หูชั้นนอกอักเสบ ลักษณะอาการและการรักษาของโรคหูชั้นนอกอักเสบ

Share This:

หูชั้นนอกอักเสบ

หูชั้นนอกอักเสบ (Otitis externa หรือ Swimmer’s ear) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย แต่จะพบได้มากในวัยหนุ่มสาว ซึ่งอาการของหูชั้นนอกอักเสบมักจะเกิดภายหลังการแคะหู หรือหลังจากมีน้ำเข้าหูแล้วพยายามเช็ดหู โดยเฉพาะหลังการเล่นน้ำหรือว่ายน้ำ (เนื่องจากคันในรูหู) โดยผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหู หูอื้อ มีน้ำเหลืองเยิ้มคล้ายหูแฉะเป็นอาการหลัก โรคนี้อาจเป็นรุนแรงได้ในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ป่วยที่ได้รับยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน  หูชั้นในอักเสบ (อังกฤษ: labyrinthiis, otitis interna) คือภาวะซึ่งมีการอักเสบของหูชั้นใน ทำให้มีการทำงานของระบบควบคุมการทรงตัวผิดปกติไปข้างหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษ labyrinthitis ได้มาจากคำว่า labyrinth (เขาวงกต) ซึ่งมาจากลักษณะเป็นท่อคดเคี้ยวของส่วนหนึ่งของหูชั้นใน ท่อนี้ทำหน้าที่รับรู้การทรงตัวและตำแหน่งในปัจจุบันของศีรษะ หูชั้นในอักเสบทำให้มีความผิดปกติของการทรงตัว เกิดอาการเวียนศีรษะหมุนได้

หูชั้นนอกอักเสบ
หูชั้นนอกอักเสบ

 

 

สาเหตุและวิธีรักษาหูชั้นนอกอักเสบ

 

 

  • ถ้าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหลังจากรับประทานยาปฏิชีวนะ ให้รับประทานยาต่อไปให้ครบตามที่แพทย์สั่ง แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นหรือเป็นบ่อย หรือพบว่าเป็นรุนแรงในผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคเอดส์ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ
  • บางคนเข้าใจว่า ขี้หูนั้นเป็นสิ่งสกปรก จึงพยายามแคะหรือเขี่ยออก ทำให้สารเคมีที่ปกป้องและไขมันที่ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังของรูหูเสียหน้าที่ไป
  • จากการว่ายน้ำ ดำน้ำ หรือล้างหูด้วยสบู่บ่อยๆ ทำให้ขี้หูถูกละลายออกไปและทำให้เกิดภาวะเป็นด่างในรูหูส่วนนอก ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี
  • บางคนมีรูหูที่แคบ แต่มีขี้หูมาก เมื่อเวลาที่น้ำเข้าไปในรูหู ทำให้เกิดอาการหูอื้อ เพราะว่าน้ำออกไม่ได้ ทำให้ต้องแคะหู เช็ดหู ทำให้เกิดการอักเสบของรูหูส่วนนอกได้ และเป็นบ่อยๆ
  • ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดมาก อาจให้รับประทานยาแก้ปวดร่วมด้วยได้ เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol)
  • จากความเครียดทางอารมณ์ ทำให้บางคนแคะหู โดยใช้นิ้วมือหรือวัตถุใดๆก็ตามทำให้มีรอยถลอก หรือแผลเกิดขึ้นได้  เชื้อโรคจะเข้าไปตามรอยแผลนั้นเกิดการอักเสบขึ้น
  • โรคทางระบบอื่นๆ เช่น โรคเลือด โรคขาดวิตามิน โรคของระบบต่อมไร้ท่อและโรคผิวหนังบางชนิด เช่น ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส โรคภูมิแพ้ของผิวหนังเช่น บางรายแพ้ยาหยอดหูที่มียาต้านจุลชีพนีโอมัยซินเป็นส่วนประกอบ แพ้น้ำยาล้างชิ้นส่วนของแว่นตา หรือแพ้เครื่องช่วยฟังชนิดที่ใส่อยู่ในรูหู บางรายแพ้เชื้อแบคทีเรียจากโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง ทำให้มีการระคายเคืองและเกิดการอักเสบของรูหูส่วนนอกได้
  • ถ้ารูหูส่วนนอกบวมมาก แพทย์อาจใช้ผ้าก๊อซเล็ก ๆ (Ear wick) ชุบยาสเตียรอยด์ใส่ไว้ในหูชั้นนอกประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยลดอาการบวม เมื่อรูหูส่วนนอกยุบลงแล้วจึงค่อยใช้ยาหยอดหูปฏิชีวนะ (Antibiotic ear drops) ที่แพทย์สั่งให้ หยอดหูวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละมากกว่า 5 หยด (ถ้ามีหนองไหล ควรใช้ไม้พันสำลีเช็ดหนองออกก่อนการหยอดยาด้วย)
  • ทำความสะอาดรูหู โดยใช้สำลีพันปลายไม้ หรือพลาสติก เช็ดเบาๆด้วยความนุ่มนวล หรือใช้เครื่องดูดของเหลวดูดหนอง (โดยแพทย์)
  • รับประทานยาต้านจุลชีพ เพื่อรักษาการติดเชื้อในช่องหูชั้นนอก ประมาณ 7-14 วัน (ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์)
  • ถ้ามีอาการปวดมาก อาจรับประทานยาแก้ปวด เช่น paracetamol  ร่วมด้วยได้
  • ในรายที่เป็นหูชั้นนอกอักเสบชนิดร้ายแรง แพทย์อาจรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล และให้ยาต้านจุลชีพทางหลอดเลือด
  • เมื่อมีอาการคันหูทั้งในช่วงที่มีอาการช่องหูอักเสบหรือในภาวะปกติ แนะนำให้ใช้วิธีดึงขยับใบหูเบา ๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยบรรเทาอาการคันหูได้ดี โดยไม่ต้องใช้ไม้แคะหูหรือปั่น ส่วนการทำให้รอบ ๆ หูและใบหูแห้งก็เป็นอีกวิธีช่วยลดอาการคันหูได้เช่นกัน ดังนั้น เมื่ออาบน้ำหรือว่ายน้ำเสร็จ ควรใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดทำความสะอาดรอบ ๆ หูและใบหูให้แห้งเสมอ
  • ไม่ควรซื้อยาหยอดหูทุกชนิดมาใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ยาหรือแพ้ส่วนประกอบของยาหยอดหูได้
  • ผู้ที่ต้องเช็ดทำความสะอาดหูหลังการอาบน้ำ เนื่องจากมีน้ำเข้าหูเป็นประจำจนเกิดความรู้สึกรำคาญ ควรใช้สำลี วัสดุอุดรูหู หรือหมวกคลุมผมทุกครั้งในขณะอาบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหู จะได้ไม่ต้องเช็ดหูทุกครั้งหลังการอาบน้ำ (วัสดุอุดรูหู หรือ Ear plug คือ ที่อุดหูสำหรับการว่ายน้ำหรือดำน้ำ สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์กีฬาทั่วไป)
  • ความร้อนและความชื้น ในสภาวะอากาศที่ร้อนอาจทำให้ความชุ่มชื้นในรูหูสูงผิดปกติได้ จึงทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ดี
  • ความเครียด จากความเครียดทางอารมณ์ อาจทำให้บางคนแคะหู โดยใช้นิ้วมือหรือวัตถุใด ๆ ก็ตาม ซึ่งอาจทำให้มีรอยถลอกหรือเกิดแผลได้ ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าไปตามรอยถลอกหรือรอยแผลนั้นได้จนเกิดการอักเสบตามมา
  • โรคทางระบบอื่น ๆ เช่น โรคขาดวิตามิน โรคเลือด โรคของระบบต่อมไร้ท่อ และโรคผิวหนังบางชนิด (เช่น ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส โรคภูมิของแพ้ผิวหนัง เช่น จากการแพ้เครื่องช่วยฟังชนิดที่ใส่อยู่ในรูหู, การแพ้น้ำยาล้างชิ้นส่วนของแว่นตา, การแพ้ยาหยอดหูที่มียาปฏิชีวนะนีโอมัยซิน (Neomycin) เป็นส่วนประกอบ, การแพ้เชื้อแบคทีเรียจากโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและเกิดการอักเสบของรูหูส่วนนอกได้)
  • หากรู้สึกว่ามีน้ำในรูหู ให้เทแอลกอฮอล์ล้างแผลเข้าไปในหู แล้วตะแคงหูพร้อมกับดึงติ่งหูให้น้ำยาไหลออกมา แอลกอฮอล์ช่วยให้รูหูแห้ง แถมยังฆ่าแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นสาเหตุของหูอักเสบ (ห้ามใช้แอลกอฮอล์เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้นแล้ว เพราะจะทำให้แสบ)
  • หลังอาบน้ำหรือชื้นจากสระว่ายน้ำ ให้เอียงศีรษะทีละข้างพร้อมกับดึงติ่งหูเพื่อให้น้ำในรูหูไหลออกมา หรือใช้เครื่องเป่าผม เป่าในรูหูโดยตรงประมาณ 30 วินาทีด้วยความแรงต่ำสุด
  • ถ้าเป็นไปได้ในขณะอาบน้ำควรใช้หมวกคลุมผมคลุมลงมาปิดบริเวณใบหูทุกครั้งหลังอาบน้ำ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีที่สุด หรือจะใช้วัสดุที่หล่อขึ้นเองให้เข้ากับขนาดของช่องหูพอดี (Ear mold) ซึ่งจะสามารถกันน้ำอย่างสนิท โดยจะมีทั้งแบบสำเร็จรูป (มักทำจากวัสดุซิลิโคนนิ่ม สามารถจัดแต่งรูปร่างให้เข้ากับช่องหูและคืนรูปได้ และสามารถใช้ได้หลายครั้ง) และแบบสั่งทำขึ้นมาเองตามโรงพยาบาลที่มีบริการเครื่องช่วยฟังเพื่อให้เหมาะกับหูของบุคคลนั้น ๆ (จะเป็นการหล่อให้เข้ารูปกับช่องหู ซึ่งทำด้วยวัสดุซิลิโคนที่ค่อนข้างแข็งกว่าแบบสำเร็จรูป และใช้ได้นานกว่า)
  • ไม่ควรล้างหูด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อบ่อย ๆ
  • สำหรับผู้ที่หายจากหูชั้นนอกอักเสบก็สามารถกลับไปว่ายน้ำได้ตามปกติ แต่แนะนำว่าควรใช้วัสดุอุดรูหูทุกครั้งและห้ามปั่นหู เพราะมีโอกาสที่หูชั้นนอกจะกลับมาอักเสบได้อีก ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติเพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วยว่าโรคหายแล้ว ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนกลับไปว่ายน้ำอีกจะเหมาะสมกว่า
  • เมื่อมีอาการคันหูมากและบ่อย หรือมีอาการของหูชั้นกลางอักเสบดังที่กล่าวมาเกิดขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและเพื่อรับการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไป
  • ในรายที่เป็นรุนแรง แพทย์อาจรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล และให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด
  • คำแนะนำในการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคหูชั้นนอกอักเสบ
    1. ในระหว่างที่มีอาการ ควรระวังอย่าให้น้ำเข้าหู เช่น การไม่ลงเล่นน้ำในสระหรือแม่น้ำลำคลอง และควรใช้สำลีอุดรูหูในขณะอาบน้ำด้วย เป็นต้น
    2. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามไม่ให้น้ำเข้าหู รับประทานยาหรือหยอดยาตามที่แพทย์สั่งให้ถูกต้อง ครบถ้วน ไม่หยุดยาเอง
    3. ไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ ซึ่งโดยปกติแพทย์จะนัดมาตรวจติดตามอาการ อาจทุก 2-3 วัน ขึ้นอยู่ความรุนแรงของอาการและดุลยพินิจของแพทย์จนกระทั่งอาการหายเป็นปกติ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นภายใน 7-14 วัน
    4. ไปพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรืออาการต่าง ๆ เลวลง เช่น มีอาการปวดมากขึ้น หูบวมแดงมากขึ้น ปวดศีรษะมาก หรือมีไข้ เป็นต้น
    5. ถ้ารักษาแล้วยังมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย
    6. ถ้าพบว่าหูชั้นนอกอักเสบรุนแรง (ผู้ป่วยมีอาการปวดหูมาก มีหนองไหล มีกลิ่นเหม็น หูตึง และอาจมีอาการปากเบี้ยว) ควรไปตรวจเลือดดูว่าเป็นโรคเบาหวานหรือโรคเอดส์หรือไม่

 

หูชั้นนอกอักเสบ
หูชั้นนอกอักเสบ

 

นอกจากจะทำให้มีความผิดปกติของการทรงตัวแล้วผู้ป่วยหูชั้นในอักเสบยังอาจมีปัญหาสูญเสียการได้ยินหรือได้ยินเสียงผิดปกติได้ หูชั้นในอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่ก็อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การบาดเจ็บที่ศีรษะ ภาวะเครียด ภูมิแพ้ หรือเป็นผลข้างเคียงจากยาบางชนิดก็ได้ หูชั้นในอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นไวรัสหรือแบคทีเรียอาจทำให้สูญเสียการได้ยินถาวรได้ แม้จะพบน้อยมากก็ตาม

 

 

เรื่องที่น่าสนใจ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง