มะเร็งผิวหนัง เป็นโรคมะเร็งที่พบได้สูงในคนผิวขาว แต่พบได้เรื่อย ๆไม่ถึงกับบ่อยมาก

Share This:

มะเร็งผิวหนัง

มะเร็งผิวหนัง (Skin cancer หรือ Cutaneous carcinoma) เป็นโรคมะเร็งที่พบได้สูงในคนผิวขาว แต่พบได้เรื่อย ๆ ไม่ถึงกับบ่อยมากในคนไทย (โรคมะเร็งผิวหนังไม่อยู่ใน 10 ลำดับของมะเร็งที่พบบ่อยของทั้งหญิงและชายไทย ซึ่งอาจเป็นเพราะผิวหนังของคนไทยมีเม็ดสีเมลานินที่ช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดด) และพบได้มากขึ้นตามอายุ มักพบได้บ่อยในคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุ (ส่วนมากจะพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป) ทั้งนี้โอกาสเกิดในผู้ชายและผู้หญิงมีใกล้เคียงกัน หรือพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย

ประเทศไทยพบมะเร็งผิวหนังน้อยกว่าประเทศอื่นๆทั้งๆที่เราเป็นเมืองที่มีแสงแดดจัดซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งผิวหนัง อาจเป็นเพราะผิวหนังของคนไทยมีเม็ดสีเมลานินที่ช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดด หรือเป็นจากเราไม่ได้ให้ความสำคัญ และละเลยในการค้นหาเฝ้าระวัง โรคนี้เนื่องจากเห็นว่าเป็นที่ผิวหนังไม่อันตรายก็เป็นได้

มะเร็งผิวหนังคือเนื้อร้ายที่เกิดบนผิวหนังและเยื่อบุ  เนื่องจากความผิดปกติของการเจริญเติบโต และการแบ่งเซลล์ของผิวหนังและเยื่อบุ มะเร็งผิวหนังมีหลายชนิด ที่พบบ่อย ได้แก่

  • มะเร็งผิวหนังชนิดสเควมัสเซลล์ Squamous cell carcinoma,
  • ชนิดเบเซลเซลล์ Basal cell carcinoma
  • เมลาโนมา malignant melanoma พบไม่บ่อย แต่มีความร้ายแรง เพราะสามารถกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็วคือ มะเร็งของเซลล์เม็ดสี

มะเร็งผิวหนังอาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้นช้าๆ และลุกลามเฉพาะที่ หรืออาจจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้ด้วย เช่นต่อมน้ำเหลือง ส่วนมากจะพบในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี และพบในชายมากกว่าหญิง

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง

      1.  แสงอัลตราไวโอเลต (UVA,UVB) พวกที่ต้องทำงานกลางแดด เล่นกีฬากลางแจ้ง ชอบอาบแดด จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง
      2.  เชื้อชาติ คนผิวขาว ผมสีบลอนด์ ผิวไหม้แดดง่าย มีโอกาสเสี่ยงสูง เพราะมีเม็ดสีที่ผิวหนังน้อย ความสามารถในการป้องกันเซลล์ผิวหนังจากแสงอัลตราไวโอเลตจึงน้อยกว่าคนผิวคล้ำ คนที่เป็นโรคผิวหนัง Albinism ซึ่งมีความผิดปกติของการสร้างเม็ดสี จะพบมะเร็งผิวหนังได้บ่อย
      3.  การได้รับสารเคมีก่อมะเร็ง เช่น สารหนูที่ปนอยู่ในน้ำ ยาหม้อ ยาไทย ยาจีน ยาลูกกลอน
      4.  แผลเป็นจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลจากผื่นผิวหนังบางโรค เช่น DLE
      5.  มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง
      6.  เชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HPV ที่ทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ
      7.  ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายไต
      8.  ผิวหนังในบริเวณที่เคยได้รังสีรักษา
      9.  คนที่สูบบุหรี่นานๆ จะเกิดมะเร็งในช่องปากได้

การป้องกันและรักษา

มะเร็งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นที่อวัยวะใด ถ้าสามารถตรวจพบตั้งแต่แรก และกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติออกได้หมด ก็สามารถหายขาดได้ มะเร็งผิวหนังมีข้อเด่นคือ ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก เราสามารถมองเห็นได้ จึงทำให้สามารถตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มแรกได้รวดเร็ว และยังติดตามการรักษาได้ง่าย

การรักษามีหลายวิธี ขึ้นกับชนิด ตำแหน่ง และการลุกลามของโรค โดยทั่วไปมักใช้วิธีผ่าตัดเอามะเร็งผิวหนังออกให้หมด หลายครั้งที่มะเร็งเกิดบนใบหน้า ในบริเวณที่อาจมีการผิดรูปจากการผ่าตัดได้ ปัจจุบันมีวิธีผ่าตัดโดยวิธีที่เรียก Mohs micrographic surgery แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อและส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ในคราวเดียวกัน เพื่อตรวจดูว่าได้ตัดมะเร็งออกได้หมด หากยังมีหลงเหลือ ก็จะกลับมาผ่าตัดซ้ำจนหมด จึงจะเย็บปิดแผล วิธีนี้จะทำให้สามารถตัดมะเร็งออกได้หมดในคราวเดียว โดยไม่ตัดเนื้อดีออกมากเกินจำเป็น แต่ในบางครั้ง มะเร็งถูกทิ้งไว้จนมีขนาดใหญ่เกินที่จะตัดออกได้หมด อาจรักษาโดยการใช้รังสีรักษา หรือถ้ามีการแพร่กระจาย จะต้องให้เคมีบำบัดร่วมด้วย

มะเร็งผิวหนังสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าได้รับการวินิจฉัย และรักษาตั้งแต่เริ่มแรก ถ้ามีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง ควรพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อตรวจหามะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ในคนทั่วๆ ไปก็ไม่ควรประมาท ระวังอย่าถูกแสงแดดจัด ใช้ครีมกันแดดให้ถูกต้องและเหมาะสม ไม่ควรใช้สารที่ทำให้ผิวขาวหรือทำลายเม็ดสี โดยเฉพาะการฉีดสารกลูต้าไธโอนเข้าเส้นเลือดดำ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของหูด,ไฝ, ปาน หากมีแผลเรื้อรังหรือแผลที่ไม่หายใน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์ สำหรับผู้ที่อยู่ใกล้บริเวณ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ในวันที่ 29 และ 30 พฤศจิกายน 2553 นี้ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังจะจัดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนังไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ขอเชิญไปรับบริการและคำปรึกษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ สาเหตุที่สำคัญคือ

      • แสงแดด โดยเฉพาะผู้ที่เคยผิวไหม้หรือพวกที่นอนอาบแดดผิวสี tan
      • ผู้ที่ได้รับรังสี
      • แผลเป็นจากรอยไหม้ของผิวหนัง
      • ผู้ที่สัมผัสน้ำมัน
      • กรรมพันธุ์
      • การป้องกันที่สำคัญคือการป้องกันการถูกแสงแดด
      • หลีกเลี่ยงแสงแดดช่วง 10.00-15.00 น ซึ่งเป็นช่วงที่มีรังสี UV สูงสุด
      • สวมเสื้อผ้าสีอ่อน เนื้อแน่น หมวกปีกกว้าง 3 นิ้วเมื่อเวลาออกแดด
      • ทาครีมกันแสงแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 15
      • การทาครีมควรทาตั้งแต่ในวัยเด็กเพราะรังที่ประมาณร้อยละ 80 จะได้รับก่อนอายุ 18 ปี

การตรวจมะเร็งผิวหนังแรกเริ่ม

ควรจะต้องเริ่มตรวจร่างกายตัวเอง การรักษามะเร็งผิวหนังที่ดีที่สุดคือการค้นพบตั้งแต่แรกเริ่ม โดยต้องสำรวจร่างตายตัวเองให้ทั่วซึ่งต้องใช้กระจกตั้งและกระจกมือช่วย

SADASDASDA

ยืนหน้ากระจกส่องข้างหน้า ข้างหลัง ด้านข้างซ้ายขวา ยกแขนขึ้น

      • ตรวจแขน รักแร้ มือ หลังมือ ข้อศอก
      • ตรวจต้นขาด้านหน้า ด้านหลัง น่อง หน้าแข็ง เท่ หลังเท้า ซอกนิ้ว
      • ตรวจหลัง คอด้านหน้า ด้านหลัง หนังศีรษะ ไรผม
      • ตรวจหลัง หนังศีรษะ ไรผม

มะเร็งผิวหนังเริ่มแรก

เราเรียก Actinic keratoses คลิกอ่านที่นี่เป็นผื่นเล็กๆมีขุยมักจะพบบริเวณใบหน้า แขน หลังมือโดยเฉพาะบริเวณที่ได้รับแสงมาก หากไม่รักษาก็จะกลายเป็นมะเร็งในภายหลัง

มะเร็งผิวหนังที่พบได้บ่อยคือ

จะทราบได้อย่างไร ว่าไฝที่มีอยู่เป็นมะเร็งหรือไม่

คนที่มีไฝเป็นจำนวนมาก หรือมีไฝขนาดใหญ่ จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งไฝได้สูงกว่าคนที่ไม่มี

โดยปกติแล้วอาการจะดูออกยากเพราะจะเหมือนเป็นไฝทั่วไป แต่เราสามรถวินิจฉัยด้วยตัวเอง โดยสังเกตการเปลี่ยนแปลงง่ายดังนี้

  •  ดูบริเวณไฝที่เป็นว่ามีผื่นหรือก้อนที่โตเร็วกว่าปกติหรือไม่
  • มีสีเปลี่ยน
  • มีแผลเรื้อรังที่ไม่หายและขยายออกหรือไม่
  • พบผื่นที่ใช้ยาทาแล้วไม่หายหรือไม่
  • ตรวจสอบตนเองว่าเคยมีประวัติการใช้ยาหม้อ กินหมากหรือสูบบุหรี่หรือไม่
  • และมีสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งดังกล่าวหรือไม่

ถ้ามีข้อสงสัย ให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัย ซึ่งทำได้โดยการตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่สงสัย ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

ลักษณะที่ทำให้สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง

ไฝที่เป็นอยู่เดิม มีรูปร่างเปลี่ยนไป อาจใช้หลักง่ายๆ คือ ABCD ดังนี้

มะเร็งผิวหนังสามารถพบเกิดได้กับผิวหนังทั่วตัว แต่จะพบได้มากบริเวณที่ถูกแสงแดด โดยเฉพาะบริเวณศีรษะที่พบได้ประมาณ 80-90% และที่ใบหน้าพบได้ประมาณ 65% (ได้แก่ ตา หู จมูก) ส่วนอื่น ๆ ที่พบได้รองลงมา คือ คอ แขน มือ แต่ไม่ว่าจะเกิดที่อวัยวะส่วนใด ถ้าตรวจพบได้ตั้งแต่แรกและกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติออกไปได้หมดก็สามารถหายขาดจากโรคนี้ได้

จุดเด่นของโรคมะเร็งผิวหนัง คือ เราสามารถมองเห็นได้ง่าย ทำให้สังเกตเห็นความผิดปกติได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งการลุกลามก็มักเป็นไปอย่างช้า ๆ ผู้ป่วยจึงมักได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที (ถ้าไม่เป็นคนไร้ความสังเกตเลยทีเดียวหรือเป็นคนประเภทไม่สนใจว่าจะมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเอง) ซึ่งผลการรักษาโดยส่วนใหญ่แล้วจะได้ผลดีและหายขาดถ้าได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เริ่มแรก โดยการรักษาทั่วไปจะเป็นการผ่าตัดเอามะเร็งผิวหนังออกให้หมด แต่ในบางครั้งมะเร็งที่ถูกไว้จนมีขนาดใหญ่เกิดกว่าจะผ่าตัดออกได้หมด อาจต้องรักษาโดยการใช้รังสีรักษา หรือถ้ามะเร็งมีการแพร่กระจายไปส่วนอื่นการรักษาจะต้องให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย

ผิวหนังแบ่งออกเป็น 2 ชั้นใหญ่ คือ ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ที่อยู่นอกสุด และชั้นหนังแท้ (Dermis) ที่อยู่ด้านใน ซึ่งมะเร็งผิวหนังจะเกิดขึ้นในชั้นหนังกำพร้ากับเนื้อเยื่อ 3 ชนิด คือ

