มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า โรคลูคีเมีย หรือ ลิวคีเมีย (Leukemia)

Share This:

มะเร็งเม็ดเลือดขาว

มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า โรคลูคีเมีย หรือ ลิวคีเมีย (Leukemia) คือ มะเร็งที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวอ่อนในไขกระดูกมีการเจริญแบ่งตัวเร็วผิดปกติและกลายเป็นเซลล์ผิดปกติ (ทำให้ไม่สามารถเจริญเป็นเม็ดเลือดขาวตัวแก่ที่ทำหน้าที่แบบเม็ดเลือดขาวปกติ และมีการแก่ตัวและเซลล์ตายช้ากว่าปกติ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีของปริมาณเม็ดเลือดขาวปกติหรือต่ำกว่าปกติได้) และสามารถแพร่กระจายแทรกซึมไปอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ได้ เช่น ต่อมน้ำเหลือง สมอง ตับ ม้าม อัณฑะ ผิวหนัง กระดูก รวมทั้งแทรกซึมในไขกระดูก ทำลายกระบวนการสร้างเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดในไขกระดูก ก่อให้เกิดอาการและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จนเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้ ดังนั้น อาการของโรคจึงเกิดจากความผิดปกติของทั้งเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia/ลูคีเมีย) เป็นโรคมะเร็งของไขกระดูก ซึ่งเป็นเนื้อ เยื่อในระบบโลหิตวิทยา โดยเกิดจากไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดในปริมาณผิดปกติ โดยทั่วไปจะสร้างในปริมาณสูงขึ้น แต่ผู้ป่วยบางรายปริมาณเม็ดเลือดขาวอาจปกติ หรือ ต่ำกว่าปกติได้ ซึ่งนอกจากความผิดปกติในปริมาณแล้ว การทำงานของเม็ดเลือดขาวยังผิดปกติด้วย

มะเร็งเม็ดเลือดขาวจัดเป็นมะเร็งพบบ่อยทั้งในเด็ก ผู้ใหญ่ และในผู้สูงอายุ ทั้งในทั่วโลก และในประเทศไทย และ จัดเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง ซึ่งทั่วโลกในปี พ.ศ. 2543 พบผู้ป่วยด้วยโรคนี้ทั้งหมด 256,000 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 209,000 ราย ส่วนในประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2544-2546 พบโรคนี้อยู่ใน 10 ลำดับโรคมะเร็งพบบ่อยทั้งในเพศหญิง (3,437 ราย) และในเพศชาย (4,205 ราย)

มะเร็งเม็ดเลือดขาวมีหลากหลายชนิด แต่แบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลัก คือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟซิติก (Lymphocytic leukemia) และชนิด มัยอีโลจีนัส (Myelogenous leu kemia) และทั้งสองชนิด ยังแบ่งเป็นชนิดเฉียบพลัน (Acute) และชนิดเรื้อรัง (Chronic)

มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมีความรุนแรงสูง มีอาการรุนแรง และต้องการรักษาโดยรีบด่วน เนื่องจากเซลล์ไขกระดูก สร้างเซลล์ปกติลดลงอย่างมากมาย

มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง มีความรุนแรงน้อยกว่าชนิดเฉียบพลัน ค่อยเป็นค่อยไป ไขกระดูกยังพอสร้างเม็ดเลือดปกติได้ แต่ในโรคระยะสุดท้ายของชนิดเรื้อรัง มีโอกาสที่โรคจะเปลี่ยนเป็นชนิดเฉียบพลันได้สูง ซึ่งจะส่งผลให้โรครุนแรงมาก จนมักเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต

มะเร็งเม็ดเลือดขาวที่พบบ่อย คือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวเอแอลแอล (ALL, Acute Lym phoblastic Leukemia) ซึ่งเป็นมะเร็งพบได้บ่อยที่สุดของเด็กไทยและเด็กทั่วโลก เป็นมะเร็งชนิดเฉียบพลัน มะเร็งเม็ดเลือดขาวเอเอ็มแอล (AML, Acute Myelocytic Leukemia หรือ Acute Myelogenous Leukemia หรือ Acute Non-Lymphoblastic Leukemia/ANLL/เอเอ็นแอลแอล) เป็นมะเร็งชนิดเฉียบพลันเช่นกัน และมะเร็งเม็ดเลือดขาวซีเอ็มแอล(CML, Chronic Myelogenous Leukemia) เป็นมะเร็งชนิดเรื้อรัง ซึ่งทั้งสองชนิดหลัง พบในผู้ใหญ่สูงกว่าในเด็ก และเป็นชนิดที่พบได้เรื่อยๆไม่บ่อยเท่าชนิด เอแอลแอลในเด็ก

มะเร็งเม็ดเลือดขาวมีสาเหตุจากอะไร?

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่การศึกษาระบุว่า น่าจะมาจากหลายสาเหตุร่วมกัน โดยมีปัจจัยเสี่ยงได้แก่ พันธุกรรมผิดปกติหลายชนิดร่วมกัน หรืออาจจากได้รับรังสีชนิดต่างๆปริมาณสูง เช่น จากอุบัติเหตุ โรงไฟฟ้าปรมาณู และบางการศึกษาพบ ว่า อาจจากติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสเฮชทีแอลวี (Human T-lymphotropic virus Type I หรือเรียกย่อว่า HTLV-1)

มะเร็งเม็ดเลือดขาวมีอาการอย่างไร?

อาการของมะเร็งเม็ดเลือดขาวเกิดจากไขกระดูกปกติทำงานลดลง ได้แก่

  • เมื่อมีเม็ดเลือดขาวปกติลดลง ผู้ป่วยจึงติดเชื้อได้ง่าย มักมีไข้สูง เป็นๆหายๆบ่อยกว่าคนทั่วไป เพราะเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ให้ภูมิคุ้มกันป้องกันโรค
  • เมื่อมีเม็ดเลือดแดงลดลง จึงเกิด ภาวะซีด อาการซีดทำให้เหนื่อยง่าย อาจบวมหน้า หรือ เท้า และเมื่อซีดมากอาจเกิดโรคหัวใจล้มเหลว หรือ หัวใจวายได้
  • เมื่อมีเกล็ดเลือดลดลง จึงมีเลือดออกง่ายเพราะเกล็ดเลือดมีหน้าที่ช่วยป้องกันเลือด ออกและช่วยให้เลือดหยุดได้ง่ายเมื่อมีเลือดออก เช่น เลือดออกบ่อยขณะแปรงฟัน มีเลือดกำ เดา และมีห้อเลือดง่าย และ มีจุดเลือดออกตามตัวเล็กๆแดงๆคล้ายจุดที่เกิดในไข้เลือดออก

แพทย์วินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้จาก อาการ การตรวจร่างกาย ตรวจเลือดซีบีซี(CBC) และการตรวจไขกระดูกด้วยการตรวจทางเซลล์วิทยา และ/หรือ การตรวจทางพยาธิวิทยา และอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

มะเร็งเม็ดเลือดขาวมีกี่ระยะ?

ไม่มีการจัดระยะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเหมือนในโรคมะเร็งอื่นๆ เพราะเป็นโรคเกิดในไขกระดูก เมื่อตรวจพบ โรคจะแพร่กระจายในไขกระดูกทั่วตัวอยู่แล้ว ดังนั้น แพทย์จึงแบ่งโรคตามความรุนแรง เป็นกลุ่มมีความรุนแรงปานกลาง และกลุ่มมีความรุนแรงสูง โดยประเมินจากปัจจัยต่างๆ เช่น ชนิดของเซลล์มะเร็ง (ชนิดเอเอ็มแอลความรุนแรงสูงกว่าชนิดเอแอลแอล) อายุ(เด็กอ่อน และผู้สูงอายุ ความรุนแรงโรคสูง) ปริมาณเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด ที่ตรวจในครั้งแรกจากตรวจเลือด ซีบีซี/CBC (เมื่อผิดปกติมาก ความรุนแรงโรคสูง) และการมีโรคแพร่กระจายเข้าเนื้อเยื่ออื่นๆนอกเหนือไขกระดูก เช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม สมอง(ความรุนแรงโรคสูง)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว

มะเร็งเม็ดเลือดขาวรุนแรงไหม?

