ปวดข้อเท้า นั้นเป็นผลมาจากความเหนื่อยล้าหรือการใช้เท้ามากเกินไป

Share This:

ปวดข้อเท้า

ปวดข้อเท้า เท้าเป็นอวัยวะที่สำคัญ ช่วยให้เราเดินเหิน ไปไหนมาไหนได้สะดวกสบาย ทั้งนี้ เนื่องจากเท้าเป็นสิ่งรับน้ำหนักทั้งหมดของน้ำหนักตัว ดังนั้น เมื่อเหตุสุดวิสัยเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดอาการปวดข้อเท้าได้ เนื่องจากข้อเท้าเป็นกลไกสำคัญสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างเท้ากับส่วนอื่นๆที่อยู่เหนือขึ้นมา จึงเปรียบเสมือนฟันเฟืองที่อาจมีการชำรุดเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้น เราปวดข้อเท้า เราจึงจำเป็นต้องหาวิธีซ่อมบำรุงหรือลดอาการปวดให้หายไปโดยเร็ว ก่อนที่อาการจะรุนแรงหรือบริเวณอื่นๆได้รับผลกระทบตามไปด้วย

อาการปวดเมื่อยที่ข้อเท้านั้นเป็นผลมาจากความเหนื่อยล้าหรือการใช้เท้ามากเกินไป เป็นไปได้ว่าคุณอาจเพิ่งใส่รองเท้าคู่ใหม่ หรือวันนั้นเดินมากกว่าปกติ อาการที่มักพบคือปวดแปลบ ช้ำ ชา เป็นเหน็บ หรือแสบร้อน บทความนี้จะแนะนำวิธีบรรเทาอาการปวดข้อเท้าให้คุณเอง แต่ถ้าคุณปวดมากเป็นพิเศษ จนเดินไม่ได้ถ้าไม่มีอะไรช่วยค้ำ แปลว่าคุณคงข้อเท้าแพลงหรือเป็นโรคอื่นๆ ควรพบแพทย์โดยด่วน

พักเท้าอย่างน้อย 30 นาที. นอนหรือนั่งลงเพื่อหยุดทิ้งน้ำหนักไปที่ขาและเท้า หาอะไรนุ่มๆ มารองขากับเท้าแล้วอยู่นิ่งๆ สักพักจนกว่าจะดีขึ้น อาจจะนานกว่า 30 นาทีไปจนถึงทั้งวันเลยก็ได้ อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับอาการของคุณ หยุดให้หมดทุกกิจกรรมที่ทำให้คุณปวดข้อเท้าหรือ หรือหยุดพักเป็นระยะระหว่างกิจกรรม

  • ถ้าปวดเท้ามากเป็นพิเศษ ต้องอยู่นิ่งๆ อย่าไปแตะต้องสัก 2 – 3 ชั่วโมง
  • ยกข้อเท้าสูงกว่าหัวใจ เลือดจะได้ไหลเวียนไปที่ข้อเท้ายากขึ้นหน่อย ช่วยลดอาการบวม
  • พักผ่อนในมุมสงบห่างไกลผู้คน อย่างเอนหลังที่เก้าอี้ในห้องนั่งเล่นหรือบนเตียง
  • ถ้ายังปวดข้อเท้าไม่ยอมหาย ให้ใช้วิธี RICE ที่เราจะบอกต่อไปในส่วนที่ 2
ปวดข้อเท้า
ปวดข้อเท้า

