โรคไอกรน ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคโรคไอกรน

 

Share This:

โรคไอกรน ลักษณะสาเหตุอาการและการรักษาของโรคโรคไอกรน
Rate this post
loading...

โรคไอกรน

โรคไอกรน  ไอ 3 เดือน หรือ ไอร้อยวัน (Pertussis หรือ Whooping cough) เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน (จมูก คอ และท่อลม) ที่เกิดจากเชื้อไอกรนซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ทำให้มีการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจและเกิดอาการไอที่มีลักษณะเฉพาะคือ ไอติดต่อกันครั้งละนาน ๆ ประมาณ 5-10 ครั้ง จนตัวงอและหายใจแทบไม่ทัน และหลังจากหยุดไอผู้ป่วยจะหายใจเข้ายาว ๆ จนเสียงดัง “วู้ป” (Whoop) สลับกันไปกับการไอชุด ๆ บางครั้งอาการอาจเป็นเรื้อรังนานเป็นเวลา 2-3 เดือน แต่โรคนี้มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษาและมีวัคซีนสำหรับป้องกันโรค โรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายมาก โอกาสคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคจะติดเชื้อจากผู้ป่วยที่อยู่ในบ้านเดียวกัน มีถึง 80-100% และถึงแม้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันต้านทานแล้ว ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ถึง 20% โดยเชื้อโรคจะกระจายอยู่ในละอองของ เสมหะน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย และจะติดต่อไปสู่ผู้อื่นต่อไป เมื่อผู้นั้นสัมผัสละอองเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทาง การแพทย์เรียกว่า การติดต่อทางละอองหายใจ (Respiratory droplets transmission)

 

 

สาเหตุอาการและการรักษาของไอกรน

loading...

 