มะเร็งเม็ดเลือดขาว จัดเป็นมะเร็งมีความรุนแรงสูง อย่างไรก็ตามความรุนแรงของโรคยังขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น อายุ ชนิดของเซลล์มะเร็ง จำนวนเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดที่ตรวจครั้งแรก และการมีโรคแพร่กระจายเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะอื่นที่ไม่ใช่ไขกระดูก ดังกล่าวแล้ว

รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวได้อย่างไร?

การรักษาหลักในมะเร็งเม็ดเลือดขาว คือ การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน โดยตัวยาและระยะเวลาในการรักษา ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ซึ่ง แพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้ให้คำแนะนำเอง

การใช้รังสีรักษา มักจำกัดอยู่ในโรครุนแรงบางโรค เช่น การฉายรังสีบริเวณสมองในมะเร็งเม็ดเลือดขาวเอแอลแอล และการฉายรังสีบริเวณม้ามในมะเร็งเม็ดเลือดขาวซีเอ็มแอล ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ และข้อกำหนดในวิธีรักษาโรคของแต่ละโรงพยาบาล ซึ่งอาจแตกต่างกัน

การปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งใช้ได้ผลในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิดในโรคกลุ่มรุนแรง โรคดื้อต่อยาเคมีบำบัด หรือเมื่อมีโรคย้อนกลับเป็นซ้ำ เช่น ในโรค มะเร็งเม็ดเลือดขาวเอแอลแอลชนิดย้อนกลับเป็นซ้ำ

การผ่าตัด เนื่องจากเป็นโรคของไขกระดูก ซึ่งเป็นทั่วทั้งตัว ดังนั้นจึงไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ จึงไม่มีการผ่าตัดรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ยารักษาตรงเป้า ปัจจุบันยารักษาตรงเป้าบางชนิด สามารถรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิดได้ แต่ยายังมีราคาแพงมหาศาลเกินกว่าผู้ป่วยทุกคนเข้าถึงยาได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว

มีผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวขึ้นกับวิธีรักษา และผลข้างเคียงจะสูง ขึ้นเมื่อใช้หลายวิธีร่วมกัน และ/หรือ ในเด็กทารก ในผู้สูงอายุ ในคนที่มีสุขภาพไม่ดี มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น โรคภูมิต้านตนเอง ในผู้สูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอล กอฮอล์

  • ยาเคมีบำบัดผลข้างเคียงที่พบได้ คือ อาการ คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง ภาวะซีด การมีเลือด ออกได้ง่ายจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ และการติดเชื้อจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากเคมีบำบัด และ/หรือรังสีรักษา:การดูแลตนเอง)
  • รังสีรักษา ผลขางเคียงที่พบได้ คือ ผลข้างเคียงต่อผิวหนังตรงส่วนที่ฉายรังสี และต่อเนื้อเยื่อเฉพาะส่วนที่ได้รับรังสี ซึ่งในโรคนี้มักเป็นการฉายรังสีในบริเวณสมองเพื่อป้องกันการเกิดโรคแพร่กระจายสู่สมอง (การดูแลผิวหนัง และผลข้างเคียงต่อผิวหนังบริเวณฉายรังสีรักษา และผลข้างเคียงและวิธีดูแลตนเองเมื่อฉายรังสีรักษาบริเวณสมอง)
  • ยารักษาตรงเป้าผลข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ ยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดสิวขึ้นทั่วตัวรวมทั้งใบหน้า และยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดภาวะเลือดออกได้ง่าย แผลต่างๆติดยากเมื่อเกิดบาด แผล และอาจเป็นสาเหตุให้ผนังลำไส้ทะลุได้
  • การปลูกถ่ายไขกระดูกผลข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ การติดเชื้อที่รุนแรง การที่ร่างกายปฏิเสธไขกระดูกผู้อื่น (ปลูกถ่ายแล้ว ไขกระดูกไม่ติด ร่างกายไม่ยอมรับ หรือ Graft rejection) ไขกระดูกผู้อื่นปฏิเสธร่างกายเราเอง ก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ (GVHD, Graft versus host disease) และการอักเสบเรื้อรังของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร ตับ และปอด

มีการตรวจคัดกรองและป้องกันมะเร็งเม็ดเลือดขาวอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีตรวจคัดกรองให้พบโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวตั้งแต่ยังไม่มีอาการ และยังไม่มีวิธีป้องกันโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ การสังเกตตนเองเสมอ รวมทั้งการสังเกตบุตรหลาน และรีบพบแพทย์เมื่อพบอาการผิดปกติดังกล่าว เพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรคแต่เนิ่นๆ

ดูแลตนเองอย่างไร? ดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งและการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง อ่านเพิ่มเติมใน การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็ง และการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง

เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวนั้น จะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ตัวอ่อนของเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่ออวัยวะที่สร้างเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ได้แก่ ปริมาณเกล็ดเลือด ที่บทบาทสำคัญในกระบวนการแข็งตัวของเลือดนั้นลดจำนวนลง ส่งผลให้ผู้ป่วยอาจจะเกิดรอยจ้ำเลือด (bruised) มีภาวะเลือดไหลไม่หยุดได้ (bleed excessively) และ อาจจะเป็นจุดแดง ๆ ตามผิวหนังได้ (petechiae)

นอกจากนี้ การที่ผู้ป่วยมีจำนวนเม็ดเลือดขาวที่ปกติลดจำนวนลงนั้น จะทำให้ผู้ป่วยมีภาวะติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติอีกด้วย รวมทั้ง การที่จำนวนเม็ดเลือดแดงมีจำนวนที่ลดลง ก็จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการของโลหิตจาง ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหายใจลำบากขึ้นด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว

นอกจากนี้ ยังอาจจะมีอาการอื่น ๆ อีก เช่น อาการมีไข้ขึ้น หนาวสั่น น้ำหนักลด มีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และเมื่อเซลล์มะเร็งเกิดการแพร่กระจายไปยังตับและม้าม ก็จะทำให้ตับโต และม้ามโตได้ และถ้าหากเซลล์มะเร็งเกิดการแพร่กระจายไปยังกระดูก ก็จะส่งผลทำให้มีอาการปวดกระดูกและข้อได้เช่นกัน

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหมายถึงภาวะที่เม็ดเลือดขาว กลายเป็นมะเร็งมีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวอย่างมากมาย จนร่างกายของเราไม่สามารถควบคุมมันได้ เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไปอยู่ตามอวัยวะต่างๆทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และมีภูมิคุ้ทกันต่ำ เนื่องเซลล์มะเร็งเหล่านี้ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเซลล์ทั่วไป

เม็ดเลือดปกติ

รูปแสดงเซลล์เม็ดขาวเลือดปกติ

เม็ดเลือดขาว

รูปแสดงเซลล์เม็ดขาวที่เป็นมะเร็งพบว่าเป็นเซลล์ตัวอ่อน

เซลล์เม็ดเลือดที่เจริญเติบโตนอกเหนือการควบคุมของร่างกาย เรียกมะเร็งเม็ดเลือด

ส่วนประกอบของเลือด

ร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดจากไขกระดูก bone marrow โดยเซลล์ตัวอ่อนเรียก blast เลือดประกอบด้วยส่วนที่เป็นน้ำเรียก plasma ส่วนเซลล์ที่พบมี 3 ชนิด

  • เม็ดเลือดขาว leukocyte หรือ white blood cell ทำหน้าทีต่อสู้กับเชื้อโรค
  • เม็ดเลือดเลือดแดง erythrocyte หรือ red blood cell ทำหน้าที่นำ oxygen ไปล่างกาย และนำ carbodioxide ไปฟอกที่ปอด
  • เกล็ดเลือด platelet หรือ thrombocyte ทำหน้าที่หยุดเลือด

มะเร็งเม็ดเลือดขาวจัดเป็นโรคมะเร็งที่มีความรุนแรงสูงและพบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ทั่วโลกในปี พ.ศ.2543 พบผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 256,000 ราย และในจำนวนนี้เสียชีวิตมากถึง 209,000 ราย ส่วนในประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2544-2546 พบโรคนี้อยู่ใน 10 ลำดับโรคมะเร็งพบบ่อยทั้งในเพศชาย (4,205 ราย) และเพศหญิง (3,437 ราย)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว

ชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว

มะเร็งเม็ดเลือดขาวมีอยู่หลายชนิด โดยหลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น

  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (Acute leukemia) เป็นชนิดที่เกิดจากเซลล์ตัวอ่อน (Blast cell) มีความรุนแรงสูง ลุกลามเร็ว และมีอาการเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน รุนแรง และต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเซลล์ไขกระดูกสร้างเซลล์ปกติลดลงอย่างมาก
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (Chronic leukemia) เป็นชนิดที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เริ่มเป็นตัวแก่ มีความรุนแรงน้อย ลุกลามช้า และมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ไขกระดูกยังพอสร้างเม็ดเลือดปกติได้ แต่ในในระยะท้ายของโรคจะมีโอกาสเปลี่ยนเป็นชนิดเฉียบพลันสูง ซึ่งจะส่งผลให้โรครุนแรงมากจนมักเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต
มะเร็งเม็ดโลหิตขาว
IMAGE SOURCE : ghr.nlm.nih.gov

แต่หากแบ่งตามชนิดของเซลล์ต้นกำหนดของโรคจะสามารถแบ่งเป็นเซลล์ที่จะเจริญเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) และเซลล์ที่จะเจริญเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นรวมทั้งเม็ดเลือดแดงและเกล็ดขาว (Myeloid cell / Myelocyte) ดังนั้น มะเร็งเม็ดเลือดขาวจึงแบ่งออกเป็น 4 ชนิดใหญ่ ๆ ซึ่งทุกชนิดสามารถพบได้ในคนทุกวัย แต่อาจพบได้ในเด็กหรือผู้ใหญ่แตกต่างกันไป ดังนี้

  1. มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอล (Acute lymphoblastic leukemia หรือ Acute lymphocytic leukemia หรือ Acute lymphoid leukemia หรือเรียกย่อว่า ALL) เป็นชนิดที่พบได้ในทุกช่วงอายุ ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กอายุ 2-5 ปี (พบได้ประมาณ 70-80% ของมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กทั้งหมด)
  2. มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอเอ็มแอล (Acute myelogenous leukemia หรือ Acute myeloid leukemia หรือเรียกย่อว่า AML) เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด โดยพบได้ประมาณ 15-20% ของผู้ป่วยเด็กทั้งหมดที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือด ซึ่งในช่วงอายุ 4 สัปดาห์แรกหลังคลอด ถ้าพบเด็กเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดก็มักจะพบว่าเป็นชนิดนี้ และจะพบได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดนี้จึงพบได้ในผู้ใหญ่มากกว่าในเด็ก พบได้สูงในกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และพบในผู้ชายบ่อยกว่าผู้หญิง ทั้งนี้ในผู้ใหญ่จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดนี้ประมาณ 80-90%
  3. มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีแอลแอล (Chronic lymphocytic leukemia หรือเรียกย่อว่า CLL) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ และมีความชุกของโรคมากขึ้นตามอายุ พบได้มากในกลุ่มอายุมากกว่า 55-60 ปี
  4. มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล (Chronic myelogenous leukemia หรือ Chronic myeloid leukemia หรือ Chronic myelocytic leukemia หรือเรียกย่อว่า CML) เป็นชนิดที่พบได้น้อย พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่จะพบได้บ่อยในผู้ใหญ่ที่มีอายุประมาณ 40-60 ปี มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย (ประมาณ 1.3 ต่อ 1) และในผู้ป่วยเด็กนั้นประมาณ 80% มักพบในเด็กอายุมากกว่า 4 ปี
ชนิดของโรคลูคีเมีย
IMAGE SOURCE : mtviewmirror.com

สาเหตุของมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (จากการศึกษาระบุว่าน่าจะมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน) ซึ่งปัจจัยที่สำคัญจะแบ่งออกได้เป็น 3 ปัจจัยหลัก ๆ คือ

  1. ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม
    • เด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม (Down’s syndrome) ซึ่งเป็นโรคผิดปกติทางพันธุกรรม พบว่าจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด ALL และ AML มากกว่าคนปกติ
    • เด็กที่มีความผิดปกติของโครโมโซมบางชนิด โดยเฉพาะโรคทางพันธุกรรมชนิด Bloom’s syndrome และชนิด Fanconi’s anemia พบว่าจะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด AML ได้สูงกว่าเด็กปกติ
    • ครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด ALL พบว่าจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 2-4 เท่า
    • ในฝาแฝดที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด ALL โดยเฉพาะเมื่อเป็นโรคตั้งแต่อายุยังน้อย พบว่าจะทำให้ฝาแฝดอีกคนหนึ่งมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ประมาณ 25%
    • ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิด CML ประมาณ 90-95% จะตรวจพบว่ามีโครโมโซมที่ผิดปกติ (เรียกว่า “Philadelphia chromosome”) ซึ่งเป็นความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 9 และคู่ที่ 22 ซึ่งส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดปกติกลายเป็นเซลล์ตัวอ่อนมีการเจริญแบ่งตัวเร็วผิดปกติและกลายเป็นเซลล์ผิดปกติ
  2. ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม
    • การมีประวัติได้รับสีไออนไนซ์ (Ionizing radiation) ซึ่งเป็นรังสีที่ใช้ในการตรวจและรักษาในปริมาณสูง เช่น ในเด็กที่รับรังสีรักษาในขณะอยู่ในครรภ์จากการตรวจโรคของมารดา
    • การมีประวัติได้รับยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นมาก่อน บางรายก็อาจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเวลาหลายปีต่อมา
    • การมีประวัติได้รับสารกัมมันตรังสีในปริมาณที่ไม่ถึงกับทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต แต่ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับหน่วยพันธุกรรมของเซลล์ไขกระดูก เมื่อเวลาไปประมาณ 5-10 ปี หรือนานกว่านี้ ความเสียหายบางอย่างอาจขยายตัวขึ้นและทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ เช่น ในผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูหรืออุบัติเหตุจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะพบผู้ป่วยมากขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการใช้ระเบิดปรมาณู
    • การสัมผัสสารเคมีที่เป็นพิษบางชนิด โดยเฉพาะสารเบนซิน (Benzene) สารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) เป็นต้น เพราะพบว่าคนกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้สูงกว่าคนทั่วไป
    • อาจเกิดจากการได้รับสารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นพิษจากสิ่งแวดล้อม ถึงแม้การศึกษายังระบุชนิดได้ไม่ชัดเจน รวมทั้งอาจเกิดจากควันบุหรี่และการสูบบุหรี่
  3. ปัจจัยจากภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง
    • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่องมาแต่กำเนิด พบว่ามีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเลือดขาวเฉียบพลันชนิด ALL ได้สูงกว่าเด็กทั่วไป
    • การได้รับยากดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค พบว่ามีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันได้สูงกว่าเด็กทั่วไป
    • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเอชทีแอลวี-1 (Human T-cell lymphotropic virus type 1 หรือเรียกย่อว่า HTLV-1) หรือเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) พบว่ามีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด ALL ได้สูงกว่าคนปกตื

