แก้วหูทะลุ ลักษณะอาการ สาเหตุหลักและวิธีรักษาโรคแก้วหูทะลุ

Share This:

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แก้วหูทะลุ

 

แก้วหูทะลุ

 

แก้วหูทะลุ (อังกฤษ: perforated eardrum) คือภาวะที่แก้วหูมีรูทะลุเกิดขึ้น อาจเกิดภายหลังการติดเชื้อหูชั้นกลางอักเสบ อุบัติเหตุ (เช่นจากการแคะหู) แรงระเบิด การกระแทก (เช่นจากการถูกตบเข้าหู) เสียงดัง หรือการผ่าตัด หรือจากการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศ เช่นการขึ้นลงเครื่องบินขณะที่ท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ (เช่น ขณะเป็นหวัด) แก้วหูทะลุทำให้เกิดการได้ยินลดลงชนิดที่เป็นจากการนำเสียง (conductive hearing loss) ซึ่งมักเป็นอยู่ชั่วคราว อาการอื่นเช่นการได้ยินเสียงในหู ปวดหู หรือมีสารคัดหลั่งไหลจากหูได้

การได้ยินมักกลับเป็นปกติได้ในที่สุด แต่หากมีการติดเชื้อเรื้อรังอาจทำให้การได้ยินเสียไปอย่างถาวร ผู้ป่วยที่มีรูทะลุใหญ่อาจต้องใส่ที่อุดหูเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้า

ขณะมีรูทะลุที่แก้วหู ผู้ป่วยสามารถขึ้นเครื่องบินได้ตามปกติ และอาจจะปวดหูน้อยกว่าคนที่มีแก้วหูปกติด้วย

การเกิดเยื่อแก้วหูทะลุ พบว่าเกิดได้จากการติดเชื้อในหูชั้นกลาง และกระดูกมาสตอยด์ หรือเกิดจากการได้รับอันตรายจากภายนอก เช่น การได้รับความกระทบกระเทือน เสียงดังมากๆ การได้รับอุบัติเหตุทำให้มีการแตกของกระดูกเทมเพอราล หรือจากการใช้ของมีคมแคะหู ฯลฯ

เยื่อแก้วหู จะเป็นส่วนที่กั้นระหว่างหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง เยื่อแก้วหูแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนบนมีความตึงมาก เรียกว่า พาร์ ฟาซิตาร์ (pars flaccida) ส่วนด้านล่างกว้างกว่าและเคลื่อนไหวได้มากกว่า เรียกว่า พาร์ เทนซ่า (pars tensa) ในกรณีที่เยื่อแก้วหูทะลุจากการติดเชื้อในหูชั้นกลาง พบว่า มักจะเกิดที่เยื่อแก้วหูส่วนล่างได้บ่อยกว่าส่วนอื่น เมื่อเกิดเยื่อแก้วหูทะลุจะมีผลทำให้การนำเสียงเสียไปการได้ยินเสียงจะลดลง โดยปกติถ้าเยื่อแก้วหูที่ขาดมีขนาดไม่ใหญ่มาก ก็จะหายติดกันได้เองใน 24-48 ชั่วโมง

 

แก้วหูทะลุอันตรายไหม

 

การประเมินภาวะสุขภาพแก้วหูทะลุ

 

1. การซักประวัติ

1.1 ผู้ป่วยจะให้ประวัติแคะหู สิ่งแปลกปลอมเข้าหู ถูกตบหู หรือมีการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงที่บริเวณหู รวมทั้งแรงระเบิดในระยะใกล้แล้วมีปวดหู มีเสียงดังในหู อาจมีเลือดออกจากหู

1.2 เป็นหวัดบ่อย มีหูอื้อ ฟังเสียงไม่ชัด เคยมีนํ้าไหลออกจากช่องหูเป็นๆ หายๆ ปวดในช่องหู ฯลฯ

2. การตรวจร่างกาย พบมีการฉีกขาดของเยื่อแก้วหู พบมีก้อนเลือด หรือตำแหน่งที่มีเลือดออก

 

หู (Ear) เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ 2 ประการคือ การได้ยินหรือการรับฟังเสียง (Phonorecep tor) และการทรงตัวของร่างกาย (Statoreceptor) ซึ่งส่วนประกอบของหูแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ

 

 

1. หูชั้นนอก: คือส่วนของหูที่อยู่ด้านนอกต่อแก้วหู ประกอบด้วย

  • ใบหู (Auricle หรือ Pinna): มีหน้าที่ในการรวบรวมคลื่นเสียงที่มาจากที่ต่างๆส่งเข้าสู่รูหู

  • ช่องหูชั้นนอก (External auditory canal): เป็นส่วนที่อยู่ถัดใบหูเข้ามาจนถึงแก้วหู ทำหน้าที่เป็นทางเดินของคลื่นเสียงเข้าสู่หูส่วนกลาง รวมทั้งในรูหูยังมีขนและต่อมสร้างขี้หูทำหน้าที่สร้างขี้หูไว้ดักฝุ่นละอองหรือสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้าไปลึกในรูหู

  • แก้วหู หรือบางท่านเรียกว่าเยื่อแก้วหู (Tympanic membrane หรือ Eardrum): มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆทำหน้าที่สั่นสะเทือนเมื่อมีเสียงมากระทบและแยกคลื่นเสียงที่แตกต่างกันได้

2. หูชั้นกลาง: เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากแก้วหูเข้ามา ภายในหูชั้นกลางประกอบด้วย กระดูกขนาดเล็กมากๆ 3 ชิ้นคือ กระดูกรูปค้อน (Malleus), กระดูกรูปทั่ง (Incus, แท่งเหล็กสำหรับใช้รองรับในการตีโลหะบางชนิดเช่น ตีเหล็ก) และกระดูกรูปโกลน (Stapes, ห่วงที่ห้อยลงมาจากอานม้า) เรียงตามลำดับจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน มีหน้าที่ในการขยายการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงให้มากขึ้น แล้วส่งต่อการสั่นสะเทือนเข้าสู่ประสาทหูส่วนใน และส่งต่อไปยังสมองเพื่อแปลเป็นการได้ยิน

หูชั้นกลางมีการติดต่อกับท่อปรับความดันอากาศระหว่างหูชั้นกลางกับภายนอกร่างกาย/ความดันอากาศในลำคอเรียกว่า ท่อยูสเทเชียน (Eustachian tube) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อกลวงขนาดเล็ก เชื่อมติดต่อระหว่างภายในลำคอ/คอหอยกับหูชั้นกลาง มีหน้าที่ปรับความดันอากาศภายในหูให้ภายในหูมีความดันอากาศเท่ากับความดันภายนอก เพราะถ้าหากระดับความดันของทั้งสองแห่งไม่เท่ากันจะมีผลทำให้รู้สึกหูอื้อและถ้าเกิดความแตกต่างมากจะทำให้รู้สึกปวดหูได้

3. หูชั้นใน: ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆคือ

  • ท่อขดก้นหอย หรือคอเคลีย (Cochlea): ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยินคือรับคลื่นเสียงจากหูชั้นกลางแล้วส่งต่อทางเส้นประสาทหูชั้นในเข้าไปแปลความหมายที่สมอง

  • เนื้อเยื่อเกี่ยวกับการทรงตัวเรียกว่า เวสทิบิวล่าร์แอพพาราตัส (Vestibular apparatus): ทำหน้าที่ช่วยในการทรงตัว

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดแก้วหูทะลุคือ

1. การกระทบกระแทกต่างๆในบริเวณหูและ/หรือบริเวณศีรษะรุนแรง

2. เกิดตามหลังการติดเชื้อ ถ้าเกิดการฉีกขาดของแก้วหู (Tympanic membrane perforation) จะทำให้เกิดความผิดปกติในการได้ยินและอาจมีน้ำ น้ำเหลือง หรือเลือดไหลออกมาจากหูได้

3. รูทะลุถ้าอยู่ที่ขอบของแก้วหูมีโอกาสเกิดเป็นโรคหูร้ายแรงชนิดที่ทำให้เกิดมีเนื้อเยื่อหูชั้นนอกเข้าไปอยู่ในหูชั้นกลางได้เรียกว่า โรค Cholesteatoma แก้วหูทะลุบริเวณส่วนบนของแก้วหู บริเวณที่อยู่ของข้อต่อกระดูกค้อนและทั่ง (Attic perforation) ซึ่งบริเวณนั้นจะมีช่องต่อไปยังโพรงอากาศหลังหูเป็นแก้วหูทะลุที่เป็นอันตรายเพราะอาจเกิดเป็นโรคหูร้ายแรง Cholesteatoma ในโพรงอากาศหลังหูได้ และหากมีการติดเชื้ออาจมีการลุกลามเข้าไปในสมองได้ซึ่งต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ผู้ป่วยที่มีแก้วหูทะลุจากการบาดเจ็บ มักมีอาการหูอื้อ มีเสียงดังในหู ปวดหู อาจมีเลือดออก จากช่องหู รอยทะลุบนแก้วหูที่เกิดจากการบาดเจ็บ มักพบเป็นรูปรีๆหรือแตกออกเป็นหลายแฉกคล้ายรูปดาว ขอบไม่เรียบ และมักมีเลือดคั่งอยู่บริเวณขอบของรอยทะลุหรือภายในช่องหู แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจการได้ยิน (Audiogram) เพื่อตรวจหาพยาธิสภาพอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นภายในหูชั้นกลางและชั้นใน แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มีแก้วหูทะลุมีอาการดังนี้

1. มีการได้ยินที่ผิดปกติไปคือ ได้ยินเสียงเบาลง

2. ถ้าเบ่งออกแรงเช่น ตอนสั่งน้ำมูกจะรู้สึกว่ามีลมออกมาจากในหู เกิดจากตอนเบ่งจะมี ลมจากในจมูกผ่านออกมาทางท่อยูสเทเชียนมาถึงหูชั้นกลาง จากนั้นลมจะผ่านแก้วหูที่ทะลุออกมาภายนอกหูได้

3. ในรายที่เกิดจากการกระทบกระแทกเช่น หลังปั่นหู อาจมีเลือดไหลออกมาจากหูได้

4. ถ้ามีการติดเชื้อในหูชั้นกลางแทรกซ้อน จะทำให้ผู้ป่วยมีน้ำหรือน้ำเหลืองหรือหนอง ไหลออกมาจากหู

5. ผู้ป่วยมักไม่มีอาการปวดหูยกเว้นเกิดตามหลังการกระทบกระแทกอย่างเฉียบพลัน

 

สาเหตุของแก้วหูทะลุ

 

แก้วหูทะลุมักเกิดจากการเขี่ยหู แคะหู หรือการพยายามนำสิ่งแปลกปลอมออกจากหู การได้รับบาดเจ็บที่กะโหลกศีรษะ (ทำให้กระดูกบริเวณหลังหูหัก) อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา การถูกกระทบกระแทกจากสาเหตุต่าง ๆ ในบริเวณหูและ/หรือที่บริเวณศีรษะอย่างรุนแรง (เช่น การถูกตบหู ซึ่งทำให้มีการเพิ่มขึ้นของความดันภายในช่องหูชั้นนอก) การได้ยินเสียงดังจากวัตถุระเบิด พลุ หรือประทัดในระยะใกล้ ๆ และการมีความดันภายนอกหูที่สูงเกินไปจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การดำน้ำ การขึ้นลงเครื่องบินในขณะที่ท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ (เช่น ในขณะที่เป็นหวัด) เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุที่พบได้บ่อย ๆ คือ แก้วหูทะลุที่เกิดจากหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง โดยจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในหูชั้นกลางอย่างเรื้อรังที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ดีจนทำให้หนองในช่องหูชั้นกลางมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความดันในหูชั้นกลางสูงขึ้นจนดันให้แก้วหูทะลุตามมา