  1. Squamous cells เป็นเนื้อเยื่อที่มีลักษณะแบนที่อยู่ส่วนบนสุดของชั้นหนังกำพร้า
  2. Basal cells เป็นเนื้อเยื่อที่มีลักษณะกลมที่อยู่ใต้ Squamous cells
  3. Melanocytes อยู่ในส่วนล่างของชั้นหนังกำพร้า ทำหน้าที่ผลิตสารเมลานินซึ่งเป็นสารสร้างสีผิว

ชนิดของโรคมะเร็งผิวหนัง

โรคมะเร็งผิวหนังมีอยู่หลายชนิด ส่วนใหญ่มักเจริญขึ้นอย่างช้า ๆ และลุกลามเฉพาะที่ แต่มีบางชนิดที่อาจจะแพร่กระจายไปทางกระแสเลือดและต่อมน้ำเหลืองได้ ซึ่งก็พบได้น้อย โดยชนิดที่พบได้บ่อย คือ ชนิดคาร์ซิโนมา (Carcinoma) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ โรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมา และโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ส่วนโรคมะเร็งผิวหนังชนิดอื่น ๆ นั้นพบได้เพียงประปราย ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงโรคมะเร็งผิวหนัง โดยทั่วไปจะหมายถึงโรคมะเร็งผิวหนังทั้ง 2 กลุ่มนี้เท่านั้น ได้แก่

  1. โรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมา (Non melanoma skin cancer) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดกับเนื้อเยื่อบุผิว (Epithelium) ของผิวหนัง ส่วนใหญ่จะเป็นเฉพาะที่ ไม่แพร่กระจาย และลุกลามช้า โอกาสที่จะแพร่กระจายไปส่วนอื่นมีน้อย มะเร็งผิวหนังชนิดนี้ที่พบได้บ่อยจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ
    • ชนิดเบซาลเซลล์ หรือมะเร็งเซลล์หนังกำพร้าชั้นฐาน หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “บีซีซี” (Basal cell carcinoma – BCC) เป็นโรคมะเร็งผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุด จัดเป็นโรคมะเร็งที่มีความรุนแรงต่ำและมักไม่มีการแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ดังนั้นจึงมักไม่เป็นทำให้สาเหตุเสียชีวิต (เพียงแต่จะดูไม่สวยงาม) แต่ก็อาจลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองได้ มะเร็งชนิดนี้มักพบในคนอายุ 40-50 ปีขึ้นไป (อายุน้อยกว่านี้ก็พบได้เช่นกัน) โดยเฉพาะในคนผิวขาว และพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย
    • ชนิดสะความัส หรือมะเร็งเซลล์หนังกำพร้าชั้นตื้น หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “เอสซีซี” (Squamous cell carcinoma – SCC) เป็นโรคมะเร็งผิวหนังที่พบได้บ่อยรองมา แต่จะมีความรุนแรงมากกว่าชนิดเบซาลเซลล์ จัดเป็นโรคมะเร็งที่มีความรุนแรงปานกลาง เพราะสามารถลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองและแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้สูงกว่าชนิดเบซาลเซลล์เมื่อรอยโรคมีขนาดใหญ่ หรือเมื่อเป็นเซลล์มะเร็งที่เซลล์มีการแบ่งตัวสูง ซึ่งเมื่อแพร่กระจายมักจะแพร่กระสายไปสู่ปอด หากพบได้เร็วการรักษาจะหายขาด แต่หากไม่ได้รับการรักษาก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ สามารถพบได้ในคนอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป (อายุน้อยกว่านี้ก็พบได้เช่นกัน) โดยเฉพาะในคนผิวขาว ส่วนผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสเกิดเท่ากัน
  2. โรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา หรือมะเร็งเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanoma หรือ Malignant melanoma) เป็นมะเร็งที่เกิดกับเซลล์สร้างเม็ดสีของผิวหนังที่เรียกว่า “เมลาโนไซต์” (Melanocyte) เป็นชนิดที่พบได้น้อยที่สุดและพบได้ไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงสูง เพราะมีโอกาสแพร่กระจายไปเนื้อเยื่อข้างเคียงและที่อื่น ๆ ได้มากกว่าชนิดแรก โดยโรคจะลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองและแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้สูงและรวดเร็ว ซึ่งเมื่อแพร่กระจายมักจะไปยังปอด กระดูก และสมอง หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ภายใน 1 ปี สามารถพบได้ในเด็กโต (ในคนอายุต่ำกว่า 20 ปี พบมะเร็งชนิดนี้ประมาณ 1% ของมะเร็งชนิดนี้ทั้งหมด) และจะพบได้สูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นจนพบได้สูงสุดในช่วงอายุประมาณ 45-65 ปี ต่อจากนั้นจะพบได้น้อยลง ผู้ชายพบได้สูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย มักพบได้มากในคนที่เคยมีผิวไหม้จากแสงแดด โดยเฉพาะคนผิวขาว

อาการมะเร็งผิวหนัง

IMAGE SOURCE : healthfavo.com

ทั้งนี้ ในสหราชอาณาจักรเมื่อปี ค.ศ.2010 มีผู้ป่วยประมาณ 100,000 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมา และมีจำนวน 12,818 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งผิวหนังจำนวน 2,746 ราย จากชนิดเมลาโนมา 2,203 ราย และจากชนิดไม่ใช่เมลาโนมา 546 ราย ส่วนในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.2008 มีผู้ป่วยจำนวน 59,695 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา และมีผู้ป่วยจำนวน 8,623 รายที่เสียชีวิตจากสาเหตุดังกล่าว

สาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนัง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังทั้ง 2 กลุ่ม แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยง คือ