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือด

  • การได้รับรังสีเป็นจำนวนมาก เช่นระเบิดปรมณู
  • การได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ยังต้องรอการศึกษายืนยัน
  • ทางพันธุกรรม เช่น เด็ก Down’ syndrome
  • ผู้ที่ทำงานสัมผัสสารเคมีเช่น benzene

ชนิดของมะเร็งเม็ดเลือด

มะเร็งสามารถเกิดจากเม็ดเลือดขาวได้ 2 ชนิด คือ lymphocyte และ myeloid และแบ่งการดำเนินของโรคเป็น acute คือเกิดเร็ว โรคดำเนินเร็ว  blast cell มาก chronic โรคดำเนินช้า blast cell ไม่มากเราแบ่งเป็น

  1. Acute lymphocytic leukemia [ALL] เซลล์ส่วนใหญ่เป็น lymphocyte มักพบในเด็ก
  2. Acute myeloid leukemia [AML] พบมากในเด็กและผู้ใหญ่
  3. Chronic lymphocytic leukemia [CLL] พบมากในอายุมากกว่า 55 ปี
  4. Chronic myeloid leukemia [CML] พบในผู้ใหญ่

อาการของโรคมะเร็งเม็ดเลือด

อาการต่างๆเกิดจากเม็ดเลือดเสียหน้าที่เช่น เม็ดเลือดขาวเสียหน้าที่ผู้ป่วยจะมีการติดเชื้อง่ายมีไข้ เซลล์มะเร็งมีมากจะทำให้เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดมีน้อยทำให้เกิด ซีด และเลือดออกง่าย นอกจากนี้ยังเกิดอาการต่างๆตามที่เซลล์มะเร็งไปอยู่ เช่นปวดศีรษะ อาการที่พบบ่อยๆมีดังนี้

  • ไข้หนาวสั่น บางครั้งเหมือนหวัด
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด
  • มีการติดเชื้อบ่อย
  • บวมและเจ็บบริเวณต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม
  • เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนัง ไรฟัน ตา
  • ปวดกระดูก

การวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ทำได้ไม่ยากโดยแพทย์จะตรวจร่างกายพบตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลืองโตแพทย์จะเจาะเลือด เมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งแพทย์จะเจาะไขกระดูก หรือเจาะไขสันหลังเพื่อตรวจเซลล์มะเร็งในน้ำไขสันหลัง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว

การรักษาในผู้ป่วยแต่ละราย และมะเร็งแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน โดยหลักการการรักษาคือระยะแรกจะควบคุมโรคให้สงบ remission หลังจากนั้นจะป้องกันการกลับเป็นซ้ำ relapse ผู้ป่วยหลายรายสามารถหายขาดได้

วิธีการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว

  1. เคมีบำบัด Chemotherapy สามารถให้ได้ทั้งทางฉีดและการกิน มะเร็งบางชนิดอาจต้องให้เข้าไขสันหลัง
  2. รังสีรักษา Radiotherapy สามารถให้ได้ 2 กรณีคือให้รังสีบริเวณที่มะเร็งอยู่ เช่นม้าม อันฑะ หรืออาจให้ฉายรังสีทั้งตัวเพื่อเตรียมการปลุกถ่ายไขกระดูก
  3. การปลุกถ่ายไขกระดูก Bone marrow transplantation โดยการให้เคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับรังสีเพื่อทำลายเซลล์หลังจากนั้นจึงนำไขกระดูกของคนปกติฉีดเข้าไป ผู้ป่วยจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลจนกระทั่งร่างกายสามารถสร้างเม็ดเลือดได้
  4. การสร้างภูมิคุ้มกัน Biological therapy โดยการใช้ interferon กับเซลล์มะเร็งได้บางชนิด

การรักษาอื่นๆที่จำเป็น

เนื่องจากการรักษามะเร็งเม็ดเลือดมีโรคแทรกซ้อนมากดังนั้นการรักษาอื่น๐ก็มีความจำเป็นไม่แพ้กัน เนื่องจากผู้ป่วยอ่อนแอเกิดการติดเชื้อง่ายดังนั้นผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสถานที่ทีมีคนมากโดยเฉพาะช่วงที่เกิดการระบาดของโรค ถ้าได้รับการติดเชื้อที่รุนแรงจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ antibiotic

ภาวะโลหิตจางเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญและพบบ่อยหากเป็นมากอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่าย ถ้าซีดมากควรได้รับการเติมเลือด tranfussions ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจช่องปากก่อนการรักษา

ผลข้างเคียงของการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว

  1. เคมีบำบัด Chemotherapy หลักการให้เคมีบำบัดคือทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวเร็วซึ่งเซลล์มะเร็งแบ่งตัวเร็วดังนั้นจึงถูกทำลายมาก แต่ขณะเดียวกันการให้เคมีบำบัดก็ทำลายเซลล์ปกติ ดังนั้นอาการข้างเคียงจึงเกิดจากการที่เซลล์ปกติถูกทำลาย ผู้ป่วยจะคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ผมร่วง เป็นหมัน
  2. รังสีรักษา Radiotherapy บริเวณที่ฉายแสงขนหรือผมจะร่วง ผิวบริเวณดังกล่าวจะแห้ง คัน ห้ามใช้ lotion ก่อนปรึกษาแพทย์
  3. การปลุกถ่ายไขกระดูก Bone marrow transplantation ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เลือดออกผิดปกติ

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายก็สามารถเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้โดยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใด ๆ เลย

