โรคหอบหืด (asthma) สาเหตุ ลักษณอาการ และการรักษา

Share This:

โรคหอบหืด (asthma) สาเหตุ ลักษณอาการ และการรักษา
Rate this post

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรค หอบหืด

โรคหอบหืด (asthma) สาเหตุ ลักษณอาการ และการรักษา

โรคหอบหืด หรือโรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ (asthma) เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย  ประมาณร้อยละ 10-15 ของประชากร   พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่    จากการสำรวจพบว่าอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าแต่ก่อนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ    โรคนี้เกิดจากเยื่อบุหลอดลมมีความไวผิดปกติ  ทำให้เกิดอาการ ไอ  หอบเหนื่อย  หายใจขัด  แน่นหน้าอก  หายใจมีเสียงวี้ด  หายใจลำบากหรือหายใจเร็ว โดยเฉพาะตอนกลางคืน   ตอนเช้ามืด หรือขณะออกกำลังกาย  หรือขณะเป็นไข้หวัด   สาเหตุเชื่อว่า เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม
อาการของโรคหอบหืดจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคนี้ด้อยกว่าคนปกติทั่วไป เช่น ทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ, ทำให้เรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่, ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน หรือเล่นกีฬาได้ตามปกติ      เด็กอาจเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติ หรือมีพัฒนาการเรียนรู้ที่ช้าได้  นอกจากนั้นการที่ไม่ได้รักษาโรคนี้อย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง  หรือเสียชีวิตได้จากสมองขาดออกซิเจน    การให้การรักษาโรคนี้อย่างถูกต้อง     นอกจากจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นแล้ว  ยังสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนดังกล่าวได้ด้วย
ผู้ป่วยโรคหอบหืด มักพบว่ามีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วยถึงร้อยละ 50-85  เมื่อผู้ป่วยมีอาการทางจมูกมากขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบมากขึ้นได้ และในทางตรงกันข้าม  ถ้าได้ควบคุมอาการของโรคจมูกได้ดี ก็จะทำให้อาการหอบหืดน้อยลงด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรค หอบหืด

 การรักษาโรคหอบหืด มีขั้นตอนในการรักษา 4 ขั้นตอน คือ
          1. การดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยง หรือกำจัดสิ่งที่แพ้ หรือกระตุ้นทำให้เกิดอาการ เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการรักษาและป้องกันที่สาเหตุ โดยพยายามดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์และแข็งแรงอยู่เสมอ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท รวมทั้งผักและผลไม้      ออกกำลังกายเป็นประจำ    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาสุขภาพจิตให้สดชื่น  แจ่มใส    พยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้สัมผัสกับสิ่งที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการ   นอกจากนั้นควรกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ หรือสารกระตุ้นให้เกิดอาการที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่สุด และควรหลีกเลี่ยง สารระคายเคืองต่างๆ หรือปัจจัยชักนำบางอย่าง ที่จะทำให้อาการของโรคมากขึ้น เช่น ฝุ่น,   ควันบุหรี่, ควันจากท่อไอเสียรถยนต์, ควันธูป,   กลิ่นฉุนหรือแรง, อากาศที่เย็นหรือร้อนเกินไป, การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศอย่างรวดเร็ว   นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงการอดนอน,   การดื่มเหล้า   หรือสูบบุหรี่   จะเห็นได้ว่าการรักษาโรคหอบหืดแท้ที่จริงแล้วเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยให้ระมัดระวัง  หลีกเลี่ยงสิ่งที่คิดว่าจะทำให้เกิดอาการนั่นเอง
2การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยารับประทาน, ยาสูด หรือพ่นคอ  เพื่อปรับความไวของหลอดลม หรือช่วยขยายหลอดลม ซึ่งมีความจำเป็นในระยะแรก  แต่ยาเป็นเพียงการรักษาปลายเหตุ เมื่อสามารถดูแลตนเอง  ออกกำลังกายและควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น  ความจำเป็นในการใช้ยาก็จะน้อยลงเรื่อยๆ   เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติของจมูก เช่น มีการอักเสบของโพรงจมูก (เช่นเป็นหวัด) หรือไซนัส ควรให้การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้อาการของโรคหอบหืดแย่ลงได้
3.  การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เป็นการฉีดสารก่อภูมิแพ้ ที่คิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหอบ เข้าไปในร่างกายทีละน้อย  แล้วค่อยๆเพิ่มจำนวน  เพื่อให้สร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้   วิธีนี้จะใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก ไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา หรือไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยาได้  หรือผู้ที่มีโรคภูมิแพ้หลายชนิดร่วมด้วย เช่น มีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้  โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้    วิธีนี้จะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง   ถ้าได้ผลดี อาจต้องฉีดต่อเนื่องไปอีก 3-5 ปี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรค หอบหืด

การรักษาหอบหืดในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากเดิมดังนี้

  1. เมื่อสมัยก่อนการรักษาหอบหืดเป็นเพียงให้ยาขยายหลอดลม bronchodilator เท่านั้นแต่ปัจจุบันได้มีความเข้าใจกลไกการเกิดโรคหอบหืดดีขึ้นว่าโรคหอบหืด เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของหลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมหนาตัว และมีเสมหะอุดหลอดลมปัจจุบันการรักษาโรคหอบหืด จะอาศัยยาที่ลดการอักเสบเป็นหลักโดยอาศัยยาขยายหลอดลมเป็นตัวเสริม ยาลดการอักเสบจะป้องกันไม่ให้หลอดลมบีบตัว ลดการอักเสบของหลอดลมจึงป้องกันหอบหืดได้
  1. ไม่มีอาการหอบหืด เช่น ไอ หายใจเสียงดังหวีด แน่นหน้าอกผู้ป่วยควรปรึกษากับแพทย์ถึงแผนการรักษา โดยการวางแผนการรักษาแพทย์ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยเป็นอันมาก แพทย์อยากทรายว่าระหว่างที่อยู่บ้านอาการหอบหืดเป็นอย่างไรบ้างโดยผู้ป่วยควรมีสมุดประจำตัว และคอยบันทึกความรุนแรงของโรค เพื่อไปพบแพทย์ให้นำสมุดไปพบแพทย์ด้วย
  2. ต้องทราบจุดประสงค์ของการรักษา
  • ไม่ต้องตื่นกลางคืนเพราะอาการหอบหืด
  • ไม่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน หรือนอนโรงพยาบาลเพราะโรคหอบหืด
  • สามารถคุมอาการให้สงบลงได้และหอบหืดเรื้อรังน้อยที่สุด
  • ป้องกันไม่ให้เกิดอาการกำเริบของโรค
  • ยกระดับสมรรถภาพการทำงานของปอดให้ดีทัดเทียมกับคนปกติ
  • สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เหมือนคนปกติไม่ต้องหยุดเรียนหรือหยุดงาน
  • หลีกเลี่ยงผลแทรกซ้อนจากยารักษาโรคหืด
  • ลดอุบัติการณ์การเสียชีวิตจากโรคหอบหืด
  • ใช้ยา beta2-agonistเพื่อระงับอาการหอบให้น้อยที่สุด
  • ไม่มีภาวะฉุกเฉินของอาการหอบหืด
  • สามารถออกกำลังกายได้เหมือนคนปกติ
โรคหืด

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหืดได้แก่ กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม เช่นถ้าพ่อแม่เป็นโรคหืด ลูกจะ มีโอกาสเป็นโรคหืดเพิ่มขึ้น ส่วนสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดโรคหืดที่สำคัญได้แก่ สารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ขนสุนัข ขนแมว เป็นต้น มีการศึกษาพบว่า บ้านที่พ่อและ/หรือแม่สูบบุหรี่ ลูกมีโอ กาสเป็นโรคหืดมากกว่าบ้านที่พ่อแม่ไม่สูบบุหรี่

โรคหืดมีอาการอย่างไร?

