เชื้อราที่ผิวหนัง อาการจากการติดเชื้อราของอวัยวะภายในร่างกายผิวหนัง

Share This:

เชื้อราที่ผิวหนัง

เชื้อราที่ผิวหนัง เชื้อราที่ก่อให้เกิดผื่นนั้นปกติรู้จักกันในชื่อเชื้อราผิวหนังกลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophyte) พวกมันสามารถส่งผลต่อผิวหนัง ปาก เส้นผม และเล็บของร่างกายมนุษย์ เชื้อราเดอร์มาโตไฟต์นั้นมีหลายชนิด ซึ่งจะเกิดตามร่างกายต่างกันไปและก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังต่างรูปแบบกัน  เชื้อรา คือ เชื้อจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีอยู่ปะปนในสิ่งแวดล้อมทั่วไปรอบตัวเรา เช่น อาหาร น้ำ อากาศ ดิน ต้นไม้ หรือ แม้กระทั่งในร่างกายของคนและสัตว์ โดยปกติเชื้อราเหล่านี้ จะไม่สามารถสังเคราะห์แสงเหมือนพืช หรือ สร้างอาหารเองได้ ต้องอาศัยการกินอาหารจากสิ่งมีชีวิตอื่น โดยการดูดซึมสารอาหารจากการย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิต แล้วพร้อมจะแพร่จำนวนได้อย่างมากมาย เช่น เชื้อราบางชนิดสามารถแบ่งตัววัดความยาวได้มากถึง 1 กิโลเมตรต่อวัน  

 

เชื้อราที่ผิวหนัง อาการของเชื้อราเมื่อก่อโรคกับ ผิวหนัง หนังศีรษะ เล็บ และ/หรืออวัยวะเพศภายนอกทั้งหญิงชาย (อวัยวะเพศภายนอกทั้งหญิงชาย เป็นเนื้อเยื่อชนิดเดียวกับผิวหนัง โรคต่างๆร่วมทั้งการติดเชื้อจึงคล้ายคลึงกัน) ที่เรียกว่า “การติดเชื้อราที่ผิวตื้นๆ (Superficial fungal in fection)” โดยทั่วไปจะมีอาการคล้ายคลึงกัน โดยมักเป็นการติดเชื้อในผิวหนังส่วนที่อับชื้น ไม่ค่อยโดนแสงแดด และเป็นตำแหน่งที่สัมผัสกับเชื้อราจากสิ่งแวดล้อม เช่น เล็บ มือ และเท้า (สัมผัส น้ำสกปรก หรือ ดิน หรือสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น พื้นห้องน้ำ จาน ชาม อาหารค้าง) และ/หรือ การสัมผัสโดยตรงซึ่งกันและกันกับผู้ที่ติดเชื้อรา (เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การจับ การกอด การจูบ การคลุกคลี) ซึ่งรวมไปถึงการใช้ของใช้ส่วนตัวต่างๆร่วมกันด้วย เช่น เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า หวี ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า กรรไกรตัดเล็บ เป็นต้น ผิวหนัง/เนื้อเยื่อส่วนที่ติดเชื้อมักมีอาการดังนี้

โรคกลากเกิดจากเชื้อราพวกเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophyte) ซึ่งมีอยู่หลายชนิด เช่น Epidermophyton spp., Microsporum spp., Trichophyton spp. เชื้อราเหล่านี้ชอบเจริญเติบโตอยู่ในบริเวณผิวหนังส่วนที่มีเคราติน (Keratin เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ในผิวหนังชั้นนอก เล็บ และเส้นผม) ซึ่งได้แก่ ผิวหนังชั้นนอกสุด เล็บ และเส้นผม แล้วก่อให้เกิดโรคขึ้นมา

โรคนี้สามารถติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคกลากโดยตรง หรือจากการใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ถุงเท้า รองเท้า หมวก หวี แปรงผม มีดโกนผม เป็นต้น หรือติดมาจากตามร้านตัดผม ร้านเสริมสวย หรือสัมผัสกับเชื้อราที่อยู่ในดินในทราย รวมทั้งสามารถติดเชื้อมาจากการสัมผัสสัตว์เลี้ยงในบ้านที่ป่วยโรคกลาก เช่น สุนัข แมว

  • โรคนี้ถ้าไม่ได้รับการรักษามักจะเป็นเรื้อรังและลุกลามจนดูน่ารังเกียจ
  • ผู้ป่วยโรคกลากที่ได้รับการรักษา รอยโรคบนผิวหนังต่าง ๆ จะหายไปโดยไม่เกิดแผลเป็น ผมที่ร่วงก็จะงอกกลับมาใหม่เหมือนปกติ แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคกลากที่ศีรษะแบบชันนะตุ หากปล่อยทิ้งไว้และไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ผมร่วงเป็นหย่อมอย่างถาวรได้ หรือถ้ากลากขึ้นที่เล็บ ก็อาจทำให้เล็บผุกร่อนพร้อมกันเกือบทุกเล็บได้
  • อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้ผิวหนังและเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวหนังเกิดการอักเสบและอาจเป็นฝีหนองขึ้นมาได้ แม้จะรักษาหายแล้วก็อาจกลายเป็นแผลเป็นได้เช่นกัน
  • เชื้อราอาจลุกลามลงลึกไปจากชั้นเคราตินของผิวหนัง และทำให้เกิดเป็นตุ่มเนื้ออักเสบ (Majocchi granulo ma) ในชั้นใต้ผิวหนังได้

 

เชื้อราที่ผิวหนัง

ระคายเคือง อาจแสบ เจ็บ
อาจมีลักษณะเหมือนการอักเสบ คือ ปวด/เจ็บ บวม แดง ร้อน
คัน
มีผื่น ซึ่งผื่นจากเชื้อราบางชนิด จะมีลักษณะเฉพาะ เช่น กลาก เกลื้อน แต่ผื่นจากเชื้อราบางชนิดมีลักษณะเหมือนผื่นทั่วไป ไม่จำเพาะ
อาจเกิดเป็นแผล โดยเฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน โดยมักเกิดจากการเกา ซึ่งเมื่อมีแผล อาจมีน้ำเหลือง/ของเหลว เหมือนแผลติดเชื้อแบคทีเรีย แต่เชื้อราบางชนิดก็ให้ลักษณะเฉพาะ เช่น มีสีขาวเหมือนกับคราบน้ำนมที่พบในปากเด็กทารก เช่น จากการติดเชื้อรา ชนิด แคนดิดา (Candida)

อาการจากการติดเชื้อราของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ปอด ตับ กระเพาะอาหาร หัวใจ และ/หรือสมอง ซึ่งอาจเกิดการติดเชื้อกับอวัยวะเดียว หรือ ติดเชื้อพร้อมกันได้หลายๆอวัยวะ รวมทั้งการติดเชื้อในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) ที่เรียกว่า “การติดเชื้อราชนิดแพร่ กระจาย หรือการติดเชื้อราทั่วร่างกาย (Invasive fungal infection” หรือ “Systemic fungal infection)” ซึ่งอาการที่เกิดขึ้น จะไม่ขึ้นกับชนิดของเชื้อรา แต่จะขึ้นกับว่า เป็นเนื้อ เยื่อ/อวัยวะอะไรที่ติดเชื้อรา โดยจะมีอาการเช่นเดียวกับการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือติดเชื้อไวรัส ดังนั้น จากอาการผู้ป่วยและการตรวจร่างกาย จึงมักไม่สามารถแยกได้ว่า เป็นการติดเชื้อจาก เชื้อรา แบคทีเรีย หรือจากไวรัส

 

การรักษาเชื้อราที่ผิวหนัง สามารถทำได้ 2 วิธี คือ การใช้ยาทา และ การใช้ยารับประทานแก้เชื้อรา ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรงและลุกลามทั่วร่างกาย ซึ่งการรักษาเชื้อราที่ผิวหนังนั้น มียาหลายชนิดที่แพทย์สามารถเลือกใช้เพื่อบรรเทาอาการคัน อาการอักเสบ ร่วมกับยาฆ่าเชื้อ
หลักการที่สำคัญที่สุดในการใช้ยา คือ การไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคก่อนเพื่อจัดยารักษาให้ถูกกับชนิดการติดเชื้อ เพราะถ้าหากเราไปซื้อยาใช้เอง และไม่ตรงกับสาเหตุการติดเชื้ออาจทำให้เชื้อดื้อยาและทำให้โรคติดเชื้อราที่ผิวหนังลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่รักษาไม่หายได้นั่นเอง

 


 

 

เรื่องล่าสุด

เรื่องที่น่่าสนใจ