อาการของมะเร็งเม็ดเลือดขาว

  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิด ALL และ AML อาการที่พบได้สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มอาการ คือ
    1. อาการทั่วไป ที่พบได้บ่อยคือ มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ (เป็นได้ทั้งไข้ต่ำและไข้สูง แต่มักเป็นไข้สูง), อ่อนเพลีย, ซีด, เบื่ออาหาร, น้ำหนักตัวลดลง, ปวดกระดูกและข้อ
    2. อาการที่เกิดจากการทำงานของไขกระดูกผิดปกติ ซึ่งเกิดจากเซลล์มะเร็งไปเบียดบังและขัดขวางการสร้างเม็ดเลือดปกติอื่น ๆ ภายในไขกระดูก คือ
      • ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่าย มักมีไข้สูงเป็น ๆ หาย ๆ บ่อยกว่าคนทั่วไป (เพราะเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ให้ภูมิคุ้มกันป้องกันโรค)
      • ภาวะเม็ดเลือดแดงต่ำ ทำให้เกิดภาวะซีด ทำให้ผู้ป่วยอ่อนเพลีย ซีด เหนื่อยง่าย หน้ามืด เวียนศีรษะ และหัวใจเต้นเร็ว ในบางรายเมื่อมีภาวะซีดมากอาจมีอาการหอบเหนื่อยและหัวใจวายได้
      • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ทำให้มีจ้ำเขียวตามตัว หรือมีเลือดออกผิดปกติที่ผิวหนังเป็นจุดแดงเล็ก ๆ คล้ายจุดที่เกิดในโรคไข้เลือดออกกระจายทั่วตัว หรือมีเลือดออกง่ายตามที่ต่าง ๆ เช่น เลือดออกตามไรฟันหรือเลือดออกบ่อยในขณะแปรงฟัน เลือดกำเดาไหล ถ่ายเป็นเลือด ประจำเดือนออกมากผิดปกติ เป็นต้น (เพราะเกล็ดเลือดมีหน้าที่ช่วยกรแข็งตัวของเลือดและป้องกันเลือดออกง่ายผิดปกติ)
    3. อาการที่เกิดจากเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวแพร่กระจายไปสะสมในระบบน้ำเหลืองของร่างกาย เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย (เช่น ทำให้ได้ก้อนบวมที่บริเวณลำคอ รักแร้ หรือขาหนี) ตับและม้ามโตจนคลำได้ (ซึ่งปกติจะคลำไม่ได้) ทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ปวดท้อง
    4. อาการที่เกิดจากเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวแพร่กระจายไปสะสมในอวัยวะต่าง ๆ นอกเหนือจากในระบบน้ำเหลือง เช่น
      • สมอง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ตากลัวแสง ตาพร่ามัว คอแข็ง ชักกระตุก เดินเซ แขนขาอ่อนแรง หรือในบางรายอาจมีอาการกินมากขึ้น อ้วน และเกิดโรคเบาจืดได้
      • เนื้อเยื่อหุ้มสมอง ในเบ้าตา และที่เหงือก ทำให้เกิดก้อนคล้ายก้อนเนื้องอก สามารถพบได้ในทุกอายุ แต่มักพบในผู้ป่วยเด็กเล็ก
      • เนื้อเยื่อในช่องอก ทำให้เกิดก้อนเนื้อในช่องอกซึ่งอาจตรวจพบได้จากการเอกซเรย์ปอด หรือในบางรายที่มีอาการ อาจมีอาการหายใจลำบากจากก้อนเนื้อที่มีขนาดใหญ่ซึ่งไปเบียดปอด
      • ปอด อาจทำให้มีลักษณะคล้ายกับการอักเสบติดเชื้อของปอด เช่น มีอาการไข้ ไอ หอบเหนื่อย
      • ไต ทำให้ไตมีขนาดใหญ่ขึ้นและอาจส่งผลถึงประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง
      • ลำไส้ โดยมักพบในลำไส้ใหญ่มากกว่าลำไส้ส่วนอื่น ทำให้ผนังของลำไส้ทะลุ ผู้ป่วยจึงอาจมีเลือดออกในช่องท้องได้ ซึ่งจะทำให้ปวดท้องมากและซีดอย่างรวดเร็ว
      • ลูกอัณฑะ ทำให้ลูกอัณฑะโตใหญ่ผิดปกติ แต่มักไม่มีอาการเจ็บปวด
      • ผิวหนัง ทำให้เกิดก้อนเนื้อที่ผิวหนัง ซึ่งมักเกิดได้หลายจุดและมีขนาดแตกต่างกันไป ก้อนเนื้ออาจไม่มีสีหรือมีสีม่วงเล็กน้อย สามารถพบได้ในทุกอายุ แต่มักพบในเด็กแรกเกิด (ชนิด AML)
      • อนึ่ง อาการสำคัญที่พบได้บ่อยและทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มาพบแพทย์ คือ อาการซีด มีไข้สูง มีจ้ำเขียวตามตัวหรือมีเลือดกำเดาไหลซึ่งหยุดยากจากเกล็ดเลือดต่ำ ปวดกระดูกและข้อจนเดินไม่สะดวก มีก้อนที่คอ ซึ่งอาการเหล่านี้จะมีมาเป็นสัปดาห์หรืออาจเป็นเดือน และอาจพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย คือ เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง และท้องโตจากตับและม้ามโต
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังชนิด CML อาการที่พบจะมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะแบ่งอาการออกเป็น 3 ระยะ คือ
    1. ระยะเรื้อรัง (Chronic phase) ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งลักษณะของเซลล์จะค่อนข้างใกล้เคียงกับเซลล์เม็ดเลือดขาวปกติ แต่ไขกระดูกยังอาจทำงานได้เกือบปกติ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการไข้ เหงื่อออกในตอนกลางคืน ซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย มีจ้ำเขียวตามตัว รู้สึกแน่นท้องหรือปวดท้องเนื่องจากตับและม้ามโต และปวดกระดูกและข้อในผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดขาวจำนวนมาก ผู้ป่วยอาจมีอาการทางสมอง หายใจลำบาก และตามองเห็นได้ไม่ค่อยชัด (เกิดจากการมีเซลล์มะเร็งในสมอง ปอด และ/หรือในลูกตา) ผู้ป่วยจะอยู่ในระยะนี้นานประมาณ 3-5 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการรักษา อนึ่ง อาการที่พบบ่อยของโรคในระยะนี้ คือ อาการไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง แน่นท้อง คลำได้ที่ชายโครงซ้าย (ม้ามโต) หรืออาจไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ได้ แต่ตรวจเลือดพบว่าเป็นโรคนี้ได้โดยบังเอิญ
    2. ระยะระหว่างกลาง (Accelerated phase) เป็นระยะที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ก็ได้ เซลล์มะเร็งของผู้ป่วยจะเริ่มเปลี่ยนแปลงจากเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะใกล้เคียงเม็ดเลือดขาวปกติไปเป็นเซลล์ตัวอ่อน และเกิดภาวะเม็ดเลือดปกติต่ำ ทั้งเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด ดังนั้น ผู้ป่วยจึงมีอาการต่าง ๆ มากขึ้น คือ มีไข้ เหงื่อออกในตอนกลางคืน ซีด เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง เลือดออกง่าย และติดเชื้อได้ง่าย (ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น เคล็บซิลลา สูโดโมแนส หรือเชื้อไวรัส ที่พบได้บ่อยคือ งูสวัด หรือเชื้อรา เช่น แคนดิดา แอสเปอร์จิลลัส) และมีเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนมากขึ้น นอกจากนั้นโรคอาจแพร่กระจายเข้าสู่สมองได้บ่อย ผู้ป่วยจะอยู่ในระยะนี้ประมาณ 1-1.5 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการรักษาเช่นกัน
    3. ระยะรุนแรง (Blastic phase) ในระยะนี้เซลล์มะเร็งจะกลายเป็นเซลล์ตัวอ่อนเกือบทั้งหมด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด AML คือ โลหิตจาง เกล็ดเลือดต่ำ มีเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนจำนวนมากทั้งในเลือดและในไขกระดูก นอกจากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการคันและมีผื่นขึ้นตามมา หากผู้ป่วยมีเม็ดเลือดสูงมากกว่า 100,000 ตัวต่อเลือด 1 ลบ.มม. จะทำให้เกิดกลุ่มอาการเม็ดเลือดขาวสูงมาก (Hyperleukocytosis syndrome) ทำให้ไปอุดกั้นในหลอดเลือดในเนื้อเยื่ออวัยวะต่าง ๆ แล้วส่งผลให้เนื้อเยื่อหรืออวัยวะเหล่านั้นสูญเสียการทำงาน เช่น ในสมอง และในไต ผู้ป่วยจึงมักเสียชีวิภายในระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน แม้ว่าจะได้รับการรักษาก็ตาม
อาการลูคีเมีย
IMAGE SOURCE : www.medscape.com, leukaemiaunveiled.com, cancerwall.com
อาการมะเร็งเม็ดเลือดขาว
IMAGE SOURCE : ww.healthline.com

การแยกโรค

  • อาการเป็นไข้ ซีด และมีจ้ำเขียวตามตัว อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เช่น โรคไข้เลือดออก, โรคโลหิตจางจากภาวะไขกระดูกฝ่อ, ภาวะโลหิตเป็นพิษ เป็นต้น
  • อาการมีจุดแดง จ้ำเขียว หรือเลือดออกตามที่ต่าง ๆ เช่น เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล ถ่ายเป็นเลือด อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การกินยาต้านเกล็ดเลือด, เป็นโรคฮีโมฟิเลีย (เป็นโรคเลือดออกง่ายชนิดหนึ่งที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้) เป็นต้น
  • อาการต่อมน้ำเหลืองโต คือ มีก้อนบวมที่บริเวณลำคอ รักแร้ หรือขาหนีบ อาจเกิดจากโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ ได้ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งช่องคอ เป็นต้น

ระยะของมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ไม่มีการจัดระยะของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ยกเว้นชนิด CLL) เหมือนในโรคมะเร็งอื่น ๆ เพราะโรคนี้เป็นโรคที่เกิดในไขกระดูก เมื่อตรวจพบโรคจะแพร่กระจายในไขกระดูกทั่วตัวอยู่แล้ว แต่แพทย์จะแบ่งโรคตามความรุนแรงออกเป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงปานกลางและกลุ่มที่มีความรุนแรงสูง โดยแพทย์จะประเมินจากปัจจัยต่าง ๆ หลายอย่าง เช่น ปริมาณของเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดของผู้ป่วยที่ตรวจในครั้งแรกจากการตรวจเลือดซีบีซี (ถ้าพบผิดปกติมาก ความรุนแรงของโรคก็สูง), ชนิดของเซลล์มะเร็ง (ชนิด AML จะมีความรุนแรงกว่าชนิด ALL), อายุของผู้ป่วย (ในเด็กอ่อนและผู้สูงอายุจะมีความรุนแรงของโรคสูงกว่า), การมีความผิดปกติทางพันธุกรรมร่วมด้วย รวมถึงการมีโรคแพร่กระจายเข้าสู่เนื้อเยื่ออื่น ๆ นอกเหนือจากไขกระดูกหรือไม่ (เช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม สมอง โดยเฉพาะเมื่อแพร่กระจายเข้าสู่สมองจะมีความรุนแรงของโรคสูง)

สำหรับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิด CLL จะแบ่งออก 5 ระยะ คือ

  • ระยะที่ 0 เป็นระยะที่พบแค่เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Lymphocyte ในเลือดจำนวนมาก
  • ระยะที่ 1 เป็นระยะที่พบเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Lymphocyte ในเลือดจำนวนมาก และต่อมน้ำหลืองโตผิดปกติ
  • ระยะที่ 2 เป็นระยะที่พบเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Lymphocyte ในเลือดจำนวนมาก ตับหรือม้ามโต และต่อมน้ำเหลืองอาจโตผิดปกติ
  • ระยะที่ 3 เป็นระยะที่พบเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Lymphocyte ในเลือดจำนวนมาก และมีเซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำ ต่อมน้ำเหลือง ตับ หรือม้าม อาจโตผิดปกติ
  • ระยะที่ 4 เป็นระยะที่พบเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Lymphocyte ในเลือดจำนวนมาก เกล็ดเลือดต่ำ และอาจมีเซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำ ต่อมน้ำเหลือง ตับ หรือม้าม อาจโตผิดปกติ

ภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยของโรคนี้ ได้แก่ การติดเชื้อแทรกซ้อน และการตกเลือด ส่วนที่เป็นอันตรายร้ายแรงจนถึงชั้นเสียชีวิตได้ก็คือ เลือดออกในสมอง และภาวะโลหิตเป็นพิษ

ในรายที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด ALL อาจมีต่อมไทมัสโตกดท่อลม (ทำให้หายใจลำบาก) หรือท่อเลือดดำส่วนบน (ทำให้คอและแขนบวม)

ในรายที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด AML และ Acute promyelocytic leukemia อาจเกิดภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (Disseminated intravascular coagulation) ซึ่งอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

ในรายที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิด CLL อาจกลายเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดร้ายแรง หรือมีโรคมะเร็งปอดหรือผิวหนังเกิดขึ้นตามมาได้

การวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาว

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้จากการตรวจ

  • การซักประวัติอาการและการตรวจร่างกาย ซึ่งอาจพบว่าผู้ป่วยมีอาการไข้เรื้อรัง (นานเกิน 1 สัปดาห์) ซีด มีจุดแดงจ้ำเขียวตามตัว มีเลือดออกตามที่ต่าง ๆ (เช่น เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล ถ่ายเป็นเลือด ประจำเดือนออกมากผิดปกติ) ตับโต ม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่ง (บริเวณลำคอ รักแร้ ขาหนีบ)
  • การตรวจเลือดซีบีซี (CBC) มักพบว่าผู้ป่วยมีเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติมาก (อาจพบเป็นหลายหมื่นถึงหลายแสนตัวต่อเลือด 1 ลบ.มม. ซึ่งปกติจะมีอยู่ประมาณ 5,000-10,000 ตัวต่อเลือด 1 ลบ.มม.) หรือต่ำกว่าปกติ นอกจากนี้ยังอาจพบจำนวนเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติด้วย
    การตรวจเลือดซีบีซี
    IMAGE SOURCE : www.cancer.gov
  • การตรวจไขกระดูกทางพยาธิวิทยา (Bone marrow aspiration and biopsy) เป็นการตรวจที่มีความสำคัญและจำเป็น เพราะนอกจากจะเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคได้แล้ว ยังช่วยบอกความรุนแรงของโรคและใช้เป็นข้อบ่งชี้ในการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วยได้
    การตรวจไขกระดูก
    IMAGE SOURCE : www.cancer.gov
  • การตรวจพันธุกรรม เป็นการตรวจเพื่อแยกชนิดย่อยของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด ALL และบอกถึงความรุนแรงของโรคได้ และยังมีประโยชน์ในการตรวจติดตามผู้ป่วยภายหลังการรักษาได้ด้วย ซึ่งในกรณีนี้แพทย์สามารถใช้ติดตามโรคได้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของพันธุกรรมเท่านั้น
  • การตรวจโครโมโซม (สารพันธุกรรม) เพื่อดูความผิดปกติทางโครโมโซม โดยเฉพาะชนิด Philadelphia chromosome ซึ่งพบได้ประมาณ 90-95% ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิด CML
  • การเอกซเรย์ปอด เป็นการตรวจเพื่อดูความผิดปกติในช่องอกและปอด ซึ่งอาจพบว่ามีก้อนเนื้อในช่องอกได้
  • การเจาะน้ำไขสันหลัง มักทำในผู้ป่วยที่แพทย์สงสัยว่าโรคมีการแพร่กระจายเข้าสู่สมอง และ/หรือไขสันหลัง
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ เพื่อดูการทำงานของตับและไต (เพราะผู้ป่วยอาจมีการทำงานของตับหรือไตผิดปกติ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการให้ยาเคมีบำบัด), ดูระดับกรดยูริค (เพราะผู้ป่วยอาจมีระดับกรดยูริคสูงขึ้นได้มาก ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของไต), ดูระดับสารมะเร็งของโรคมะเร็งระบบวิทยา (เช่น แอลดีเอช (LDH) ซึ่งเป็นตัวบอกความรุนแรงของโรค), ดูระดับเกลือแร่ (เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งอาจมีระดับของสารเหล่านี้สูงขึ้นและก่อให้เกิดการเสียสมดุลของเกลือแร่จนเป็นอุปสรรคต่อการรักษาได้)
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นการตรวจเพื่อดูสภาพร่างกายทั่วไปก่อนเข้ารับการรักษา เพราะยาเคมีบำบัดบางชนิดมีผลข้างเคียงต่อหัวใจ

 