  • การสัมผัสแสงแดดหรือรังสีอัลตราไวโอตทั้ง UVA และ UVB มากเกินเป็นเวลานานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะแสงแดดจัด ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด เช่น ในผู้ที่เล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ชอบอาบแดด หรือทำงานกลางแดด
  • เชื้อชาติคนผิวขาว ผิวหนังบาง ผมสีบลอนด์หรือแดง ตาสีฟ้า ผิวไหม้แดดง่าย จะมีโอกาสเสี่ยงสูง เพราะมีเม็ดสีที่ผิวหนังน้อย ความสามารถในการป้องกันเซลล์ผิวหนังจากแสงอัลตราไวโอเลตจึงมีน้อยกว่าคนสีผิวคล้ำ
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง
  • การได้รับสารพิษหรือสารเคมีก่อมะเร็งเรื้อรัง เช่น การสัมผัสสารหนูที่ปนอยู่ในน้ำ (เป็นสารพิษที่เมื่อร่างกายได้รับอย่างต่อเนื่องจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บจนอาจกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง หรือเซลล์ถูกทำลายจนเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้) น้ำมันดิน พารัฟฟิน เรเดียม เป็นต้น และยังรวมถึงการกินสารหนูที่ผสมอยู่ในยาจีน ยาไทย ยาหม้อ และยาลูกกลอน
  • ผิวหนังสัมผัสกับรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดไอออนไนซ์ (Ionizing radiation) ในปริมาณสูงเรื้อรัง ซึ่งรังสีชนิดนี้จะทำให้เซลล์เสียหาย บาดเจ็บ และตายจากการแตกตัวของโมเลกุลในเซลล์เป็นประจุบวกและลบ เช่น รังสีเอกซ์ รังสีรักษา (ฉายรังสี) ที่ใช้ในการรักษาโรค
  • การอักเสบหรือการบาดเจ็บของผิวหนังเรื้อรังจากสาเหตุต่าง ๆ (อาจทำให้เซลล์มีการเปลี่ยนแปลงกลายพันธุ์ไปเป็นเซลล์มะเร็งได้) เช่น โรคผิวหนังเรื้อรัง, โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema), การสัก, แผลเป็นจากแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก, แผลเรื้อรังต่าง ๆ (เช่น แผลเรื้อรังจากสารเคมี), การระคายเคืองจากไม้ทิ่มบริเวณริมฝีปากในคนกินหมากหรือการคาบบุหรี่เป็นประจำ, บริเวณอวัยวะเพศโดยเฉพาะเพศชายที่มีการอักเสบบ่อย ๆ (เช่น หนังหุ้มอวัยวะเปิดไม่หมด) ซึ่งจะทำให้เกิดมะเร็งของอวัยวะภายในและมะเร็งผิวหนังได้ในเวลาต่อมา
  • การมี Actinic keratosis ซึ่งเป็นเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง แต่มีโอกาสเปลี่ยนไปมะเร็งชนิดสะความัส (Squamous cell carcinoma) ได้
  • การกลายพันธุ์ของไฝ ซึ่งสังเกตได้จากไฝจะเจริญเติบโตลงลึกในเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวหนัง อาจแตกเป็นแผล อาจมีเลือดออก และมักโตเร็ว
  • การเป็นโรคผิวเผือก (Albinism) ซึ่งมีความผิดปกติของการสร้างเม็ดสี จึงมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ง่าย
  • การมีภูมิคุ้มกันต้านทานของร่างกายบกพร่อง เช่น เป็นโรคติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคเอดส์ การได้รับยากดภุมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายไต เป็นต้น
  • เกิดจากการมีพันธุกรรมผิดปกติบางชนิด เช่น โรค Xeroderma pigmentosum ซึ่งเป็นโรคที่เซลล์ผิวหนังมีความไวต่อแสงแดดมากผิดปกติ จึงทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตามก็พบโรคทางพันธุกรรมเหล่านี้ได้น้อยมาก ๆ
  • การสูบบุหรี่เป็นเวลานาน ๆ
  • สำหรับมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Melanoma) อาจเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุหรือเกิดจากไฝที่อยู่บริเวณที่มีการเสียดสีเกิดเป็นแผล มีเลือดออก หรือมีการระคายเคือง เนื่องจากการรักษาแผลที่ไม่ถูกต้อง เช่น การใช้ธูปจี้ การใช้ปูนป้าย การใช้น้ำกรดหรือด่าง ฯลฯ ในการจี้ไฝทำให้เกิดเป็นแผลเรื้อรังและมีเลือดออก

อาการของโรคมะเร็งผิวหนัง

อาการที่พบได้บ่อยของโรคผิวหนัง คือ การมีตุ่มหรือก้อนเนื้อ หรือแผลเรื้อรังที่ผิวหนัง ซึ่งสามารถพบได้ในทุกบริเวณรวมทั้งหนังศีรษะ ฝ่ามือ และฝ่าเท้าหรือไฝต่าง ๆ ที่โตเร็ว อาจเจ็บ แตกเป็นแผล มีเลือดออกเรื้อรัง โดยอาจพบเพียงก้อนเนื้อเดียวหรือหลายก้อนพร้อม ๆ กันก็ได้

เมื่อโรคลุกลาม อาจคลำพบต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เคียงกับผิวหนังส่วนที่เป็นโรคโตจนคลำได้ เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่หน้าหูหรือลำคอโต เมื่อมีรอยโรคที่หนังศีรษะหรือใบหน้า, ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต เมื่อมีรอยโรคที่มือหรือแขน หรือต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต เมื่อมีรอยโรคที่เท้าหรือขา เป็นต้น

  • โรคมะเร็งผิวหนังชนิดเบซาลเซลล์ (Basal cell carcinoma) มีลักษณะเป็นตุ่มหรือก้อนเนื้อนูนใสขนาดเล็ก ๆ (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-20 มิลลิเมตร) ขอบม้วนนูน สีคล้ายขี้ผึ้งหรือไข่มุก มีเส้นเลือดฝอยขยายเล็ก ๆ บนพื้นผิว อาจแตกเป็นแผล มีเลือดออกง่าย อาจมีอาการเจ็บเล็กน้อย ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ อาจลามกว้างขึ้นหรือเป็นลึกจนกินถึงกระดูกได้ แต่ก็ยังเป็นเฉพาะที่ไม่แพร่กระจายไปบริเวณอื่น ซึ่งมักพบที่ใบหน้า หู คอ บางรายอาจมีอาการเป็นปื้นแบนราบแข็งติดกับผิวหนัง สีเดียวกับสีผิวหรือสีน้ำตาล ซึ่งมักพบที่หน้าอกหรือหลัง

    มะเร็งผิวหนังชนิดเบซาลเซลล์

    IMAGE SOURCE : www.ohniww.org, www.aocd.org, www.britishskinfoundation.org.uk, www.onlinedermclinic.com, www.pixell.club

  • โรคมะเร็งผิวหนังชนิดสะความัส (Squamous cell carcinoma) มีลักษณะเป็นตุ่มหรือก้อนเนื้องอกนูนแดงลักษณะหยุ่น ๆ ผิวขรุขระ อาจแตกเป็นแผล เลือดออกง่าย มีอาการเจ็บ หรืออาจมีลักษณะเป็นปื้นแบนราบ ผิวเป็นขุย หรือตกสะเก็ด มักพบที่ใบหน้า ริมฝีปาก หู คอ มือ หรือแขน

