โปลิโอ ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาโรคโปลิโอ

 

Share This:

โปลิโอ ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาโรคโปลิโอ
Rate this post
loading...

โปลิโอ

โปลิโอ (Polio หรือ Poliomyelitis หรือ Infantile paralysis) หรือบางครั้งเรียกว่า “โรคไขสันหลังอักเสบ” เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเฉียบพลันซึ่งติดต่อจากคนสู่คนทางอุจจาระ-ปาก
ทั้งนี้เพราะเชื้อ ไวรัสโปลิโอ จะทำให้มีการอักเสบของไขสันหลังทำให้มีอัมพาตของกล้ามเนื้อแขนขา ซึ่งในรายที่อาการรุนแรงจะทำให้มีความพิการตลอดชีวิต และบางรายอาจถึงเสียชีวิตได้ ในปัจจุบันอุบัติการณ์ของโรคโปลิโอได้ลดลงอย่างมาก เป็นผลจากการให้วัคซีนโปลิโอครอบคลุมได้ในระดับสูง

 

วัคซีนโปลิโอแบบหยด (OPV)

 

โปลิโอเกิดได้อย่างไร?

การติดเชื้อโปลิโอกว่า 90% จะไม่ทำให้เกิดอาการใด ๆ โดยผู้ติดเชื้ออาจมีอาการได้หลายอย่างหากได้รับไวรัสเข้ากระแสเลือด[3] ผู้ป่วย 1% จะมีการติดเชื้อไวรัสเข้าสู่ระบบประสาทกลาง ทำให้เซลล์ประสาทสั่งการถูกทำลาย ทำให้เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอัมพาตอ่อนเปียก ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนแรงได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับเส้นประสาทที่ถูกทำลาย รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือโปลิโอไขสันหลัง ซึ่งทำให้มีอาการอ่อนแรงแบบไม่สมมาตรมักเป็นที่ขา โปลิโอก้านสมองส่วนท้ายทำให้เกิดการอัมพาตของกล้ามเนื้อที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทสมอง โปลิโอไขสันหลังและก้านสมองส่วนท้ายจะทำให้มีอาการร่วมกันทั้งการอัมพาตก้านสมองส่วนท้ายและไขสันหลัง

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โปลิโอ

 

โรคโปลิโอมีกลไกการเกิดโรคอย่างไร

 

เมื่อได้รับเชื้อโปลิโอจากการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป เชื้อจะเดินทาง เข้าสู่ต่อมทอนซิล (ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในลำคอบริเวณโคนลิ้นมีทั้งด้านซ้ายและด้านขวา) และแบ่งตัวเจริญเติบโต เชื้อที่เหลือจะเดินทางผ่านกระเพาะอาหารลำไส้เล็ก และไปอาศัยอยู่ในลำ ไส้ใหญ่โดยไม่ได้ทำให้เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ แต่เชื้อจะเดินทางลงสู่ชั้นใต้เยื่อเมือกบุลำไส้ที่มีเซลล์เม็ดเลือดขาวอยู่ แบ่งตัวเจริญเติบโตและเดินทางต่อไปยังต่อมน้ำ เหลือง เข้าสู่ตับและม้ามและแบ่งตัวเจริญเติบโตอีกครั้ง
เชื้อที่อยู่ในตับและม้ามนี้อาจกระจายเข้าสู่กระแสเลือด (โลหิต) และทำให้ผู้ป่วยมีอาการ ได้ ในผู้ป่วยบางคนเชื้ออาจกระจายเข้าสู่ไขสันหลังและก้านสมองได้ โดยอาจเดินทางมาตาม กระแสเลือดและเข้าสู่ไขสันหลังโดยตรง หรืออาจเดินทางมาตามกระแสเลือดเข้าสู่กล้ามเนื้อ เข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายในกล้ามเนื้อ แล้วจึงเดินทางไปตามเส้นประสาทเข้าสู่ไขสันหลังต่อ ไป ไม่ว่าเชื้อจะเข้าสู่ไขสันหลังและก้านสมองโดยทางไหน เชื้อโปลิโอจะเข้าไปทำลายเซลล์ประสาทสั่งการ (Motor neuron) ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆทั้งกล้ามเนื้อเรียบ (กล้ามเนื้อของอวัยวะภายใน เป็นกล้ามเนื้อที่สามารถทำงานได้เองโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การกำกับของสมองเช่น กล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อของลำไส้) และกล้ามเนื้อลาย (กล้ามเนื้อของแขน ขา) ทำให้กล้ามเนื้อต่างๆเหล่านี้เกิดอาการอ่อนแรงได้

