในบางกรณีแพทย์อาจให้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งพบว่าจะได้ผลดีกับผู้ที่มีอาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมองและรีบมาโรงพยาบาลภายในระยะเวลาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง
  • หลอดเลือดสมองปริแตกหรือฉีกขาด เป้าหมายของการรักษาคือการควบคุมปริมาณเลือดที่ออกด้วยการรักษาระดับความดันโลหิต ในกรณีที่เลือดออกมาก แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสมองที่อาจเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิต

การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

การป้องกันเป็นการรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่ดีที่สุด และควรป้องกันก่อนการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง คือ ต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมให้หลอดเลือดเกิดการตีบ อุดตัน หรือแตก เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ หรือขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น
  • ตรวจเช็กสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง ถ้าพบต้องรีบรักษาและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
  • ในกรณีที่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ต้องรักษาและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแผนการรักษาของแพทย์ ห้ามหยุดยาเอง และควรรีบพบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการผิดปกติ
  • ควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ควบคุมอาหารให้สมดุล หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม หวาน มัน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
  • งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ถ้ามีอาการเตือนที่แสดงว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอชั่วคราว ควรรีบมาพบแพทย์ถึงแม้ว่าอาการเหล่านั้นจะหายได้เองเป็นปกติ
  • ผู้ที่เป็นหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันแล้ว แพทย์จะให้การรักษาโดยใช้ยาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมอง แต่การใช้ยาเหล่านี้จำเป็นต้องมีการติดตามผลและใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากถ้ามีการใช้ยาผิด ประมาทเลินเล่อ หรือไม่มีการติดตามดูแลอย่างสม่ำเสมออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรง เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
เส้นเลือดในสมองตีบ
เส้นเลือดในสมองตีบ

http://halsat.com

 

loading...

Related Post

Related posts:

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ลักษณะอาการสาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรค
หูตึง หูหนวก ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคหูตึง หูหนวก
โรคพาร์กินสัน ลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษา 17 วิธี ของโรคพาร์กินสัน
โรคงูสวัด ติดเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคอีสุกอีใส
ตกขาว อาการช่องคลอดมีกลิ่น เป็นเรื่องที่สาว ๆ หลายคนกังวล
มะเร็งไทรอยด์ โรคมะเร็งที่เกิดกับต่อมไทรอยด์ โดยเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
แผลอักเสบ แผลเป็นหนองและแผลติดเชื้อ มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
ปวดเข่า ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีการรักษาปวดขา 32 ข้อ
Rating: 5.0. From 1 vote.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