อาการสำคัญของผู้ป่วยโรคหืดคือ อาการไอ อาการหอบ และหายใจมีเสียงหวีด อาการไอมักจะไอแห้งๆหรืออาจมีเสมหะเล็กน้อย สีขาวใส ผู้ป่วยจะมีอาการเป็นๆหายๆ อาการมักเป็น มากในเวลากลางคืนหรือเวลาที่สัมผัสสิ่งกระตุ้น (สารก่อภูมิแพ้) เนื่องจากหลอดลมผู้ป่วยโรคหืดไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ ดังนั้นเวลาสัมผัสสิ่งกระตุ้นหลอดลมจะหดตัวทำให้หลอดลมตีบ ทำให้ผู้ป่วยโรคหืดมีอาการไอ หอบ หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเราเรียกว่า การจับหืด

ถ้าหลอดลมไม่ตีบมากนัก ผู้ป่วยอาจมีแต่อาการไอเพียงอย่างเดียวและไม่รู้สึกเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก หรือมีเสียงหวีด

อาการหอบหายใจลำบากและมีเสียงหวีดนี้ บางทีก็อาจทุเลาหายไปได้เองหรือดีขึ้นเมื่อกินยาหรือพ่นยาขยายหลอดลม แต่ถ้าหลอดลมตีบมากผู้ป่วยก็จะมีอาการมากจนทำงานปกติไม่ไหว ต้องหยุดงานและต้องมารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉิน

บางครั้งหลอดลมตีบมาก ผู้ป่วยอาจหายใจไม่ได้เลย ส่งผลให้ขาดอากาศหายใจ ทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งเรามักจะไม่ทราบว่าโรคหืดทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ เพราะส่วนมากผู้ป่วยจะไม่เสีย ชีวิตเพราะได้รับการรักษาก่อน

สิ่งกระตุ้นที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคหืดหอบได้มีหลายอย่างเช่น

  • สารก่อภูมิแพ้เช่น ขนสุนัข ขนแมว ไรฝุ่น และละอองเกสรดอกไม้
  • การสัมผัสความร้อน – เย็นเช่น การรับประทานไอศกรีมหรือเข้าห้องแอร์
  • การออกกำลังกาย การหัวเราะมากๆ
  • มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงเช่น เครียด
  • มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงเช่น เครียด
  • การรับประทานยาบางตัวเช่น ยากลุ่มแอสไพริน และยาต้านการอักเสบในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) และยาลดความดันโลหิตกลุ่มบีตา บลอกเกอร์(Beta-blocker) เช่น ยาโปรปาโนโลล (Propanolol) เป็นต้น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรค หอบหืด

แพทย์วินิจฉัยโรคหืดได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคหืดได้โดยอาศัยการซักประวัติที่มีอาการที่เข้าได้กับโรคหืด เช่น มีอาการไอ หอบ หายใจมีเสียงหวีดเป็นๆหายๆหรือมีอาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไอมากในเวลากลางคืน หรือคนที่ไอเรื้อรังหลังจากเป็นไข้หวัด

แพทย์จะอาศัยการตรวจร่างกาย ตรวจฟังการหายใจจากหูฟัง เพื่อดูว่ามีหลอดลมตีบหรือไม่ ถ้ามีหลอดลมตีบแพทย์จะตรวจได้เสียงดังหวีดที่ทรวงอกทั้งสองข้าง แต่ส่วนมากอาจตรวจไม่พบความผิดปกติ เพราะจะได้ยินเสียงหวีดก็ต่อเมื่อหลอดลมตีบมากเท่านั้น

