ตับอ่อนอักเสบ ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาตับอ่อนอักเสบ

Share This:

ตับอ่อนอักเสบ

ตับอ่อนอักเสบ ตับอ่อนเป็นอวัยวะยาวประมาณ 6 นิ้วอยู่ระหว่างกระเพาะอาหาร และกระดูกสันหลัง อวัยวะใกล้เคียงได้แก่ ตับ ถุงน้ำดี ม้าม ลำไส้ ตับอ่อนแบ่งออกเป็นสามส่วน สวนที่กว้างที่สุดจะเรียกว่าส่วนหัว Head ส่วนนี้จะอยู่ติดลำไส้เล็กส่วนต้น ส่วนกลางของตับอ่นเรียกว่าส่วนลำตัว Body ส่วนปลายที่เรียกว่าหาง Tail จะเรียว (Pancreatitis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเซลล์ของตับอ่อน (Pancreas) โดยมีทั้งการอักเสบชนิดเฉียบพลันที่เกิดขึ้นทันทีทันใด ส่วนใหญ่อาการจะเป็นอยู่ไม่นานและมักจะทุเลาดีขึ้นได้เอง และการอักเสบชนิดเรื้อรังซึ่งจะมีการทำลายเซลล์ของตับอ่อนจนไม่สามารถฟื้นตัวได้ ซึ่งสาเหตุที่พบได้บ่อย ๆ คือ จากโรคนิ่วในถุงน้ำดี และจากการดื่มแอลกอฮอล์จัด

ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันคือภาวะที่เกิดการอักเสบขึ้นกับตับอ่อน ทำให้มีอาการปวดท้องเฉียบพลันรุนแรง ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนหลังของช่องท้องส่วนกลาง ทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อยและฮอร์โมนบางชนิด รวมถึงอินซูลินด้วย ตับอ่อนอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากนิ่วถุงน้ำดี หรือเกิดจากการกินแอลกอฮอล์ปริมาณปานกลางถึงมากเป็นระยะเวลานาน

ตับอ่อนอักเสบส่วนใหญ่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถมีอาการกลับเป็นปกติได้ดีเมื่อได้รับการรักษา อย่างไรก็ดีผู้ป่วยบางส่วนจะมีอาการรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการดูแลในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก สิ่งสำคัญในการให้การดูแลรักษาผู้ป่วยตับอ่อนอักเสบทุกรายคือหาสาเหตุที่ทำให้เกิดตับอ่อนอักเสบในครั้งนี้ และรักษาหากเป็นไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเป็นซ้ำ

โรคตับอ่อนอักเสบเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่เป็นภาวะร้ายแรงที่มีอันตรายค่อนข้างสูง โดยจัดเป็นโรคของผู้ใหญ่ เพราะมักพบได้ในคนอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป จนถึงผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์จัด

หมายเหตุ : ตับอ่อน (Pancreas) เป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย มีลักษณะเป็นต่อมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางด้านหลังของกระเพาะอาหารใกล้กับลำไส้เล็กส่วนดูโอดินัมซึ่งเป็นลำไส้เล็กส่วนต้น โดยจัดเป็นอวัยวะในระบบทางเดินอาหารเช่นเดียวกับตับ (Liver) แต่ตับอ่อนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตับ (เป็นคนละอวัยวะกันและไม่ได้เกี่ยวข้องกัน) ตับอ่อนจะมีลักษณะและขนาดเหมือนกล้วยหอม ประกอบไปด้วยเซลล์หลัก 2 เซลล์ คือ เซลล์จากต่อมไร้ท่อ (Endocrine gland) และเซลล์จากต่อมมีท่อ (Exocrine gland) โดยต่อมไร้ท้อจะมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนหลายชนิด (โดยเฉพาะฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) และกลูคากอน (Glucagon) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเบาหวาน) ส่วนต่อมมีท่อจะมีหน้าที่สร้างน้ำย่อยอาหาร (Pancreatic juice) ซึ่งจะช่วยย่อยอาหารในลำไส้เล็ก โดยเฉพาะการย่อยไขมัน