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว

  • วิธีการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยทั่วไปจะใช้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเป็นหลัก รังสีรักษาและการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด จะเป็นการรักษาเสริมเพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้นหรือหาย ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว การตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และอายุของผู้ป่วย โดยการรักษานั้นจะประกอบไปด้วย
    1. การรักษาตามอาการและแก้ไขภาวะแทรกซ้อน เช่น การให้เลือด ให้ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านจุลชีพเพื่อรักษาโรคติดเชื้อ เป็นต้น เป็นการรักษาที่มีความสำคัญอย่างมากตั้งแต่ในระยะแรก (โดยเฉพาะในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน) เพราะในช่วงแรกที่ได้รับการวินิจฉัยผู้ป่วยมักมีความผิดปกติหลายอย่าง เช่น มีไข้สูง ซีด อ่อนเพลีย มีเลือดออกผิดปกติ หายใจลำบาก ขาดน้ำ การทำงานของไตผิดปกติ เกิดการติดเชื้อ เป็นต้น แพทย์จึงจำเป็นต้องทำการรักษาภาวะต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้ผู้ป่วยมีสภาพร่างกายที่พร้อมก่อนที่จะให้การรักษาโรคต่อไป เพราะการให้ยาเคมีบำบัดในช่วงแรกที่มีภาวะเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลกระทบจากฤทธิ์ของยาได้หลายอย่างและรุนแรง
    2. การเฝ้าติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด (Watchful waiting) โดยที่ยังไม่ให้การรักษาใด ๆ ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิด CLL ถ้าผู้ป่วยยังไม่มีอาการ
    3. การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) นอกจากแพทย์จะให้การรักษาตามอาการและแก้ไขภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว การรักษาที่จำเป็นและมีผลต่อการควบคุมโรค คือ การให้ยารักษามะเร็งหรือยาเคมีบำบัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวทุกราย (ยกเว้นในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิด CLL ซึ่งอยู่ในระยะแรกที่ยังไม่มีอาการ โรคจะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้า ๆ แพทย์จะเลือกให้การรักษาแบบประคับประคองและเฝ้าติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด และจะเริ่มให้ยาเคมีบำบัดเมื่อผู้ป่วยมีอาการชัดเจนแล้วหรือมีการติดเชื้อซ้ำซาก เพราะในขณะที่ยังไม่มีอาการ การให้ยาเคมีบำบัดจะมีผลข้างเคียงซึ่งอาจไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับ) ซึ่งจะมีทั้งแบบกิน แบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และแบบฉีดเข้าทางน้ำไขสันหลัง ในปัจจุบันมียาเคมีบำบัดอยู่ด้วยกันหลายชนิด ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับชนิดและความรุนแรงของโรค ส่วนใหญ่จะใช้ยาหลายชนิดร่วมกันร่วม นอกจากนี้ยังมีการใช้ยาอื่น ๆ ร่วมกับยาเคมีบำบัดด้วย เช่น สารภูมิต้านทานกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal antibody), ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง, ยาสเตียรอยด์อย่างเพรดนิโซโลน (Prednisolone) สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด ALL, ยาอินเตอร์เฟอรอน (Interferon) สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิด CLL เป็นต้น
    4. การให้ยารักษาตรงเป้า (Targeted therapy) เป็นการรักษาด้วยยาหรือสารอื่นที่สามารถทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งได้โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติ แต่ยายังมีราคาแพงเกินกว่าผู้ป่วยทุกคนจะเข้าถึงได้ โดยยาที่มีการนำมาใช้ เช่น สารภูมิต้านทานกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal antibody), ยายับยั้งเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Tyrosine kinase inhibitor) เช่น อิมาทินิบ (Imatinib) เป็นต้น สำหรับยายับยั้งเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส แพทย์จะใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิด CML และตรวจพบ Philadelphia chromosome (เป็นโครโมโซมที่มียีนผิดปกติ เป็นตัวกำหนดการสร้างไทโรซีนไคเนสซึ่งเป็นตัวเร่งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว) ซึ่งยาช่วยในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ทำให้การรักษาได้ผลดีมากยิ่งขึ้น
    5. การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Biologic therapy) โดยการใช้ยาอินเตอร์เฟอรอน (Interferon) วิธีนี้สามารถใช้ได้กับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (CLL และ CML) ซึ่งยาไปกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อต้านเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดนั่นเอง
    6. การเปลี่ยนถ่ายพลาสม่า (Leukapheresis) เพื่อลดจำนวนเม็ดเลือดขาวอย่างรวดเร็ว จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงมากหรือมีอาการของเม็ดเลือดขาวอุดตันตามหลอดเลือด (Hyperleukocytosis syndrome)
    7. การใช้รังสีรักษา (Radiation therapy) แพทย์จะพิจารณาฉายรังสีในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันบางรายที่มีความเสี่ยงในการลุกลามเข้าสู่สมอง และในผู้ป่วยบางรายที่มีก้อนบวมมากเพราะเซลล์มะเร็งสะสม เช่น ตับโต ม้ามโต ก้อนที่อัณฑะ ต่อมน้ำเหลืองโต
    8. การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Bone marrow/Stem cell transplantation) โดยใช้ไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดของผู้บริจาค (Allogeneic bone marrow/stem cell transplantation) หรืออาจใช้ไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิดของผู้ป่วยเอง (Autologous bone marrow/stem cell transplantation) ซึ่งแพทย์จะทำการเก็บไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิดในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะโรคสงบ (Remission) ไว้ใช้ในภายหลัง (ปัจจุบันนิยมทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดมากกว่าไขกระดูก เพราะใช้เวลาฟื้นตัวสั้นกว่าและมีการติดเชื้อน้อยกว่า) การรักษาด้วยวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวหรือหายขาดจากโรคได้ แต่แพทย์อาจพิจารณทำในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของโรคสูง และในผู้ป่วยที่เกิดโรคกลับเป็นซ้ำ (Relapse) หลังจากให้ยาเคมีบำบัดจนโรคสงบไปสักระยะหนึ่งแล้ว
    9. การผ่าตัด เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคของไขกระดูกซึ่งเป็นทั่วตัว ดังนั้นจึงไม่สามารถทำการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคมะเร็งชนิดนี้ได้
  • การดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
    • ดูแลสุขอนามัยให้ดี การดูแลสุขอนามัยส่วนตัวเป็นเรื่องแรกที่ควรให้ความสำคัญ เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะติดเชื้อได้ง่าย
    • ดูแลรักษาความสะอาดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้ดี โดยเฉพาะสุขภาพในช่องปากและฟันที่เป็นช่องทางที่ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ผู้ป่วยควรเลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มเป็นพิเศษเพื่อลดการเกิดแผลและการติดเชื้อใ่องปาก
    • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เน้นผักผลไม้ให้มาก ๆ อย่างหลากหลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องผูกที่อาจทำให้เกิดแผลที่ทวารซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งของการติดเชื้อ
    • ดื่มน้ำสะอาดวันละมาก ๆ การดื่มน้ำวันละมาก ๆ ก็ช่วยให้ขับถ่ายได้ดีขึ้นเช่นกัน
    • พักผ่อนให้เพียงพอ
    • รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง อย่าให้มีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น
    • ไม่ซื้อยาทุกชนิดมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
    • เนื่องจากการดูแลตนเองและการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจะเหมือนกับโรคมะเร็งอื่น ๆ ซึ่งจะขอกล่าวถึงต่อไปอย่างละเอียดในเรื่อง การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็ง และการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง
  • ผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ผลข้างเคียงจะขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา และผลข้างเคียงจะสูงขึ้นเมื่อใช้หลายวิธีร่วมกัน และ/หรือผู้ป่วยเป็นเด็กทารก ผู้สูงอายุ มีสุขภาพไม่ดี สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีโรคประจำตัวเรื้อรัง (เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคภูมิต้านตนเอง)
    • ยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียงที่พบได้ คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ผมร่วง ภาวะซีด เป็นหมัน การทำงานของตับผิดปกติ การติดเชื้อจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ และการมีเลือดออกง่ายจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
    • ยารักษาตรงเป้า ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ ปวดศีรษะ ปวดตามตัว คลื่นไส้ มีผื่นขึ้น เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ มีความผิดปกติในการทำงานของตับ ยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดสิวทั่วตัว หรือบางชนิดอาจก่อให้เกิดภาวะเลือดออกง่าย เมื่อเกิดบาดแผลจะทำให้แผลต่าง ๆ ติดยาก และอาจเป็นสาเหตุทำให้ผนังลำไส้ทะลุได้
    • รังสีรักษา ผลข้างเคียงที่พบได้ คือ ผลข้างเคียงต่อผิวหนังตรงส่วนที่ได้รับการฉายรังสี และผลข้างเคียงต่อเนื้อเยื่อเฉพาะส่วนที่ได้รับการฉายรังสี เช่น ขนหรือผมจะร่วง ผิวบริเวณดังกล่าวจะแห้งและคัน เป็นต้น ซึ่งในโรคนี้มักจะเป็นฉายรังสีบริเวณสมองเพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระไปสู่สมอง
    • การปลูกถ่ายไขกระดูก ผลข้างเคียงที่พบได้ คือ เกิดการติดเชื้อรุนแรง, ร่างกายปฏิเสธไขกระดูกจากผู้อื่น (ปลูกถ่ายแล้วแต่ไขกระดูกไม่ติด ร่างกายไม่ยอมรับ), ไขกระดูกผู้อื่นปฏิเสธร่างกายเราเองแล้วก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต่าง ๆ, เกิดการอักเสบเรื้อรังของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร ตับ และปอด
    • อื่น ๆ นอกจากนั้นยังอาจมีผลข้างเคียงในระยะยาวได้ หากผู้ป่วยรอดชีวิตและอยู่ได้นานมากขึ้นหลายปี เช่น ระดับสติปัญญาต่ำลง มีอารมณ์แปรปรวน (ผลจากการฉายรังสีที่บริเวณสมองและจากการให้ยาเคมีบำบัดทางน้ำไขสันหลัง), อาจตัวเตี้ยกว่าปกติหรืออาจเกิดโรคอ้วน, มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งชนิดใหม่อีกชนิด (เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว เนื้องอกของสมอง) เป็นต้น
  • ผลการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ผลการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง อายุของผู้ป่วย ปริมาณของเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดที่ตรวจครั้งแรก และความผิดปกติทางพันธุกรรม ดังนี้
    • สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด ALL ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ (มักไม่เกิน 3-4 เดือน) เนื่องจากเกิดภาวะไขกระดูกล้มเหลวแล้วทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรง และ/หรือมีเลือดออกรุนแรงในอวัยวะที่สำคัญ โดยผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมจะมีโอกาสเข้าสู่ภาวะโรคสงบ (อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี) ประมาณ 70-85% และในผู้ป่วยผู้ใหญ่ประมาณ 20-50% (ผู้ใหญ่จะรุนแรงกว่าในเด็ก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุ 3-7 ปี ที่มักจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดีที่สุด ส่วนในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และในผู้ใหญ่อาจเกิดโรคกลับเป็นซ้ำ (Relapse) แพทย์จำเป็นต้องให้ยาเคมีบำบัด รังสีรักษา และอาจต้องทำการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิด
    • สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด AML ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ เนื่องจากเกิดภาวะไขกระดูกล้มเหลวแล้วทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรง และ/หรือมีเลือดออกรุนแรงในอวัยวะที่สำคัญ ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม หากเป็นผู้ป่วยในกลุ่มที่มีความรุนแรงปานกลาง พบว่าประมาณ 70-80% ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะรอดชีวิตและปลอดจากโรคได้นานถึง 5 ปี แต่หากเป็นผู้ป่วยในกลุ่มที่มีความรุนแรงสูง พบว่าน้อยกว่า 45% ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะรอดชีวิตหรือปลอดจากโรคได้นานถึง 5 ปี ส่วนผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หรือเป็นโรคชนิดนี้หลังจากได้รับยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาในการรักษาโรคมะเร็งอื่น ๆ มาก่อน ผลการรักษามักจะไม่สู้ดีนัก
    • สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิด CLL ถ้าตรวจพบตั้งแต่ในระยะแรกก็มักจะมีชีวิตอยู่ได้นานเกิน 10-20 ปี โดยผู้ป่วยสามารถทำงานและเรียนหนังสือได้ตามปกติ แต่ถ้าพบในระยะท้าย ๆ ก็อาจมีชีวิตอยู่ได้นาน 3-4 ปี
    • สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิด CML เมื่อได้รับการรักษามักจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 3-5 ปีนับจากการวินิจฉัยโรค (อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ประมาณ 40-80%) ซึ่งความแตกต่างในอัตราการรอดชีวิตนี้จะขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อยาที่ใช้ในการรักษาควบคุมโรคระยะเรื้อรัง ถ้าควบคุมโรคในระยะนี้ได้ดี โอกาสรอดชีวิตก็จะสูงขึ้น เพราะผู้ป่วยจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่เดือนถ้าโรคผ่านจะระยะเรื้อรังเข้าสู่ระยะระหว่างกลางและระยะรุนแรง นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยด้วย ส่วนผู้ป่วยที่ตรวจพบ Philadelphia chromosome ผลการรักษามักดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่พบโครโมโซมชนิดนี้ และประมาณ 60% ของผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิดจะหายจากโรคนี้ได้ ส่วนในรายที่กลายเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด AML ถ้าไม่ได้รักษาก็มักจะเสียชีวิตภายใน 2 เดือน แต่ถ้ารักษาก็อยู่ได้ประมาณ 8-12 เดือน

การป้องกันมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคนี้ เนื่องจากเรายังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรค แต่มีคำแนะนำและวิธีที่อาจช่วยลดโอกาสเกิดโรคนี้ได้บ้าง คือ

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีที่เป็นพิษ โดยเฉพาะกลุ่มของเบนซีน สารฟอร์มาลดีไฮด์ สารกัมมันตรังสีชนิดต่าง ๆ รวมถึงควันบุหรี่และการสูบบุหรี่
  • ลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารปรุงแต่งมากเกินไป เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่มีการดัดแปลงมีสารเคมี เป็นต้น เพราะมีการศึกษาและก็พบว่ามีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็ง ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอย่างเดียว โรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ ก็มีอุบัติการณ์สูงขึ้นด้วย ถ้าหากเราลดของพวกนี้ได้ก็จะลดปัจจัยการส่งเสริมมะเร็งได้
  • ในปัจจุบันสมาคมโรคมะเร็งแห่งอเมริกาได้แนะนำว่า คนทั่วไปควรรับประทานอาหารที่มีผลและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 สุ่ม ซึ่งจะช่วยลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งได้ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งชนิดใดก็ตาม
  • หากมีอาการที่น่าสงสัยว่าเป็นโรคนี้ เช่น มีไข้เรื้อรังนานเกิน 1 สัปดาห์ ซีด มีจุดแดงจ้ำเขียวตามตัว หรือมีเลือดออกผิดปกติตามที่ต่าง ๆ (เช่น มีเลือดกำเดาไหลซึ่งหยุดยาก เลือดออกตามไรฟัน ถ่ายเป็นเลือด) คลำได้ก้อนบวมที่บริเวณลำคอ รักแร้ หรือขาหนีบ เป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย
  • หากพบว่าเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวก็ควรติดตามการรักษากับแพทย์อย่างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพราะในปัจจุบันทางการแพทย์ได้มีการพัฒนาวิธีการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นหรือบางรายอาจหายขาดจากโรคได้ เพียงแต่ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และอดทนต่อผลข้างเคียงจากการบำบัดรักษาที่อาจเกิดขึ้น (เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร) ซึ่งมักจะเป็นเพียงชั่วคราว อย่าทิ้งการรักษาของทางโรงพยาบาลโดยพลการหรือหันไปใช้วิธีการรักษาทางอื่นโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจทำให้เสียชีวิต
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวไม่ใช่โรคติดต่อหรือเป็นโรคทางพันธุกรรม ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเป็นญาติพี่น้องกับผู้ป่วยไม่ควรกังวลหรือกลัวว่าจะติดโรคนี้จากผู้ป่วย

การตรวจคัดกรองมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีตรวจคัดกรองให้พบโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ การหมั่นสังเกตตนเองอยู่เสมอ รวมทั้งสังเกตบุตรหลาย และรีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ

เชื้อราในช่องคลอด

 

ขอบคุณที่มา
th.wikipedia.org
haamor.com
pobpad.com
medthai.com

เรื่องล่าสุด

เรื่องที่น่่าสนใจ