แก้วหูสามารถเกิดการฉีกขาดได้จากหลายสาเหตุ โดยอาจมาจาก

  • การติดเชื้อในหูชั้นกลาง (Otitis Media) เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อย เมื่อเกิดการติดเชื้อขึ้นที่หูชั้นกลางจะทำให้การไหลเวียนของเหลวผิดปกติ ส่งผลให้เกิดแรงดันจากของเหลวมากขึ้นจนอาจทำให้แก้วหูฉีกขาดหรือได้รับความเสียหาย
  • การบาดเจ็บจากแรงกระแทก แรงดัน (Barotrauma) เป็นการเปลี่ยนแปลงของแรงดันภายในหูชั้นกลางและสภาพแวดล้อมภายนอกไม่สมดุล ทำให้แรงดันจากภายนอกหูและภายในหูไม่เท่ากัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดในขณะเดินทางด้วยเครื่องบิน ดำน้ำ หรือเป็นการบาดเจ็บจากแรงกระแทกเข้าที่หูโดยตรง เช่น ถุงลมนิรภัยรถยนต์อัดเข้าบริเวณหูขณะเกิดอุบัติเหตุ
  • เสียงดังมากอย่างฉับพลัน การได้ยินเสียงดังจากวัตถุระเบิด เสียงปืน เสียงเพลง หรือเสียงในรูปแบบอื่นที่ดังมากในระยะเวลาสั้น ๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการฉีกขาดของแก้วหู
  • สิ่งแปลกปลอมในหู การล้วง แคะ หรือแหย่สิ่งของขนาดเล็กเข้าไปในช่องหู เช่น สำลีพันก้าน กิ๊ฟดำ อาจเสี่ยงต่อการทำให้แก้วหูฉีกขาดหรือเกิดความเสียหาย เด็กบางคนอาจนำของเล่นชิ้นเล็ก ๆ แหย่เข้าไปในหูโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็อาจเกิดแก้วหูทะลุได้
  • การบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง การได้รับการทบกระเทือนอย่างรุนแรงที่บริเวณกะโหลกศีรษะอาจทำให้โครงสร้างภายในหูชั้นในและชั้นกลางเกิดการเคลื่อนที่หรือเสียหาย รวมไปถึงเกิดการฉีกขาดของแก้วหู

 

ภาวะแทรกซ้อนของแก้วหูทะลุ

 

แก้วหูทะลุ
แก้วหูทะลุ

 

การวินิจฉัยแก้วหูทะลุ

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้หลายวิธี ในขั้นแรกจะเป็นซักประวัติผู้ป่วย ตรวจร่างกายทั่วไป จากนั้นจะเป็น การตรวจทางหู คอ จมูก ด้วยเครื่องตรวจหูโดยเฉพาะ (Otoscope) เพื่อส่องดูโครงสร้างภายในหู ทำให้ทราบได้ว่าแก้วหูเกิดการฉีกขาดหรือเป็นรูหรือไม่ ในบางรายที่มีของเหลวไหลหรือขี้หูปริมาณมาก แพทย์อาจมีการเช็ดทำความสะอาดหรือใช้ยาหยอดหู เพื่อช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น จากนั้นจึงค่อยพิจารณาการตรวจอื่นเพิ่มเติม เพื่อค้นหาสาเหตุและความเสียหายของแก้วหู เช่น

  • การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests) เป็นการเก็บตัวอย่างของเหลวที่ไหลออกจากหูส่งตรวจหรือเพาะเชื้อในห้องแล็บ เพื่อดูการติดเชื้อแบคทีเรียที่อาจเกิดขึ้นภายในหูของผู้ป่วย
  • การตรวจการทำงานของหูชั้นกลาง (Tympanometry) แพทย์จะใส่เครื่องมือพิเศษที่เรียกว่า Tympanometer เข้าไปในช่องหู เพื่อดูการตอบสนองของเสียงและความดัน จากนั้นจะประเมินผลจากรูปแบบของผลการตรวจที่ออกมา
  • การตรวจการได้ยิน เป็นการตรวจดูความผิดปกติของการได้ยินด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า ส้อมเสียง ซึ่งทำให้ทราบได้ว่าผู้ป่วยสูญเสียการได้ยินจากส่วนที่รับแรงสั่นสะเทือนของแก้วหูและหูชั้นใน หรือเป็นความเสียหายของประสาทหูและเส้นประสาท บางรายอาจเกิดได้ทั้ง 2 ส่วน หากผลตรวจออกมายังไม่ชัดเจน แพทย์อาจตรวจด้วยเครื่องตรวจการได้ยิน (Audiology Exam) ซึ่งมีความละเอียดในการตรวจมากกว่าการใช้ส้อมเสียง โดยวัดความสามารถในการฟังของผู้ป่วยจากระดับความดังและความถี่ของเสียงที่แตกต่างกัน

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

วิธีรักษาแก้วหูทะลุ

 

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แก้วหูทะลุ

 

ผู้ป่วยที่มีแก้วหูทะลุ และมีหูชั้นกลางอักเสบแบบเรื้อรังนั้น อาจมีหนองใหลจากหูเป็นระยะๆ เมื่อน้ำเข้าหู หรือเมื่อเป็นหวัด การผ่าตัดปะเยื่อแก้วนั้นมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ของหูชั้นกลาง เพราะเมื่อมีการติดเชื้อบ่อยๆจะทำให้มีหินปูน หรือพังผืดยึดกระดูกหู ทำให้หูอื้อ หรือการได้ยินน้อยลงหรือการนำเสียงเสีย นอกจากนั้นอาจมีการติดเชื้อลามไปสู่หูชั้นใน ทำให้มีเสียงดังในหู เวียนศีรษะหรือบ้านหมุน หรือมีการได้ยินเสื่อมลงแบบประสาทรับเสียงเสียนอกจากนั้นการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหูอาจทำให้การได้ยินดีขึ้น
การผ่าตัดปะเยื่อแก้วหูนั้นเป็นการผ่าตัดผ่านหลังหู หรือผ่านช่องหู โดยวิธีดมยาสลบ หรือวิธีใช้ยาเฉพาะที่ ในกรณีผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดโดยวิธีดมยาสลบ ผู้ป่วยจะต้องเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลก่อนการผ่าตัด 1วันก่อนผ่าตัด เพื่อวิสัญญีแพทย์จะได้เตรียมความพร้อมสำหรับการดมยาสลบในวันรุ่งขึ้นที่จะผ่าตัด คืนวันก่อนผ่าตัด ในกรณีผ่าตักผ่านหลังหู ผู้ป่วยจะได้รับการโกนผมหลังใบหูประมาณ 1/2-1 นิ้ว เพื่อเตรียมบริเวณที่จะผ่าตัด และแพทย์จะให้งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืน เพื่อป้องกันการสำลักอาหารลงปอด เวลาดมยาสลบ
การดมยาสลบ มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่นเสียงแหบจากสายเสียงบวม หายใจลำบาก อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจไว้ระยะเวลาหนึ่งหลังผ่าตัดเสร็จ อาจเกิดปอดอักเสบจากการสูดสำลัก แต่ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยมาก
หลังผ่าตัด จะมีแผลเป็นที่หลังหูในกรณีที่ผ่าตัดผ่านหลังหู มีผ่าพันไว้รอบศีรษะ เพื่อป้องกันเลือดออกที่แผลหลังผ่าตัด และมีวัสดุที่ใช้ในการจัดเยื่อแก้วหูให้เข้าที่ อยู่ในรูหู ผู้ป่วยจะได้รับยาที่จำเป็น เช่น ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด และอาจมีสายให้น้ำเกลืออยู่ที่แขน เมื่อผู้ป่วยรับประทานได้ดีพอควร แพทย์จะเอาสายให้น้ำเกลือออก วันรุ่งขึ้นหลังผ่าตัดแพทย์จะเอาผ้าที่พันศีรษะออก ผู้ป่วยจะมีอาการหูอื้อได้ยินไม่ชัด และอาจมีเสียงดังในหู เนื่องจากมีวัสดุในการจัดเยื่อแก้วหูให้เข้าที่ อุดอยู่เต็มรูหู
ภาวะแทรกซ้อน ที่อาจเกิดจากการผ่าตัด ได้แก่เวียนศีรษะ ปากเบี้ยวจากการกระทบกระเทือนประสาทสมองคู่ที่7 แผลผ่าตัดติดเชื้อ การได้ยินเสื่อมลงจากการกระทบกระเทือนประสาทรับเสียง แต่ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยมาก ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยจะกลับบ้านได้ หลังผ่าตัดประมาณ 1-2 วัน
การนัดตรวจหลังออกจากโรงพยาบาล แพทย์จะนัดมาดูแผลผ่าตัดและไหมหลังหู ในกรณีที่ผ่าตัดตัดผ่านหลังหู 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด ส่วนวัสดุที่ใส่ไว้ในรูหู แพทย์จะเอาออกภายใน 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด

ขอบคุณที่มา

pobpad.com , hamor.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องที่น่าสนใจ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง