ตาเหล่ ! อาการลักษณะนี้ ใครว่ารักษาไม่ได้กับวิธีการรักษาตาเหล่

Share This:

ตาเหล่
ตาเหล่

ตาเหล่สำหรับคนทั่วไป อาจคิดว่าเป็นโรคที่รักษายาก แต่สำหรับจักษุแพทย์แล้วมีทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยตาเหล่อยู่หลายวิธี

โรคตาเหล่ เป็นภาวะที่ตาสองข้างไม่อยู่ในแนวแกนเดียวกัน เป็นผลให้ไม่สามารถมองวัตถุเดียวกันพร้อมกันด้วยตาทั้งสองข้าง โดยทั่วไปผู้ป่วยจะใช้ตาข้างที่ปกติจ้องวัตถุ ส่วนตาข้างที่เหล่อาจเบนเข้าด้านใน หรือเบนออกด้านนอก หรือขึ้นบนลงล่าง ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเป็นตาเหล่ประเภทใด ผู้ป่วยบางรายอาจมีตาเหล่สลับ หมายถึงในบางเวลาผู้ป่วยจะใช้ตาขวามองวัตถุส่วนตาซ้ายจะเหล่หรือกลับกัน และในบางรายอาจตาเหล่ตลอดเวลา (constant) หรือเป็นครั้งคราว (intermittent) ก็มี

ตาเหล่ หรือ ตาเข (Strabismus, Squint) เป็นภาวะหรือโรคที่พบได้บ่อยในทารกและเด็กเล็ก แต่ก็อาจพบในเด็กโตและผู้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยผู้ป่วยจะมีอาการที่ตาทั้ง 2 ข้างไม่อยู่ในแนวตรงตามธรรมชาติ อันสืบเนื่องมาจากการมีภาวะผิดปกติที่ทำให้การเคลื่อนไหวของลูกตาทั้ง 2 ข้างขาดการประสานงานกันเช่นคนที่มีตาปกติ โดยตาดำข้างใดข้างหนึ่งจะมีการเขเข้าด้านในทางหัวตาเป็นส่วนใหญ่ หรืออาจพบได้บ้างที่ตาเขออกด้านนอกทางหางตา ตาเขขึ้นด้านบน หรือตาเขลงด้านล่าง

เมื่อเริ่มเป็นโรคนี้ สำหรับเด็กอาจแสดงอาการหยีตาบ่อย โดยเฉพาะเวลาอยู่ในที่มีแสงจ้า การหยีตาข้างหนึ่งช่วยให้การมองเห็นภาพซ้อนหายไป ผู้ป่วยโรคตาเหล่บางประเภทอาจมีอาการปวดศีรษะเวลาใช้สายตามองใกล้เป็นเวลานาน เนื่องจากมีการเกร็งกล้ามเนื้อลูกตาเพื่อแก้ไขภาวะตาเหล่ จากการศึกษาพบว่า ประมาณร้อยละ 5 ของเด็กทั้งหมด จะตรวจพบโรคตาเหล่ซึ่งอาจเป็นน้อยหรือมาก และเป็นประเภทต่างๆ กันไป ในระยะแรกเด็กอาจมองเห็นภาพซ้อน เนื่องจากตาสองข้างมองไปยังจุดที่ต่างกัน แต่ในระยะต่อมาสมองจะปรับตัวโดยไม่สนใจภาพที่เห็นจากตาข้างหนึ่ง (suppression) ช่วยให้ภาวะเห็นภาพซ้อนหายไปได้

สาเหตุสำคัญของโรคตาเหล่ ในเด็กมักไม่ทราบสาเหตุ และมากกว่าครึ่งหนึ่งจะตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิดหรือภายในอายุ 6 เดือน ผู้ป่วยบางราย เมื่อซักถามถึงประวัติครอบครัว พบว่ามีผู้เป็นโรคตาเหล่ อยู่ แสดงถึงโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ในกรณีที่สมองไม่สนใจภาพที่เห็นจากตาข้างที่เหล่เป็นระยะเวลานานๆ อีกทั้งไม่ได้รับการรักษาภายในช่วงอายุที่เหมาะสม เด็กอาจเกิดภาวะสายตาขี้เกียจ (amblyopia) ซึ่งเป็นผลให้ตาข้างที่ไม่ได้ใช้งานมองภาพไม่ชัดอย่างถาวร

สำหรับโรคตาเหล่ในผู้ใหญ่อาจเกิดจากอุบัติเหตุทางตาและสมอง หรือเกิดจากโรคเบาหวานทำให้มีการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อลูกตาลดลง เป็นผลให้กล้ามเนื้อลูกตาเป็นอัมพาตและตาเหล่ตามมา ไม่ว่าจะสูญเสียสายตาข้างหนึ่งจากสาเหตุใดก็ตาม มักพบว่าตาข้างนั้นค่อยๆ เหล่ออกด้านนอก ผู้ป่วยอาจมีอาการเห็นภาพซ้อนเวลามองด้วยตาสองข้าง เมื่อปิดตาข้างหนึ่งภาพซ้อนจะหายไป สำหรับภาวะสายตาขี้เกียจจะไม่พบในผู้ซึ่งภาวะตาเหล่เริ่มภายหลังอายุ 9 ปี เนื่องจากสมองได้พัฒนาการมองเห็นจนสมบูรณ์แล้ว

ในบางคนที่เวลามองไกล ตาข้างหนึ่งอยู่ตรงกลาง แต่ตาอีกข้างกลับหมุนเข้าในเรียกภาวะนี้ว่า ตาเขเข้าใน (Esotropia) หรือตาหนึ่งอยู่ตรงกลาง อีกข้างหนึ่งกลอกออกมาทางหางตาหรือออกนอกเรียกว่า ตาเขออกนอก (Exotropia) รวมไปถึงตากลอกขึ้นบนเรียกว่า ตาเขขึ้นบน(Hypertropia) หรือตาเขลงล่าง (Hypotropia) เป็นต้น เรียกว่าแบ่งชนิดของตาเขได้ตามลักษณะหรือตำแหน่งของตาที่ผิดปกติไป นอกจากนั้นยังพบว่าตาเขบางชนิดเป็นตลอดเวลา (Constant strabismus) หรือเป็นบางเวลาเรียกว่า Intermittent strabismus หรือบางรายผลัดกันเข บางครั้งเป็นตาขวา บางครั้งเป็นตาซ้ายเรียกว่า Alternate strabismus

 

 

สาเหตุของโรคตาเขที่พบบ่อยคือ

 

  1. เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ การซักประวัติของบุคคลในครอบครัวจะช่วยวินิจฉัยได้

  2. เกิดจากมีสายตาที่ผิดปกติ ที่พบบ่อยคือ เด็กที่มีสายตายาวปานกลางจะมีตาเขเข้าใน เพราะเด็กต้องเพ่งเพื่อปรับสายตาให้เห็นชัด การเพ่งบ่อยๆทำให้ตาเขเข้าในได้ หากพบแต่แรกๆการแก้ไขสายตายาวด้วยแว่นจะทำให้ภาวะตาเขหายไป และในเด็กที่มีสายตาสั้นหรือเอียงบางคน ทำให้กล้ามเนื้อตาขาดสมดุลเป็นเหตุให้เกิดตาเขได้

  3. มีโรคในตาข้างใดข้างหนึ่งทำให้สายตาข้างนั้นมัวลงมากกว่าอีกข้าง กล้ามเนื้อตาจึงไม่สมดุล เกิดภาวะตาเขได้

  4. นอกจากนี้ยังพบภาวะตาเขมากกว่าเด็กทั่วไปในเด็กที่มีความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางเช่น เด็กปัญญาอ่อนหรือเด็กที่มีพัฒนาการร่างกายช้า

  5. ตาเขในเด็กเล็กอาจเป็นอาการของมะเร็งจอตา (โรคมะเร็งตาในเด็ก) หากไม่รีบรับการรักษา เด็กอาจถึงแก่ชีวิตจากมะเร็งได้

  6. ตาเขในบางคนไม่ได้เกิดแต่กำเนิด มาเกิดภายหลังโตขึ้นแล้วหรือเกิดเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเกิดจากโรคทางกายอื่นๆเช่น

    • เนื้องอกในสมอง ทำให้เส้นประสาทเส้นที่ 6 เป็นอัมพาตเป็นเหตุให้เกิดตาเข

    • มะเร็งในส่วนศีรษะและลำคอที่ลุกลามกดกล้ามเนื้อตาหรือลุกลามเข้าเส้นประสาท เกิดตาเขขึ้นได้เช่น มะเร็งไซนัสและมะเร็งโพรงหลังจมูก

    • โรคเบาหวาน เมื่อเป็นนานๆทำให้กล้ามเนื้อตาเป็นอัมพาตได้

    • โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ อาจทำให้เกิดภาวะตาเขได้

    • เป็นอาการสำคัญของโรคกล้ามเนื้อทั่วตัวอ่อนแรง (Myasthenia gravis หรือ MG หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอมจี: เป็นโรคพบได้บ้างประปราย โดยสาเหตุเกิดยังไม่ทราบชัดเจน) ซึ่งรวม ทั้งกล้ามเนื้อตา

  7. มีหลายรายไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

 

ทารกตาเหล่

 

สาเหตุของตาเหล่

 

  • ในทารกแรกเกิด สายตาจะยังเจริญไม่เต็มที่ และอาจมีอาการตาเขได้บ้าง แต่ถ้าอายุเลย 6 เดือนไปแล้วยังมีอาการตาเขอยู่อีกก็ถือว่าผิดปกติ ซึ่งสาเหตุที่พบได้บ่อย คือ

    • สาเหตุมาจากสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ซึ่งอาจจะเป็นมาตั้งแต่กำเนิด ที่พบได้บ่อยคือ ในเด็กที่มีสายตายาวปานกลางจะมีตาเขเข้าด้านใน เพราะเด็กต้องเพ่งเพื่อปรับสายตาให้เห็นชัดขึ้น ซึ่งการเพ่งบ่อย ๆ นี้อาจเป็นสาเหตุทำให้ตาเขเข้าในได้ หากพบแต่เนิ่น ๆ การแก้ไขสายตายาวด้วยแว่นก็อาจทำให้ภาวะตาเขหายไปได้ ส่วนในเด็กที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียงบางราย อาจทำให้กล้ามเนื้อขาดความสมดุลจนเป็นสาเหตุทำให้เกิดตาเขได้เช่นกัน

    • เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรม ซึ่งการซักประวัติของบุคคลในครอบครัวร่วมด้วยจะสามารถช่วยในการวินิจฉัยโรคได้

    • เกิดจากความพิการของกล้ามเนื้อกลอกลูกตา

    • เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เด็กปัญญาอ่อนหรือเด็กที่มีพัฒนาการทางร่างกายช้า

    • เกิดจากการมีโรคในตาข้างใดข้างหนึ่งจนทำให้สายตาข้างนั้นมัวลงมากกว่าอีกข้าง เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อตาไม่สมดุลและเกิดภาวะตาเข

    • เกิดจากมะเร็งจอตาในเด็ก (Retinoblastoma) เป็นผลทำให้ตาข้างที่เป็นโรคอาจมีระดับสายตาลดลงมากเนื่องมีจากมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่มาบดบังจุดภาพชัด (Macula) ทำให้เกิดภาวะตาเขตามมา และหากไม่รีบรับการรักษาก็อาจทำให้เด็กเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้

  • ถ้าอาการตาเขนั้นอาจเกิดขึ้นภายหลังจากพ้นวัยเด็กเล็กมาแล้วก็ได้ (ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่กำเนิด) ซึ่งอาจเกิดจากโรคทางกายอื่น ๆ เช่น

    • กล้ามเนื้อกลอกลูกตาเป็นอัมพาต

    • เนื้องอกในสมอง ทำให้เส้นประสาทเส้นที่ 6 เป็นอัมพาต

    • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

    • โรคเบาหวาน เมื่อเป็นโรคนี้นาน ๆ จะทำให้มีการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อลูกตาได้น้อยลง เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อลูกตาเป็นอัมพาตและตาเขตามมา

    • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia gravis – MG) เป็นโรคกล้ามเนื้อทั่วตัวอ่อนแรง ซึ่งรวมถึงกล้ามเนื้อตา เป็นโรคที่พบได้บ้างประปราย ส่วนสาเหตุการเกิดยังไม่ทราบแน่ชัด

    • โรคทริคิโนซิส (Trichinosis)

    • โรคโบทูลิซึม (Botulism)

    • โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นอีกโรคหนึ่งที่อาจทำให้เกิดภาวะตาเขได้

    • มะเร็งในส่วนศีรษะและลำคอที่ลุกลามเข้ากดกล้ามเนื้อตาหรือลุกลามเข้าไปที่เส้นประสาท เช่น มะเร็งไซนัส มะเร็งโพรงหลังจมูก

 

รูปคนตาเหล่

 

แนวทางการรักษา

ก่อนจะให้การรักษาโรคตาเหล่ ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการตรวจตาโดยละเอียดรวมถึงการตรวจจอตา เพื่อหาความผิดปกติภายในลูกตาซึ่งอาจเป็นสาเหตุของตาเหล่ และให้การรักษาตามความเหมาะสม ตัวอย่างเช่นผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคมะเร็งจอตา (retinoblastoma) ตาข้างที่เป็นโรคอาจมีระดับสายตาลดลงมากเนื่องจากก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่บังจุดภาพชัด (macula) เป็นผลให้เกิดภาวะตาเหล่ตามมา ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องได้รับการรักษาโรคมะเร็งโดยไม่ชักช้า เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายออกไปนอกลูกตา

การรักษาโรคตาเหล่ในเด็ก  ควรกระทำตั้งแต่เมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด คือเด็กมีระดับสายตาปกติทั้งสองตาและสามารถมองเห็นภาพสามมิติได้

แนวทางการรักษาโรคตาเหล่ในเด็กประกอบด้วยการรักษาภาวะสายตาขี้เกียจ โดยการปิดตาข้างที่สายตาดี เพื่อกระตุ้นให้เด็กใช้ตาข้างที่มีสายตาขี้เกียจบ่อยขึ้น ระยะเวลาในการปิดตาขึ้นกับความรุนแรงของภาวะสายตาขี้เกียจและอายุของเด็ก หากเป็นเด็กเล็กการปิดตาข้างที่ดีในแต่ละวันไม่ควรปิดติดต่อกันนานหลายชั่วโมง เพราะอาจทำให้ระดับสายตาข้างที่เคยปกติลดลง เรียกภาวะนี้ว่า occlusion amblyopia เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่มักไม่ให้ความร่วมมือในการปิดตาข้างที่ดี การรักษาจึงต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ปกครองและครู โดยต้องเล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการรักษาภาวะสายตาขี้เกียจในระยะที่เหมาะสม

ในกรณีที่ไม่สามารถปิดตาได้แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาหยอดขยายรูม่านตาในตาข้างที่ปกติเพื่อทำให้ตานั้นมัวลง ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ป่วยหันมาใช้ตาข้างที่มีสายตาขี้เกียจบ่อยขึ้น

สำหรับการให้แว่นสายตาหรือการฝึกกล้ามเนื้อลูกตาอาจช่วยรักษาโรคตาเหล่บางประเภทได้

อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่มักต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดกล้ามเนื้อลูกตา โดยทั่วไปการผ่าตัดจะกระทำภายใต้การให้ยาดมสลบ ในรายที่ยังมีลักษณะตาเหล่เหลืออยู่ แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติม สำหรับการรักษาโรคตาเหล่ในผู้ใหญ่อาจช่วยแก้ไขปัญหาการเห็นภาพซ้อน ทำให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจและมีบุคลิกภาพดีขึ้นได้

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ การรักษาตาเหล่จะหายหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วย คนในครอบครัว แพทย์ หรือสิ่งแวดล้อม แต่ที่สำคัญต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องล่าสุด

เรื่องที่น่่าสนใจ