ลมชัก โรคภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรปล่อยละเลย อาจทำให้กลายเป็นลมบ้าหมูได้

Share This:

ลมชัก

ลมชัก

รู้หรือไม่ว่า จากสถิติขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้ป่วยอยู่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร และพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย

     สาเหตุของโรคลมชักนั้นไม่ไกลจากตัวเราเลย เพราะเวลาที่ร่างกายของเราอยู่ในภาวะที่อ่อนล้า อดนอน อดอาหาร เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือเกิดการกระตุ้นจากเครื่องดื่มอย่างแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ก็อาจมีผลทำให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคลมชักได้แล้ว

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะการทำงานของสมองเรานั้นถ้าเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับแผงวงจรไฟฟ้า ถ้าเกิดความผิดปกติของกระแสวงจรในสมองทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจรหรือกระแสไฟฟ้าช็อต ก็จะทำให้เกิดอาการชักได้ นอกจากนี้โรคยังมีอาการที่หลายแบบ ซึ่งทำให้บางคนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็นโรคนี้อยู่

ยกตัวอย่างเช่นบางรายอาจมีอาการเหม่อลอย เบลอ จำอะไรไม่ได้ไปชั่วขณะ ถ้ามีอาการเหล่านี้ซ้ำๆ อาจจะมีอาการวูบตามมา บางคนวูบแบบจำเหตุการณ์ได้ แต่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ บางคนรู้สึกเหมือนสมองสั่งงานไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์หรือการสั่งงานของตัวเองช้าลง

นอกจากนี้ยังอาจมีอาการแปลกๆ อย่างเห็นภาพหมุน เห็นแสงจ้าสีสันหลากหลาย ตรงจุดนี้จะต่างจากผู้ป่วยโรคไมเกรนซึ่งจะเห็นแสงจ้าขาวดำ บางคนเห็นภาพหลอน หูแว่ว กลัว และหลายคนมีอาการทางจิตประสาทร่วมด้วย เพราะถ้าคลื่นไฟฟ้าที่สมองส่วนที่ควบคุมจิตใจผิดปกติ ก็อาจจะมีอาการเดจาวู (Deja Vu) เกิดความรู้สึกคุ้นเคยทั้งที่ไม่เคยรู้จักหรือเข้าไปที่ไหนก็รู้สึกเหมือนเคยเจอใครที่นั่นมาก่อน หรือในทางตรงกันข้ามสิ่งที่คุ้นเคยก็อาจจะรู้สึกแปลกไป เมื่อพบแพทย์หรือทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าในสมอง ถึงจะบอกได้ว่ามีภาวะของโรคลมชัก

 

ผู้ป่วยที่มีอาการชักและแพทย์สงสัยว่าเป็นโรคลมชักจะได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง(EEG, Electroencephalogram) เพื่อยืนยันว่ามีความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าสมองเข้าได้กับโรคลมชักหรือไม่ ในบางกรณีถ้าผู้ป่วยมีอาการชักผิดปกติชัดเจนที่แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยได้เลยก็ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง

ถ้าผลการตรวจยืนยันว่าเป็นโรคลมชัก ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจภาพสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง หรือตรวจแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (เอมอาร์ไอ) ซึ่งสามารถบอกรายละเอียดของสมองได้ดีกว่าการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ซึ่งการตรวจภาพดังกล่าวเพื่อหาสา เหตุของการเกิดโรคลมชัก

 

     ใครที่เกิดอาการแบบนี้ไม่ต้องกังวล แต่สิ่งที่ต้องทำก็คือรีบหาสาเหตุให้เร็วที่สุด อย่างเช่นการตรวจวินิจฉัยหาตำแหน่งการเกิดลมชักจากสมอง โดยใช้วิธีการตรวจที่เหมาะสมที่ศูนย์ตรวจการนอนหลับและศูนย์กรุงเทพ (Bangkok Sleep & Epilepsy Center) โรงพยาบาลกรุงเทพ

     ที่โรงพยาบาลกรุงเทพใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) หรือการตรวจเครื่องไฟฟ้าสมองพร้อมการตรวจการทำงานของสมอง ผ่านเครื่อง EEG – fMRI Brain เครื่องนี้ช่วยเช็คคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติในผู้ป่วยโรคโดยคนไข้เข้าไปอยู่ในเครื่องสแกน แล้วติดอุปกรณ์วัดคลื่นไฟฟ้าสมองพิเศษที่สามารถต้านทานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ เครื่องนี้สามารถบันทึกข้อมูลและมองเห็นว่าสมองของเราทำงานยังไง ทำให้ช่วยหาตำแหน่งของโรคได้เพื่อใช้ในการรักษาขึ้นต่อไป

 

 

ภาพแสดงการตรวจ EEG-fMRI

     อีกหนึ่งวิธีตรวจที่น่าสนใจก็คือ การตรวจด้วยเครื่อง PET Scan วิธีนี้ถือเป็นการตรวจเซลล์สมองที่มีความผิดปกติ สามารถตรวจหาโรคเฉพาะจากภาพ ทางแพทย์จะสามารถวินิจฉัยตรวจหาตำแหน่งที่ก่อให้เกิดอาการชักได้ นอกจากนี้ยังมีการตรวจทางกัมมันตรังสี (Ictal SPECT) โดยทีมแพทย์ของโรงพยาบาลกรุงเทพจะฉีดสารเข้าไปขณะที่ผู้ป่วยมีอาการชัก เพื่อตรวจดูตำแหน่งสมองบริเวณที่มีคลื่นไฟฟ้าผิดปกติ

ลมชัก

ภาพเครื่อง PET Scan 

 

    ด้วยการวินิจฉัยและเครื่องมือที่ได้มาตรฐานทำให้ใช้เวลาพักฟื้น 1-2 สัปดาห์ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในความดูแลของทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ ประจำศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ

อ่านมาถึงตรงนี้เริ่มรู้สึกกันแล้วใช่ไหมล่ะว่าสาเหตุของโรคนั้นไม่ไกลตัวเราเลยสักนิด และเรื่องของอาการนั้นก็ดูเหมือนจะต้องใช้ความใส่ใจในการสังเกตเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นคนที่เป็นโรคนี้จึงควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง โชคดีที่สมัยนี้เรามีการรักษาที่ทันสมัยที่ช่วยให้เราสามารถกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปกติได้

 

ผู้ป่วยโรคลมชักจะได้รับการรักษาด้วยยากันชักเป็นระยะเวลานานประมาณ 2 ปีครึ่งถึง 3 ปี เพื่อควบคุมไม่ให้มีอาการชักอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปีนับตั้งแต่ควบคุมอา การชักได้ และกรณีที่มีสาเหตุ เช่น เนื้องอกสมองติดเชื้อในสมอง (สมองอักเสบ) ต้องได้รับการรักษาแก้ไขสาเหตุนั้นๆร่วมด้วย

การปฏิบัติตัวให้ถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญในการรักษา ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยง“สิ่งกระตุ้น” ต่างๆที่อาจก่อให้เกิดอาการชัก เช่น

  • การอดนอน

  • การดื่มแอลกอฮอล์

  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ

  • ภาวะไข้สูง

  • การเล่นกีฬาหรือทำงานจนเหนื่อยมาก

  • การเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน

  • การขาดยากันชัก ผู้ป่วยจึงต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งทุกวันให้ครบถ้วน ถูก ต้อง

อนึ่งสำหรับผู้ป่วยที่ต้องขับรถควรหลีกเลี่ยงเพราะถ้ามีอาการชักขณะขับรถจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

บางกรณีผู้ป่วยจะมีอาการเตือนก่อนที่จะมีอาการชัก เช่น ปั่นป่วนในท้อง จุกแน่นหน้าอก ชามือ แขน-ขา หรือกระตุกก่อนที่จะมีอาการชักเกร็ง กระตุกทั้งตัวและหมดสติ ดังนั้นเมื่อเริ่มมีอาการเหล่านี้ ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลได้แนะนำไว้ เช่น ต้องอยู่ในที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการล้ม ชัก แล้วเกิดอุบัติเหตุซ้ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ดีระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับการรักษา อาจเกิดอาการชักขึ้นได้ การช่วยเหลือที่ถูก ต้องต่อผู้ป่วยที่กำลังชัก คือ การป้องไม่ให้เกิดอุบัติเหตุและป้องกันการสำลักโดยการจับผู้ป่วยนอนลงในที่ปลอดภัย จัดตะแคงศีรษะไปด้านข้างเพื่อป้องกันการสำลักน้ำลาย คลายเสื้อผ้าให้หลวม ไม่ควรงัดปากผู้ป่วยเพื่อนำช้อน นิ้วมือ หรือวัสดุใดๆใส่เข้าไปในปากของผู้ป่วย เพราะจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยและผู้ช่วยเหลือ ไม่ควรกดหน้าอก ท้องหรือยึดรั้งแขนขาผู้ป่วย ที่สำ คัญผู้ช่วยเหลือควรตั้งสติตนเองให้ดี

ภายหลังการหยุดชักทุกครั้งไม่จำเป็นต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพราะส่วนใหญ่การชักจะหยุดได้เองโดยไม่ต้องได้รับการรักษาใดๆ จะนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการชักนานมากกว่า 5-10 นาทีและไม่รู้สึกตัวหรือชักนานกว่าทุกครั้งที่มีอาการ หรือมีอุบัติ เหตุเกิดขึ้นในขณะชัก เช่น ล้มลงศีรษะแตก เป็นต้น

 

     เอาล่ะ! คราวนี้อย่าลืมหันมาใส่ใจคนรอบข้างและดูแลกันให้ดี เพื่อสุขภาพของร่างกายและสมองที่ยืนยาว

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องล่าสุด

เรื่องที่น่่าสนใจ