แอสไพริน (Aspirin) / ต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ แก้อาการปวด บรรเทาอาการอักเสบ

 

Share This:

แอสไพริน (Aspirin) / ต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ แก้อาการปวด บรรเทาอาการอักเสบ
5 (100%) 1 vote
loading...

แอสไพริน

แอสไพริน / กรดอะซิทิลซาลิไซลิก / อะซิทิลซาลิไซลิก แอซิด(Aspirin / Acetylsalicylic acid) หรือยาที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า ทัมใจ, บวดหาย, ประสะบอแรด, ปวดบูราอาซ่าแทป (Asatab), แอสเพนท์-เอ็ม (Aspent-M), แอสพิเลทส์ (Aspilets), เบบี้แอสไพริน (Baby Aspirin), บี-แอสไพริน 81 (B-Aspirin 81) เป็นยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และมีฤทธิ์แบบเดียวกับยาตัวอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันนี้ โดยนิยมนำมาใช้เป็นยาลดไข้ แก้อาการปวด บรรเทาอาการอักเสบ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด เช่น เส้นเลือดสมองอุดตัน เส้นเลือดหัวใจอุดตัน และเส้นเลือดที่ขาอุดตัน เป็นต้น และด้วยยาแอสไพรินเป็นยาที่มีข้อควรระวังในการใช้ ข้อห้ามใช้ และมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก การใช้ยานี้จะต้องใช้อย่างระมัดระวังและได้รับคำสั่งจากแพทย์เท่านั้น

ยาแอสไพรินสามารถดูดซึมได้ดีในระบบทางเดินอาหาร (หรือแม้แต่ดูดซึมเข้าทางผิวหนังโดยใช้ในรูปของยาทา) หลังการรับประทานยา ปริมาณยาในกระแสเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 ชั่วโมง และยาจะถูกทำลายที่ตับและถูกขับออกมาทางปัสสาวะ

ตัวอย่างยาแอสไพริน

ยาแอสไพริน (ชื่อสามัญ) มีชื่อทางการค้า เช่น เอ.เอส.เอ แคป (A.S.A Cap), เอ.เอส.เอ.-500 (A.S.A.-500), แอคโทริน (Actorin), อนาสซา (Anassa), อาร์ไพซิน (Arpisine), อาซ่าแทป (Asatab), แอสคอต (Ascot), แอสปาโก 300 (Aspaco 300), แอสเพนท์ (Aspent), แอสเพนท์-เอ็ม (Aspent-M), แอสพิเลทส์ (Aspilets), แอสพิแพค (Aspipac), แอสไพริน บีดี (Aspirin BD), แอสไพริน เอสเอสพี (Aspirin SSP), แอสไพริน 162 มก. (Aspirine 162 mg), แอสรินา (Asrina), บี-แอสไพริน 81 (B-Aspirin 81), เบบี้แอสไพริน (Baby Aspirin), เบเยอร์ แอสไพริน (Bayer Aspirin), บรรเทาปวด-บูรา (Buntaopoad-Bura), คาพาริน 100 (Caparin 100), เอมไพริน (Empirin), เอนทราริน (Entrarin), ไพริน (Pirin), เอส.พี. แท็ป (S.P. Tap), เซเฟริน-5 / เซเฟริน-10 (Seferin-5 / Seferin-10), ทัมใจ (ชื่อเดิม คือ ทันใจ), บวดหาย (ชื่อเดิม คือ ปวดหาย), บรรเทาปวดบูรา, ประสะบอแรด (ชื่อเดิม คือ ประสะนอแรด), เอเอ็นที, ยาแก้เด็กตัวร้อนตราหัวสิงห์, ไวคุลเด็ก ฯลฯ