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โปลิโอ

 

อะไรเป็นสาเหตุของโรคโปลิโอ

 

โรคโปลิโอมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสโปลิโอ (poliovirus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อกันได้จากคนสู่คน ส่วนใหญ่แล้วจะพบในพื้นที่ที่มีการอาศัยอยู่อย่างแออัดและมีสุขอนามัยที่ไม่ดี โดยเชื้อสามารถติดต่อกันผ่านทางการสัมผัส หรือปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม และถึงแม้ว่าจะติดเชื้อแล้วก็อาจจะยังไม่แสดงอาการ แต่ถึงกระนั้นก็สามารถแพร่เชื้อต่อไปยังผู้อื่นได้เช่นกัน ซึ่งถ้าหากผู้ป่วยได้รับเชื้อผ่านทางการรับประทานอาหาร เชื้อจะเข้าไปเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนในระบบทางเดินอาหาร จากนั้นจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดและเข้าไปควบคุมการทำงานของประสาทส่วนกลาง รบกวนการทำงานของเซลล์ประสาทซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต โดยเฉพาะบริเวณส่วนล่างของร่างกาย

 

คนเป็นโปลิโอ

 

โดยปกติแล้วเมื่อเชื้อไวรัสโปลิโอเข้าสู่ร่างกายแล้ว ในช่วงระยะฟักตัวของเชื้อ ผู้ป่วยกว่า 95% จะไม่มีอาการแสดงออก หรือถ้ามีอาการก็จะมีเพียงเล็กน้อย แต่หลังจากนั้น 3-6 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไข้ต่ำ ๆ เจ็บคอ และเริ่มดีขึ้นภายใน 1-3 วัน ทั้งนี้่ผู้ป่วยที่มีการสำแดงอาการอาจมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส (aseptic meningitis) ซึ่งอาการดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นในช่วงหลังและมีระยะเวลาของอาการประมาณ 2-10 วัน จึงหายเป็นปกติ
ส่วนอาการแขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน สามารถพบได้เพียบ 0.1-2% ของการติดเชื้อทั้งหมดเท่านั้น โดยสังเกตได้ว่าผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวจะมีระยะการฟักตัวของเชื้อนานกว่า คือประมาณ 7-21 วันหลังจากการรับเชื้อ และอาจมีอาการสมองอักเสบร่วมด้วย ขณะที่ในกรณีผู้ป่วยมีอายุมาก และมีอาการแขนขาอ่อนแรงเฉียบพลันก ว่า 80% จะมีอาการหลงเหลือในระยะยาว 2-10% อาจเสียชีวิต และมีเพียง 10% เท่านั้นที่สามารถฟื้นตัวได้ ทั้งนี้ ในกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุ อาจจะพบความผิดปกติที่เส้นประสาทสมองและกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจร่วมด้วย

 

อาการของโรคโปลิโอ

loading...

 

