วิธีการส่งเสริมสุขภาพจิต เพื่อช่วยปลดล็อคความเครียด

Share This:

 

สถิติล่าสุดเมื่อกลางปี 2557 จากกรมสุขภาพจิตระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตมากกว่า 450 ล้านคน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย

วิธีส่งเสริมสุขภาพจิต ช่วยปลดล็อคความเครียด thaihealthเมื่อย้อนกลับมาดูประเทศไทยในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยทางสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยแต่ละปีมีจำนวนผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตไม่น้อยกว่า 1.4 ล้านราย ขณะที่ ประเภทของโรคสุขภาพทางจิตที่พบมากที่สุด เป็นโรคทางจิตเวช รองลงมา คือ โรควิตกกังวล ปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ เช่น โรคซึมเศร้า และติดสารเสพติด

ทั้งนี้ เมื่อคนสุขภาพจิตไม่ดีเมื่อเผชิญปัญหาในชีวิต จะเกิดอาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางจิตใจ  อารมณ์ แสดงพฤติกรรม หรือปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายที่แสดงภาวะไม่สมดุล เช่น หากเป็นอาการทางกายเมื่อเกิดความเครียด ประสาทอัตโนมัติภายในร่างกายถูกเร้าให้ทำงานเพิ่มขึ้น อวัยวะภายในซึ่งถูกกำกับโดยประสาทอัตโนมัติถูกกระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น ได้แก่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หลอดเลือดหดตัวจนเกิดความดันโลหิตสูง ปอดหลอดลมจะตีบหายใจลำบาก กระเพาะอาหารหลั่งกรดจำนวนทำให้เกิดแผล  ลำไส้บีบตัวจนท้องเสียหรือคลื่นไส้อาเจียน กล้ามเนื้อร่างกายเกิดการสั่นเกร็ง กระตุก จนปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คอ และเอวด้านหลัง ต่อมเหงื่อทำงานหนัก ถ้าเป็นบ่อยๆ ก็จะก่อให้เกิดโรคถาวร

นอกจากนี้ ความเครียดทำให้จิตใจเกิดความรู้สึกวิตกกังวล ไม่สบายใจ บางคนมีอารมณ์ซึมเศร้า ท้อแท้ร่วมด้วย เบื่อ หงุดหงิด ไม่สนุกสนานสดชื่นร่าเริงเหมือนเดิม และทำให้เกิดอาการอื่นๆ ตามมา ได้แก่ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ เพลีย  เหนื่อยง่าย  เหนื่อยหน่าย ความเครียดถ้ามีมากและต่อเนื่องจะทำให้สมองมึน งง เบลอ ขาดสมาธิ ความคิดความอ่านและความจำลดลง การตัดสินใจช้าไม่แน่นอน ไม่มั่นใจตนเอง ซึ่งทั้งหมดส่งผลต่อเนื่องไปยังการมีอาการทางจิต และความคิดมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ เช่น มองโลกในแง่ร้าย ความคิดกังวลล่วงหน้า ย้ำคิดย้ำทำ

ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยป่วยด้านสุขภาพจิตมากขึ้นนั้น นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยว่า ต้นเหตุของการเกิดโรคนั้นมีหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ตลอดจนการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ทำให้นำไปสู่ปัญหาทางสังคมที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น การหย่าร้าง ปัญหาเด็กและผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ปัญหาแม่วัยใส ปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด ปัญหาก่อการร้าย ปัญหาการฆ่าตัวตายและฆ่าผู้อื่น ฯลฯ

“สุขภาพจิตของตัวเองถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเราจะต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อนจึงแบ่งปันสู่คนอื่นได้ การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม รวมถึงต้องสามารถเผชิญกับปัญหาและความจริงของชีวิตได้ดี มีภูมิคุ้มกัน เมื่อนั้นเราก็จะมีสุขภาพจิตที่ดี” อธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะนำเพิ่ม

วิธีส่งเสริมสุขภาพจิต ช่วยปลดล็อคความเครียด thaihealthไม่ต่างจาก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่มองว่า “สุขภาพจิตใจ” เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตที่เป็นสุข ฉะนั้น การ “ส่งเสริมสุขภาพจิต” จะช่วยให้คนในสังคม ปรับชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่ทั้งการเรียน การทำงาน สังคม ความคิด และอารมณ์ ช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวชได้ โดย ผศ.นพ.พนม เกตุมาน ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายหลักการส่งเสริมสุขภาพจิตให้ฟังว่า สามารถทำได้โดยการสร้างปัจจัยป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงของสาเหตุปัญหาสุขภาพจิต ดังนี้

1. การส่งเสริมสุขภาพร่างกาย ให้แข็งแรงปราศจากโรคด้วยการออกกำลังกาย

2. การส่งเสริมทางจิตใจ เช่น การฝึกสู้ปัญหาให้เกิดความเคยชิน ไม่หลบเลี่ยง พัฒนาตนเองให้ปรับตัวได้มากขึ้นเมื่อพบปัญหา มองโลกในแง่บวก สนุกไปกับการเปลี่ยนแปลง หาทางแก้ปัญหาอย่างท้าทายและลงมือแก้ไขที่สาเหตุ หรือไม่ก็หากิจกรรมสร้างความสุขคืนความสงบให้กับตัวเอง การมีความสุขจากการเป็นผู้ให้ก็ย่อมทำได้เช่นกัน นอกจากนี้ การมีที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้และให้คำแนะนำ ก็ช่วยให้หลายคนห่างไกลจากการป่วยด้านสุขภาพจิตได้

3.เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับตนเอง  ด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย เน้นสงบปราศจากสิ่งเร้า ที่สำคัญควรจัดแบ่งเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนหย่อนใจให้สมดุลกัน เช่น ทำงาน  8 ชั่วโมง พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย 8  ชั่วโมง อีก 8 ชั่วโมงที่เหลือคือเวลานอน และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น เหล้า บุหรี่

แต่ถ้าหากไม่สามารถแก้ไขที่สาเหตุได้ ยังมี “เทคนิคการผ่อนคลายความเครียดด้วยตนเอง” เกี่ยวกับเรื่องนี้  ผศ.นพ.พนม แจงว่า สามารถทำได้ผ่านการ ฝึกสมาธิ สติ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ  การฝึกลมหายใจ (breathing exercise) เล่นกีฬาที่ได้ระบายอารมณ์แต่มีกติกาปลอดภัย นวดกล้ามเนื้อที่มีการหดเกร็งปวดให้คลายออก ช่วยให้ความเครียดลดลง โดยผู้นวดต้องได้รับการฝึกอย่างดี การไปพักผ่อนในที่ผ่อนคลาย หรือการฟังดนตรีนุ่มนวลจังหวะไม่เกิน 60 ครั้งต่อนาที ไม่ควรมีเนื้อร้อง และควรเป็นเสียงธรรมชาติ การทำงานศิลปะต่างๆ ก็สามารถทำให้ผ่อนคลายได้เช่นกัน

“อีกวิธีหนึ่งคือการฝึกประสาทอัตโนมัติ ซาวน่า  โดยการแช่ในน้ำเย็นจัดสลับกับการอบไอน้ำร้อนจัด อย่างละ  10-20  นาที เพื่อให้ประสาทอัตโนมัติเกิดการเปลี่ยนแปลงตามอย่างรวดเร็ว  แต่วิธีนี้ควรทำเมื่อร่างกายแข็งแรง” ผศ.นพ.พนมกล่าวกำชับ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวโดยสรุปว่า การเรียนรู้เตรียมตัวและฝึกฝนให้เผชิญกับชีวิต สามารถเริ่มได้ตั้งแต่วัยเด็ก โดยผู้ปกครองควรส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ผ่านความสุขแบบพอเพียงตามแนวคิดโครงการ Happy Workplace โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อให้พัฒนาเป็นบุคลิกภาพที่ดี มีสุขภาพจิตที่ดี  ในอนาคต ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิต และมีความสุขในการดำเนินชีวิตสืบไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องล่าสุด

เรื่องที่น่่าสนใจ