 

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ตับอ่อนอักเสบ

 

ตับอ่อนจะสร้างน้ำย่อยที่เรียกว่า Pancreatic juice ซึ่งเป็นน้ำย่อยสำหรับย่อยอาหารทั้งประเภทแป้ง ไขมัน และโปรตีนน้ำย่อยนี้จะหลั่่งไปตามท่อและไหลเข้าลำไส้เล็กส่วนต้น นอกจากน้ำย่อยแล้วตับอ่อนยังสร้างฮอร์โมนที่สำคัญคือ อินซูลิน Insulin ฮอร์โมนนี้จะเข้ากระแสเลือด หน้าที่ของฮอร์โมนนี้จะลดระดับน้ำตาลในเลือด ฮอร์โมนที่ตับอ่อนสร้างได้แก่

  • Insulin – จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • Glucagon – จะทำงานร่วมกับอินซูลินเพื่อรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่
  • Somatostatin –ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน
  • Gastrin – ช่วยในการย่อยในกระเพาะอาหาร

 

ตับอ่อนอักเสบชนิดเฉียบพลัน

เป็นอาการที่ตับอ่อนมีการอักเสบที่เกิดขึ้นโดยทันที โดยจะมีอาการบวมและมีการทำลายเนื้อเยื่อของตับอ่อน
  • อาการแสดงของโรคตับอ่อนอักเสบชนิดเฉียบพลัน

o   ปวดท้องอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน อาจปวดร้าวไปที่หลังได้ อาการปวดมักจะเป็นอยู่ประมาณ 2-3 วัน

o   คลื่นไส้ อาเจียน

o   มีไข้

  • การวินิจฉัยโรคตับอ่อนอักเสบชนิดเฉียบพลัน
o   การซักประวัติอาการและการตรวจร่างกาย
o   การตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการเจาะเลือดเพื่อตรวจเอนไซม์ amylase และ lipase
o   การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
ตับอ่อนอักเสบ
ตับอ่อนอักเสบ

ชนิดของโรคตับอ่อนอักเสบ

การอักเสบของตับอ่อนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

  1. โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (Acute pancreatitis) ได้แก่ โรคที่เกิดการอักเสบขึ้นกับเซลล์ของตับอ่อนอย่างเฉียบพลัน โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องขึ้นมาอย่างรุนแรงและทันทีทันใด (หรืออาจจะค่อย ๆ มีอาการภายใน 2-3 วัน) ทั้งนี้การอักเสบจะเป็นอยู่เพียงชั่วขณะและเซลล์ของตับอ่อนจะฟื้นตัวกลับสู่สภาพปกติได้ (อาการของผู้ป่วยมักจะดีขึ้นและหายเป็นปกติได้ภายหลังการรักษาประมาณ 1-2 สัปดาห์) แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจพบว่ามีอาการรุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดโรคแทรกซ้อน โรคนี้เป็นโรคที่พบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยจะพบได้ประมาณ 5-80 รายต่อประชากร 100,000 ราย ทั้งนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและเชื้อชาติ เช่น ในเยอรมันจะพบได้ประมาณ 17 ราย ส่วนในฟินแลนด์จะพบได้ประมาณ 73 ราย ต่อประชากร 100,000 ราย เป็นต้น
  2. โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง (Chronic pancreatitis) ได้แก่ โรคที่เซลล์ตับอ่อนมีการอักเสบอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง โดยอาจจะเกิดขึ้นตามหลังการอักเสบเฉียบพลันที่รักษาไม่หายเพราะสาเหตุยังคงอยู่ เช่น ผู้ป่วยยังคงดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง (เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง) หรือเกิดจากการอักเสบเฉียบพลันซ้ำกันหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งในการอักเสบเรื้อรังนี้เซลล์ของตับอ่อนจะค่อย ๆ ถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่และมักกลายเป็นพังผืดอย่างถาวรจนไม่สามารถสร้างน้ำย่อยและฮอร์โมนได้ (ร่างกายจึงขาดน้ำย่อยอาหารและฮอร์โมนต่าง ๆ โดยเฉพาะฮอร์โมนอินซูลิน ผู้ป่วยจึงเกิดภาวะขาดอาหารและมักเกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้นตามมา) หรือบางครั้งเซลล์ที่อักเสบและตายไปจะรวมตัวกันจนเกิดถุงน้ำเทียมขึ้นมาก็ได้ เรียกว่า “ถุงน้ำตับอ่อนที่เกิดจากตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง” (Pancreatic pseudocyst) โรคนี้เป็นโรคที่พบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเช่นกันและมักเป็นในคนวัยหนุ่มหรือกลางคนมากจากสาเหตุการดื่มแอลกอฮอล์จัด (มักจะเกิดขึ้นในคนที่อยู่วัย 30-40 ปี) โดยจะพบได้ประมาณ 26-200 รายต่อประชากร 100,000 ราย ทั้งนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและเชื้อชาติ เช่น ในฝรั่งเศสจะพบได้ประมาณ 26 ราย ส่วนในอินเดียตอนใต้จะพบได้ประมาณ 200 ราย ต่อประชากร 100,000 ราย เป็นต้น

 

กลไกที่ทำให้เกิดตับอ่อนอักเสบที่แน่ชัดยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่า การอักเสบของตับอ่อน เกิดจากน้ำย่อยอาหารจากตับอ่อน โดยเฉพาะชนิดที่เรียกว่า ทริปซิน (Trypsin) ซึ่งเป็นน้ำย่อยโปรตีน ที่ปกติจะไม่ทำงานเมื่ออยู่ในตับอ่อน จะทำงานต่อเมื่อเข้าไปอยู่ในลำไส้เล็ก โดยเซลล์ของลำไส้เล็กตอนบนจะสร้างเอนไซม์ ชื่อ Enterokinase หรือ Enteropeptidase ซึ่งจะเป็นตัว กระตุ้นให้น้ำย่อยตับอ่อนทำงาน แต่เมื่อเซลล์/เนื้อเยื่อตับอ่อนอักเสบจากสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จะส่งผลให้เกิดสารเคมีผิดปกติต่างๆขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้น้ำย่อยของตับอ่อนโดยเฉพาะ ทริปซินทำงาน น้ำย่อยเหล่านี้จึงย่อยสลายเซลล์/เนื้อเยื่อของตับอ่อน จึงก่อให้เกิดเป็นโรคตับอ่อนอักเสบขึ้น ซึ่งในการอักเสบเฉียบพลัน การอักเสบจะเป็นชั่วขณะ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เซลล์/เนื้อเยื่อตับอ่อนก็จะฟื้นตัวกลับสู่สภาพปกติ แต่ถ้าเป็นการอักเสบเรื้อรัง เซลล์/เนื้อเยื่อจะค่อยๆถูกทำลายกลายเป็นพังผืดอย่างถาวร ไม่สามารถสร้างน้ำย่อยและสร้างฮอร์โมนได้ ดังนั้นร่างกายจึงขาดน้ำย่อยอาหาร และขาดฮอร์โมนต่างๆ โดยเฉพาะฮอร์โมนอินซูลิน ผู้ป่วยจึงเกิดภาวะขาดอาหาร และมักเกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้น

นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากมีการทำลาย หรือก่อให้เกิดการอักเสบโดยตรงต่อเซลล์ของตับอ่อนจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากแอลกอฮอล์จากการดื่มสุรา หรือการอักเสบของเนื้อเยื่อตับอ่อนจากโรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเอง เป็นต้น

 

 

สาเหตุของโรคตับอ่อนอักเสบ

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าโรคตับอ่อนอักเสบทั้งการอักเสบชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรังนั้นมีความเกี่ยวพันกัน เพราะการอักเสบเรื้อรังจะเกิดต่อเนื่องมาจากการอักเสบเฉียบพลัน ดังนั้นสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงจึงเหมือนกัน ซึ่งสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อย ๆ (รวมกันเป็นประมาณ 80%) ของโรคตับอ่อนอักเสบทั้งหมดจะมีอยู่ด้วยกัน 2 สาเหตุหลัก ๆ คือ จากโรคนิ่วในถุงน้ำดีและจากการดื่มแอลกอฮอล์จัด

  1. โรคนิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) เกิดจากนิ่วในถุงน้ำดีที่หลุดเข้าไปในท่อน้ำดี (โรคนิ่วในท่อน้ำดี) ซึ่งท่อน้ำดีนี้จะเปิดเข้าลำไส้เล็กในตำแหน่งเดียวกันกับท่อตับอ่อน นิ่วในท่อน้ำดีจึงก่อให้เกิดการอุดตันและการอักเสบของท่อตับอ่อน แล้วกลายเป็นสาเหตุของตับอ่อนอักเสบในที่สุด
  2. การดื่มแอลกอฮอล์จัด เกิดจากพิษของแอลกอฮอล์ที่เข้าไปทำลายเซลล์ของตับอ่อนโดยตรง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นตามหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 2-12 ชั่วโมง (แต่บางคนอาจนาน 1-3 วันได้ และบางคนที่ไวต่อแอลกอฮอล์เป็นพิเศษจะเกิดขึ้นหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยได้)
  3. สาเหตุอื่น ๆ เป็นสาเหตุที่พบได้น้อยกว่า คือ พบได้รวมกันเป็นประมาณ 20% ของการเกิดโรคตับอ่อนอักเสบทั้งหมด ได้แก่
    • การสูบบุหรี่ โดยเกิดจากสารพิษจากบุหรี่ที่เข้าไปทำลายเซลล์ของตับอ่อน
    • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น เตตราไซคลีน (Tetracycline), ยาซัลโฟนาไมด์ (Sulfonamides), ยาขับปัสสาวะไทอะไซด์ (Thiazide) และฟูโรซีไมด์ (Furosemide), ยาสเตียรอยด์ (Steroids), ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs), ยากดภูมิคุ้มกันอะซาไธโอพรีน (Azathioprine), ยาเคมีบำบัดเมอร์แคปโตพิวรีน (Mercaptopurine), ยารักษาวัณโรคบางชนิด, ยากรดวาลโปรอิก (Valproic acid), ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เป็นต้น
    • โรคเรื้อรังบางชนิดที่ก่อให้เกิดสารเคมีเป็นพิษขึ้นในร่างกาย เช่น โรคไตเรื้อรัง
    • ภาวะไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ในเลือดสูง (Hyperlipidemia)
    • ภาวะมีแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercal­cemia) เช่น จากการรับประทานวิตามินดีและแคลเซียมเสริมในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง
    • ภาวะขาดพาราไทรอยด์ (Hypoparathyroidsm)
    • การติดเชื้อแบคทีเรียของตับอ่อน
    • การติดเชื้อไวรัสของตับอ่อน เช่น เชื้อไวรัสมัมพ์ (Mumps virus) ที่ทำให้เกิดโรคคางทูม, เชื้อไวรัสรูเบลลา (Rubella virus) ที่ทำให้เกิดโรคหัดเยอรมัน, เชื้อไวรัสเฮปาไตติส (Hepatitis virus) ที่ทำให้เกิดโรคไวรัสตับอักเสบ, เชื้อไวรัสเอ็บสไตน์-บาร์ (Epstein-Barr virus), เชื้อไวรัสไซโตเมกะโล (Cytomegalovirus)
    • โรคภูมิต้านตนเอง (Autoimmune disease)
    • โรคมะเร็งท่อน้ำดี โรคมะเร็งถุงน้ำดี หรือโรคมะเร็งตับอ่อน (สาเหตุจากโรคมะเร็งเป็นสาเหตุที่พบได้น้อย)
    • ภาวะหรือความผิดปกติทางพันธุกรรมบางอย่างที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดมีตับอ่อนอักเสบ (เป็นสาเหตุที่พบได้น้อยมาก มักเกิดขึ้นในคนหนุ่มที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ซึ่งอาจเป็นมานานหลายปีก่อนที่แพทย์จะวินิจฉัยได้)
    • การได้รับบาดเจ็บที่ตับอ่อนโดยตรง เช่น จากอุบัติเหตุหรือการได้รับบาดเจ็บที่ช่องท้อง จากการผ่าตัดในช่องท้อง จากขั้นตอนการผ่าตัดทางเดินน้ำดีและต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง (เป็นเหตุทำให้เกิดตับอ่อนอักเสบหลังการผ่าตัด)
    • บางครั้งอาจไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด

 

โรคตับอ่อนอักเสบมีสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงจากอะไร?

ดังกล่าวแล้วในบทนำว่า โรคตับอ่อนอักเสบทั้งอักเสบเฉียบพลันและอักเสบเรื้อรัง มีการเกี่ยวพันกัน โดยการอักเสบเรื้อรัง เกิดต่อเนื่องมาจากการอักเสบเฉียบพลัน ดังนั้นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงเดียวกัน ที่พบบ่อยมี 2 สาเหตุซึ่งรวมกันเป็นประมาณ 80% ของโรคตับอ่อนอักเสบทั้งหมด คือ จากโรคนิ่วในถุงน้ำดี (และโรคนิ่วในท่อน้ำดี) และจากการดื่มสุรา

  • จากโรคนิ่วในถุงน้ำดี โดยนิ่วจากถุงน้ำดี ที่หลุดเข้าท่อน้ำดี (โรคนิ่วในท่อน้ำดี) ซึ่งท่อน้ำดีนี้จะเปิดเข้าลำไส้เล็กตำแหน่งเดียวกับท่อตับอ่อน นิ่วในท่อน้ำดี จึงก่อการอุดตันและการอักเสบของท่อตับอ่อน และกลายเป็นสาเหตุของตับอ่อนอักเสบในที่สุด
  • จากการดื่มสุรา ซึ่งมักเกิดตามหลังการดื่มสุราอย่างหนักประมาณ 2-12 ชั่วโมง แต่บางคนอาจนาน 1-3 วันได้ และบางคนที่ไวต่อแอลกอฮอล์เป็นพิเศษจะเกิดตามหลังการดื่มสุราเพียงเล็กน้อยได้ ทั้งนี้ เกิดจากพิษของแอลกอฮอล์ทำลายเซลล์ตับอ่อนโดยตรงส่วนสาเหตุอื่นๆที่พบได้น้อยกว่ารวมกันเป็นประมาณ 20% ของการเกิดตับอ่อนอักเสบ ได้แก่
    • สูบบุหรี่ ซึ่งเกิดจากสารพิษจากบุหรี่ทำลายเซลล์ตับอ่อน
    • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด และยารักษาวัณโรคบางชนิด
    • ภาวะผิดปกติทางการใช้พลังงานของร่างกาย เช่น โรคไขมันในเลือดสูง
    • โรคเรื้อรังบางชนิดที่ก่อให้เกิดสารเคมีเป็นพิษขึ้นในร่างกาย เช่น ในโรคไตเรื้อรัง
    • โรคที่เป็นสาเหตุให้มีเกลือแร่แคลเซียมในร่างกายสูง เช่น การกินวิตามินดี และแคลเซียมในปริมาณสูงต่อเนื่อง
    • การติดเชื้อแบคทีเรียของตับอ่อน
    • การติดเชื้อไวรัสของตับอ่อน เช่น ในโรคคางทูม หรือโรคเอดส์
    • โรคออโตอิมูน/โรคภูมิต้านตนเอง
    • ตับอ่อนได้รับบาดเจ็บโดยตรง เช่น จากอุบัติเหตุ หรือจากการผ่าตัดในช่องท้อง
    • พันธุกรรมบางชนิดที่เป็นสาเหตุให้เกิดมีตับอ่อนอักเสบ สาเหตุนี้พบได้น้อยมาก
    • โรคมะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งถุงน้ำดี หรือโรคมะเร็งท่อน้ำดี แต่สาเหตุจากโรคมะ เร็งเป็นสาเหตุที่พบได้น้อย

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

อาการของโรคตับอ่อนอักเสบ

  1. อาการของโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่
    • ปวดท้องเฉียบพลันตรงช่องท้องตรงกลางส่วนบน (บริเวณใต้ลิ้นปี่) ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการปวดอย่างรุนแรง (อาการเมื่อเริ่มปวดจนถึงปวดอย่างรุนแรง อาจใช้เวลาประมาณ 10 นาทีจนถึงหลายชั่วโมง) โดยจะปวดแบบตื้อ ๆ ตลอดเวลาต่อเนื่องกันเป็นวัน ๆ หรือหลายวันติดต่อกัน และมักปวดร้าวไปที่หลัง (พบได้ประมาณ 50% ของผู้ป่วย) เพราะตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ลึกในช่องท้องส่วนที่อยู่ติดทางด้านหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากขึ้นเมื่อรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ หรือเคลื่อนไหวหรือเวลานอนหงาย (แต่จะรู้สึกสบายขึ้นเวลานั่งโก้งโค้ง) อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายที่มีโรคเรื้อรังที่มีผลต่อการอักเสบของประสาท อาจมีตับอ่อนอักเสบโดยที่มีอาการปวดไม่มากก็ได้ เช่น ในผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือโรคไตเรื้อรัง
    • อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย แน่นท้อง
    • มักมีไข้ (ซึ่งมีได้ทั้งไข้สูงและไข้ต่ำ) คลื่นไส้ อาเจียน (ประมาณ 70-90% ของผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ลักษณะของอาเจียนจะเป็นน้ำย่อย แต่อาจจะมีน้ำดีปนด้วย)
    • กดหน้าท้องจะเจ็บ (มักจะไม่มีอาการท้องแข็ง)
    • หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว
    • ถ้าเป็นการอักเสบชนิดรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการของภาวะขาดน้ำ (กระหายน้ำ ผิวแห้ง ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็ว และอาจมีภาวะช็อก) และ/หรือมีอาการอ่อนเพลียมาก มีจ้ำเขียวขึ้นที่หน้าท้องหรือรอบ ๆ สะดือ มือเท้าเกร็ง (จากภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ) และ/หรือมีอาการจากการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ปอดอักเสบ หรือไตวายเฉียบพลัน
  2. อาการของโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ได้แก่
    • ผู้ป่วยจะมีอาการเช่นเดียวกับตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันเมื่อเกิดตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันทับซ้อน
    • มีอาการปวดท้องเป็นอาการหลักในลักษณะเช่นเดียวกับการอักเสบเฉียบพลัน (ปวดท้องตรงใต้ลิ้นปี่ หรือชายโครงด้านซ้าย และปวดร้าวไปที่บั้นเอวด้านซ้าย) แต่จะมีความรุนแรงน้อยกว่าและปวดท้องอย่างเรื้อรัง (อาการปวดจะทิ้งช่วงห่างกันเป็นเดือนหรือเป็นปี และจะพบได้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ จนปวดตลอดเวลา) และนอกจากจะปวดมากขึ้นหลังเมื่อรับประทานอาหารและดื่มน้ำแล้ว (โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมัน) ยังปวดมากขึ้นเมื่อดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย
    • ท้องเสียเรื้อรัง อุจจาระของผู้ป่วยจะมีลักษณะเป็นไขมันจากไขมันย่อยไม่ได้ เมื่อเป็นมากในขณะที่ถ่ายอุจจาระไขมันจะลอยขึ้นมาให้เห็นในโถส้วมและมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
    • คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก มีลมในท้อง น้ำหนักตัวลดลงอย่างต่อเนื่องทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วยยังรับประทานอาหารได้ปกติและไม่มีอาการเบื่ออาหารแม้แต่น้อย เนื่องจากอาหารดูดซึมไม่ได้เพราะขาดน้ำย่อยอาหาร ทำให้เป็นโรคขาดอาหาร มีอาการอ่อนเพลีย และถ่ายอุจจาระเป็นไขมัน (Oily stool) ดังกล่าว
    • ถ้าเป็นมากจนตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ อาจทำให้มีอาการของโรคเบาหวานร่วมด้วย
    • บางครั้งผู้ป่วยอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (มีภาวะดีซ่าน) จากการอักเสบเรื้อรังและก่อให้เกิดการดึงรั้งปากท่อน้ำดีที่อยู่ติดกับปากท่อของตับอ่อน ส่งผลให้เกิดการอุดกั้นทางเดินน้ำดีจากตับ น้ำดีจึงท้นเข้าหลอดเลือดแล้วก่อให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม และน้ำดีไหลลงลำไส้ไม่ได้ (ส่งผลให้อุจจาระมีสีซีด ซึ่งเป็นสีจากน้ำดี)
    • ผู้ป่วยเรื้อรังบางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ได้ หรือบางรายอาการปวดท้องอาจหายไปแม้ว่าโรคจะเลวลงก็ตาม

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ตับอ่อนอักเสบ

 

รักษาโรคตับอ่อนอักเสบอย่างไร?

การรักษาโรคตับอ่อนอักเสบทั้งชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง คือ การรักษาสาเหตุ/ปัจ จัยเสี่ยง และการรักษาประคับประคองตามอาการ

  • การรักษาสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง เช่น การรักษานิ่วในถุงน้ำดี และนิ่วในท่อน้ำดีด้วยวิธีต่างๆตามขนาดก้อนนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว อาการผู้ป่วย สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์ การงด/เลิกสุรา และบุหรี่ และการให้ยาปฏิชีวนะเมื่อการอักเสบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย อาจจำเป็นต้องมีการส่องกล้อง หรือผ่าตัดเพื่อเอานิ่วออกเมื่อโรคเกิดจากการมีนิ่วดัง กล่าวแล้ว หรืออาจต้องผ่าตัดตับอ่อน ถ้าตับอ่อนอักเสบมากจนเกิดการเน่าตายของเนื้อเยื่อตับอ่อน
  • การรักษาประคับประคองตามอาการ เป็นการรักษาที่สำคัญมาก ทั้งนี้เพราะผู้ป่วยมัก จะกินอาหาร/ดื่มน้ำได้น้อย จึงมักต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล ให้สารอาหารและสารน้ำทางหลอดเลือดดำ และแก้ไขให้เกลือแร่ต่างๆอยู่ในสมดุลจนกว่าผู้ป่วยจะกินอาหารทางปากได้ ในบางครั้งเมื่อผู้ป่วยมีอาการรุนแรง อาจจำเป็นต้องให้สายให้อาหารผ่านทางจมูกเข้ากระเพาะอาหาร หรือเข้าสู่ลำไส้เล็ก เพื่อลดการกระตุ้นการทำงานของตับอ่อนจากอาหารที่กินเข้าไป และลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน

นอกจากในเรื่องน้ำและอาหารแล้ว ยาแก้ปวด และยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ อา เจียน ก็เป็นอีกตัวยาที่สำคัญ

อนึ่ง ในผู้ป่วยตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง

  • ต้องระวังเรื่องการกินยาต่างๆเพราะดังกล่าวแล้วว่า ยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงที่เป็นพิษต่อเซลล์ตับอ่อน
  • จำกัดการกินอาหารไขมัน
  • กินยาเพื่อช่วยการย่อยอาหาร
  • กิน หรือฉีดวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะชนิดที่ละลายในไขมัน เพราะร่างกายดูซึมไขมันได้ลดลง จึงมักขาดวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน เอ ดี อี และ เค ร่วมด้วย กินยาแก้ปวดเป็นประจำ โดยมีตารางกินยาคล้ายคลึงกับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
  • บางคนจำเป็นต้องได้ยาคลายเครียด
  • การดูแลรักษาโรค/อาการที่เกิดจากผลข้างเคียง เช่น โรคเบาหวาน อาการตัว ตาเหลือง (ภาวะดีซ่าน)
  • และบางครั้งอาจต้องผ่าตัดตับอ่อน

 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่น่าสนใจ