ผิวหนังอักเสบ ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและการรักษาโรคผิวหนัง (Dermatitis) 15 ข้อ

Share This:

ผิวหนังอักเสบ

ผิวหนังอักเสบ  เป็นภาวะอักเสบของผิวหนังที่เกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุและหลายรูปแบบ ส่วนมากมักมีผื่นคัน บวม หรือแดงตามผิวหนัง นอกจากนี้ บางชนิดอาจเกิดเป็นแผลพุพอง มีน้ำหนอง หรือตกสะเก็ดร่วมด้วย โดยภาวะผิวหนังอักเสบที่พบบ่อย ได้แก่ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคเซบเดิร์ม และผื่นระคายสัมผัส อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้จะไม่ติดต่อสู่ผู้อื่น แต่อาจทำให้รู้สึกคันหรือระคายเคือง และเสียความมั่นใจเพราะลักษณะผิวหนังที่ผิดปกติได้

ภาวะผิวหนังอักเสบแต่ละชนิดเกิดขึ้นตามบริเวณร่างกายที่แตกต่างกันไป อาจทำให้มีอาการและลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อย โรคผิวหนังอักเสบบางชนิดพบได้ทั่วไป โดยสังเกตอาการ ดังนี้

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) มักเริ่มเป็นตั้งแต่อยู่ในวัยทารก ก่อให้เกิดผื่นคันและแดงตามผิวหนัง และมักจะขึ้นบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา และลำคอด้านหน้า เมื่อเกามาก ๆ อาจมีหนองไหลหรือเกิดเป็นสะเก็ดหนองตามมา ซึ่งผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้อาจมีอาการดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่ก็อาจกลับไปเป็นอีกได้เรื่อย ๆ

ผื่นระคายสัมผัส (Contact Dermatitis) เป็นผื่นที่เกิดขึ้นตามผิวหนังบริเวณที่สัมผัสโดนสารก่อความระคายเคืองหรือสารก่อภูมิแพ้ เช่น สารเคมีในชีวิตประจำวัน ได้แก่ สบู่ ผงซักฟอก หรือน้ำยาซักล้างต่าง ๆ เป็นเวลานานและบ่อยครั้ง บางคนอาจเกิดจากการสัมผัสดอกไม้ พืชผักบางชนิด หรือสาเหตุอื่น ๆ เช่น ยางสังเคราะห์ โลหะ สีย้อมผม สารแต่งกลิ่นต่าง ๆ เป็นต้น โดยผื่นแดงที่เกิดขึ้นอาจทำให้รู้สึกแสบร้อน ปวดแสบ คัน หรือเกิดแผลพุพองได้

โรคเซบเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) เป็นโรคที่ทำให้ผิวหนังเป็นแผ่นตกสะเก็ดและมีอาการแดง หากเป็นที่ศีรษะจะเกิดเป็นรังแคเรื้อรัง โดยมักเป็นตามผิวหนังที่มีความมัน เช่น ใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณเปลือกตาและจมูก หน้าอกส่วนบน และหลัง ส่วนในทารกมักพบมีสะเก็ดหรือแผ่นหนา ๆ บนหนังศีรษะ รวมทั้งอาจพบได้ที่เปลือกตา ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ เป็นเวลานาน

ผิวหนังอักเสบ
ผิวหนังอักเสบ

ผิวหนังอักเสบ โรคแพ้ผื่นคันผิวหนังอักเสบ Eczema เป็นการอักเสบของผิวหนังซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายประการทั้งจากภายในร่างกาย และภายนอกร่างกาย ทำให้มีการอักเสบที่ผิวหนังชั้นนอก ผิวหนังจะมีผื่น บวมแดง มีตุ่มน้ำใส หรือน้ำเหลืองเยิ้ม และมีสะเก็ด และมีอาการคันเป็นอาการสำคัญ เรียกว่าเป็นการอักเสบระยะเฉียบพลัน หากไม่รักษาปล่อยไว้เรื้อรังจะพบว่าผื่นประกอบไปด้วยตุ่มแดง papule มีขุย รอยเกาเป็นทางผิวหนาตัวขึ้น

 

โรคผิวหนังอักเสบติดเชื้อ มีอะไรบ้าง แล้วเกิดจากอะไร รักษาได้ไหม ลองรู้จักอาการเหล่านี้ให้มากขึ้น

ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อส่วนนอกสุดของร่างกายที่ห่อหุ้มโครงสร้างและอวัยวะทุกอย่างไว้ ซึ่งในแต่ละบริเวณจะมีความหนา-บางแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ต้องรองรับ และถูกเสียดสี ผิวหนังของเราแบ่งเป็น 2 ชั้นใหญ่ ๆ คือ

1. ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เป็นชั้นที่อยู่บนสุด บางและหลุดลอกออกไปได้ง่าย หรือที่เรียกว่าขี้ไคลนั่นเอง ในชั้นนี้จะไม่มีเลือดและเส้นประสาทหล่อเลี้ยงครับ แต่มีเซลล์ที่ชื่อ เมลาโนไซด์ (Melanocyte) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ที่ทำให้แต่ละคนมีสีผิวที่แตกต่างกันออกไป

2. ชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นชั้นที่อยู่ลึกถัดจากชั้นหนังกำพร้าลงมา มีความหนากว่าชั้นแรกมาก เป็นที่อยู่ของเซลล์ ต่อม หลอดเลือด และระบบประสาทที่มาหล่อเลี้ยง

หน้าที่ของผิวหนังนอกจากปกป้องอวัยวะภายในไม่ได้ได้รับอันตรายแล้ว ยังมีความสำคัญในการรักษาระดับอุณหภูมิร่างกาย ขับของเสียออกทางเหงื่อ รับความรู้สึกสัมผัสต่าง ๆ ทั้งยังมีส่วนช่วยในการสร้างวิตามินดี และป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายอีกด้วย

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผิวหนังของเรามีได้หลายอย่างครับ สำหรับวันนี้จะกล่าวถึงโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นกับระบบผิวหนัง ซึ่งมีด้วยกันหลายโรคตามตำแหน่งที่เกิดการติดเชื้อ โดยเชื้อที่ก่อโรคมี 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ แบคทีเรีย รา และไวรัส

 

การรักษา

ระยะเฉียบพลัน
ทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างแผลหรือน้ำเกลือที่บริเวณตุ่มหนอง หรือแผลผุพองมีน้ำเหลือง โดยใช้ผ้าพันแผล หรือผ้าขาวบางพันประมาณ 3-4 ชั้น ชุบน้ำยาประคบผื่นไว้ 20 นาที วันละ 2 ครั้ง หลังการชะล้างซับให้แห้ง เมื่อผื่นพุพองแห้งแล้วให้หยุดประคบ มิฉะนั้นจะทำให้ผิวแห้งและตึงเกินไป เมื่อแห้งดีแล้วให้ทาครีมหรือขี้ผึ้งคอร์ติโคสเตียรอยด์จนกว่าจะหายดี
ระยะเรื้อรัง
  • ล้างน้ำฟอกสบู่บริเวณตุ่มให้สะอาดก่อนทายา ใช้ครีมหรือขี้ผึ้งคอร์ติโคสเตียรอยด์ โคลทารหรือกรดซาลิซิลิก
  • ในรายที่เป็นมานานจนผิวหนาหรือเป็นตุ่มแข็ง แพทย์อาจใช้วิธีฉีดยาบริเวณที่เป็นเพื่อช่วยให้หายเร็วขึ้น
  • กรณีจำเป็นแพทย์จะให้รับประทานยา เช่น มีอาการอักเสบรุนแรงอาจให้รับประทานคอร์ติโคสเตียรอยด์ หรือถ้ามีการติดเชื้อให้รับประทานยาปฏิชีวนะ

ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดตุ่มใส (Dyshidrotic Eczema) เป็นอีกโรคผิวหนังอักเสบที่พบได้บ่อย แต่เป็นโรคที่คนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจทางการแพทย์อยู่น้อยมาก โดยทั่วไปมักส่งผลต่อบริเวณมือ บางครั้งเกิดขึ้นที่เท้า ทำให้มีผื่นคันร่วมกับตุ่มใสพุพองเม็ดเล็ก ๆ ตามง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า ฝ่ามือ หรือฝ่าเท้า

ผื่นผิวหนังอักเสบที่ข้อเท้า (Stasis Dermatitis) มักทำให้เกิดอาการบวม ผิวหนังตกสะเก็ดบริเวณขาส่วนล่าง บางครั้งมีแผลเปื่อยหรือแผลเปิดด้านในของขาส่วนล่างและรอบ ๆ ข้อเท้า พบในผู้ป่วยที่มีการไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดดำในขาไม่ดี

ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง (Lichen Simplex Chronicus) เป็นภาวะที่ส่งผลให้ผิวหนังหนาขึ้น มักพบบริเวณคางและคอ

โรคผื่นผิวหนังรูปเหรียญบาท (Nummular Eczema) มักพบในผู้ที่มีผิวแห้งหรืออาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศแห้ง มักปรากฏเป็นแผ่นผิวหนังที่มีความหนาและแดง ลักษณะกลม ๆ คล้ายเหรียญบาท ร่วมกับอาการคัน ผิวเป็นขุยหรือมีสะเก็ดหนอง ซึ่งจะพบได้บ่อยตามขาส่วนล่าง รวมถึงตามแขน มือ ลำตัว

โรคผื่นผิวแห้ง (Xerotic Eczema) เป็นโรคที่จะส่งผลให้ผิวแตกแห้งและมีน้ำหนองไหลออกมาเมื่อผิวแห้งมากจนเกินไป

ทั้งนี้ ผู้ที่มีสัญญาณหรืออาการของผิวหนังอักเสบในลักษณะต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

  • รู้สึกเจ็บที่ผิวหนัง หรือมีอาการคันรบกวนจนทำให้นอนไม่หลับหรือเกิดปัญหาในการทำกิจวัตรประจำวัน
  • เมื่อลองรักษาด้วยยาที่หาซื้อได้เอง เช่น ครีมไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) แล้วยังไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งอาจบ่งบอกว่าผู้ป่วยควรได้รับการรักษาด้วยยาที่รุนแรงกว่านี้
  • เกิดตุ่มหนองบนแผ่นผิวหนังที่มีอาการอักเสบ อาจแสดงถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย และควรต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
  • บริเวณที่เกิดการอักเสบของผิวหนังมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ ทำให้รู้สึกเจ็บอยู่จำนวนมาก โดยอาจเป็นการติดเชื้อเริมที่เกิดในผู้ป่วยโรคผิวหนัง ซึ่งแม้จะพบได้ไม่บ่อย แต่ก็สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้จากการติดเชื้อไวรัสโรคเริมนี้
  • ระหว่างที่เกิดภาวะผิวหนังอักเสบมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคผิวหนังติดเชื้อจากไวรัส เช่น เริมที่ปาก หรือเริมที่อวัยวะเพศ เนื่องจากการมีภาวะผิวหนังอักเสบอยู่แล้วจะยิ่งเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคเริม

 

ผิวหนังอักเสบ
ผิวหนังอักเสบ

 

การวินิจฉัยภาวะผิวหนังอักเสบ

แพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะผิวหนังอักเสบได้โดยใช้เพียงตาเปล่าตรวจดู ประกอบกับการสอบถามอาการของผู้ป่วย แต่บางครั้งอาจเก็บตัวอย่างผิวหนังส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือใช้การทดสอบอื่น ๆ เพื่อแยกสาเหตุจากโรคผิวหนังชนิดอื่นออกไป

นอกจากนี้ เนื่องจากผู้ป่วยภาวะนี้ส่วนใหญ่จะมีอาการของโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย ผู้ป่วยอาจได้รับการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง เพื่อดูว่าอาการแพ้นั้นเกิดจากสารก่อความระคายเคืองหรือสารกระตุ้นชนิดใด ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นเด็กส่วนใหญ่อาจมีแนวโน้มต้องรับการทดสอบภูมิแพ้

การรักษาผิวหนังอักเสบ

การรักษาด้วยตนเอง

การรักษาภาวะนี้จะมุ่งเน้นที่การป้องกันและบรรเทาอาการคันให้ทุเลาลง เนื่องจากภาวะผิวหนังอักเสบนั้นส่งผลให้ผิวแห้งและคัน เมื่อเกามาก ๆ จึงอาจเกิดเป็นแผลและนำไปสู่การติดเชื้อที่ผิวหนัง เบื้องต้นสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นและบรรเทาอาการอักเสบของผิวหนังด้วยตนเอง ดังนี้

  • ใช้แผ่นประคบเย็นชนิดเปียก เพื่อช่วยให้ความรู้สึกเจ็บหรือระคายเคืองที่ผิวหนังลดน้อยลง
  • หลีกเลี่ยงการถูหรือครูดเกาบริเวณที่มีอาการคัน ผู้ป่วยควรสวมเสื้อผ้าที่สามารถปกปิดบริเวณที่คัน เพื่อป้องกันการเกิดรอยถลอกจากการเกาอย่างแรง ทั้งยังควรตัดเล็บและสวมถุงมือขณะนอน
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย เพราะพื้นผิวที่เรียบนุ่มของผ้าฝ้ายจะช่วยป้องกันการระคายเคืองของผิวหนังบริเวณที่อักเสบ
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่อ่อนโยนและไม่มีกลิ่น ป้องกันการระคายเคืองของผิวเมื่อสัมผัสกับผ้าที่มีสารเคมีเข้มข้น รวมทั้งหลีกเลี่ยงสบู่และน้ำยาซักล้างใด ๆ ที่อาจก่อความระคายเคืองต่อผิวหนัง
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเป็นประจำด้วยมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่เป็นครีมหรือขี้ผึ้งที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพื่อสร้างชั้นปกป้องการสูญเสียความชุ่มชื้น ลดความรุนแรงของอาการผื่นแพ้ ทั้งนี้สำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงยังอาจใช้การทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์เป็นการรักษาหลัก
  • หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคผื่นแพ้สัมผัสที่ควรปกป้องผิวหนังของตนเองจากการสัมผัสสารที่จะก่อให้เกิดผื่นระคายเคืองเป็นพิเศษ
  • อาบน้ำคลอรีน โดยใช้ผงคลอรีลีน ½ ถ้วย (ประมาณ 120 มิลลิลิตร) ผสมกับน้ำอุ่น 150 ลิตรในอ่างอาบน้ำ วิธีนี้อาจช่วยลดแบคทีเรียบนผิวหนังของผู้ป่วยภาวะผิวอักเสบรุนแรงจากโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้
  • รู้จักจัดการกับความเครียด เช่น หากิจกรรมเพื่อผ่อนคลาย หรือออกกำลังกาย เพราะความเครียดอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยของการเกิดผิวหนังอักเสบบางชนิด

การใช้ยารักษา

นอกจากการดูแลรักษาด้วยตนเอง แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ยาใด ๆ ต่อไปนี้ร่วมด้วย

  • ยาไฮโดรคอร์ติโซน เป็นยาชนิดครีมหรือขี้ผึ้งที่อาจช่วยรักษาภาวะผิวหนังอักเสบชนิดไม่รุนแรง แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจต้องใช้ยาที่สั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น
  • ใช้ยาต้านอักเสบหรือผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการคันตามร้านขายยา เช่น ครีมไฮโดรคอร์ติโซน ที่อาจช่วยบรรเทาอาการอักเสบและคันของผิวหนังได้ชั่วคราว
  • ยาแก้แพ้ เช่น ยาไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการแพ้และอาการคันรุนแรง มีขายตามร้านขายยาทั่วไป แต่ควรเลือกใช้อย่างระมัดระวัง เพราะยาแก้แพ้บางชนิดอาจทำให้มีอาการง่วงซึมได้
  • คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) มีทั้งชนิดครีมและขี้ผึ้ง หรือชนิดรับประทาน เพื่อบรรเทาอาการบวมและคัน โดยแพทย์อาจสั่งจ่ายยาชนิดนี้ในกรณีที่วิธีการรักษาอื่น ๆ ใช้ไม่ได้ผล
  • การรักษาด้วยแสง เป็นการใช้รังสีอัลตราไวโอเลตช่วยรักษาผื่นผิวหนัง มักนำมารักษาผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับผิวหนังที่มีความรุนแรง
  • ยากดภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีทั้งยารับประทาน และครีมสำหรับทา โดยเป็นยาช่วยรับมือกับการอักเสบของผิวหนังและลดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอาการคันและแดงบนผิวหนัง ใช้เมื่อการรักษาชนิดอื่นไม่ได้ผล แต่ควรใช้เพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น และไม่ควรใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
  • อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะสำหรับรักษาอาการติดเชื้อที่ผิวหนังจากการเกาจนเกิดแผลติดเชื้อ
  • มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ชนิดเข้มข้น แพทย์อาจสั่งจ่ายมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ชนิดพิเศษ เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงสุขภาพผิวหนัง
  • บางครั้งแพทย์ยังอาจแนะนำให้ใช้แผ่นประคบเย็นวางไว้บนผิวก่อนทาครีมคอร์ติโคสเตียรอยด์ เพื่อให้ยาสามารถซึมผ่านผิวหนังได้ง่ายขึ้นด้วย

 

การป้องกันและการปฏิบัติตน

  • สำหรับรายที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติของแต่ละคนโดยไม่เกี่ยวข้องกับสาเหตุภายนอก ควรดูแลสุขภาพของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้เพิ่มภูมิต้านทานโรค ด้วยการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ พักผ่อนเพียงพอจิตใจสดชื่น ไม่ดื่มของมึนเมา หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้โรคกำเริบ
  • รายที่เกิดจากการแพ้สารที่สัมผัส ควรหลีกเลี่ยงและป้องกันสาเหตุ เนื่องจากถ้ายังสัมผัสกับสารที่เป็นต้นเหตุอยู่เสมอโรคจะไม่หายขาด เพื่อความชัดเจนว่าแพ้สารชนิดใดอาจให้แพทย์ทำการทดสอบผิวหนัง ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสได้ ให้ใช้เครื่องป้องกัน เช่น ถุงมือยาง ผ้ากันเปื้อน รองเท้าบู้ท ครีมป้องกันผิว เป็นต้น