การจะยืนยันได้แน่นอนว่าเป็นโรคหืดจริง ต้องอาศัยการตรวจสมรรถภาพปอดซึ่งอาจทำได้โดย

  • การตรวจสมรรถภาพปอดโดยการใช้เครื่องตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) การตรวจสมรรถภาพปอดเป็นการตรวจที่ทำได้ไม่ยากและไม่เจ็บตัว โดยการให้ผู้ป่วยเป่าลมแรงๆเข้าไปในเครื่องตรวจสมรรถภาพปอด เครื่องจะวัดปริมาตรและความเร็วลมที่เป่าออกมา ถ้าหลอดลมตีบ ความเร็วลมที่เป่าออกมาจะลดลง ซึ่งถ้าพบว่ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจ (หลอดลมตีบ) แล้วให้ผู้ป่วยพ่นยาขยายหลอดลม หลังจากนั้นตรวจความเร็วลมที่เป่าออกมาซ้ำ ค่าการตรวจความเร็วลมดีขึ้นมากกว่าเดิม 12% ก็สามารถ ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดได้ ซึ่งการตรวจสมรรถภาพปอดยังสามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยมีหลอดลมตีบมากน้อยเพียงใดคนไข้โรคหืดควรได้รับการตรวจสมรรถภาพปอดทุกคน เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดจริงหรือไม่ ถ้าเป็นโรค เป็นรุนแรงระดับไหน นอกจากนี้การตรวจสมรรถภาพปอดยังใช้ในการติดตามดูผลของการรักษาว่าดีขึ้นมากน้อยเพียงไหน หลังการรักษาแล้วสมรรถภาพปอดจะกลับมาเป็นปกติหรือยัง
  • นอกจากนี้ มีวิธีตรวจสมรรถภาพปอดแบบง่ายๆที่ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ที่บ้านหรือที่โรงพยาบาลขนาดเล็ก โดยการใช้เครื่องวัดความเร็วสูงสุดของลมหรือพีคโฟลว์มิเตอร์(Peak Flow Meter) ซึ่งมีราคาไม่แพงมากประมาณ 800 บาท ซึ่งจะช่วยผู้ป่วยในการประเมินความรุนแรงของโรคหืดได้วิธีการใช้พีคโฟลว์มิเตอร์ก็ไม่ยาก เพียงแต่ผู้ป่วยสูดลมให้เต็มปอดแล้วเป่าออก ให้แรงที่สุด ค่าที่วัดได้จะเป็นค่าความเร็วสูงสุดของลมที่เป่าออกได้ (peak expiratory flow rate หรือ PEFR/พีอีเอฟอาร์) หน่วยเป็นลิตร/นาที ถ้าหลอดลมตีบค่าที่เป่าได้จะต่ำ ถ้าหลอดลมไม่ตีบค่าที่เป่าได้จะได้สูง และเมื่อพ่นยาขยายหลอดลมแล้วค่าพีอีเอฟอาร์ดีขึ้นมากกว่า 20% ก็วินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดได้
  • การวัดความผันผวนของค่าพีอีเอฟอาร์ (Peak flow variability) โดยใช้เครื่องวัดความเร็วของลมสูงสุดพีคโฟลว์มิเตอร์ดังกล่าว วิธีการตรวจคือ ให้ผู้ป่วยวัดค่าพีอีเอฟอาร์ เช้าและเย็นเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วจดบันทึกมามอบให้แพทย์ แล้วแพทย์นำมาคำนวณหาค่าความผันผวน ซึ่งมีวิธีคำนวณได้หลายแบบขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ในคนปกติหลอดลมไม่ค่อยจะหดขยายมากนัก ดังนั้นความผันผวนจะน้อยกว่า 20% แต่หลอดลมผู้ป่วยโรคหืดจะหดขยายอยู่เรื่อยๆทำให้ค่าความผันผวนของพีอีเอฟอาร์มากกว่า 20% ดังนั้นถ้าวัดความผันผวนของค่าพีอีเอฟอาร์ได้มากกว่า 20% ก็ถือว่าเป็นโรคหืดได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรค หอบหืด

  • การวัดความไวของหลอดลมต่อสิ่งกระตุ้น (Bronchial provocation test) บางครั้งผู้ ป่วยไม่มีอาการหอบ การตรวจสมรรถภาพปอดอาจจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ทำให้วินิจฉัย โรคหืดไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้แพทย์จะวินิจฉัยโรคหืดได้โดยการวัดความไวของหลอด ลมต่อสิ่งกระตุ้นเพราะผู้ป่วยโรคหืดจะมีหลอดลมที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าคนปกติวิธีการวัดความไวของหลอดลมทำได้ไม่ยาก โดยให้ผู้ป่วยเป่าลมในการตรวจสมรรถภาพปอด แล้วให้สูดดมสารกระตุ้นเช่น สารเมธาโคลีน (Methacholine) หลัง จากนั้น วัดค่าการเป่าลมซ้ำแล้วค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นของสารกระตุ้นไปเรื่อยๆ จนกระ ทั่งค่าเป่าลมลดลง 20% ซึ่งแพทย์จะแปลผลและวินิจฉัยโรคหืดได้จากการนำค่าสมรรถ ภาพปอดที่ลดลงและขนาดของสารกระตุ้นมาเขียนเป็นรูปกราฟ
  • นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเช่น การตรวจเอ็กเรย์ปอดเพื่อดูว่าไม่มีโรคอื่น ที่ให้อาการคล้ายๆโรคหืด ซึ่งการตรวจเอ็กเรย์ปอดของผู้ป่วยโรคหืดจะไม่พบความผิดปกติ

โรคหืดมีความรุนแรงกี่ระดับ?