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อเท้า
1.กิจกรรมที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ข้อเท้าและเท้า สาเหตุนี้เป็นอันดับต้นๆที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อเท้า จะด้วยความประมาทหรือความผิดพลาดก็ตามแต่ ข้อเท้าก็มักจะได้รับบาดเจ็บจากกิจกรรมอย่างเช่น กีฬาที่ต้องกระโดด ได้แก่ บาสเกตบอล แบดมินตัน กีฬาที่ต้องวิ่งมาก รวมถึงกีฬาที่ต้องมีการกระทบกระแทก เช่น ฟุตบอล ฮอกกี้
2.ปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เกิดปัญหาที่เท้า ได้แก่ การสวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม ใส่รองเท้าที่ไม่ถูกชนิดของกีฬา หรือการฝึกฝน ทำกิจกรรมที่ผิดหลักการ เช่น การวิ่งขึ้นเขา วิ่งบนถนนที่ขรุขระ จึงทำให้เกิดอาการอักเสบบริเวนเท้าที่ต้องใช้งานหนัก จนเกิดอาการปวดข้อเท้าได้
3.ปัญหาที่มักจะเกิดที่ข้อเท้า เช่น ข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลง มักเกิดกับกีฬาที่ต้องกระโดด เอ็นร้อยหวายอักเสบ มักจะเกิดกับกีฬาที่ต้องใช้กล้ามเนื้อน่องมาก เช่น บาสเกตบอล เพราะการกระโดดสูงๆจะมีโอกาสได้รับบาดเจ็บบริเวณเอ็นร้อยหวายได้มาก นอกจากนี้ยังอาจกเกิดจากเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ เนื่องจากการออกกำลังที่ไม่ถูกต้อ งผู้ป่วยจะมีอาการปวดฝ่าเท้าในตอนเช้ารามไปถึงข้อเท้าทั้งหมด
นอกจากเหนือจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว อาการปวดข้อเท้าอาจเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุมากๆหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของกระดูก โดยเฉพาะคนที่ขาดแคลเซียมมาตั้งแต่วัยเด็กและวัยรุ่น เมื่อแก่ตัวจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคกระดูกได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ในคนอ้วนหรือน้ำหนักเกินเกณฑ์ก็มีอโอกาสสูงมากที่จะเกิดอาการปวดข้อเท้า

สำรวจข้อเท้าที่ปวด. มีอะไรผิดปกติหรือรู้สึกแปลกไปไหม? เช่น บวม สีเปลี่ยน เท้า 2 ข้างดูไม่เท่ากัน เคลื่อนไหวผิดปกติ หรือเจ็บปวด เวลาปวดข้อเท้าก็มักบวมด้วยนิดหน่อยเป็นปกติ แต่เท้าต้องยังขยับได้อยู่ ถ้ามีอาการอื่นนอกจากอาการปวดบวม (นิดหน่อย) ให้จดไว้ใช้เล่าคุณหมอ อาการที่อาจต้องเอ็กซเรย์ข้อเท้าก็คือ

  • อยู่ๆ ก็บวมแบบไม่ทันได้ตั้งตัว
  • สีเปลี่ยน
  • เจ็บหรือช้ำที่ผิวหนัง มีแผลเปิด หรือติดเชื้อ
  • เท้าหรือขา 2 ข้างไม่เท่ากัน
  • ขยับข้อไม่ได้เหมือนปกติ
  • เจ็บหรือปวดมากกว่าอาการปวดเมื่อย (ปวดแปลบ แสบ เย็น หรือปวดเสียวๆ ชาๆ)
  • อุณหภูมิเท้าหรือข้อเท้าแตกต่างจากร่างกายอย่างเห็นได้ชัด
  • เท้าหรือข้อเท้าไม่ค่อยมีความรู้สึก

วิธีลดอาการปวดข้อเท้า ด้วยตัวเอง
1.ลดน้ำหนัก ใครที่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนอ้วน และเริ่มมีอาการปวดข้อเท้า สันนิฐานได้เลยว่าเกิดจากการที่น้ำหนักตัวมาก จึงต้องลงน้ำหนักไปที่บริเวณเท้า ข้อเท้าจึงมีอาการปวดขึ้น ดังนั้น จึงควรลดน้ำหนักให้ได้ ไม่เช่นนั้น อาการปวดจะทวีความรุนแรง มีความเรื้อรัง ยากต่อการรักษาให้หายขาด ซึ่งในบางรายหลังจากลดน้ำหนักได้แล้ว อาการปวดข้อเท้าก็จะหายไปเองโดยไม่ต้องใช้วิธีอื่นๆ เช่น รับประทานยาแก้ปวด
2.การประคบร้อน วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ปวดข้อเท้าอันเนื่องมากจากอาการบาดเจ็บ โดยเฉพาะนักกีฬาที่เกิดอุบัติเหตุระหว่างฝึกซ้อม เพราะการประคบร้อนจะช่วยลดอาการปวดข้อเท้าได้อย่างเป็นอย่างดี โดยให้ประคบกระเป๋าน้ำร้อน 10-15 นาที วันละ 2 ครั้ง

ประเมินว่าต้องไปหาหมอหรือเปล่า. ส่วนใหญ่ข้อเท้าปวดเมื่อยได้เวลาใช้งานหนัก อย่างการเดินหรือวิ่งมากไป แต่ทั้งนี้อาการปวดบวมหรือเจ็บปวดที่ข้อเท้าก็อาจมีสาเหตุมาจากโรคอื่นๆ ได้ ถ้าคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ให้รีบไปหาหมอทันที[2]

  • คุณตั้งครรภ์นานกว่า 20 สัปดาห์ แล้วอยู่ๆ ข้อเท้าบวมจนน่ากลัว อาการแบบนี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) หรือความดันสูง ซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยด่วน
  • ปวดข้อเท้าแค่ข้างเดียวทั้งๆ ที่ใช้ 2 ข้างเท่ากัน แสดงว่าข้อเท้าข้างนั้นอาจมีอะไรผิดปกติ ไม่ใช่ปวดเมื่อยเพราะใช้มากไปแล้ว
  • ปวดไม่ยอมหายหรือปวดหนักกว่าเดิม
  • อาการปวดเมื่อยข้อเท้าและเจ็บเท้าอาจเป็นผลข้างเคียงจากยาที่คุณใช้อยู่ก็ได้
  • อาการปวดเมื่อยข้อเท้าและเจ็บเท้าอาจเป็นสัญญาณบอกโรคอื่นที่ร้ายแรงกว่า รวมถึงโรคเบาหวานด้วย
  • คุณอาจต้องใช้ไม้ค้ำยันก่อนจนกว่าจะกลับมาเดินได้ตามปกติ

3.บริหารข้อเท้า เหมาะสำหรับคนที่ปวดข้อเท้าเรื้อรัง รวมถึงคนที่ต้องการทำให้ข้อเท้าของตัวเองมีความแข็งแรงขึ้น โดยท่าที่ 1 ให้นั่งห้อยขาข้างเตียง กระดกข้อเท้าขึ้น–ลง 10-20 ครั้ง ทำซ้ำ 2-3 เซ็ต ท่าที่ 2 ให้บิดเท้าออกด้านนอก วนไปเรื่อยๆ 10-20 ครั้ง แล้ววนกลับ 10-20 ครั้ง ทำ 2-3 เซ็ตต่อวัน
4.พบแพทย์หากปวดข้อเท้ามาก หากลองมากหลายวิธีแล้วอาการปวดข้อเท้ายังไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากอาการบาดเจ็บมีหลายระดับ ได้แก่ 1) การบาดเจ็บภายในเส้นเอ็น แบบไม่มีการฉีกขาดให้เห็น 2) มีการฉีกขาดบางส่วนของเส้นเอ็น และ 3) มีการฉีกขาดแบบสมบูรณ์ ทั้งนี้ แพทย์จะวินิจฉัยและรักษาตามอาการ
กระนั้นก็ตาม สิ่งสำคัญคือมีอาการปวดข้อเท้าคือ ควรหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้ามีส้น เนื่องจากทำให้เกิดการแพลงซ้ำได้ง่ายกว่า เลือกรองเท้าที่มีความกว้างของส้น จะช่วยทำให้ข้อเท้ามั่นคงมากขึ้น หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อข้อเท้า เพื่อลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ รอให้กล้ามเนื้อข้อเท้าหายดีก่อนที่จะกลับไปเล่นกีฬาซ้ำอีก และหากไปพบแพทย์ก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งคัด เพียงแค่นี้อาการปวดข้อเท้าก็จะหายไปในเร็ววัน

 

รักษาด้วยวิธี RICE. วิธี RICE หมายถึง Rest (พักเท้า), Ice (ประคบเย็น), Compression (ใช้ผ้ารัด), Elevation (ยกเท้าสูง) ถือเป็นวิธีมาตรฐานในการรักษาบรรเทาอาการข้อที่ปวดหรืออักเสบ

  • ต้องพักข้อเท้าแล้วใช้ไม้ค้ำยันถ้าคุณลงน้ำหนักที่เท้าไม่ได้
  • ใช้น้ำแข็งประคบข้อเพื่อลดบวม แนะนำให้ประคบ 15 – 20 นาทีทุก 2 – 3 ชั่วโมง ภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่เป็น หรือจนกว่าจะหายบวม ให้คุณประคบด้วยถุงน้ำแข็ง เจลแพ็ค ถุงถั่วแช่แข็ง เนื้อแช่แข็ง หรืออะไรก็ได้ที่เย็นๆ ข้อควรระวังคืออย่าประคบน้ำแข็งแช่ไว้ที่จุดเดียวนานเกิน 30 นาที เพราะบริเวณนั้นอาจเสียหายถาวรได้ ให้ห่อน้ำแข็งด้วยผ้าจะดีกว่า แต่ก็จะลดความเย็น อาจบรรเทาอาการได้ช้าลง หลังปวดข้อเท้าถ้ายิ่งประคบเร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งหายเร็วเท่านั้น
  • ใช้ผ้ายืดรัดข้อเท้าเพื่อลดอักเสบลดบวม
  • ยกข้อเท้าสูงกว่าหัวใจ จะได้ระบายน้ำเหลืองและเลือดไหลเวียนกลับไปที่หัวใจมากขึ้น[3]
  • กินยา NSAIDS ลดอาการอักเสบ
  • ลองประคบร้อน. หาอะไรอุ่นๆ มาพันประคบที่ข้อเท้าวันละ 10 – 15 นาที เลือดจะได้ไหลเวียนดีขึ้น ช่วยลดอาการข้อยึด แถมความร้อนยังช่วยคลายกล้ามเนื้อให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น[4]
    • จะใช้ถุงร้อน ขวดใส่น้ำอุ่น ผ้าชุบน้ำอุ่น หรือผ้าห่มไฟฟ้าก็ได้
    • แต่ต้องระวังอย่าให้ร้อนจัดเกินไป เพราะเดี๋ยวผิวจะไหม้หรือระคายเคือง แถมยังเป็นอันตรายกับกล้ามเนื้อตรงข้อเท้าที่บอบช้ำอยู่แล้วด้วย
    • ให้ใช้ผ้าห่อวัตถุนั้นก่อนนำมาประคบร้อนจะปลอดภัยกว่า แถมคุณยังปรับได้ง่ายๆ ว่าจะให้ร้อนแค่ไหน

 

ปวดข้อเท้าและเท้า มีสาเหตุและอาการ ดังนี้

1.ข้อเท้าพลิก หรือแพลง เป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกครั้งที่เราทำกิจกรรมต่างๆ โดยสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย พบมากในหมู่นักกีฬา หรือแม้แต่การใส่รองเท้าส้นสูง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการข้อเท้าพลิกได้ทั้งสิ้น

สาเหตุ ที่เท้าพลิกหรือแพลงนั้น เนื่องจากเอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้าได้รับการฉีกขาด อาจจะเป็นเพียงบางส่วนหรือทั้งเส้น ทำให้ข้อเท้าไม่มั่นคง

อาการ  มีอาการบวมและปวดบริเวณข้อเท้า เป็นรอยเขียวๆ รอบข้อเนื่องจากการฉีกขาดของเส้นเลือด

การปฐมพยาบาล  ประคบน้ำแข็งบริเวณข้อเท้าทันทีที่ได้รับอุบัติเหตุเพื่อช่วยลดอาการอักเสบ อย่านวดหรือรักษาด้วยวิธีการอื่นหากยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

การรักษา   แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่มีอาการปวด อาจมีการตรวจทางรังสีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกระดูกหัก อาการนี้ใช้เวลารักษาประมาณ 6-8 สัปดาห์ แต่ภาวะบวมจะหายก่อน

โดยส่วนใหญ่แพทย์จะให้พักเท้ามากที่สุด โดยอาจจะใส่เฝือก ใช้ผ้าพันเพื่อลดอาการบวม หรือใช้ไม้เท้าช่วยพยุงน้ำหนัก เมื่ออาการดีขึ้นให้เริ่มต้นบริหารโดยการขยับข้อเท้าทุกทิศทาง เช่น หมุนเข้าเท้า กระดกเท้า เหยียดเท้า บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเท้าโดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ใช้กระดกเท้า ข้อสำคัญของการบริหารต้องไม่ทำให้เกิดการเจ็บของข้อ

2.เอ็นร้อยหวายอักเสบ มักจะเกิดกับกีฬาที่ต้องใช้กล้ามเนื้อน่องมากเช่น บาสเกตบอล กระโดดสูงจะมีอาการปวดบริเวณเอ็นร้อยหวาย

อาการ   จะมีอาการปวดที่เอ็นร้อยหวายระหว่างการออกกำลังกาย และจะปวดมากขึ้นเมื่อหยุดออกกำลังกาย เมื่อกดบริเวณเอ็นร้อยหวายจะเกิดอาการปวด หรือเมื่อตรวจรองเท้าจะพบรอยสึกที่ผิดปกติ 

การปฐมพยาบาล   ผู้ที่มีอาการปวดบริเวณเอ็นร้อยหวาย กดเจ็บ เอ็นบวม ต้องหยุดออกกำลังโดยทันที ช่วงที่ปวดใหม่ๆ ให้ประคบด้วยน้ำแข็ง 20 นาทีทุก 4 ชั่วโมง ใส่รองเท้าที่หนุนส้นให้สูงขึ้นเพื่อลดแรงกดดันที่เอ็นร้อยหวาย ใช้ผ้าพัน ให้ยกเท้าสูง อย่าใส่รองเท้าพื้นราบและไม่ควรเดินเท้าเปล่า

การป้องกัน   ใส่รองเท้าที่เหมาะสม ไม่ใส่ส้นสูง สำหรับผู้ที่จะออกกำลังกายให้มีการอบอุ่นร่างกาย และการยืดเส้นก่อนเสมอ

3.เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ เนื่องจากการออกกำลังที่ไม่ถูกต้องผู้ป่วยจะมีอาการปวดฝ่าเท้าในตอนเช้า

อาการ เริ่มต้นด้วยอาการปวดฝ่าเท้าเล็กน้อย แรกๆ จะปวดหลังออกกำลังกาย ต่อมาจะปวดเวลาเดินหลังจากตื่นนอน เมื่อเดินไปสักพักอาการปวดจะดีขึ้น ในการตรวจร่างกายพบว่า ถ้ากดบริเวณกระดูกส้นเท้าจะทำให้เกิดอาการปวด หากไม่รักษาอาจจะทำให้เกิดโรคข้อเท้า เข่าหรือหลังเนื่องจากทำให้การเดินผิดปกติ

การรักษา เมื่อมีอาการปวดให้พักการใช้งานหนัก ให้ลดน้ำหนักจนอาการปวดดีขึ้น ประคบน้ำแข็งครั้งละ 20 นาทีวันละ 3 ครั้งเพื่อลดอาการอักเสบ ใส่รองเท้าที่มีแผ่นรองรับการกระแทก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นใน  2-3 เดือน

การป้องกันการได้รับบาดเจ็บบริเวณเท้าและข้อเท้า  พยายามอบอุ่นร่างกายก่อนการออกกำลังกายทุกครั้ง สังเกตร่างกายตนเองหากมีอาการปวดข้อเท้าหรือปวดฝ่าเท้าให้หยุดวิ่ง จัดหาเครื่องป้องกันมาใส่ให้เหมาะสมกับกีฬา เลือกรองเท้าและถุงเท้าอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม นอกจากเหนือจากสาเหตุดังกล่าวมาข้างต้น อาการปวดข้อเท้าอาจเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุมากๆ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของกระดูก โดยเฉพาะคนที่ขาดแคลเซียมมาตั้งแต่วัยเด็กและวัยรุ่น เมื่อแก่ตัวจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคกระดูกได้ง่าย

 

“คนอ้วนหรือน้ำหนักเกินเกณฑ์มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดอาการปวดข้อเท้า”

7 วิธีเรียนรู้ การป้องกันการได้รับบาดเจ็บ

  • ให้มีการอบอุ่นร่างกายก่อนการออกกำลังกาย
  • ต้องมีแผนการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
  • ให้มีการยืดกล้ามเนื้อทุกวัน
  • สังเกตร่างกายหากมีอาการปวดข้อเท้าหรือปวดฝ่าเท้าให้หยุดวิ่ง
  • การออกกำลังกายแต่ครั้งควรใส่เครื่องป้องกันอย่างเหมาะสมกับกีฬา
  • เลือกรองเท้าและถุงเท้าอย่างเหมาะสม

 

ปวดข้อเท้า
ปวดข้อเท้า

 

https://halsat.com

เรื่องล่าสุด

เรื่องที่น่่าสนใจ