เชื้อราในปอด การติดเชื้อราในระบบทางเดินหายใจ ในไซนัส และในปอด

Share This:

เชื้อราในปอด

เชื้อราในปอด  โรคเชื้อรา (Fungal infection หรือ Mycosis) คือ โรคที่เกิดจากเนื้อเยื่อ และ/หรืออวัยวะต่างๆของร่างกายติดเชื้อรา จึงก่อให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆขึ้น
รา (Fungus) เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ทั้ง พืช สัตว์ แบคทีเรีย ไวรัส หรือ โปโตซัว ราแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
ราชนิดที่มีเซลล์เดียว (Unicellular organism) เรียกว่า ยีสต์ (Yeast)
ราชนิดที่มีหลายเซลล์ (Multicellular organism) เรียกว่า Mold หรือ Mould ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้น (Filament หรือ Hyphae)
และราชนิดที่เรียกว่า เห็ด
ราทั้ง 3 กลุ่ม ยังจำแนกเป็นชนิดย่อยๆได้เป็นร้อยๆชนิด ส่วนใหญ่ไม่ก่อโทษต่อมนุษย์ และอาศัยอยู่ร่วมกันกับแบคทีเรียในตัวมนุษย์อย่างมีสมดุล เช่น ที่ผิวหนัง ในช่องปาก ในช่องคลอด และในลำไส้ใหญ่ ซึ่งเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคปกติ และ/หรือรากับแบคทีเรียอยู่ในภาวะสมดุล ราจะไม่ก่อโทษ คือไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อราหรือโรคกับคน แต่ถ้าภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่องของคน และ/หรือสมดุลระหว่างแบคทีเรียและราเสียไป ราในร่างกายจะแข็งแรงขึ้นจนก่อให้เกิดการติดเชื้อและเกิดโรคได้ เช่น โรคเชื้อราในช่องคลอด เป็นต้น
ราชนิดที่สามารถก่อโทษในคนได้มีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของชนิดของราทั้งหมด
ยีสต์ เป็นเชื้อราที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาแปล่า ซึ่งชนิดที่พบก่อโรคในคน (Patho genic yeast) ได้บ่อยที่สุด คือ ยีสต์ที่เรียกว่า แคนดิดา (Candida) ที่มักเป็นสาเหตุของเชื้อราในช่องคลอด การติดเชื้อราในผู้ป่วยโรคเอดส์ และเชื้อราในโรค กลาก เกลื้อน โรคน้ำกัดเท้า ซึ่งเชื้อราในโรคทั้ง 3 ชนิดหลังนี้ บางภาวะอยู่ในสภาพเป็นยีสต์ บางภาวะอยู่ในสภาพเป็น Mold
ส่วน Mold มีทั้งชนิดที่มองเห็นและที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งชนิดที่ก่อการติดเชื้อได้บ่อยในคน เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ Candida, Appergillus, Cryptococcus, Endemic fungi, และอื่นๆ
ส่วนเห็ดไม่ก่อการติดเชื้อ ยกเว้นพิษจากเห็ดพิษ ที่เมื่อบริโภคเห็ดพิษ จะก่อให้เกิดการเป็นพิษต่อร่างกายอย่างรุนแรง โดยอาจมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร (ท้องเสีย) ต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ (กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะกับกล้ามเนื้อการหายใจส่งผลถึงการหายใจลำ บาก) และต่อเซลล์สมอง ส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้


โรคเชื้อรา เป็นโรคติดเชื้อพบได้บ่อยรองจากการติดเชื้อ ไวรัส และติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นโรคพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสติดเชื้อได้ใกล้เคียงกัน

เชื้อราในปอด
เชื้อราในปอด

 

คนได้รับเชื้อรา หรือติดเชื้อราได้หลายทาง ที่พบบ่อย คือ
จากการสัมผัสกับเชื้อราโดยตรงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อราที่ผิวหนัง เช่น จากคลุกคลี และ/หรือใช้ของใช้ร่วมกับคนที่เป็นโรคเชื้อรา หรือจากน้ำไม่สะอาด หรือในดิน หรือจากสัตว์เลี้ยง เช่น โรคน้ำกัดเท้า โรคกลาก โรคติดเชื้อราที่เล็บ เป็นต้น
จากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น เชื้อราในช่องคลอด และที่อวัยวะเพศชาย
จากเชื้อราที่มีอยู่แล้วเป็นปกติในร่างกายโดยมีสมดุลกับแบคทีเรียปกติของร่าง กาย (แบคทีเรียประจำถิ่น หรือ Normal flora) แต่เมื่อสมดุลนี้เสียไป หรือร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำลง เชื้อราเหล่านี้ก็จะรุนแรงขึ้น และก่อการติดเชื้อได้ในทุกอวัยวะที่มันอยู่อาศัย เช่น การติดเชื้อราในช่องปาก ในช่องคลอด และในระบบทางเดินอาหาร
การหายใจเอาเชื้อราเข้าไป เช่น การติดเชื้อราในระบบทางเดินหายใจ ในไซนัส และในปอด
การหายใจเอาเชื้อราเข้าไปแล้วก่อให้เกิด อาการแพ้เฉียบพลัน (Hypersensitivity reaction) โรคภูมิแพ้ หรือโรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเอง
การติดเชื้อราทางกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการติดเชื้อราได้กับทุกอวัยวะในร่างกาย รวมทั้ง สมอง หัวใจ และไต
จากการได้รับสารพิษ (Mycotoxin) ของเชื้อราบางชนิดเรื้อรัง ซึ่งพิษเหล่านี้จะส่ง ผลให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้ เช่น การเกิดโรคมะเร็งตับจาก สารพิษของเชื้อราที่เรียกว่า อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ที่เกิดจากเชื้อราที่ขึ้นในอาหาร (โดยเฉพาะในธัญพืชที่เปียกชื้น) โดยมักเป็นเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เชื้อราในปอด

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อรา ได้แก่
มีภาวะผิวหนังที่สัมผัสกับสิ่งสกปรกที่มีเชื้อราอยู่ และผิวหนังนั้นเปียกชื้น เช่น ในโรคน้ำกัดเท้า โรคกลาก โรคเชื้อราที่เล็บ
คนอ้วน เพราะมักมีเหงื่อมาก
คนท้อง เพราะมักมีเหงื่อออกมาก และอยู่ในภาวะร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ
เด็กเล็กและผู้สูงอายุ เพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ และมักดูแลรักษาความสะอาดตนเองได้ไม่ดี
คนที่ชอบกินยาปฏิชีวนะต่อเนื่อง เพราะส่งผลให้เสียสมดุลระหว่างแบคทีเรียและเชื้อราในร่างกาย
ผู้ป่วยที่ได้รับยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง (เช่น ผู้ป่วย โรคหืด โรคภูมิแพ้)
ผู้ป่วยที่กินยากดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค เช่น ผู้ที่ปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ/อวัยวะ
ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง ผู้ป่วยได้รับรังสีรักษาและ/หรือยาเคมีบำบัด และผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์
เชื้อราชนิดนี้ติดต่อโดยการที่หายใจเอาสปอร์เข้าไปในปอดทำให้เกิดติดเชื้อที่ปอด แม้ว่าสปอร์ของราชนิดนี้จะมีอยู่ในอากาศ แต่คนปกติเมื่อหายใจได้รับเชื้อรานี้มักจะไม่เกิดโรค แต่สำหรับคนที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่นได้รับเคมีบำบัด ได้รับยาsteroid มะเร็ง หรือผู้ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจหรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อได้รับเชื้อนี้จะทำให้เกิดการติดเชื้อที่ปอด ผู้ที่ติดเชื้อนี้มักจะเสียชีวิตเนื่องจาก

 

อาการของเชื้อราเมื่อก่อโรคกับ ผิวหนัง หนังศีรษะ เล็บ และ/หรืออวัยวะเพศภายนอกทั้งหญิงชาย (อวัยวะเพศภายนอกทั้งหญิงชาย เป็นเนื้อเยื่อชนิดเดียวกับผิวหนัง โรคต่างๆร่วมทั้งการติดเชื้อจึงคล้ายคลึงกัน) ที่เรียกว่า “การติดเชื้อราที่ผิวตื้นๆ (Superficial fungal in fection)” โดยทั่วไปจะมีอาการคล้ายคลึงกัน โดยมักเป็นการติดเชื้อในผิวหนังส่วนที่อับชื้น ไม่ค่อยโดนแสงแดด และเป็นตำแหน่งที่สัมผัสกับเชื้อราจากสิ่งแวดล้อม เช่น เล็บ มือ และเท้า (สัมผัส น้ำสกปรก หรือ ดิน หรือสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น พื้นห้องน้ำ จาน ชาม อาหารค้าง) และ/หรือ การสัมผัสโดยตรงซึ่งกันและกันกับผู้ที่ติดเชื้อรา (เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การจับ การกอด การจูบ การคลุกคลี) ซึ่งรวมไปถึงการใช้ของใช้ส่วนตัวต่างๆร่วมกันด้วย เช่น เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า หวี ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า กรรไกรตัดเล็บ เป็นต้น ผิวหนัง/เนื้อเยื่อส่วนที่ติดเชื้อมักมีอาการดังนี้
ระคายเคือง อาจแสบ เจ็บ
อาจมีลักษณะเหมือนการอักเสบ คือ ปวด/เจ็บ บวม แดง ร้อน
คัน
มีผื่น ซึ่งผื่นจากเชื้อราบางชนิด จะมีลักษณะเฉพาะ เช่น กลาก เกลื้อน แต่ผื่นจากเชื้อราบางชนิดมีลักษณะเหมือนผื่นทั่วไป ไม่จำเพาะ
อาจเกิดเป็นแผล โดยเฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน โดยมักเกิดจากการเกา ซึ่งเมื่อมีแผล อาจมีน้ำเหลือง/ของเหลว เหมือนแผลติดเชื้อแบคทีเรีย แต่เชื้อราบางชนิดก็ให้ลักษณะเฉพาะ เช่น มีสีขาวเหมือนกับคราบน้ำนมที่พบในปากเด็กทารก เช่น จากการติดเชื้อรา ชนิด แคนดิดา (Candida)
อาการจากการติดเชื้อราของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ปอด ตับ กระเพาะอาหาร หัวใจ และ/หรือสมอง ซึ่งอาจเกิดการติดเชื้อกับอวัยวะเดียว หรือ ติดเชื้อพร้อมกันได้หลายๆอวัยวะ รวมทั้งการติดเชื้อในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) ที่เรียกว่า “การติดเชื้อราชนิดแพร่ กระจาย หรือการติดเชื้อราทั่วร่างกาย (Invasive fungal infection” หรือ “Systemic fungal infection)” ซึ่งอาการที่เกิดขึ้น จะไม่ขึ้นกับชนิดของเชื้อรา แต่จะขึ้นกับว่า เป็นเนื้อ เยื่อ/อวัยวะอะไรที่ติดเชื้อรา โดยจะมีอาการเช่นเดียวกับการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือติดเชื้อไวรัส ดังนั้น จากอาการผู้ป่วยและการตรวจร่างกาย จึงมักไม่สามารถแยกได้ว่า เป็นการติดเชื้อจาก เชื้อรา แบคทีเรีย หรือจากไวรัส เช่น
ถ้าเป็นการติดเชื้อราในปอด ผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรัง อาจมีเสมหะหรือไม่ก็ได้ ถ้ามีเสมหะ อาจมีเสมหะเป็นเลือดหรือไม่ก็ได้ เมื่อไอมากก็มักมีอาการเจ็บหน้าอกด้านที่มีปอดติดเชื้อ อาจมีไข้ มักเป็นไข้ต่ำๆ แต่อาจมีไข้สูงได้ อาจมี หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เป็นต้น
ถ้าเป็นการติดเชื้อราในสมอง นอกจากมีอาการไข้แล้ว ผู้ป่วยอาจมีอาการสับสน ซึม วิงเวียน ปวดศีรษะมาก อัมพฤกษ์/อัมพาต (ขึ้นกับตำแหน่งสมองที่ติดเชื้อ) ชัก และอาจโคม่า
เมื่อเป็นการติดเชื้อในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) ผู้ป่วยจะมีไข้สูง อ่อน เพลีย หนาวสั่น ปวดเมื่อยเนื้อตัว ภาวะขาดน้ำ ความดันโลหิตต่ำ ช็อก และมักเสียชีวิต

 

สาเหตุ

เชื้อAspergillus เป็นรูปแท่งมีลักษณะที่สำคัญคือมีการแตกแขนงเป็นมุม 45 องศา เป็นเชื้อราที่พบได้ทุกหนแห่งโดยเฉพาะในดิน น้ำ เศษใบไม้ที่หมักหมม และยังพบได้ตามระบบปรับอากาศ เชื้อที่เป็นสาเหตุได้แก่ A. fumigatus and A. flavus ร่างกายจะได้รับเชื้อนี้โดยการหายใจเอาสปอร์เข้าไป แต่บางคนก็เกิดการติดเชื้อราในหู โดยทั่วไปภูมิของร่างกาย สามารถที่จะกำจัดเชื้อนี้ออกจากร่างกาย หากร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อนี้ออกจากร่างกาย ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้หลายรูปแบบดังต่อไปนี้

 

Allergic bronchopulmonary aspergillosis (ABPA)

Allergic bronchopulmonary aspergillosis (ABPA) การวินิจฉัยทำได้ยากเนื่องจากอาการของผู้ป่วยเหมือนอาการไข้หวัดหรือหอบหืดที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ นอกจากนั้นเรายังสามารถพบเชื้อนี้อาศัยอยู่ในทางเดินหายใจของคนปกติ การวินิจฉัยสามารถทำได้โดยการส่องกล้องเข้าไปในปอดแล้วใช้น้ำล้างเอาเชื้อไปส่งตรวจ หรือจากการใช้ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ พบการติดเชื้อในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับประทานยาsteroid เป็นเวลานาน หรือเป็นโรคcystic fibrosis การติดเชื้อนี้ไม่รุนแรงผู้ป่วยมักจะมีอาการดังนี้

  • สำหรับคนที่เป็นหอบหืดมักจะมีอาการหอบเพิ่ม
  • ไข้ครั้นเนื้อครั้นตัว
  • ไอ ไอมีเสมหะปนเลือด น้ำหนักลด หายใจหอบ
  • บางรายมีอาการไซนัสอักเสบร่วมด้วย

 

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักจะมีความผิดปกติหลายอย่างเช่น มีหอบหืด เจาะเลือดพบเม็ดเลือดที่เรียกว่าeosinophil สูง มีระดับภูมิคุ้มกันIgE สูง x-ray ปอดพบมีรอยโรค การรักษา Allergic bronchopulmonary aspergillosis (ABPA) การติดเชื้อชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องให้ยาฆ่าเชื้อรา การรักษาเพียงให้การรักษาโรคหอบหืด หากก้อนมีขนาดโตและผู้ป่วยมีอาการไอเป็นเลือดก็อาจจะต้องผ่าตัดเนื่องจากโรคนี้เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้การรักษาต้องให้ steroid ชนิดกิน

Aspergilloma

หมายถึงการติดเชื้อราในปอดที่เชื้อราก่อตัวเป็นก้อนในปอด การติดเชื้อชนิดนี้มักจะเกิดบนแผลเป็นของผู้ป่วยที่เคยเป็นวัณโรคหรือมีพังผืดที่ปอด ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการ พบได้จากการx-ray ปอด หากมีอาการจะมาด้วยเรื่องไอมีเสมหะมีเลือด บางรายอาจจะออกมากจนถึงกับเสียชีวิต

การวินิจฉัย

  • จากx-ray พบก้อนในตำแหน่งวัณโรค
  • computer x-ray อาจจะพบก้อนในตำแหน่งโพรงฝี

การรักษา

หากไม่มีอาการก็ไม่ต้องทำอะไร หากไอมีเลือดออกต้องผ่าตัดเอาก้อนออก

Invasive fungal infection หมายถึงการติดเชื้อราที่แพร่กระจายไปอวัยวะต่างของร่างกายตามหลอดเลือด ในระยะนี้ผลการรักษามักจะไม่ได้ผล Invasive fungal infection ผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันไม่ดี และมีอาการหลายระบบ มีอัตราการเสียชีวิตสูง อาการที่สำคัญคือ

 

 

การวินิจฉัย

สำหรับผู้ที่มีการติดเชื้อนี้ที่ปอดการx-ray ปอดจะช่วยในการวินิจฉัย

  • พบโพรงฝีที่ปอด
  • เป็นก้อนเล็กในปอด หลายก้อนหรือก้อนเดียว
  • ไม่พบน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
  • x-ray computer จะพบลักษณะเฉพาะคือhalo  ตรงกลางใส ส่วนรอบทึบ

Cerebral aspergillosis หมายถึงรูปแบบของการติดเชื้อ Invasiveaspergillosis ซึ่งเชื้อมีการแพร่กระจายไปที่สมอง

  • พบได้ร้อยละ 10-20%ของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อชนิด Invasiveaspergillosis
  • ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ อ่อนแรงแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง ซึมลง
  • ไข้

การวินิจฉัย

ทำx-ray computer ปอดหรือสมอง หากพบเป็นก้อนหรือโพรงฝี ให้ใช้เข็มเจาะเอาหนองไปตรวจหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ

 

เชื้อราในสมอง[kkstarratings]

 

 

เรื่องล่าสุด

เรื่องที่น่่าสนใจ