    มะเร็งผิวหนังชนิดสะความัส

    IMAGE SOURCE : diseasespictures.com, www.doctoralerts.com

  • โรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Melanoma) มีลักษณะเป็นไฝ ขี้แมลงวัน หรือจุดดำบนผิวหนังที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ เช่น มีสีคล้ำมากขึ้น หรือบางจุดในเม็ดไฝมีสีแตกต่างจากจุดอื่น มีอาการปวดหรือคัน หรือลอกมีเกล็ดขุย มีเลือดหรือน้ำเหลืองไหล โดยทั่วไปจะกินพื้นที่แบบไม่สมดุล มักมีขนาดโตมากกว่า 6 มิลลิเมตร มีการกระจายของเม็ดสีไปรอบ ๆ เม็ดไฝ ไฝกลายเป็นแผลหรือมีเลือดออก หรือกลายเป็นก้อนแข็ง ผิวหยาบ ในผู้ชายมักพบขึ้นที่บริเวณลำตัว ศีรษะ และลำคอ ส่วนในผู้หญิงมักพบที่แขนและขา

    มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา

    IMAGE SOURCE : www.britishskinfoundation.org.uk, wikipedia.com, www.mayoclinic.org, www.newhealthadvisor.com, www.webconsultas.com

ระยะของโรคมะเร็งผิวหนัง

โรคมะเร็งผิวหนังมี 4 ระยะเช่นเดียวกับโรคมะเร็งอื่น ๆ แต่จะแบ่งตามชนิดของเซลล์มะเร็งด้วย ดังนี้

  1. ระยะของโรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมา
    • ระยะที่ 1 รอยโรคมีขนาดโตไม่เกิน 2 เซนติเมตร (อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ภายหลังการรักษา คือ ประมาณ 90-100%)
    • ระยะที่ 2 รอยโรคมีขนาดโตเกิน 2 เซนติเมตร หรือมีขนาดใดก็ได้แต่เป็นเซลล์มะเร็งชนิดที่มีการแบ่งตัวสูงหรือลุกลามลงลึกใต้ผิวหนัง (อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ภายหลังการรักษา คือ ประมาณ 70-80%)
    • ระยะที่ 3 โรคลุกลามเข้าเนื้อเยื่ออื่นที่อยู่ติดผิวหนัง หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เคียงเพียง 1 ต่อมและต่อมมีขนาดโตไม่เกิน 3 เซนติเมตร (อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ภายหลังการรักษา คือ ประมาณ 50%)
    • ระยะที่ 4 รอยโรคลุกลามเข้ากระดูก หรือเส้นประสาท หรือเข้าต่อมน้ำเหลืองมากกว่า 1 ต่อม หรือต่อมน้ำเหลืองมากกว่า 3 เซนติเมตร หรือโรคแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด ซึ่งเมื่อแพร่กระจายมักแพร่กระจายเข้าสู่ปอด (อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ภายหลังการรักษา คือ ประมาณ 0-30%)
  2. ระยะของโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ซึ่งบางระยะของโรคยังแบ่งย่อยออกไปได้อีก แต่มักใช้สำหรับแพทย์เพื่อใช้ในการพิจารณาวิธีรักษาและเพื่อการศึกษา
    • ระยะที่ 1 รอยโรคมีขนาดโตไม่เกิน 2 มิลลิเมตร (อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ภายหลังการรักษา คือ ประมาณ 75-80%)
    • ระยะที่ 2 รอยโรคมีขนาดโตมากกว่า 2 มิลลิเมตร (อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ภายหลังการรักษา คือ ประมาณ 40-70%)
    • ระยะที่ 3 โรคลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง (อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ภายหลังการรักษา คือ ประมาณ 30-40%)
    • ระยะที่ 4 โรคแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเมื่อแพร่กระจายมักจะแพร่กระจายเข้าสู่ปอด กระดูก และสมอง (อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ภายหลังการรักษา คือ ประมาณ 0-10%)

ส่วนความรุนแรงของโรคมะเร็งผิวหนังจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งผิวหนัง (ชนิดเมลาโนมาจะรุนแรงกว่าชนิดสะความัส ส่วนชนิดเบซาลเซลล์จะรุนแรงน้อยสุด), ระยะของโรค (ดังที่กล่าวไปในหัวข้อที่แล้ว), ขนาดและตำแหน่งที่เกิดโรค (ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่สามารถผ่าตัดรอยโรคออกได้หมด ความรุนแรงของโรคจะน้อยกว่าเมื่ออยู่ในตำแหน่งที่ผ่าตัดได้ไม่หมด หรือผ่าตัดไม่ได้) รวมถึงอายุและสุขภาพของผู้ป่วย (ถ้าผ่าตัดไม่ได้ จากอายุและ/หรือจากสุขภาพ ความรุนแรงของโรคก็จะสูงขึ้น)

มะเร็งผิวหนังคือเนื้อร้ายที่เกิดบนผิวหนังและเยื่อบุ  เนื่องจากความผิดปกติของการเจริญเติบโต และการแบ่งเซลล์ของผิวหนังและเยื่อบุ มะเร็งผิวหนังมีหลายชนิด ที่พบบ่อย ได้แก่

  • มะเร็งผิวหนังชนิดเบเซลเซลล์ (Basal cell carcinoma) เป็นมะเร็งผิวหนังที่ร้ายแรงน้อย เพราะเกิดบริเวณชั้นตื้นๆ
  • – มะเร็งผิวหนังชนิดสเควมัสเซลล์ (Squamous cell carcinoma) ลักษณะคล้ายกับมะเร็งบาซอล เซลล์ คาร์ซิโนมา การลุกลามมักเร็วกว่ามะเร็งชนิด บาซอลเซลล์ คาร์ชิโนมา มักจะลุกลามลงลึกสู่ด้านล่างของเซลล์ผิวหนัง ถ้าคลำดูผิวหนังด้านล่างมักจะพบว่าเป็นก้อนแข็งๆ
  • มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (malignant melanoma) เป็นมะเร็งจากเซลล์เม็ดสี เมลานิน พบไม่บ่อย แต่มีความร้ายแรง เพราะสามารถกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็ว

มะเร็งผิวหนังอาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้นช้าๆ และลุกลามเฉพาะที่ หรืออาจจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้ด้วย เช่นต่อมน้ำเหลือง ส่วนมากจะพบในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี และพบในชายมากกว่าหญิง

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค

1.แสงอัลตราไวโอเลต (UVA,UVB) ดังนั้นผู้ที่ต้องทำงานกลางแดด เล่นกีฬากลางแจ้ง ชอบอาบแดด จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง

2. เชื้อชาติ คนผิวขาว ผมสีบลอนด์ มีโอกาสเสี่ยงสูง เพราะมีเม็ดสีที่ผิวหนังน้อย ความสามารถในการป้องกันเซลล์ผิวหนังจากแสงอัลตราไวโอเลตจึงน้อยกว่าคนผิวคล้ำ

3.มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง

4. ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น HIV หรือได้รับยากดภูมิต้านทาน

5. ผิวหนังในบริเวณที่เคยได้รังสีรักษา

 

อาการที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

1.ดูบริเวณไฝที่เป็นว่ามีผื่นหรือก้อนที่โตเร็วกว่าปกติ หรือมีสีที่เปลี่ยนไป ขอบไม่เรียบ แตกเป็นแผล และมีเลือดออก

2.มีแผลเรื้อรังที่ไม่หาย

3.ผื่นเรื้อรัง

 

การตรวจวินิจฉัย

การรักษามะเร็งผิวหนังที่ดีที่สุดคือการค้นพบตั้งแต่แรกเริ่ม โดยต้องสำรวจร่างตายตัวเองให้ทั่วซึ่งต้องใช้กระจกและมือช่วย ถ้ามีข้อสงสัย ให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัย ซึ่งทำได้โดยการตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่สงสัย ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

 

การป้องกัน

1.หลีกเลี่ยงแสงแดด ใช้ครีมกันแดด SPF > 15

2.หลีกเลี่ยงภาวะระคายเคืองผิวหนัง

การบำบัดรักษามีดังนี้

มะเร็งผิวหนังระยะเริ่มต้น ใช้วิธีการผ่าตัดก็สามารถหายขาดได้  แต่หากเป็นมะเร็งระยะกระจายหรือมะเร็งผิงวหนังเมลาโนมา หลังผ่าตัดอาจต้องมีการใช้การฉายแสงหรือเคมีบำบัดร่วมได้

การวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนัง

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังได้จากประวัติการได้รับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ของผู้ป่วยดังที่กล่าวมา การตรวจลักษณะของรอยโรค สี ขนาด และรูปร่างของผิวที่ผิดปกติ การตรวจคลำต่อมน้ำเหลือง ส่วนการตรวจวินิจฉัยที่ให้ผลแน่นอน คือ การตัดชิ้นเนื้อจากรอยโรค (ก้อนเนื้อ แผล หรือไฝ) เพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งอาจตัดบางส่วนหรือตัดทั้งก้อนก็ได้

นอกจากนี้อาจมีการตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วยเพื่อจัดระยะของโรคและประเมินสุขภาพของผู้ป่วย เช่น การตรวจเอกซเรย์ภาพปอดเพื่อดูการแพร่กระจายของโรคเข้าสู่ปอด การตรวจภาพตับด้วยอัลตราซาวนด์เพื่อดูการแพร่กระจายของมะเร็งสู่ตับ การตรวจเลือซีบีซีเพื่อดูการทำงานของไขกระดูก ตับ และของไต เป็นต้น แต่ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็ง ขนาดของรอยโรค การมีต่อมน้ำเหลืองโต และดุลยพินิจของแพทย์

การตรวจมะเร็งผิวหนังแรกเริ่มด้วยตนเอง

เนื่องจากการรักษามะเร็งผิวหนังจะได้ผลดีและหายขาดเมื่อตรวจพบตั้งแต่แรกเริ่ม ดังนั้นผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวไปควรสำรวจร่างกายของตนเองให้ทั่วเป็นระยะ ซึ่งจะต้องใช้กระจกตั้งและกระจกมือช่วย โดยมีขั้นตอนการตรวจดังนี้

  1. ให้ยืนหน้ากระจกแล้วส่องข้างหน้า ข้างหลัง ด้านข้างทั้งซ้ายและขวา และยกแขนขึ้น
  2. ตรวจดูที่แขน รักแร้ มือ หลังมือ และข้อศอก
  3. ตรวจดูที่ต้นขาด้านหน้าและหลัง น่อง หน้าแข้ง เข่า หลังเท้า และซอกนิ้ว
  4. ตรวจดูที่คอด้านหน้าและด้านหลัง หนังศีรษะ และไรผม
  5. ตรวจดูที่หลัง

ลักษณะที่ทำให้สงสัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนัง

  • รอยโรคที่เป็นอยู่เดิมมีรูปร่างเปลี่ยนไป เช่น ไฝที่เป็นอยู่เดิมมีลักษณะเปลี่ยนไป คือ ลักษณะของไฝสองข้างไม่เหมือนกัน, ขอบของไฝไม่เรียบ, สีของไฝไม่สม่ำเสมอ และไฝมีขนาดโตมากกว่า 6 มิลลิเมตร (อาจสังเกตจากการใช้หลัก ABCDEs ดังรูป)
  • รอยโรคมีอาการปวดหรือคัน แตกเป็นแผล และมีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลออก
  • มีรอยโรคเกิดขึ้นใหม่และไม่หายใน 4-6 สัปดาห์
  • เป็นแผลเรื้อรังไม่หายภายใน 4 สัปดาห์