โรคหืดอาจแบ่งตามความรุนแรงของโรคเป็น 4 ระดับโดยอาศัยจากความถี่ห่างของอาการ หอบในช่วงกลางวัน ความถี่ห่างของอาการหอบในช่วงกลางคืน การวัดสมรรถภาพปอด และค่าความผันผวนของพีอีเอฟอาร์ (ตารางที่ 1) ซึ่งการจำแนกความรุนแรงของโรคหืดเพื่อแพทย์ให้ยารักษาตามความรุนแรง

ตารางที่ 1. การจำแนกความรุนแรงของโรคหืดโดยอาศัยความถี่ของอาการหอบในช่วงกลางวัน ความถี่ของอาการหอบในช่วงกลางคืน การตรวจสมรรถภาพปอดหรือพีอีเอฟอาร์ และค่าความผันผวนของPEFR 4,5

ความรุนแรงของโรคหืด อาการหอบกลางวัน อาการหอบกลางคืน พีอีเอฟ อาร์ ความผันผวนของพีอีเอฟอาร์
1. Intermittent (ระดับเป็นๆหายๆ) มีอาการนานนานครั้ง ช่วงที่มีอาการจะมีอาการ ( <2ครั้ง/เดือน ) (>80%) (<20%)
2. Mild persistent (ระดับรุนแรงน้อย) มีอาการ>1 ครั้ง/สัปดาห์ ( >2/เดือน) (>80%) ( 20-30%)
3. Moderate persistent(ระดับรุนแรงปานกลาง) มีอาการเกือบทุกวัน (>1/สัปดาห์) (60-80%) (>30%)
4. Severe persistent(ระดับรุนแรงมาก) มีอาการตลอดเวลา บ่อยๆ (<60%) (>30%)

 

โรคหืดมีวิธีรักษาอย่างไร?

แต่ก่อนเราจะเข้าใจว่าโรคหืดเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ เนื่องจากเราไม่เข้าใจสาเหตุที่หลอด ลมคนไข้โรคหืดไวต่อสิ่งกระตุ้นเลยไม่รู้วิธีรักษา และคิดว่าโรคหืดรักษาไม่ได้ จึงรักษาแต่อา การที่เกิดจากหลอดลมหดโดยการให้ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาขยายหลอดลม ปัจจุบันความรู้เกี่ยวกับโรคหืดพัฒนาไปมาก ทำให้เรามีวิธีการรักษาโรคหืดที่ได้ผล จนทำให้คนไข้โรคหืดมีชีวิตเหมือนคนปกติธรรมดาได้โดยไม่ยาก

หลักการรักษาโรคหืดในปัจจุบัน เราทราบว่าสาเหตุของโรคหืดคือมีหลอดลมอักเสบซึ่งการอักเสบชนิดไม่ได้เกิดจากติดเชื้อ ทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น ดังนั้นเวลาสัมผัสสิ่งกระ ตุ้นหลอดลมจะตีบ ทำให้เกิดการหอบ หายใจมีเสียงหวีด เรียกว่าจับหืด เมื่อเรารักษาหลอดลมอักเสบให้ดีขึ้น หลอดลมก็จะไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้น พอสัมผัสสิ่งกระตุ้นก็จะไม่หอบ คนไข้โรคหืดก็จะกลับมาเป็นคนปกติได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรค หอบหืด