รูปแบบยาแอสไพริน

  • ยาเม็ด ขนาด 60, 80, 81, 125, 162, 162.5, 227.5, 300, 325, 500, 600, 650, 800, 975, 1,000 และ 1,200 มิลลิกรัม
  • ยาผง ขนาด 650 มิลลิกรัม เช่น ยาทัมใจ
อาซ่าแทป
IMAGE SOURCE : www.mims.com
ยา Aspent-M
IMAGE SOURCE : twitter.com (@srithongpattaya), oknation.nationtv.tv/blog/panupharmacy
แอสพิเลทส์
IMAGE SOURCE : www.thaivisa.com (by happynthailand)
ยา B-aspirin 81
IMAGE SOURCE : www.mims.com
ยาทัมใจ
IMAGE SOURCE : khanomthaisunset.com
บวดหาย
IMAGE SOURCE : www.thaiscooter.com (by วราภรณ์)
บรรเทาปวดบูรา
IMAGE SOURCE : buraphaosoth.com
ประสะบอแรด
IMAGE SOURCE : www.thaiscooter.com (by artgermany)

สรรพคุณของยาแอสไพริน

  1. ใช้เป็นยาลดไข้ แก้อาการตัวร้อน (Fever) ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคไข้เลือดออก อีสุกอีใส หรือไข้หวัดใหญ่[1],[2],[4]
  2. ใช้เป็นยาแก้อาการปวดทุกชนิด (Pain) เช่น ปวดศีรษะ ปวดตา ปวดหู ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดประจำเดือน ปวดแผล เป็นต้น[1],[2]
  3. ใช้เป็นยาบรรเทาอาการเจ็บปวดบวมจากภาวะการอักเสบของข้อ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis), โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก (Juvenile rheumatoid arthritis), โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis), โรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing spondylitis), ข้ออักเสบจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) เป็นต้น[2],[4]
  4. ใช้รักษาโรคไข้รูมาติก (Rheumatic fever)[2]
  5. ใช้รักษาโรคคาวาซากิในเด็ก (Kawasaki disease)[2]
  6. ด้วยยาแอสไพรินมีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด จึงมีการนำมาใช้เพื่อลดภาวะการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองและหัวใจ (โรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจ) โดยใช้ในช่วงแรกของการเกิดการอุดตันของหลอดเลือด และการใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดการอุดตันของหลอดเลือด เช่น ใช้ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (Thrombosis stroke), ใช้รักษาและป้องกันโรคสมองขาดเลือด (Ischemic stroke), ใช้รักษาและป้องกันโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Angina pectoris), ใช้รักษาและป้องกันโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction)[1],[2],[6]
  7. ยานี้อาจมีประโยชน์ในการใช้ป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ และป้องกันโรคมะเร็งได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกสักระยะหนึ่งจนกว่าจะแน่ใจก่อน[7]
  8. ยานี้อาจใช้เพื่อรักษาโรคหรืออาการอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาได้ หากมีข้อสงสัยให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกร[4]

กลไกการออกฤทธิ์ของยาแอสไพริน

ยาแอสไพรินจะมีกลไกการออกฤทธิ์โดยการไปยับยั้งเอนไซม์ในร่างกายที่ทำให้เกิดสารอักเสบที่มีชื่อว่าไซโคลออกซีเจเนส (Cyclooxygenase) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ค็อกซ์ (COX) นอกจากนี้ เอนไซม์ค็อกซ์ (COX enzyme) ยังไปกระตุ้นการสร้างสารที่ทำให้เกิดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดที่มีชื่อว่า ทร็อมบ็อกเซน-เอทู (Thromboxane-A2) ดังนั้น ผลที่ได้จากการใช้ยาแอสไพริน นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบแล้ว ยังทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันได้ยากมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งขนาดยาที่สูงของแอสไพริน (ครั้งละ 375-650 มิลลิกรัม) จะได้ผลดีในการบรรเทาอาการปวดและอักเสบ ส่วนขนาดยาที่ต่ำของแอสไพริน (วันละ 75-150 มิลลิกรัม) จะได้ผลดีในแง่ฤทธิ์การต้านเกล็ดเลือด

ก่อนใช้ยาแอสไพริน

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมถึงยาแอสไพริน สิ่งที่ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบมีดังนี้