การตรวจมะเร็งผิวหนัง

IMAGE SOURCE : www.spafinder.com

วิธีรักษาโรคมะเร็งผิวหนัง

  • แนวทางการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังทุกชนิดจะคล้ายคลึงกัน คือ การรักษาด้วยการผ่าตัดเอารอยโรคออกไปให้หมด ในรายที่พบระยะแรกและรอยโรคมีขนาดเล็กอาจจี้ด้วยความเย็นหรืออาจใช้วิธีขูดออกร่วมกับการจี้ด้วยไฟฟ้าหรือด้วยไนโตรเจนเหลว ถ้าเป็นส่วนผิวอาจใช้แสงเลเซอร์รักษา ถ้าเป็นที่หนังตา ติ่งหู หรือปลายจมูกอาจใช้รังสีรักษา (ฉายรังสี) เป็นต้น ส่วนในรายที่เป็นบริเวณกว้างหรืออยู่ในที่ ๆ ไม่สามารถผ่าตัดได้ หรือมะเร็งแพร่จายไปส่วนอื่นหรือเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Melanoma) ที่มีการแพร่กระจายไปแล้ว แพทย์จะให้รักษาด้วยรังสีรักษาร่วมกับยาเคมีบำบัด ซึ่งผลการรักษาส่วนใหญ่มักจะได้ผลดีและหายขาดได้
    • การผ่าตัดมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ได้แก่ การผ่าตัดด้วยวิธี Mohs micrographic surgery (MMS) ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ได้รับความนิยมและได้ผลดีถึง 90-95% (อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อถัดไป), การผ่าตัดปกติ (Simple excision), การใช้มีดโกนผ่าเป็นชั้นบาง ๆ (Shave excision), การขูดออกโดยใช้เครื่องมือขูด (Curettage) ร่วมกับการจี้ด้วยไฟฟ้า (Electrodesiccation), การจี้ด้วยความเย็น (Cryosurgery), การใช้แสงเลเซอร์ในการผ่าตัด (Laser surgery) ซึ่งการจะเลือกใช้วิธีการผ่าตัดใดนั้นแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นราย ๆ ไป
    • ในกรณีที่โรคแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง โดยเฉพาะมะเร็งชนิดเมลาโนมา (Melanoma) การรักษาจำเป็นต้องทำการผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง (Sentinel lymph node biopsy) ออกไป
    • ส่วนทางเลือกในการรักษาอื่น ๆ เช่น การรักษาด้วย Dermabrasion (เป็นการเอาผิวหนังชั้นนอกออกโดยใช้ล้อหมุน), การรักษาด้วย Photodynamic therapy (เป็นการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำร่วมกับแสงเลเซอร์ซึ่งจะทำให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะที่มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา) ส่วนการให้ยารักษาตรงเป้า (Targeted therapy) ยังคงอยู่ในขั้นตอนการศึกษา
    • การผ่าตัดหรือการจี้ไฟฟ้านั้นเป็นการผ่าตัดเล็กที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อนและไม่มีอาการเจ็บแต่อย่างใด เพราะแพทย์จะใช้วิธีฉีดยาชาเฉพาะที่ให้ ไม่ต้องดมยาสลบ แผลผ่าตัดหรือจี้จะหายเป็นปกติภายใน 7 วัน โรคก็จะหายขาดได้ ยกเว้นในรายที่เป็นบริเวณกว้างที่อาจต้องทำการปลูกถ่ายผิวหนัง โดยเอาผิวหนังบริเวณอื่นมาปะบริเวณที่แหว่งไป
  • การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง การดูแลตนเองจะเหมือนกับโรคมะเร็งอื่น ๆ ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปในเรื่อง การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็ง, การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง, การดูแลตนเองและการดูแลผู้ป่วยเคมีบำบัด

การผ่าตัดรักษามะเร็งผิวหนังด้วยวิธี MMS

การผ่าตัด Mohs micrographic surgery (MMS) เป็นการผ่าตัดเอาเฉพาะมะเร็งผิวหนังออกไปได้หมด ถึงแม้จะไม่ทราบขอบเขตของมะเร็งที่แน่ชัด และทำให้มีการสูญเสียเนื้อเยื่อปกติที่อยู่ข้างเคียงน้อยที่สุด เป็นวิธีการผ่าตัดที่ได้ผลดีมากถึง 90-95% ซึ่งแพทย์จะทำการผ่าตัดมะเร็งออกทีละชั้นเป็นชั้นบาง ๆ และจี้ด้วยไฟฟ้าเพื่อห้ามเลือดก่อนจะปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ แล้วจึงนำชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อดูว่าตำแหน่งใดที่ยังมีมะเร็งหลงเหลืออยู่ ซึ่งผู้ป่วยจะนั่งรอผลการตรวจชิ้นเนื้อประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้ายังตรวจพบเซลล์มะเร็ง แพทย์จะกลับไปผ่าตัดซ้ำด้วยวิธีเดิมในตำแหน่งที่ยังมีมะเร็งหลงเหลืออยู่จนกว่าจะไม่พบเซลล์มะเร็งผิวหนังอยู่ที่บริเวณรอยโรคนั้น (ซึ่งอาจบางครั้งผู้ป่วยอาจต้องทำการผ่าตัดซ้ำด้วยวิธีการเดิมนี้ 2-3 ครั้งหรืออาจมากกว่านั้น) หลังจากนั้นแพทย์จะทำการปิดแผลโดยการเย็บแผลหรือปล่อยให้แผลหายเองตามความเหมาะของผู้ป่วยแต่ละรายไป

มะเร็งผิวหนังที่ควรรักษาด้วยวิธี MMS คือ

  • มะเร็งผิวหนังที่กลับมาเป็นซ้ำ
  • มะเร็งผิวหนังที่ตัดออกไม่หมด หลังจากทำการผ่าตัดด้วยวิธีธรรมดา
  • มะเร็งผิวหนังที่มีขอบเขตไม่ชัดเจน
  • มะเร็งผิวหนังที่มีขนาดใหญ่มากกว่า 2 เซนติเมตร
  • มะเร็งผิวหนังที่เจริญอย่างรวดเร็วและรุนแรง
  • มะเร็งผิวหนังที่เกิดบนแผลเป็น
  • มะเร็งผิวหนังปฐมภูมิ

คำแนะนำก่อนการผ่าตัดด้วยวิธี MMS

  • ผู้ที่ต้องรับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำควรงดยานี้อย่างน้อย 10 วันก่อนวันผ่าตัด เพื่อป้อกงันเลือดออกมาเวลาทำการผ่าตัด
  • งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 วันก่อนวันผ่าตัด
  • ก่อนวันผ่าตัดควรพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ในวันผ่าตัดควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ ย่อยได้ง่าย
  • ผู้ป่วยควรพาญาติมาด้วยในวันผ่าตัดเพื่อช่วยพากลับบ้าน เพราะการผ่าตัดด้วยวิธีนี้สามารถทำเสร็จได้วันเดียวและจำไม่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
  • ถ้ามีโรคประจำตัวควรแจ้งแพทย์ให้ทราบด้วย เช่น โรคหัวใจที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker)

คำแนะนำหลังการผ่าตัดด้วยวิธี MMS

  • ในกรณีที่ไม่เย็บปิดแผล ควรระวังอย่าให้แผลถูกน้ำภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัด และควรทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือ (Normal saline) แล้วเช็ดแผลให้แห้ง และอาจทาด้วยครีมปฏิชีวนะก่อนปิดแผลเช้าและเย็นเพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • ในกรณีที่ปิดแผล ไม่ควรให้แผลถูกน้ำจนกว่าจะถึงวันนัดตัดไหม แต่ถ้าแผลเปียกน้ำควรทำแผลและเปลี่ยนผ้าปิดแผลใหม่
  • ถ้ามีอาการปวดแผลให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง (ส่วนยาแอสไพรินควรหลีกเลี่ยงเพราะจะทำให้เลือดออกง่าย)
  • ถ้าพบว่ามีเลือดออกจากแผล ให้ใช้ผ้าสะอาดกดตรงบริเวณบาดแผลนานประมาณ 20 นาที เพื่อให้เลือดหยุดไหล แต่ถ้ายังไม่หยุดไหลให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการห้ามเลือดและปิดแผลใหม่
  • ถ้ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับแผล เช่น แผลบวมมาก มีหนองไหลออกมาจากแผล ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด
  • ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง คือ 1 สัปดาห์ 1 เดือน หลังจากนั้นให้ไปพบแพทย์ปีละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3-5 ปี เพื่อติดตามการเกิดเป็นมะเร็งซ้ำ
  • ถ้ามีรอยโรคเกิดขึ้นมาใหม่ที่บริเวณเดิม ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด

ผ่าตัดมะเร็งผิวหนัง

IMAGE SOURCE : www.cancer.gov

วิธีรักษามะเร็งผิวหนัง

IMAGE SOURCE : www.clinicalskincenter.com

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งผิวหนัง

ผลข้างเคียงจากการรักษาจะขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา และผลข้างเคียงจะสูงขึ้นเมื่อใช้วิธีรักษาหลายวิธีร่วมกัน

  • การผ่าตัด เช่น การเสียเลือด การสูญเสียเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ แผลผ่าตัดติดเชื้อ และเสี่ยงต่อการดมยาสลบ
  • รังสีรักษา คือ ผลข้างเคียงต่อผิวหนัง ผิวหนังบาง สีผิวผิดปกติ ผมร่วง ผิวหนังแห้ง มีเส้นเลือดฝอย กระดูกตาย และอาการบวมของแขนหรือขาเมื่อมีการฉายรังสีบริเวณต่อมน้ำเหลือง รักแร้หรือขาหนีบ (เกิดจากพังผืดหลังการฉายรังสี ซึ่งส่งผลให้ท่อน้ำเหลืองบริเวณรักแร้หรือขาหนีบเกิดการอุดตัน ทำให้เกิดภาวะน้ำเหลืองคั่งในบริเวณแขนหรือขา)
  • ยาเคมีบำบัด คือ เหนื่อย อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง ภาวะซีด และเพิ่มโอกาสการติดเชื้อจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ แต่ผลข้างเคียงเหล่านี้จะหมดไปเมื่อการรักษาสิ้นสุด

วิธีป้องกันโรคมะเร็งผิวหนัง

วิธีป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังสามารถทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่สามารถทำได้ เช่น

  • สิ่งสำคัญที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ๆ ไม่ตากแดดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาประมาณ 10:00-15:00 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แสดงแดดแผ่นังสีสูงสุด แต่ถ้าจำเป็นควรสวมเสื้อปกปิดเพื่อป้องกันแสงแดด (เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว) เลือกใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ๆ เนื้อแน่น สวมหมวกปีกกว้าง 3 นิ้ว กางร่ม ใส่แว่นกันแดด และการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป และค่า PA+++ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยให้ใช้ทาก่อนออกแดดประมาณ 15 นาที และหลังว่ายน้ำหรือออกกำลังกายก็ควรทาครีมกันแดดซ้ำอีกครั้งเช่นกัน
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารที่ทำผิวขาวหรือทำลายเม็ดสี โดยเฉพาะการฉีดสารกลูต้าไธโอนเข้าเส้นเลือดดำ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารพิษหรือสารเคมีก่อมะเร็งเรื้อรัง เช่น การสัมผัสสารหนูที่ปนอยู่ในน้ำ รวมไปถึงการกินยาจีน ยาไทย ยาหม้อ เพราะอาจมีสารหนูซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งผสมอยู่
  • ไม่ควรกินหมากหรือสูบบุหรี่ พยายามรักษาความสะอาดของช่องปากและฟันอยู่เสมอ ระวังไม่ให้ฟันผุหรือฟันแหลมซึ่งอาจเกิดการเสียดสีกับช่องปากเกิดเป็นแผลเรื้อรังแล้วอาจกลายเป็นมะเร็งได้
  • รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศไม่ให้เกิดการหมักหมม
  • ป้องกันไม่ให้เกิดโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต้านทานของร่างกายบกพร่อง โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือโรคเอดส์
  • ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่ระบุได้ว่า อาหารเสริมวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังได้ ส่วนหลักฐานจากการรับประทานนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด
  • หมั่นตรวจดูผิวหนังทั่วร่างกายเป็นระยะ หากมีอาการเปลี่ยนแปลงจนผิดสังเกต เช่น หูด ไฝ ขี้แมลงวัน ปาน แผลเป็น ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ (เช่น โตเร็วกว่าปกติ มีสีและรูปร่างเปลี่ยนไปจากเดิม มีอาการคัน แตกเป็นแผล และมีเลือดออก) หรือมีแผลเรื้อรังหรือแผลที่ไม่หายภายใน 4 สัปดาห์ หรือเมื่อมีความกังวลเมื่อพบรอยโรคดังกล่าว ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ ต่อไป เพราะในปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งผิวหนังทุกชนิดตั้งแต่ยังไม่มีอาการได้
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ทำงานกลางแดด ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งผิวหนังตั้งแต่ระยะแรกอย่างน้อยปีละครั้ง

 

 

 

มะเร็งผิวหนัง
มะเร็งผิวหนัง

 

 

ขอบคุณที่มา

haamor.com
pobpad.com
medthai.com

 

 

เรื่องล่าสุด

เรื่องที่น่่าสนใจ