ผิวของทารกแรกคลอดจะเป็นผิวที่บริสุทธิ์ไม่มีเชื้อโรค ต่อมาก็จะมีเชื้อโรคมาอาศัยบนผิวเชื้อนี้ไม่ก่อให้เกิดโรค ผิวหนังแต่ละก็ส่วนก็เชื้อโรคไม่เหมือนกัน หากมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมก็อาจจะทำให้เกิดโรค เช่น หากเชื้อมีการเจริญมากไป หรือมีความอับชื้น หรือมีการเสียดสีของผิวหนัง หรือมีแผล หรือร่างกายเราอ่อนแอ สาเหตุต่างๆดังกล่าวจะทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง หากการรักษาล่าช้าก็อาจจะทำให้เสียชีวิต

ผิวหนังอักเสบ
ผิวหนังอักเสบ

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะผิวหนังอักเสบ

อาการคันอย่างรุนแรงจากภาวะผิวหนังอักเสบอาจรบกวนการนอนหลับ ทำให้พักผ่อนได้ไม่เพียงพอ จนส่งผลให้รู้สึกง่วงหรืออ่อนเพลียในระหว่างวัน นอกจากนี้การอักเสบของผิวหนังยังอาจทำให้เกิดแผลเปิด ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคมีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อราตามมา

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังซึ่งเป็นภาวะผิวหนังอักเสบชนิดที่พบบ่อยที่สุด เป็นกลุ่มที่มักพบว่ามีแบคทีเรียสแตฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus) และแบคทีเรียสเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus) ซึ่งก็มีหลายรายที่เกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรียเหล่านี้จนทำให้อาการของโรคแย่ลงกว่าเดิม รวมทั้งการติดเชื้อไวรัสโรคเริมที่สามารถแทรกตัวผ่านผิวหนังที่เกิดการเสียหาย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดแผลพุพองและกลายเป็นแผลตามมาด้วยการติดเชื้อ ร่วมกับมีไข้ อ่อนเพลีย และรู้สึกไม่สบายได้

ในด้านสังคม ภาวะผิวหนังอักเสบอาจทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่เป็นเกิดความไม่มั่นใจในตนเอง เด็กที่มีผื่นอักเสบบนผิวหนังอย่างเห็นได้ชัดอาจถูกเพื่อนล้อหรือรังเกียจ พลอยทำให้เกิดผลกระทบด้านจิตใจ เช่น กลายเป็นเด็กเงียบขรึมและแยกตัวออกจากเพื่อนฝูง เป็นต้น

การป้องกันภาวะผิวหนังอักเสบ

การบำรุงและดูแลผิวไม่ให้แห้งจนเกินไปอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยป้องกันภาวะผิวหนังอักเสบได้ โดยการลดความแห้งของผิวควรทำหลังจากการอาบน้ำในขณะที่ผิวยังคงมีความชุ่มชื้นอยู่ มีวิธีดังนี้

  • ลดเวลาที่ใช้ในการอาบน้ำให้สั้นลง เพียงครั้งละ 5-10 นาที และควรอาบด้วยน้ำธรรมดา หรือจะใช้น้ำมันผสมลงในอ่างอาบน้ำก็อาจช่วยได้
  • ใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำที่อ่อนโยนต่อผิว เลือกใช้สบู่เด็กหรือสบู่ที่ไม่มีกลิ่น เพราะสบู่ที่มีสารเคมีอาจส่งผลให้ผิวยิ่งแห้ง
  • เช็ดตัวให้แห้งอย่างเบามือหลังจากอาบน้ำเสร็จ อาจเช็ดด้วยผ้าเช็ดตัวที่นุ่มและอ่อนโยนต่อผิว
  • ทาครีมหรือน้ำมันเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหลังจากการอาบน้ำ โดยทดลองใช้หลาย ๆ ผลิตภัณฑ์ เพื่อหาชนิดที่เหมาะกับผิวของตัวเองมากที่สุด เลือกที่มีความปลอดภัยและคิดว่าได้ผล ไม่มีกลิ่น และมีราคาอยู่ในระดับที่สามารถจับจ่ายได้

 

 

ขอบคุณที่มา

pobpad.com
siamhealth.net
wikipedia.org

 

เรื่องล่าสุด

เรื่องที่น่่าสนใจ