  • ประวัติการแพ้ยาทุกชนิด โดยเฉพาะยาแอสไพริน (Aspirin) และยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ตัวอื่น เช่น ไดโคลฟีแนค (Diclofenac), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), อินโดเมทาซิน (Indomethacin) เป็นต้น รวมทั้งอาการจากการแพ้ยาดังกล่าว เช่น รับประทานยาแล้วคลื่นไส้มาก หรือแน่น หายใจติดขัด/หายใจลำบาก เป็นต้น
  • โรคประจำตัว อาการ หรือโรคที่เคยเป็นมาในอดีต โดยเฉพาะโรคกระเพาะหรือแผลในกระเพาะอาหาร, โรคลำไส้ใหญ่อักเสบแบบมีแผลเปื่อย (Ulcerative colitis), โรคโครห์น (Crohn’s disease), โรคเลือดไหลไม่หยุดหรือเลือดออกง่าย, โรคความดันโลหิตสูง, โรคหอบหืดหรือโรคภูมิแพ้, โรคตับ, โรคไต, นิ่วในไต, โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) หรือมีปัญเรื่องโรคหลอดเลือดหรือโรคหัวใจ เป็นต้น และยาที่แพทย์สั่งจ่ายและยาที่ใช้เอง รวมถึงอาหารเสริม วิตามิน และยาสมุนไพรต่าง ๆ ที่กำลังใช้อยู่หรือกำลังจะใช้ เพราะยาแอสไพรินอาจส่งผลให้อาการของโรคที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น หรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่น ๆ และ/หรืออาหารเสริมอื่น ๆ ที่รับประทานอยู่ก่อนได้ (ในบางกรณีจะไม่สามารถใช้ยาที่มีปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาร่วมกันได้เลย แต่บางกรณีก็อาจจำเป็นต้องใช้ยา 2 ชนิดนั้นร่วมกัน ถึงแม้ว่าจะมีปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาเกิดขึ้นได้ก็ตาม ซึ่งในกรณีนี้แพทย์จะปรับเปลี่ยนขนาดยาหรือเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ให้มากขึ้น) เช่น
    • การรับประทานยาแอสไพรินร่วมกับยาเม็ดรักษาเบาหวาน และยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) เช่น เฮพาริน (Heparin), วาร์ฟาริน (Warfarin) อาจเสริมฤทธิ์ทำให้ยาเหล่านี้ออกฤทธิ์แรงขึ้นจนเป็นอันตรายได้ เช่น เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะเลือดออก เป็นต้น
    • การรับประทานยาแอสไพรินร่วมกับยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs), สเตียรอยด์ (Steroid) และแอลกอฮอล์ อาจเสริมฤทธิ์ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้น
    • การรับประทานยาแอสไพรินร่วมกับยาปิดกั้นบีตา, ยาต้านขับกรดยูริก เช่น โพรเบเนซิด (Probenecid) จะทำให้การใช้ยาดังกล่าวได้ผลน้อยลง
    • การรับประทานยาแอสไพรินร่วมกับยาต้านการอักเสบบางกลุ่ม (เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid)), ยาที่มีฤทธิ์เป็นด่าง (เช่น กลุ่มยาลดกรดในกระเพาะอาหาร), ยาที่ใช้ดูดซับพิษในกระเพาะลำไส้ (เช่น ถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal)) อาจทำให้การดูดซึมของยาแอสไพรินเข้าสู่ร่างกายลดลง จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกัน
  • เป็นผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี หรือมากกว่า 65 ปี
  • หากเป็นสุภาพสตรี ควรแจ้งว่ามีการตั้งครรภ์ หรือกำลังวางแผนในการตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร เพราะยาหลายชนิดสามารถผ่านทางรกหรือน้ำนมและเข้าสู่ทารกจนอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อทารกได้

ข้อห้าม/ข้อควรระวังในการใช้ยาแอสไพริน

  • ห้ามใช้ยานี้ในผู้ที่มีประวัติการแพ้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
  • ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคแผลเพ็ปติก (แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น) หรือเคยมีประวัติเลือดออกในกระเพาะอาหาร (อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ) เนื่องจากการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งรวมถึงยาแอสไพรินด้วย
  • ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคหืด ลมพิษ หวัดภูมิแพ้ ที่เคยมีอาการกำเริบจากการใช้ยาแอสไพริน หรือยาในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
  • ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกง่ายหรือผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก เช่น โรคไข้เลือดออก โรคเลือดต่าง ๆ (เช่น โรคไอทีพี (ITP), โรคฮีโมฟีเลีย (Hemoplilia) เป็นต้น) รวมถึงผู้ที่อยู่ในภาวะตกเลือด ผู้ที่มีบาดแผลหรือหลังผ่าตัดหรือถอนฟัน เพราะยาแอสไพรินมีฤทธิ์ยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด (Platelet aggregation) จึงทำให้เลือดออกง่าย (แต่ในขณะเดียวกันก็มีการนำฤทธิ์ของยาดังกล่าวมาใช้ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดสมองและหัวใจได้ด้วย แต่สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ก่อนจะให้ยานี้แพทย์จะคอยควบคุมความดันให้เป็นปกติตามเป้าหมายเสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเลือดออกในสมองได้)
  • ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคเกาต์ (Gout) เนื่องจากอาจทำให้กรดยูริกในเลือดสูงและโรคเกาต์กำเริบได้
  • ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีประวัติซีดเหลืองบ่อยจากภาวะพร่องเอนไซม์จีซิกส์พีดี (G-6-PD) เพราะจะทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแตก (มีอาการซีดเหลือง) ได้
  • ห้ามใช้ยานี้ในหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนคลอด เพราะจะทำให้คลอดบุตรยาก ตกเลือดได้ง่าย และอาจทำให้ทารกมีภาวะเลือดออกง่าย
  • ห้ามใช้ยานี้ในหญิงให้นมบุตร เพราะยาสามารถถูกขับออกมากับน้ำนมและส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกในทารกได้
  • ห้ามใช้ยานี้กับเด็กทารกหรือเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เพราะอาจทำให้เลือดออกได้ง่าย
  • ห้ามใช้ยานี้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12-19 ปี (แล้วแต่แหล่งอ้างอิง) ที่เป็นโรคติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คางทูม หัด อีสุกอีใส เป็นต้น เพราะอาจทำให้เป็นโรคเรย์ซินโดรม (Reye’s syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่มีอันตรายร้ายแรงถึงตายได้ โดยจะทำให้เกิดอาการของตับอักเสบและสมองอักเสบ (ในกรณีนี้ควรเลือกใช้ยาลดไข้ที่เป็นตัวยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดไข้ใกล้เคียงกับยาแอสไพริน หรือยาตัวอื่นในกลุ่มเดียวกันแทน เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอกเซน (Naproxen) เป็นต้น)[1],[6],[7]
  • บางข้อมูลระบุว่า ไม่ควรใช้ยานี้กับเด็กอายุน้อยกว่า 16 ปี[5]
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs), สเตียรอยด์ (Steroid) และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะเสริมฤทธิ์กันทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้น
  • ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ผู้ป่วยโรคไตชนิดไตวายเรื้อรัง (Chronic Renal Insufficiency) และผู้ป่วยด้วยโรคตับ
  • ผู้ป่วยบางรายที่ใช้ยานี้อาจไวต่อแสงมากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรง โดยเฉพาะแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. สวมเสื้อผ้าปกปิดผิวหนัง และหมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำ โดยเฉพาะในรายที่มีผิวบอบบาง[5]

