หางไหลแดง รวมสรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของต้นหางไหลแดง

Share This:

หางไหลแดง

หางไหลแดง ชื่อสามัญ Tuba Root, Derris[2]

หางไหลแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris elliptica (Wall.) Benth. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)[1]

สมุนไพรหางไหลแดง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กะลำเพาะ (เพชรบุรี), อวดน้ำ (สุราษฎร์ธานี), ไหลน้ำ ไกล เครือไกลน้ำ (ภาคเหนือ), โพตะโกส้า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), โล่ติ๊น เป็นต้น

 

สรรพคุณและประโยชน์ทั้งหมดของต้นหางไหลแดง

 

  1. ตำรับยาพื้นบ้านจังหวัดสุโขทัย จะใช้เถาหางไหลแดงนำมาตากให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใช้ดองกับเหล้ากินเป็นยาขับโลหิตและบำรุงโลหิตของสตรี (เถา)[3]
  2. เถาผสมกับยาอื่นปรุงเป็นยาแก้ประจำเดือนเป็นลิ่มหรือเป็นก้อน และเป็นยาขับประจำเดือน (เถา)[4]
  3. เถาตากแห้ง นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใช้ดองกับเหล้ากินเป็นยาถ่ายลม ถ่ายเสมหะ ถ่ายโลหิต และถ่ายเส้นเอ็น ทำให้เส้นเอ็นหย่อน (เถา)[3]
  4. ใช้รักษาหิด เหา และเรือด ด้วยการใช้เถาสดยาวประมาณ 2-3 นิ้วฟุต นำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมันพืช ใช้ชโลมบนเส้นผมทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วสระออกให้สะอาด โดยให้สระติดต่อกัน 2-3 วัน (เถา)
  5. ผลหางไหลแดง ผลมีลักษณะเป็นฝักแบน ฝักเป็นรูปขอบขนานถึงรูปใบหอก ปลายและโคนฝักแหลม มีขนาดกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.5-8.5 เซนติเมตร คอดตามแนวของเมล็ด ฝักอ่อนเป็นสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนแดงเมื่อแก่ ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 1-4 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลมและแบนเล็กน้อย มีสีน้ำตาลปนแดง เมื่อฝักแก่ฝักจะแยกออกจากกัน
  6. ดอกหางไหลแดง ออกดอกเป็นช่อกระจะตามซอกใบ ช่อดอกแต่ละช่อมีความยาวประมาณ 22.5-30 เซนติเมตร มีขนสั้นหนานุ่ม ดอกเป็นสีชมพูหรือสีชมพูแกมม่วง เมื่อบานเต็มที่จะเป็นสีชมพูอ่อน
  7. การใช้เพื่อควบคุมศัตรูพืช โดยนำเถาหรือรากอายุ 1 ปีขึ้นไป มาสับเป็นชิ้นเล็กๆหรือบดให้ละเอียด แช่น้ำในอัตรา 0.5-1 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แช่นาน 2-3 วัน ระหว่างแช่ ควรกวน 1-2 ครั้ง/วัน หลังจากนั้น นำน้ำหมักมากรองแยกเอาเฉพาะส่วนน้ำ นำมารดหรือฉีดพ่นบริเวณแปลงผักหรือแปลงเกษตรอื่นๆ เพื่อป้องกัน และกำจัดหนอนหรือแมลงศัตรูพืช ได้แก่ หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะฝัก มวนปีกแก้ว เพลี้ยจักจั่นมะม่วง เพลี้ยอ่อนกะหล่ำ เพลี้ยจักจั่นฝ้าย เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่นสีเขียว เพลี้ยไฟ และหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด แมลงวัน ตั๊กแตน ด้วงงวงถั่ว ด้วงเต่าแตง ด้วงหมัดผัก หอยเชอรี่
  8. การกำจัดแมลงหรือปรสิต ด้วยการสับ และบดเถา ราก หรือ ใบ ให้เป็นผงละเอียด ใช้โรยป้องกัน และกำจัดหมัด เห็บ ไรไก่ ปลวก ทาก เรือด แมลงวัน และเพลี้ยบางชนิด อาจใช้โรยตามพื้นดินหรือโรยบนตัวสัตว์เลี้ยง
  9. สำหรับเป็นยาขับประจำเดือนสตรี แก้ระดูเป็นลิ่มหรือก้อน นอกจากนี้ยังใช้เถาหางไหล หั่นเป็นชิ้นตากแห้ง และนำมาดองสุรารับประทาน สำหรับเป็นยาขับลม บำรุงโลหิต และยาลดเสมหะ

 

ใบ
ใบเป็นใบประกอบ เหมือนขนนกปลายถี่ ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน และเป็นสีเขียวแก่เมื่ออายุใบมากขึ้น ใบจะแตกออกเป็นคู่ๆตรงข้ามกัน 2-4 คู่ ใบคู่แรกมีขนาดเล็กที่สุด และเริ่มใหญ่ขึ้นตามลำดับ โดยมีใบสุดท้ายบริเวณยอดใบเป็นใบเดี่ยว มีขนาดใหญ่สุด ใบย่อย กว้างประมาณ 3.0-9.5เซนติเมตร และยาวประมาณ 6.5-27.0 เซนติเมตร ใบอ่อนบริเวณยอดจะปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาลปนแดง พื้นใบด้านบนสีเขียว มีลักษณะมัน มีเส้นแขนงใบคล้ายก้างปลาอย่างเห็นได้ชัด ด้านท้องใบมีสีเขียว และเห็นเส้นใบชัดกว่าด้านบน

ดอก
ดอกจะออกเป็นช่อตามลำต้น ยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร ดอกตูมมีสีชมพูอมม่วง เมื่อบานจะมีสีชมพูอ่อน และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวเมื่ออายุดอกมากขึ้น

ผล
ผลออกเป็นฝัก ฝักอ่อนมีสีเขียว และสีน้ำตาลปนแดงเมื่อฝักแก่ และจะปริแตกเมื่อฝักแห้ง ฝักมีลักษณะแบน ภายในประกอบด้วยเมล็ดลักษณะกลมแบนเล็กน้อย

 

 

หางไหลแดง