เมื่อเชื้อโปลิโอเข้าสู่ร่างกายของผู้ที่ไม่มีภูมิต้านทาน ไวรัสจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในบริเวณ pharynx และลำไส้ สองสามวันต่อมาก็จะกระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอที่ทอนซิล และที่ลำไส้และเข้าสู่กระแสเลือดทำให้มีอาการไข้เกิดขึ้น ส่วนน้อยของไวรัสจะผ่านจากกระแสเลือดไปยังไขสันหลังและสมองโดยตรง หรือบางส่วนอาจผ่านไปไขสันหลังโดยทางเส้นประสาท เมื่อไวรัสเข้าไปยังไขสันหลังแล้วมักจะไปที่ส่วนของไขสันหลังหรือสมองที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่อเซลล์สมองในส่วนที่    ติดเชื้อมีอาการอักเสบมากจนถูกทำลายไป กล้ามเนื้อที่ควบคุมโดยเซลล์ประสาทนั้นก็จะมีอัมพาตและฝ่อไปในที่สุด
          อาการที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโปลิโอแตกต่างกันได้มาก ประมาณร้อยละ 90 จะไม่มีอาการแสดงใดๆ ประมาณร้อยละ 4-8 จะมีอาการไม่รุนแรงไม่มีอัมพาต ประมาณร้อยละ 1 จะมีอาการแบบเยื่อหุ้มสมองอักเสบไม่มีอัมพาต ประมาณร้อยละ 1-2 เท่านั้นที่จะมีอาการอัมพาตเกิดขึ้น
          ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการมีความสำคัญทางด้านระบาดวิทยา เพราะเชื้อไวรัสโปลิโอที่เข้าไปจะไปเพิ่มจำนวนในลำไส้ และขับถ่ายออกมาเป็นเวลา 1-2 เดือน นับเป็นแหล่งแพร่โรคที่สำคัญในชุมชน
          ผู้ป่วยที่มีอาการน้อยมาก หรือที่เรียกว่า abortive case หรือ minor illness จะมีอาการไข้ต่ำๆ เจ็บคอ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย อาการจะเป็นอยู่ 3-4 วัน ก็จะหายเรียบร้อยโดยไม่มีอาการอัมพาต ซึ่งจะวินิจฉัยโรคแยกจากโรคติดเชื้อไวรัสอื่นไม่ได้
ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตจะมีอาการแบ่งได้เป็น 2 ระยะ ระยะแรกคล้ายกับใน abortive case หรือเป็น minor illness เป็นอยู่ 3-4 วัน หายไป 3-4 วัน เริ่มมีไข้กลับมาใหม่ พร้อมกับมีอาการปวดกล้ามเนื้ออาจมีการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อก่อนที่จะมีอัมพาตเกิดขึ้น กล้ามเนื้อจะเริ่มมีอัมพาตและเพิ่มจำนวนกล้ามเนื้อที่มีอัมพาตอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่จะเกิดเต็มที่ภายใน 48 ชั่วโมง และจะไม่ขยายเพิ่มขึ้นภายหลัง 4 วัน เมื่อตรวจดูรีเฟลกซ์บางครั้งจะพบว่าหายไปก่อนที่กล้ามเนื้อจะมีอัมพาตเต็มที่
          ลักษณะของอัมพาตในโรคโปลิโอมักจะพบที่ขามากกว่าแขนและจะเป็นข้างเดียวมากกว่า 2 ข้าง (asymmetry) มักจะเป็นกล้ามเนื้อต้นขา หรือต้นแขนมากกว่าส่วนปลาย เป็นแบบอ่อนปวกเปียก (flaccid) โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระบบความรู้สึก (sensory) ที่พบบ่อยคือเป็นแบบ spinal form ที่มีอัมพาตของแขน ขา หรือกล้ามเนื้อลำตัว ในรายที่เป็นมากอาจมีอัมพาตของกล้ามเนื้อส่วนลำตัวที่หน้าอกและหน้าท้อง ซึ่งมีความสำคัญในการหายใจ ทำให้หายใจเองไม่ได้ อาจถึงตายได้ถ้าช่วยไม่ทัน
          มีส่วนน้อยของผู้ป่วยอาจมีอัมพาตของศูนย์การควบคุมการหายใจและการไหลเวียนโลหิต และเส้นประสาทสมองที่ออกมาจากส่วนก้านสมองทำให้มีความลำบากในการกลืน การกินและการพูด เรียกว่าเป็น bulbar form ซึ่งมีอัตราตายสูง เนื่องจากปัญหาทางการหายใจ

 

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้วัคซีนชนิด OPV และ IPV

แม้วัคซีนทั้ง 2 ชนิดจะสามารถช่วยป้องกันโรคโปลิโอได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในกลุ่มคนบางกลุ่มด้วย เพราะถ้าหากใช้แล้วอาจจะทำให้ผู้รับวัคซีนไม่ได้รับภูมิคุ้มกันจากวัคซีนดีเท่าที่ควร หรืออาจไม่มีผลใด ๆ กับร่างกายเลยก็ว่าได้

1. ผู้ที่ห้ามใช้วัคซีนชนิดกิน (OPV)

ผู้ที่ห้ามใช้วัคซีนชนิดกินนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ที่มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่เพียงเท่านั้นผู้ที่รับวัคซีนหากอยู่ร่วมบ้านเดียวกับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องก็ไม่ควรรับวัคซีนประเภทนี้ แต่ทั้ง 2 กลุ่มนี้สามารถรับวัคซีนชนิดฉีดแทนได้ค่ะ

2. ผู้ที่ห้ามใช้วัคซีนชนิดฉีด (IPV)

ถึงวัคซีนชนิดฉีดจะมีความปลอดภัยกว่า แต่ก็ไม่ควรใช้วัคซีนชนิดนี้กับผู้ที่มีอาการแพ้วัคซีน IPV ในเข็มก่อนอย่างรุนแรง รวมทั้งผู้ที่มีประวัติในการแพ้ยาก ลุ่มสเตรปโตมัยซิน (streptomycin) นีโอมัยซิน (neomycin) หรือโพลีมัยซิน บี (polymyxin B) เนื่องจากตัวยาทั้ง 3 ชนิดนี้เป็นส่วนผสมในวัคซีน และในพื้นที่ที่มีการระบาดของโปลิโอก็ไม่ควรใช้วัคซีนฉีด เพราะประสิทธิภาพในการป้องกันจะช้ากว่าชนิดกิน แต่สามารถใช้เสริมกันได้

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โปลิโอ

 

วิธีการรักษาโรคโปลิโอ

ปัจจุบันนี้โรคโปลิโอยังคงเป็นโรคที่ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ทำได้เพียงรักษาตามอาการและประคับประคองไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยด้วย
  1. การให้ยาระบาย/ยาแก้ท้องผูกหรือสวนทวารหนัก หากผู้ป่วยอุจจาระไม่ออกหรือมีอาการท้องผูกมาก
  2. การให้สารน้ำและยากระตุ้นหลอดเลือด หากระบบการไหลเวียนเลือดของผู้ป่วยล้มเหลว
  3. ให้การรักษาแบบประคับประคองในระยะแรกที่มีปวดตามกล้ามเนื้อ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบ ให้นอนพักคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่อมีอัมพาต และมีการหายใจลำบากจะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เมื่อไม่มีกล้ามเนื้อเป็นอัมพาตเพิ่มมากขึ้นและหายปวด จึงเริ่มให้การนวดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ

 

การป้องกันโรคโปลิโอ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โปลิโอ

 

สำหรับการป้องกันโรคโปลิโอ ในปัจจุบันได้มีการค้นพบและผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคแล้ว อีกทั้งยังมีการรณรงค์ให้รับวัคซีนป้องกันโรคนี้อย่างทั่วถึง ในการให้วัคซีนนั้นสามารถทำได้โดยให้พ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานของท่านไปยังโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยใกล้บ้านเพื่อรับวัคซีน โดยในการรับวัคซีนนั้นจะต้องได้รับครั้งแรกตอนที่เด็กมีอายุได้ 2 เดือน ครั้งที่สอง ตอนอายุ 4 เดือน และครั้งที่ 3 ตอนอายุ 6 เดือน และเมื่อเด็กโตขึ้นก็จะมีการให้วัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคอีก 2 ครั้ง ในตอนที่เด็กมีอายุ 1 ปี และ 4 ปี ตามลำดับ ซึ่งหากเกินกำหนดช่วงเวลาที่เด็กจะต้องได้รับวัคซีน ก็ให้รีบพาเด็กไปให้วัคซีนโดยเร็วที่สุด เพราะถึงแม้ว่าจะเกินกำหนดเวลาแต่ก็ยังสามารถที่ให้วัคซีนได้อยู่
โปลิโอ เป็นโรคที่น่ากลัวและรุนแรงก็จริงอยู่ แต่ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองให้ความใส่ใจ บุตรหลานของท่านก็จะห่างไกลจากโรคนี้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กมีอายุครบตามกำหนดที่จะต้องรับวัคซีน พ่อแม่ผู้ปกครองควรตรวจสอบว่า บุตรหลานของท่าน ได้รับวัคซีนที่จำเป็นต่อร่างกายครบแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ได้รับหรือได้รับแล้วแต่ยังไม่ครบ ก็ควรรีบพาบุตรหลานของท่านไปรับวัคซีนที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยโดยด่วน อย่าปล่อยปละละเลยต่อบุตรหลานของท่านเป็นอันขาด

 

 

loading...

Related posts:

วุ้นตาเสื่อม อันตรายไม่รู้ตัว!
7 ท่านั่งอันตราย ปวดหลัง-ไหล่ไม่รู้จบ นั่งพิมพ์คอมที่วางบนตัก
7 วิธีแก้อาการติดน้ำตาลติดหวาน
เนื้องอกมดลูก ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคเนื้องอกในมดลูก
มะเร็งอัณฑะ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคมะเร็งอัณฑะ
สังคัง โรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณโคนขาหนีบ Tinea Cruris
เชื้อราในช่องคลอด ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาโรคเชื้อราในช่องคลอด
หลอดลมอักเสบ เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม หรืออากาศเข้าสู่ปอด
No votes yet.
Please wait...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