วิธีใช้ยาแอสไพริน

  1. สำหรับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis), โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis), โรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing spondylitis) และข้ออักเสบจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ในผู้ใหญ่ให้รับประทานยาวันละ 3,000 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน[2]
  2. สำหรับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก (Juvenile rheumatoid arthritis) ในเด็กอายุ 12 ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักตัวมากกว่า 25 กิโลกรัม เริ่มแรกให้รับประทานยาวันละ 2,400-3,600 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 4 ครั้ง แล้วตามด้วย Maintenance dose ในขนาดวันละ 3,600-5,400 มิลลิกรัม ส่วนในเด็กอายุ 2-11 ปี หรือมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าหรือเท่ากับ 25 กิโลกรัม ให้รับประทานยาวันละ 60-90 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยแบ่งให้วันละ 4 ครั้ง แล้วตามด้วย Maintenance dose ในขนาดวันละ 80-100 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (สูงสุดไม่เกินวันละ 5,400 มิลลิกรัม) โดยแบ่งให้วันละ 4 ครั้ง[2]
  3. สำหรับลดไข้ (Fever) และแก้อาการปวด (Pain) ในผู้ใหญ่และเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ให้รับประทานยาครั้งละ 325-650 มิลลิกรัม และซ้ำได้ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ ส่วนในเด็กอายุ 2-11 ปี ให้รับประทานยาครั้งละ 10-15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ (ทั้งหมดนี้สูงสุดไม่เกินวันละ 4,000 มิลลิกรัม) และให้หยุดใช้ยาเมื่ออาการทุเลาแล้ว[2]
    • บางข้อมูลระบุว่า ไม่แนะนำให้ใช้ยานี้เป็นยาลดไข้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12-19 ปี แต่แนะนำให้ใช้ยาพาราเซตามอลแทน[1],[7]
    • บางการศึกษาระบุว่า ควรเริ่มต้นด้วยขนาดยา 600-650 มิลลิกรัมขึ้นไปในการใช้เพื่อแก้อาการปวดปานกลางถึงรุนแรง และขนาด 500-1,000 มิลลิกรัมในการใช้เพื่อลดไข้[6]
    • ในปัจจุบันแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อแก้ปวดลดไข้แทนยาแอสไพริน ด้วยเหตุผลว่า ยาแอสไพรินมีผลข้างเคียงทำให้เกิดโรคกระเพาะได้ง่าย เพราะมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ในขณะที่ยาพาราเซตามอลก็มีสรรพคุณในการแก้ปวดลดไข้ได้ดีพอ ๆ กัน และไม่ทำให้เป็นโรคกระเพาะแทรกซ้อน นอกจากนี้ยาแอสไพรินก็ยังทำให้เกิดอาการแพ้ยา เป็นลมพิษ ผื่นคัน หรือหอบหืดได้ด้วย ในขณะที่ยาพาราเซตามอลมีโอกาสแพ้ได้น้อยกว่ากันมาก[7]
  4. สำหรับไข้รูมาติก (Rheumatic fever) ในผู้ใหญ่ให้รับประทานยาวันละ 80 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ถึงวันละ 6,500 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 4 ครั้ง ส่วนในเด็กให้รับประทานยาวันละ 90-130 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ถึงวันละ 6,500 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 4 ครั้งเช่นกัน[2]
  5. สำหรับโรคคาวาซากิในเด็ก (Kawasaki disease) การรักษาในช่วงเฉียบพลัน เริ่มแรกให้รับประทานยาวันละ 80-100 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 4 ครั้ง (จนกว่าไข้จะลดลงอย่างน้อย 48 ชั่วโมง) แล้วตามด้วยการรักษาในช่วงไม่เฉียบพลันและต่อเนื่อง (Maintenance dose) ให้รับประทานยาวันละ 3,000-5,000 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หลังไข้ลดลงนานประมาณ 6-8 สัปดาห์[2]
  6. สำหรับรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction) ในผู้ใหญ่ให้รับประทานยาวันละ 160-162.5 มิลลิกรัม ติดต่อกันเป็นเวลา 30 วัน[2]
  7. สำหรับรักษาโรคสมองขาดเลือด (Ischemic stroke) ในผู้ใหญ่ให้รับประทานยาวันละ 50-325 มิลลิกรัม[2]
  8. สำหรับรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Angina pectoris) ในผู้ใหญ่ให้รับประทานยาวันละ 75-325 มิลลิกรัม[2]
  9. สำหรับป้องกันโรคสมองขาดเลือด (Ischemic stroke), ป้องกันโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Angina pectoris), ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (Thrombosis stroke) และป้องกันโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction) ในผู้ใหญ่ให้รับประทานยาครั้งละ 75-325 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง หลังอาหารเช้าเป็นประจำทุกวันตลอดไป (ในกรณีที่ไม่มียาแอสไพรินขนาด 75 มิลลิกรัม ให้ใช้ยาแอสไพรินขนาด 81 มิลลิกรัม 1 เม็ด แทนก็ได้)[1],[2],[7]
  10. บางข้อมูลระบุว่าการใช้ยาแอสไพรินเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดอุดตัน (ทั้งหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจ) ถ้าผู้ป่วยไม่เคยรับประทานยาแอสไพรินมาก่อน ในวันแรกที่มีอาการแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยเคี้ยวยาแอสไพรินในขนาด 300-325 มิลลิกรัม เพื่อให้ระดับยาในเลือดมากพอและเกิดการยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือดอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการเกิดการอุดตันของหลอดเลือดซ้ำอีก หลังจากนั้นแพทย์จะให้ลดขนาดยาลงเหลือวันละ 75 หรือ 81 มิลลิกรัม และรับประทานยาไปตามปกติหลังอาหารทันทีและกลืนยาทั้งหมด โดยผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาแอสไพรินในขนาดต่ำนี้อย่างต่อเนื่องไปตลอดเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของภาวะหลอดเลือดอุดตัน[6]

คำแนะนำในการใช้ยาแอสไพริน

  • ควรรับประทานยาหลังอาหารทันที (หรือพร้อมนม) โดยห้ามบดหรือเคี้ยวเม็ดยา ร่วมกับการดื่มน้ำสะอาดตาม 1 แก้ว เพื่อเพิ่มการดูดซึมยาให้เร็วขึ้น และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร
  • ให้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและรับประทานยาในเวลาเดียวกัน
  • การใช้ยานี้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
  • หากจะรับประทานยานี้พร้อมกับยาลดกรด ให้รับประทานยาห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
  • หากต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือถอนฟัน ต้องแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบก่อนทำการรักษาว่า กำลังใช้ยาแอสไพรินอยู่ และควรหยุดใช้ยานี้เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน ก่อนเข้ารับการผ่าตัดหรือถอนฟัน
  • สิ่งที่ควรระวังของการใช้ยาแอสไพรินเพื่อลดไข้ คือ หากผู้ป่วยกำลังเป็นโรคไข้เลือดออก ยานี้จะทำให้อาการเลือดออกผิดปกติเกิดได้ง่ายมากขึ้น ผู้ป่วยจึงควรสังเกตอาการหลังการใช้ยานี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจุดจ้ำเลือดที่ขึ้นตามผิวหนัง หากพบความผิดปกติดังกล่าว ควรหยุดใช้ยาและรีบไปพบแพทย์ทันที
  • หากมีไข้นานเกิน 3 วัน หรืออาการปวดยังไม่ทุเลาเกิน 10 วัน ควรรีบไปพบแพทย์
  • หากเกิดอาการดังต่อไปนี้ให้หยุดใช้ยาและรีบไปพบแพทย์ทันที เช่น อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระดำ มีผื่นคัน แน่นหน้าอก หอบเหนื่อย หน้าและหนังตาบวม หอบหืดกำเริบ
  • หากรับประทานยานี้ครั้งละมาก ๆ อาจเกิดพิษต่อร่างกายจนเป็นอันตรายได้ ถ้าพบคนที่รับประทานยานี้ในขนาดมาก ๆ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

การเก็บรักษายาแอสไพริน

  • ควรเก็บยานี้ในภาชนะบรรจุเดิมที่บรรจุมา ปิดให้สนิท และเก็บยาให้พ้นมือเด็กเสมอ
  • ควรเก็บยานี้ที่อุณหภูมิห้อง เก็บยาให้พ้นแสงแดดและความร้อน ไม่ให้อยู่ในที่มีอุณหภูมิร้อนมากกว่า 30 องศาเซลเซียส และไม่เก็บยาในบริเวณที่เปียกหรือชื้น (เช่น ในห้องน้ำ) เพราะความร้อนหรือความชื้นอาจเป็นสาเหตุทำให้ยาเสื่อมคุณภาพได้
  • ให้ทิ้งยาที่หมดอายุหรือเสื่อมสภาพแล้ว (เช่น ยามีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว)

เมื่อลืมรับประทานยาแอสไพริน

หากลืมรับประทานยาแอสไพริน ให้รับประทานยาในทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ถ้าเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับมื้อต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานยามื้อต่อไปได้เลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าหรือมากกว่าปกติ

ผลข้างเคียงของยาแอสไพริน

  • ผลข้างเคียงของยาแอสไพรินที่พบบ่อย คือ คลื่นไส้อาเจียน ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดโรคแผลเพ็ปติก (แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น) กระเพาะอาหารอักเสบ ถ้ารุนแรงอาจทำให้กระเพาะอาหารทะลุ อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำได้ (ผลข้างเคียงนี้จะพบบ่อยขึ้นในผู้ใช้ยาที่มีอายุมาก)
  • ผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ คือ รู้สึกไม่สบายในระบบทางเดินอาหาร เกิดภาวะกรดไหลย้อน ปวดแสบยอดอก อาหารไม่ย่อย จุกเสียดท้อง ปวดท้อง เบื่ออาหาร ตับอักเสบ มีไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง เป็นต้น[3],[5]
  • อาจทำให้โรคภูมิแพ้ เช่น ลมพิษ หวัดภูมิแพ้ กำเริบได้
  • อาจทำให้เกิดอาการแพ้ มีอาการเป็นลมพิษ ผื่นคัน บวมที่ตา ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือช่องคอ หายใจลำบาก หอบหืด หรือภาวะช็อกจากการแพ้ (Anaphylactic shock)[1],[4]
  • อาจทำให้เกิดภาวะช็อกจากปฏิกิริยาอะนาไฟแล็กทอยด์ (Anaphylactoid reaction) ในผู้ที่ใช้ยานี้เป็นครั้งแรก
  • การใช้ยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ซึ่งรวมถึงยาแอสไพริน (Aspirin) จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ยาเป็นเวลานาน และยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย
  • ถ้าใช้ยาในขนาดสูง อาจทำให้เกิดอาการหูอื้อ มีเสียงดังในหูได้
  • ถ้ารับประทานยานี้เกินขนาดมาก ๆ เช่น เด็ก 4 กรัม ผู้ใหญ่ 20-25 กรัม อาจทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Acidosis) และเป็นอันตรายได้

ยาแอสไพรินเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี แต่ก็มีรายละเอียดการใช้ยาในขนาดของยาที่ใช้ วิธีการรับประทานยา และข้อควรระวังในการใช้ยาที่แตกต่างกันไป หากผู้ใช้ยานี้มีความเข้าใจเกี่ยวกับยาและใช้ยาอย่างถูกต้องก็จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีในการรักษาและช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาลงได้

ยาแอสไพรินรักษาสิว

loading...

สาเหตุของการเกิดสิวส่วนใหญ่แล้วจะมีอยู่ด้วยกัน 2-3 อย่าง คือ การติดเชื้อ (โดยเฉพาะเชื้อ P.acne) รูขุมขนอุดตัน และฮอร์โมน ซึ่งถ้าไปรักษาสิวตามคลินิกความงาม เราก็มักจะได้ยา 3-4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มยาฆ่าเชื้อ เช่น ยาทาคลินดามัยซิน (Clindamycin) ยารับประทานดอกซีไซคลิน (Doxycycline) เป็นต้น, กลุ่มยาผลัดเซลล์ผิวหนัง เช่น เรตินเอ (Retin A) เพื่อเร่งให้เซลล์เก่าถูกผลัดออกและให้เซลล์ใหม่ขึ้นมาแทน, กลุ่มยาผลัดเซลล์ผิวเก่า (แก้รูขุมขนอุดตัน โดยป้องกันเซลล์ที่ตายไปอุดตันรูขุมขน) เช่น เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide) เอเอชเอ (AHA) บีเอชเอ (BHA) เป็นต้น และกลุ่มยาฮอร์โมน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด

สำหรับยาแอสไพรินนั้นก็เป็นกรดซาลิซิลิก (Salicylic acid) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มยาผลัดเซลล์ผิวเก่าจำพวกบีเอชเอ (BHA) นั่นเอง ยานี้จึงสามารถนำมาใช้รักษาสิวที่เกิดจากการอุดตันได้ และด้วยตัวยาแอสไพรินนั้นมีคุณสมบัติลดการอักเสบด้วย การนำมาใช้พอกหรือมาส์กหน้าจึงไม่ค่อยรู้สึกว่ากัดหรือระคายเคืองมากนักเหมือนกับเอเอชเอ (AHA) โดยสูตรที่นิยมนำมาใช้พอกหน้ารักษาสิวนั้นจะมีสิ่งที่ต้องเตรียมและวิธีการดังนี้

  1. ให้เตรียมยาแอสไพรินขนาด 500 มิลลิกรัม 4-5 เม็ด, น้ำอุ่น 1-2 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้งหรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ (ส่วนนี้จะใส่หรือไม่ก็ได้)
  2. ให้ผสมยาแอสไพรินกับน้ำอุ่นให้พอมีเนื้อข้น ๆ (ถ้าอยากได้มาส์กเนื้อหนากว่านี้ให้เติมน้ำผึ้งลงไป 1-2 หยด หรือถ้าอยากได้มาส์กหน้าที่ช่วยเยียวยาผิวหน้าให้ดีขึ้นก็ให้เติมโยเกิร์ตลงไปเล็กน้อย)
  3. จากนั้นให้ทาส่วนผสมลงไปบนใบหน้าบาง ๆ ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 5 นาที แล้วให้ถูส่วนผสมที่ทาลงไปนั้นออกจากใบหน้าโดยใช้นิ้วถูเบา ๆ เป็นวงกลม เพื่อเป็นการช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า และให้ล้างออกเป็นอันเสร็จ (โดยทั่วไปแนะนำให้ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง สำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่าย ควรลองทาบริเวณท้องแขนก่อนทาลงบนใบหน้า)
แอสไพรินพอกหน้า
IMAGE SOURCE : thatyesicat.wordpress.com

อย่างไรก็ตาม แม้ยาแอสไพรินจะใช้รักษาสิวที่เกิดจากการอุดตันได้จริง (ในการใช้ช่วงแรกอาจได้ผลดี แต่หลังจากพอใช้ไปเรื่อย ๆ จนเซลล์ผิวเก่าถูกผลัดออกไปหมดแล้วจะรู้สึกไม่ต่างจากเดิมมากนัก) แต่ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือทายาทิ้งไว้นานเกินไป หรือผสมผิดสูตรจนยาเข้มข้นเกินไป ตัวยาอาจจะกัดหน้าและอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นรอยด่างขาว (Vitiligo) ได้ ซึ่งปัญหานี้จะไม่ค่อยพบกับเครื่องสำอางหรือยารักษาสิวสำเร็จรูป เพราะว่าส่วนผสมจะค่อนข้างแน่นอนและมีความเข้มข้นไม่สูงมากนัก

หมายเหตุ : มาส์กแอสไพรินนอกจากจะช่วยลดการเกิดสิวอุดตันได้แล้ว ยังช่วยกระชับรูขุมขน ลดการอักเสบของสิวอักเสบ ช่วยทำให้ความมันบนใบหน้าลดลง และช่วยทำให้หน้าขาวใสขึ้นได้ด้วย

 

http://halsat.com

 

loading...

Related posts:

ระวัง! สารเคมีอันตรายในบ้านใกล้ตัวคุณ
ยาเขียว ยาไทยใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก…
ยาลดความอ้วนที่ถูกต้องตามกฎหมาย นั้นมีจริงหรือไม่?
ซาลบูทามอล หรือ อัลบูเทอรอล รวมสรรพคุณ วิธีใช้ ผลข้างเคียง (Salbutamol)
ไดเฟนไฮดรามีน หรือ เบนาดริล (Diphenhydramine) ถูกนำมาใช้รักษาอาการแพ้ของร่างกาย อาการไอ
ยาธาตุน้ำแดง ดูดซับแก๊สในทางเดินอาหาร แก้อาการท้องอืด
ไดอะซีแพม ออกฤทธิ์ที่สมองหรือระบบประสาทส่วนกลาง Diazepam
ยาคลายเครียด ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีใช้ยาระงับประสาท 10 ข้อ
No votes yet.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