หางนกยูงฝรั่ง รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของต้นหางนกยูงฝรั่ง

Share This:

หางนกยูงฝรั่ง

 

 

หางนกยูงฝรั่ง

 

หางนกยูงฝรั่ง ชื่อสามัญ Flam-boyant, The Flame tree, Royal poinciana

หางนกยูงฝรั่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Delonix regia (Hook.) Raf. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

สมุนไพรหางนกยูงฝรั่ง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า นกยูงฝรั่ง อินทรี (ภาคกลาง), หงอนยูง (ภาคใต้), นกยูง นกยูงฝรั่ง ชมพอหลวง ส้มพอหลวง (ภาคเหนือ), ยูงทอง (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เป็นต้น หางนกยูงฝรั่ง (อังกฤษ: Flam-boyant, The Flame Tree, Royal Poinciana) หรือที่เรียกว่า นกยูง, นกยูงฝรั่ง, ชมพอหลวง, ส้มพอหลวง (ภาคเหนือ), หงอนยูง (ภาคใต้), อินทรี (ภาคกลาง), และยูงทอง (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) พันธุ์ไม้จากทวีปแอฟริกาอยู่ในวงศ์พืชตระกูลถั่ว เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบในหน้าแล้ง ทรงพุ่มต้นแผ่กว้าง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ดอกเป็นช่อออกที่ปลายกิ่ง มีกลีบห้ากลีบ สีแดงจัดจนถึงสีส้ม ฝักเป็นลักษณะฝักถั่วแบนยาว เมื่อแก่จะเป็นฝักแห้งแข็งสีดำ

มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Delonix regia (Bojer) Raf. อยู่ ในวงศ์ถั่ว (Leguminosae) เช่นเดียวกับนนทรี ขี้เหล็ก ประดู่แดง ชงโค คูนกาหลง กัลปพฤกษ์ และก้ามปู เป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่บนเกาะมาดากัสการ์ ทวีปแอฟริกา ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2367 โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลีย[2]

ในประเทศไทยมีผู้นำเข้ามาปลูกเพื่อความสวยงาม โดยปัจจุบันมีต้นหางนกยูงสองชนิดคือและหางนกยูงไทยที่เป็นไม้พุ่มและดอกสีสดใสหลากสี

 

 

ประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของต้นหางนกยูงฝรั่ง

 

  1. เมล็ดอ่อนสามารถนำมารับประทานสดได้ แต่ถ้าเป็นเมล็ดแก่ต้องนำมาทำให้สุกก่อนจึงจะสามารถรับประทานได้ (เนื่องจากเมล็ดแก่มีสารประกอบบางชนิดที่เป็นพิษ และจะถูกทำลายได้โดยความร้อน)
  2. เมล็ดสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้ เช่น การนำมาทำเป็นขนมหวานด้วยวิธีต้มกับน้ำตาลราดกะทิ เป็นต้น
  3. ต้นเป็นต้นไม้ที่เป็นทรงพุ่มสวยงดงามมาก สีของดอกดูสวยสดใส เป็นต้นไม้ที่ปลูกได้ง่ายและทนทานต่อสภาพอากาศแห้งแล้ง มักนิยมปลูกไว้ประดับตามสถานที่ราชการต่าง ๆ รวมไปถึงสวนสาธารณะและตามขอบถนนหนทางต่าง ๆ
  4. รากนำมาต้มหรือนำมาทอดรับประทานร่วมกับอาหารได้
  5. สรรพคุณของต้น สรรพคุณของลำต้นนำมาฝนใช้ทาแก้พิษ ถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ (ลำต้น)
  6. ลักษณะของผลเป็นฝักแบนแข็ง โค้งเป็นรูปดาบ ยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ลักษณะของฝักเป็นข้อ ๆ แต่ละข้อจะมีเมล็ด 1 เมล็ด เมื่อฝักแก่จะแตกออก และในฝักมีเมล็ดเรียงอยู่ตามขวางประมาณ 20-40 เมล็ด เมล็ดอ่อนมีสีเขียว ส่วนเมล็ดแก่เต็มที่จะเป็นสีเทาอมขาว ลักษณะค่อนข้างเป็นทรงกลม (หรือทรงกระบอกหัวท้ายมน)
  7. ดอกหางนกยูงฝรั่ง ลักษณะเป็นช่อดอก ออกดอกตามปลายกิ่งและตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ยาวงอนออกมาเหนือกลีบดอก กลีบดอกประกอบด้วย 2 สี คือสีแดงและสีเหลือง แต่เวลามองอาจจะเห็นเป็นสีแสด ซึ่งดอกใดที่มีสีเหลืองมากกว่า ดอกก็เป็นสีแสดออกเหลือง ๆ แต่ถ้าดอกใดมีสีแดงมากกว่าก็จะออกเป็นสีแสดออกแดง (แต่ก็มีหางนกยูงบางต้นที่สามารถออกดอกเป็นสีแดงแท้ ๆ และดอกสีเหลืองแท้ได้เหมือนกัน แต่ก็หาดูได้ยากนัก) ปกติแล้วโดยทั่วไปจะพบแต่หางนกยูงดอกสีแสด และดอกหางนกยูงฝรั่งจะออกดอกและทิ้งใบอยู่ใต้ต้นเหลือแต่บอกที่บานสะพรั่ง ทำให้ดูงดงามมากเป็นพิเศษ โดยในประเทศไทยฤดูที่ออกดอกของต้น ก็คือในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม
  8. เป็นไม้ดอกไม้ประดับ สองข้างทาง ให้ความร่มเงา รากนำมาต้มหรือทอดรับประทานกับอาหาร เป็นยาขับโลหิตในสตรี แก้อาการบวมต่างๆ ลำต้นนำมาฝนทาแก้พิษ ถอนพิษสัตว์ต่อยกัดได้  เมล็ดอ่อนของหางนกยูงฝรั่งนำมากินสดๆ ได้ สำหรับเมล็ดแก่ต้องนำมาทำให้สุกเสียก่อนจึงจะใช้กินได้ เพราะมีสารประกอบบางชนิดที่เป็นพิษ แต่จะถูกทำลายด้วยความร้อน
  9. ผลแห้งแตกสองตะเข็บ เป็นฝักทรงแบน กว้าง 3.5-5 ซม. ยาว 30-60 ซม. เปลือกแข็ง สีเขียว เมื่อสุกสีน้ำตาลอมดำ เมล็ดเรียงตามขวางของฝัก เมล็ดมีเปลือกแข็งรูปรี สีดำ 30-50 เมล็ดต่อฝัก ติดผลเดือน ก.ค.-ต.ค. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
  10. ดอก สีแดงอมส้มหรือเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงหลั่นขนาดใหญ่ ที่ด้านข้างกิ่งและปลายกิ่ง ดอกรูปดอกหางนกยูง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปขอบขนาน ผิวด้านนอกสีเขียวสด ผิวด้านในสีแดงอมส้มหรือเหลือง กลีบดอก 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน เกสรเพศผู้ 10 อัน เส้นผ่านศูนย์กลาง ดอก 5-7 ซม. ออกดอกเดือน มี.ค.-มิ.ย.
  11. ใบ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้นปลายคู่ เรียงเวียนสลับ แกนกลางใบ ประกอบยาว 20-40 ซม. แยกแขนงตรงข้าม 12-20 คู่ ยาว 8-15 ซม. ใบย่อย 20-30 คู่ เรียงตรงข้าม รูปไข่แกมรูปขอบขนานกว้าง 0.2-0.3 ซม. ยาว 0.5-1 ซม. ปลายใบมนโคนใบเบี้ยว แผ่นใบบางแต่ค่อนข้างเหนียว สีเขียวเรียบเกลี้ยง

 

 

 

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ต้นโตเต็มที่สูงราว 12 – 18 เมตร เรือนยอดแผ่กว้างทรงกลมคล้ายร่ม แผ่กิ่งก้านออกคล้ายก้ามปู แต่มีขนาดเล็กกว่า ลำต้นเกลี้ยง เปลือกสีน้ำตาลอ่อนอมขาวถึงสีน้ำตาลเข้ม โคนต้นเป็นพูพอน มักมีรากโผล่พ้นดินออกโดยรอบเมื่อโตเต็มที่ ใบเป็นใบประกอบขนนกสองชั้นเรียงเวียนสลับและมีใบย่อยเรียงตรงข้ามกัน ขนาดใบย่อยใกล้เคียงกับใบย่อยของมะขาม แผ่นใบรูปขอบขนาน ปลายกลมโคนเบี้ยว ผิวใบเกลี้ยง เป็นพืชผลัดใบ[3] ในประเทศไทยมักผลัดใบในฤดูร้อนช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน

ออกดอกดกและทิ้งใบทั้งต้น เหลือแต่ดอกบานสะพรั่งดูงดงามเป็นพิเศษ ช่อดอกออกตามปลายกิ่ง และตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบ และเกสรตัวผู้ยาวงอนออกมาเหนือกลีบดอก กลีบดอกหางนกยูงความจริงประกอบด้วยสี 2 สี คือสีแดงและสีเหลือง แต่ส่วนใหญ่จะมี 2 สีนี้อยู่ด้วยกันจึงเห็นเป็นสีแสด ดอกใดที่สีเหลืองมากกว่าก็เป็นสีแสดออกเหลือง ดอกใดสีแดงมากกว่าก็เป็นสีแสดออกแดง แต่ก็มีหางนกยูงบางต้นออกดอกสีแดงแท้ๆ และบางต้นออกดอกสีเหลืองบริสุทธิ์ซึ่งหาได้ยาก โดยทั่วไปจึงพบแต่หางนกยูงฝรั่งสีแสด ทั้งนี้ผลของหางนกยูงฝรั่งเป็นฝักแบนโค้งรูปดาบ และเมล็ดเรียงตามขวาง

 

ขอบคุณที่มา
th.wikipedia.org
puechkaset.com
medthai.com