  1. ถ้าในบ้านของผู้ป่วยมีเด็กทารกหรือมีบุคคลที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรับประทานป้องกันเพื่อไม่ให้เป็นโรคไอกรนในบุคคลเหล่านี้
  2. ในช่วงที่มีการระบาด ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หรือชโลมมือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมากับมือจากการสัมผัสถูกน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูก
  3. อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้ป่วย ถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ควรสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำกับสบู่
  4. ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วย เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ของเล่น เป็นต้น และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสมือผู้ป่วย
  5. สำหรับผู้ป่วยควรแยกตัวออกห่างจากผู้อื่น ไม่นอนปะปนหรือคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่น เวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก เวลาเข้าไปในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด ควรสวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอ
  6. ควรแยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติอย่างน้อย 5 วัน นับจากวันที่เริ่มรับประทานยาปฏิชีวนะ (ต้องแยกน้ำดื่ม อาหารการกินต่าง ๆ ของใช้ส่วนตัว และแยกห้องนอน)
  7. ในเด็กปกติที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่ยังไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้ป่วยที่เป็นโรคไอกรน
  8. โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน (DTP vaccine) รวม 5 เข็ม โดยในเข็มแรกให้ฉีดตั้งแต่อายุ 2 เดือน, เข็มที่ 2 อายุ 4 เดือน, เข็มที่ 3 อายุ 6 เดือน, เข็มที่ 4 อายุ 18 เดือน และเข็มที่ 5 เมื่ออายุประมาณ 4-6 ปี
    • โดยปกติแล้วเด็กในช่วงอายุ 11-12 ปี จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก (DT vaccine) กระตุ้น 1 เข็ม และต่อจากนั้นให้ฉีดวัคซีนชนิดนี้กระตุ้นทุก ๆ 10 ปีต่อไป (วัคซีนนี้จะไม่รวมโรคไอกรน เพราะเป็นโรคที่มักพบได้เฉพาะในเด็กเล็ก แต่เดิมจึงมีคำแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนรวม DTP แบบเดิมซ้ำอีก) แต่มีแพทย์บางท่านแนะนำว่าในช่วงนี้ควรฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน (DTP vaccine) ต่ออีก 1 เข็ม (รวมเป็น 6 เข็ม) แทนการฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยักที่ไม่รวมโรคไอกรน เพราะนอกจากจะช่วยลดอัตราผู้ป่วยโรคไอกรนในกลุ่มวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่แล้ว ยังช่วยลดจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบ 5 ครั้งอีกด้วย ซึ่งในบางประเทศได้กำหนดให้ฉีดแบบนี้แทนแบบเดิมแล้ว
    • ส่วนในกรณีที่ได้รับการฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน (DTP vaccine) ในวัยเด็กมาครบ 5 เข็มแล้ว แต่ในช่วงอายุ 11-12 ปี ได้ฉีดแค่วัคซีนรวม 2 โรค คือ วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก (DT vaccine) ดังนั้นเมื่อจะต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นอีกครั้ง (ปกติคือทุก ๆ 10 ปี) แพทย์แนะนำว่าให้ฉีดวัคซีนรวม 3 โรคไปเลย คือ ฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน (DTP vaccine) แทน 1 ครั้ง แล้วต่อจากนั้นก็ให้ฉีดวัคซีนรวม 2 โรค (DT vaccine) กระตุ้นทุก ๆ 10 ปีต่อไปตามปกติ
    • ปัจจุบันแนะนำให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน (DTP vaccine) จำนวน 1 ครั้ง แก่หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ระหว่าง 27-36 สัปดาห์ เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์สร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไอกรนในระดับที่สูงและสามารถให้ภูมิคุ้มกันนี้ผ่านไปยังทารกในครรภ์เพื่อป้องกันโรคไอกรนได้
  9. ในผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรือหูชั้นกลางอักเสบ ให้เพิ่มยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลินวี (Penicillin V), อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) หรืออิริโทรมัยซิน (Erythromycin) และให้การรักษาแบบเดียวกับโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) หลอดลมอักเสบ (Bronchitis) หรือหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media)
  10. ในเด็กทารกที่มีอาการชักเกร็ง ตัวเขียว หยุดหายใจ ให้ทำการผายปอดโดยการเป่าปากและใช้ลูกยางดูดเอาเสมหะออก แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล
  11. ถ้าพบโรคนี้ในเด็กทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือน หรือเป็นผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล เพื่อการดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะปลอดภัย โดยเฉพาะการดูแลในเรื่องระบบหายใจเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดออกซิเจน หรือในบางครั้งอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ รวมทั้งให้สารน้ำและอาหารอย่างเพียงพอ และแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
  12. ควรรีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการชัดเจนว่าเป็นโรคไอกรน (มีอาการไอเกิดขึ้นติดกันเป็นชุด ๆ ในช่วงสุดท้ายของการไอจะมีเสียงดังวู้ปหรือวู้ หลังการไอมีอาเจียนตามมา และส่วนใหญ่จะไม่มีไข้ ยกเว้นในรายที่มีโรคปอดอักเสบแทรกซ้อน) หรือในกรณีที่มีอาการดังกล่าวไม่ชัดเจน แต่ไอติดต่อกันนานมากกว่า 2 สัปดาห์ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป
  13. ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงและไม่มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอกและให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียกลับไปรับประทานเองที่บ้าน พร้อมกับให้ปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้
    • ให้เด็กอยู่ในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง ให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ เพื่อให้เสมหะใสและขับออกได้ง่าย
    • ควรให้เด็กรับประทานอาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อช่วยลดอาการเจียน ถ้ามีอาการอาเจียนมาก ให้รับประทานอาหารทีละน้อย และให้ทดแทนหลังอาเจียน หรือให้น้ำเกลือที่ผสมเอง (น้ำสุก 1 ขวดแม่โขงกลม + น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ + เกลือแดง 1/2 ช้อนชา)
    • หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอ เช่น การออกแรง การถูกฝุ่นละออง ควันบุหรี่ ควันไฟ หรืออากาศที่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป
    • การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ควรให้ในระยะแรก (ระยะเป็นหวัด) ที่เริ่มมีอาการไม่เกิน 1 สัปดาห์ หรือให้ในเด็กที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เริ่มป่วยเป็นโรคนี้แต่ยังไม่เกิดอาการ ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงและโรคแทรกซ้อนลงได้ แต่จะไม่ช่วยลดระยะเวลาของโรคให้สั้นลงได้ โดยยาปฏิชีวนะที่แนะนำให้ใช้คือ อิริโทรมัยซิน (Erythromycin) ขนาด 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน เป็นระยะเวลา 14 วัน (ยาปฏิชีวนะอื่นที่ใช้ได้ผล เช่น โคไตรม็อกซาโซล (Co-trimoxazole), ไรแฟมพิซิน (Rifampicin), อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin), คลาริโทรมัยซิน (Clarithromycin) เป็นต้น) ถ้ามีอาการแสดงเกิน 1-2 สัปดาห์ (เข้าสู่ระยะไอรุนแรง) การใช้ยาปฏิชีวนะมักไม่ค่อยได้ผล ยกเว้นในรายที่มีปอดอักเสบหรือหลอดอักเสบแทรกซ้อน แต่ยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่อาจมีอยู่ให้หมดไปได้ในระยะ 3-4 วัน ซึ่งจะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อได้

 

 

ไอกรน
ไอกรน

 

 

loading...

Related posts:

มะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก โรคอาการและการรักษา
คลอดก่อนกำหนด ลักษณะอาการ สาเหตุหลักของการคลอดก่อนกำหนด
ท้องนอกมดลูก ลักษณะอาการ สาเหตุและการตั้งครรภ์นอกมดลูก
ตาเหล่ ! อาการลักษณะนี้ ใครว่ารักษาไม่ได้กับวิธีการรักษาตาเหล่
ไอมีเสมหะ ลักษณะอาการของคันคออักเสบหรือโรคไข้หวัดและการรักษาเวลาไอ
หูชั้นนอกอักเสบ ลักษณะอาการและการรักษาของโรคหูชั้นนอกอักเสบ
โรคมะเร็งถุงน้ำดี ลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษา 33 วิธี ของมะเร็งถุงน้ำดี
ตรวจภายใน นั้นคืออะไร? และมีขั้นตอนในการตรวจอวัยวะภายในอย่างไร
No votes yet.
Please wait...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่แนะนำ