ในอดีตเรามักใช้แต่ยาขยายหลอดลมเวลามีอาการจับหืด ทำให้อาการดีขึ้นชั่วคราว ซึ่งเป็นการรักษาอาการเท่านั้นไม่ได้รักษาการอักเสบของหลอดลม ดังนั้นโรคหืดจึงไม่ดีขึ้นและอา การมักจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆตามระยะเวลาที่เป็นหืด แต่ในปัจจุบันเราทราบว่าการอักเสบเป็นสา เหตุของหลอดลมไว ดังนั้นแพทย์จะให้ยาลดการอักเสบของหลอดลมซึ่งได้แก่ ยาพ่นเสตียรอยด์ เมื่อหลอดลมอักเสบลดลงหรือหายไป หลอดลมก็จะไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้นและเวลาเจอสิ่งกระตุ้นก็จะไม่หอบ ดังนั้นยาพ่นเสตียรอยด์จึงเป็นยาหลักในการรักษาโรคหืด และเมื่อเราใช้ยาลดการอักเสบเป็นเวลานาน โรคหืดสามารถรักษาให้สงบลงได้และสามารถหยุดยาได้

ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาโรคหืดที่ทำให้การรักษาโรคหืดทั่วโลกเป็นไปในแนวทางเดียวกันเรียกว่า GINA Guideline 4 ในประเทศไทยก็มีแนวทางการรักษาตามแบบของ GINA Guideline ที่เรียกว่า แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุข: การดูแลผู้ป่วยโรคหืด พ.ศ. 25515

เป้าหมายการรักษาในปัจจุบันคือ ทำให้ผู้ป่วยโรคหืดมีชีวิตเช่นคนปกตินั่นคือสามารถควบ คุมโรคให้สงบได้ ป้องกันการกำเริบของโรค ยกสมรรถภาพปอดให้เป็นปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตเช่นคนปกติ หลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยา และลดการเสียชีวิตจากโรคหืด

แนวทางการรักษาคือ

  1. ผู้ป่วยและญาติต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหืดและยารักษาโรค เพื่อให้เกิดความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษา สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยต้องเข้าใจก็คือ โรคหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบของหลอดลมทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น เมื่อเจอสิ่งกระตุ้นหลอดลมจึงตีบ ดังนั้นการรักษาโรคหืดไม่ใช่การรักษาหลอดลมตีบ แต่เป็นการรักษาหลอดลมอักเสบซึ่งต้องใช้เวลาในการรักษานาน ถึงแม้ว่าอาการอาจจะไม่มีแล้วก็ตาม ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากจะไม่เข้าใจ และผู้ป่วยต้องเข้าใจว่ายารัก ษาโรคหืดจะแบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่
    • ยารักษาโรคหืดคือ ยาพ่นสเตียรอยด์ซึ่งลดการอักเสบ
    • และยาขยายหลอดลมซึ่งใช้เพื่อบรรเทาอาการหอบ
  2. ผู้ป่วยจะต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้หอบ สิ่งสำคัญคือสารก่อภูมิแพ้เช่น ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น และขนสัตว์
  3. ผู้ป่วยจะต้องรู้จักการประเมินโรค การประเมินโรคอาศัยอาการหอบอย่างเดียวไม่พอ จะต้องมีการประเมินสมรรถภาพปอดด้วย เพราะว่าหลอดลมที่ตีบไม่มากผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการ ผู้ป่วยจะมีอาการต่อเมื่อหลอดลมตีบมาก ดังนั้นถ้ารอดูแต่อาการเราจะประเมินโรคต่ำกว่าที่ควร ให้การ รักษาต่ำกว่าที่ควร ผู้ป่วยอาจจะหาซื้อเครื่องวัดความเร็วสูงสุดของลมที่เป่าออกที่เรียกว่า พีคโฟลว์ มิเตอร์ (Peak Flow Meter) ราคาประมาณ 800 บาทดังกล่าวแล้วก็จะสามารถประเมินโรคได้ดีขึ้น
  4. การใช้ยารักษา ยารักษาโรคหืดแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ
    1. ยาควบคุมโรค (Controllers)) เป็นยาที่ใช้เพื่อควบคุมโรคจะต้องใช้สม่ำเสมอแม้ ว่าจะไม่มีอาการซึ่งประกอบด้วย ยาพ่นสเตียรอยด์ (inhaled corticosteroids) เป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคหืดเพราะมีฤทธิ์ลดการอักเสบของหลอดลมได้ เมื่อหลอดลมอักเสบดีขึ้น หลอดลมจะไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้น อาการหอบก็จะหายไปในที่สุด ยาพ่นสเตีย รอยด์ถือว่าเป็นยารักษาโรคหืดได้ ยาพ่นสเตียรอยด์เป็นยาที่ปลอดภัยเพราะขนาดยาที่ใช้จะต่ำมากไม่เหมือนกับการกินยาสเตียรอยด์ซึ่งจะมีโทษมาก โทษของยาพ่นสเตีย รอยด์ที่อาจจะพบได้เช่น เสียงแหบและมีฝ้าขาวในปากจากเชื้อรา ซึ่งป้องกันได้โดยบ้วนปากทุกครั้งหลังพ่นยาด้วยน้ำประปาสะอาดหรือน้ำเกลือโรงพยาบาล (normal saline) ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไป หรือยาบ้วนปากตามแพทย์/พยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยแนะนำ
    2. ยาขยายหลอดลมหรือยาบรรเทาอาการ (relievers) ที่สำคัญคือยาพ่นขยายหลอดลมเบต้าอะโกนิส (ß2 agonist) เช่น เวนโทลิน (Ventolin) บริคคานิล (Bricanyl) หรือเม็บติน (Meptin) ซึ่งใช้บรรเทาอาการเวลาหอบ โดยจะใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการหอบเท่านั้น อาการข้างเคียงของยากลุ่มนี้คืออาจจะมีใจสั่นมือสั่นบ้าง

    อนึ่ง ยาที่ใช้รักษาโรคหืดมีทั้งยากิน ยาฉีด ยาพ่น ซึ่งยาพ่นเป็นยาที่ดี เพราะเป็นยาที่ใช้เฉพาะที่ จึงได้ผลดีและปริมาณยาที่ใช้จะมีขนาดต่ำมาก จึงมีอาการข้างเคียงน้อยกว่ายากิน ดังนั้นในปัจจุบันการรักษาโรคหืดจึงนิยมใช้ยาชนิดสูดพ่นเป็นหลัก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรค หอบหืด

โรคหืดรักษาหายไหม?

โรคหืดสามารถรักษาจนผู้ป่วยมีชีวิตเช่นคนปกติได้ไม่ยาก โดยการให้ยารักษาซึ่งได้แก่ยาพ่นเสตียรอยด์ เมื่อใช้ยาพ่นเสตียรอยด์เป็นเวลานานๆเช่น 1 – 3 ปี จะทำให้การอักเสบของหลอดลมลดลงมาก ทำให้หลอดลมไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้น ผู้ป่วยก็จะไม่มีอาการได้ ซึ่งเรียกว่าโรคหืดอยู่ในระยะสงบ ทั้งนี้ในโรคระยะนี้ผู้ป่วยสามารถหยุดยาได้ ซึ่งผู้ป่วยจะไม่มีอาการหอบและผู้ป่วยไม่ต้องใช้ยา ดังนั้นผู้ป่วยจะพูดว่าหายจากโรคหืดแล้ว แต่แพทย์จะไม่เรียกว่าโรคหืดหาย แพทย์จะเรียกว่าโรคหืดอยู่ในภาวะสงบ ซึ่งอาจจะสงบไปนานเท่าไหร่ก็ได้ ขึ้นกับการดูแลตน เองของผู้ป่วยและการพบแพทย์สม่ำเสมอตามนัด

มีวิธีตรวจคัดกรองโรคหืดไหม?

เนื่องจากโรคหืดเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ เมื่อมีประวัติพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นโรคหืดก็มีโอกาสเป็นโรคหืดมากกว่าคนอื่น โดยอาการที่จะต้องสงสัยว่าเป็นโรคหืดได้แก่ อาการไอเรื้อรังโดยเฉพาะเวลาที่ไม่ได้เป็นหวัด เด็กที่ไอเวลาวิ่งเหนื่อยๆ ไอเวลากลางคืน ไอแล้วอาเจียน เป็นหวัดแล้วหายช้ากว่าปกติ อาการเหล่านี้ควรต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคหืดได้ เมื่อมีอาการเหล่านี้จึงควรพบแพทย์เพื่อจะได้รับการตรวจวินิจฉัยให้แน่นอน

โรคหืดป้องกันได้ไหม?

โรคหืดมีสาเหตุจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ในเด็กที่พ่อแม่เป็นโรคหืดลูกจะมีโอกาสเป็นโรคหืดเพิ่มขึ้นซึ่งปัจจัยนี้อาจจะป้องกันไม่ได้

สิ่งแวดล้อมมีผลต่อการเกิดโรคหืดมาก สิ่งที่สำคัญได้แก่ สารก่อภูมิแพ้เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ ควันบุหรี่ ฯลฯ ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่า เด็กที่อาศัยในบ้านที่มีระดับสารก่อภูมิ แพ้มากจะมีโอกาสเป็นโรคหืดมากกว่าเด็กที่อาศัยในบ้านที่มีระดับสารก่อภูมิแพ้ต่ำ เด็กที่อาศัยในบ้านที่พ่อหรือแม่สูบบุหรี่มีโอกาสเกิดโรคหืดมากกว่าเด็กที่อาศัยในบ้านที่พ่อแม่ไม่สูบบุหรี่ ดังนั้นจากความรู้ที่เรามีเราอาจสามารถลดการเกิดโรคหืดได้โดยพยายามดูแลบ้านให้สะอาดปราศจากฝุ่นละออง ไม่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้าน ไม่มีคนสูบบุหรี่ เป็นต้น

เมื่อไรจึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจโรคหืด?

เมื่อมีอาการต้องสงสัยดังกล่าวก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยโรคหืดที่แน่นอนและเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เมื่อไปพบแพทย์สิ่งที่แพทย์จะให้การดูแลรักษาคือ

  1. ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดจริงหรือไม่ มีโรคอื่นๆร่วมกับโรคหืดหรือเปล่า เพราะว่าผู้ป่วยโรคหืด 60 – 70% จะมีโรคภูมิแพ้หูคอจมูกร่วมด้วย ซึ่งถ้าไม่รักษาไปด้วยก็จะทำให้การรักษาโรคหืดไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
  2. ประเมินว่าโรคหืดควบคุมได้หรือยัง เป้าหมายของการรักษาโรคหืดคือควบคุมโรคหืดให้ได้ ซึ่งแพทย์จะบอกว่าควบคุมโรคหืดได้เมื่อผู้ป่วย
    • มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการเลย
    • มีโรคกำเริบน้อยครั้ง
    • ไม่ต้องหอบมากจนต้องไปห้องฉุกเฉิน
    • ใช้ยาขยายหลอดลมน้อยมากหรือไม่ต้องใช้เลย
    • สามารถทำกิจกรรมต่างๆรวมทั้งสามารถออกกำลังกายได้เป็นปกติ
    • มีสมรรถภาพปอดปกติ
    • ไม่มีอาการข้างเคียงจากยา

    ดังนั้นจะเห็นว่าผู้ป่วยสามารถประเมินตนเองได้บางส่วน แต่บางส่วนจะต้องให้แพทย์ช่วยประเมินคือ การตรวจสมรรถภาพปอดและการดูอาการข้างเคียงจากการใช้ยา

  3. จัดการรักษาโดยการให้ยาที่เหมาะสม การรักษาโรคหืดจะต้องมีการเพิ่มหรือลดยาตลอด เวลาตามความรุนแรงของโรค การรักษาโรคหืดจะพยายามใช้ยาให้น้อยที่สุดที่พอจะควบ คุมโรคได้เพื่อจะลดอาการข้างเคียงจากยา ดังนั้นจึงจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์ตามแพทย์นัดเสมอเช่น ทุก 3 – 6 เดือน
  4. แพทย์อาจวางแผนการรักษาให้ผู้ป่วยในกรณีที่โรคกำเริบว่าควรจะต้องทำอะไรเช่น อาจ จะมีการเตรียมยาสเตียรอยด์ชนิดเม็ดไว้ที่บ้านเมื่อมีอาการกำเริบ ก็รีบกินก่อนที่จะหอบรุน แรงก็จะลดการที่จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลลงได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องที่น่าสนใจ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง