เลือดกำเดาไหล ลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษาโรค 16 วิธี Epistaxis

Share This:

เลือดกำเดาไหล

เลือดกำเดาไหล  เลือดกำเดา, เลือดกำเดาไหล, การตกเลือดกำเดา หรือเลือดออกจมูก (Epistaxis หรือ Nosebleed) หมายถึง ภาวะที่มีเลือดออกจากโพรงจมูกทางส่วนหน้าหรือส่วนหลังของโพรงจมูก โดยส่วนใหญ่ประมาณ 90% ของเลือดกำเดาไหลจะเกิดขึ้นที่บริเวณผนังกั้นจมูกด้านหน้าซึ่งเป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดแดงหลายเส้นมาบรรจบกันเป็นร่างแหหรือเป็นตาข่าย เลือดกำเดาไหลเกิดจากอะไร ? หากใครยังหาสาเหตุที่เลือดไหลออกจากจมูกไม่เจอ อย่าได้ทำเฉยเชียวนะคะ เพราะอาการเลือดกำเดาไหลโดยไม่มีสาเหตุ แท้จริงแล้วเลือดกำเดาที่ไหลอาจบอกภาวะของโรคหรือความผิดปกติของร่างกายอยู่ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นมาดูกัน ว่าจริง ๆ แล้วเลือดกำเดาไหลเกิดจากอะไรได้บ้าง

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เลือดที่ไหลออกมา 95 เปอร์เซ็นต์ ตำแหน่งที่เลือดไหลออกมาจะอยู่ที่เยื่อบุจมูกส่วนหน้าของผนังกั้นกลางจมูกทั้งสองข้างที่อยู่ใกล้ๆ ปลายจมูก โดยส่วนมากเลือดกำเดาเกิดจากการแตกของเส้นเลือดฝอยเล็กๆ ในเยื่อบุจมูก ซึ่งพบมากในเด็กเล็กและไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้ใหญ่แล้ว เลือดกำเดาที่เกิดจากสาเหตุบางประการอย่างเส้นเลือดใหญ่แตก เป็นเนื้องอก หรือมะเร็งในจมูก เหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายทั้งสิ้น

 

ความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับ เลือดกำเดา

สำหรับอาการของเลือดกำเดาไหลนั้น เรามักจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นได้เฉพาะกับเด็กๆ หรือผู้ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่นเท่านั้น เนื่องจากเด็กๆ จะมีผนังเยื่อบุจมูกที่บางกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นเมื่ออยู่กลางแจ้งท่ามกลางแดดที่ร้อนเปรี้ยงนานๆ อุณหภูมิที่ร่างกายก็จะสูงขึ้น ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยเล็กๆ ที่อยู่ในโพรงจมูกเกิดการฉีกขาดและเกิดอาการเลือดกำเดาไหล และอีกสาเหตุคือเด็กๆ มักจะซุกซน ถ้าไม่วิ่งชนนู่นนี่ก็หกล้ม หรือบางทีก็ชอบงัดแงะแกะเกาในจมูกของตัวเอง ซึ่งก็ทำให้เลือดกำเดาไหลได้เช่นกัน แต่นั่นคือความเข้าใจที่ถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะภาวะเลือดกำเดาไหลนั้นเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ใหญ่หรือคนชรา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลือดกำเดาไหล

สาเหตุอาการและดูแลการรักษาโรค

สำหรับอาการของเลือดกำเดาไหลนั้น เรามักจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นได้เฉพาะกับเด็กๆ หรือผู้ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่นเท่านั้น เนื่องจากเด็กๆ จะมีผนังเยื่อบุจมูกที่บางกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นเมื่ออยู่กลางแจ้งท่ามกลางแดดที่ร้อนเปรี้ยงนานๆ อุณหภูมิที่ร่างกายก็จะสูงขึ้น ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยเล็กๆ ที่อยู่ในโพรงจมูกเกิดการฉีกขาดและเกิดอาการเลือดกำเดาไหล และอีกสาเหตุคือเด็กๆ มักจะซุกซน ถ้าไม่วิ่งชนนู่นนี่ก็หกล้ม หรือบางทีก็ชอบงัดแงะแกะเกาในจมูกของตัวเอง

 

  1. ใช้สเปรย์พ่นน้ำเกลือสำหรับจมูก โดยให้ใช้พ่น 2-3 ครั้งต่อวันเพื่อช่วยทำให้จมูกชุ่มชื้น แต่ถ้าไม่อยากซื้อมาใช้ อาจทำสเปรย์น้ำเกลือด้วยตัวเองโดยการใช้เกลือไม่ผสมไอโอดีน 3 ช้อนชาพูน กับเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา นำมาผสมให้เข้ากันในภาชนะที่สะอาด แล้วตักผง 1 ช้อนชาใส่น้ำสะอาดอุ่น ๆ (หรือน้ำต้มเดือด) ประมาณ 240 มิลลิลิตร แล้วผสมให้เข้ากัน
  2. รับประทานอาหารที่มีฟลาโวนอยด์ให้มากขึ้น เพราะฟลาโวนอยด์เป็นกลุ่มสารประกอบเคมีจากธรรมชาติที่มีอยู่ในผลไม้ตระกูลส้มที่สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือดฝอยได้ โดยอาหารที่มีฟลาโวนอยด์สูง ได้แก่ ผลไม้ตระกูลส้มทั้งหมด กล้วย ใบแปะก๊วย ผักชีฝรั่ง หัวหอม ชาเขียว ชาดำ ชาอู่หลง ไวน์แดง ดาร์กช็อกโกแลต บลูเบอร์รี่ รวมถึงเบอร์รี่ชนิดอื่น ๆ เป็นต้น
  3. ป้องกันอาการท้องผูก โดยการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและดื่มน้ำให้มาก ๆ เพราะอาการท้องผูกถ่ายยากจะทำให้เลือดกำเดาออกได้ง่ายขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดจะตึง รวมทั้งยังทำให้ความดันในเส้นเลือดแดงเพิ่มสูงขึ้นชั่วขณะ และทำให้เลือดที่แข็งตัวแล้วซึ่งปิดหลอดเลือดที่เสียหายอยู่หลุดออกจนเกิดอาการเลือดกำเดาไหลตามมา
  4. อย่าออกแรงเบ่งในขณะขับถ่ายแรง ๆ เพราะจะเป็นการเพิ่มความดันเลือดในสมอง ซึ่งอาจทำให้เส้นเลือดฝอยในจมูกแตกได้ (อาจรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ๆ เพื่อช่วยให้อุจจาระอ่อน เช่น การรับประทานลูกพรุนวันละ 6-12 ลูก)
  5. ลดการรับประทานอาหารร้อนและเผ็ด เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวและอาจทำให้เลือดไหลได้
  6. การใช้วัสดุกดห้ามเลือดในโพรงหลังจมูก (Posterior nasal packing) แพทย์จะเลือกใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีเลือดกำเดาออกอย่างรุนแรงจากส่วนหลังของโพรงจมูก หรือในกรณีที่ทำวัสดุกดห้ามเลือดในโพรงจมูกส่วนหน้าแล้วเลือดยังไหลไม่หยุด ซึ่งวิธีการทำนั้นแพทย์อาจเลือกใช้บอลลูนสายสวนปัสสาวะห้ามเลือด หรือใช้ผ้าก๊อซชุบวาสลีนม้วน โดยอาจใช้ยาชาเฉพาะที่พ่นในจมูกและลำคอ หรือใช้วิธีการดมยาสลบ

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลือดกำเดาไหล

 

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยมีเลือดกำเดาไหล

 

  1. เมื่อเลือดหยุดไหลแล้วควรนอนพัก โดยยกศีรษะให้สูง จากนั้นนำน้ำแข็งมาประคบบริเวณหน้าผากหรือลำคอ ไม่ก็อาจจะอมน้ำแข็งเพื่อให้เลือดหยุดไหลก็ได้ แต่การประคบหรืออมน้ำแข็งควรใช้เวลาเพียง 10 นาทีต่อครั้ง เว้นพัก 10 นาที จากนั้นค่อยประคบหรืออมน้ำแข็งใหม่อีกรอบ
  2. หลังมีเลือดกำเดาไหลภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก ควรหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรง ๆ การแคะจมูก การออกแรงมาก ออกกำลังกายอย่างหักโหม หรือกิจกรรมที่อาจเกิดการกระทบกระเทือนบริเวณจมูกทุกชนิด
  3. ให้ผู้ป่วยนั่งเงยหน้าขึ้น หรือก้มหน้าลงมาก ๆ แล้วใช้มือบีบปีกจมูกทั้งสองข้าง นานประมาณ 5-10 นาที ระหว่างนั้นให้ผู้ป่วยหายใจลึก ๆ ทางปากแทน และอาจวางผ้าเย็นหรือถุงน้ำแข็งไว้บนดั้งด้วยก็ได้
  4. ผู้ที่มีเลือดออกง่าย หรือผู้ที่เป็นโรคเลือดไหลไม่ยอมหยุด ซึ่งแสดงถึงความผิดปกติของเกล็ดเลือด หรือกลไกการแข็งตัวของเลือด จึงทำให้เลือดกำเดาไหลได้ง่าย
  5. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง จะพบได้บ่อยๆ ในวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ รวมทั้งครอบครัวที่มีกรรมพันธุ์เป็นโรคความดันโลหิตสูงซึ่งจะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งในกรณีนี้อาจเรียกได้ว่าภาวะกำเดาไหลนั้นเป็นสัญญาณบอกเหตุถึงโรคที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง
  6. มีอาการของโรคริดสีดวงจมูก ซึ่งจะมีเลือดกำเดาไหลแบบเป็นๆ หายๆ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังเป็นตัวกระตุ้นให้เลือดกำเดาไหลมากหรือน้อยอีกด้วย
  7. เกิดอาการอักเสบและติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นโพรงจมูกอักเสบ หรือไซนัสอักเสบ ซึ่งหากเป็นประการหลังผู้ป่วยจะมีอาการคัดจมูกจนหายใจไม่สะดวก มีเสมหะไหลลงคอ จนถึงมีอาการไข้ปวดศีรษะ และปวดบริเวณที่ไซนัสอักเสบ
  8. อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยตรงบริเวณศีรษะและใบหน้าจนทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อเยื่อโพรงจมูก รวมทั้งการผ่าตัดบริเวณโพรงจมูกและไซนัส เหล่านี้ล้วนส่งผลให้เส้นเลือดฉีกขาดจนทำให้เลือดกำเดาไหลได้ทั้งสิ้น
  9. ผู้ป่วยที่มีอาการหวัดเรื้อรัง หรือเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูกที่อาจไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม
  10. การใช้วัสดุกดห้ามเลือดในโพรงจมูกส่วนหน้า (Anterior nasal packing) มักใช้ในกรณีที่มีเลือดกำเดาออกทางส่วนหน้าของโพรงจมูกเป็นจำนวนมากและไม่สามารถทำให้เลือดหยุดไหลได้โดยวิธีการกดหรือการจี้ หรือในกรณีที่ไม่สามารถมองเห็นตำแหน่งที่มีเลือดออกได้ชัดเจน โดยวัสดุที่นำมาใช้ห้ามเลือดก็มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เช่น ผ้าก๊อซชุบวาสวีน (Vaseline gauze), การใช้ถุงมือยางยัดด้วยผ้าก๊อซ, ฟองน้ำ (Nasal sponge), การใช้บอลลูนในจมูกห้ามเลือด, MerocelÒ (เป็นวัสดุห้ามเลือดที่ขยายตัวได้หลังสัมผัสกับเลือดหรือน้ำ) และอาจเลือกใช้วัสดุที่ละลายได้เองโดยไม่ต้องดึงออก เช่น Gel foam หรือ SurgicelÒ (Oxidized cellulose) ซึ่งเหมาะในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคเลือด (เช่น เลือดออกง่ายแต่หยุดยาก) เป็นต้น
เลือดกำเดาไหล
เลือดกำเดาไหล

 

วิธีรักษาเลือดกำเดาไหล

เมื่อมีเลือดกำเดาไหล อย่าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ให้ตั้งสติและห้ามเลือดกำเดาด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • การปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยตัวเองเมื่อมีเลือดกำเดาไหล (วิธีนี้ใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่) ให้ผู้ป่วยนั่งหลังตรงและก้มหน้าเล็กน้อย แล้วใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือบีบ (กด) ปีกจมูกทั้ง 2 ข้างเข้าหากันในแนวกลาง โดยหนีบบริเวณผนังกั้นจมูกเอาไว้เพื่อกดจุดเลือดออกเป็นเวลาประมาณ 5-10 นาที (การกดหรือบีบ ต้องกดหรือบีบให้แน่น) แล้วค่อยคล้ายออก และในระหว่างนี้ให้หายใจทางปากแทน ซึ่งการใช้วิธีนี้ส่วนมากมักจะได้ผล (เพราะประมาณ 90% เลือดมักจะไหลออกมาจากส่วนหน้าของจมูก การบีบหรือกดที่ปีกจมูกจึงช่วยทำให้เลือดหยุดไหลได้) แต่ถ้ายังไม่ได้ผลให้ทำซ้ำอีกครั้งเป็นเวลานาน 10 นาที นอกจากนี้ อาจใช้ผ้าเย็น หรือน้ำแข็งห่อผ้าหรือใส่ถุงพลาสติก หรือเจลประคบเย็น (Cold pack) วางประคบบนสันจมูกเอาไว้ด้วยก็ได้ เพื่อให้ความเย็นช่วยทำให้หลอดเลือดหดตัว (แต่ห้ามใส่น้ำแข็งเข้าไปในจมูก)

การดูแลตนเองหลังเลือดกำเดาหยุดไหล หลังเลือดกำเดาหยุดไหลแล้วภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกจะต้องป้องกันไม่ให้เลือดออกซ้ำโดยการ

  • หลังเลือดหยุดไหลสนิทแล้ว สามารถทำความสะอาดจมูกด้วยน้ำอุ่นได้ และหลังจากทำความสะอาดเสร็จให้พยายามพักผ่อนเพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลอีก
  • พยายามพักผ่อน หยุดทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่กำลังทำอยู่ และให้นอนหัวยกสูง รวมถึงทำใจให้สบาย โดยอาจฟังเพลงผ่อนคลายเพื่อให้หัวใจเต้นช้าลง
  • อาจประคบเย็นด้วยวิธีดังที่กล่าวไปแล้ว
  • หลีกเลี่ยงการแคะจมูก ขยี้จมูกแรง ๆ และการสั่งน้ำมูกแรง ๆ เพราะจะทำให้เลือดที่แข็งตัวแล้วซึ่งปิดหลอดเลือดที่เสียหายก่อนหน้านี้ออก และทำให้เลือดกำเดาไหลอีกครั้ง
  • ระวังการเบ่ง การไอ การจาม
  • หลีกเลี่ยงการกระทบเทือนบริเวณจมูก โดยการไม่ออกแรงมาก ไม่ยกหรือหิ้วของหนัก ๆ ไม่เล่นกีฬาที่หักโหมหรือเล่นนอกบ้าน ไม่สัมผัสอากาศที่ร้อน เพราะอาจทำให้มีเลือดออกได้
  • ไม่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่อุ่นหรือร้อน เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ซึ่งอาจทำให้เลือดออกได้อีก
  • แพทย์บางท่านแนะนำว่า ในขณะนอนหลับควรหนุนหมอนสูง ๆ

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลือดกำเดาไหล

 

 

 

 

 

 

 

ใช้ยาพ่นจมูกที่มีส่วนผสมของออกซีเมตาโซลีน. หากอาการเลือดกำเดาไหลของคุณแย่กว่าปกติ คุณก็สามารถใช้ยาพ่นจมูก

รักษาได้ ถ้าคุณไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูง ตัวยาจะทำให้หลอดเลือดในโพรงจมูกหดตัว หยดยาสัก 1-2 หยดลงบนก้อนสำลีหรือแผ่นสำลี ใส่ก้อนสำลีเข้าไปในโพรงจมูก บีบจมูกอีกครั้ง หลังจากผ่านไป 10 นาที ให้ดูว่ายังมีเลือดไหลอยู่อีกหรือไม่[3]

  • หากเลือดหยุดไหลแล้ว อย่าเพิ่งเอาก้อนสำลีหรือแผ่นสำลีออกจนกว่าจะผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เพราะเลือดอาจจะไหลอีกครั้งได้
  • การใช้ยาชนิดนี้ติดต่อกัน 3-4 วัน จะทำให้เกิดอาการติดและคัดจมูก[4]
  • ควรใช้ยาชนิดนี้เมื่อลองบีบจมูก 10 นาที แล้วเลือดยังไม่หยุดไหลเท่านั้น

 

เลือดกำเดาไหล
เลือดกำเดาไหล

 

 

ขอบคุณที่มา

th.wikipedia.org
pobpad.com
health.kapook.com
medthai.com

เรื่องล่าสุด

เรื่องที่น่่าสนใจ