แอปริคอต รวมประโยชน์และสรรพคุณทั้งหมดของแอปริคอต Apricot

Share This:

แอปริคอต

แอพริคอต หรือ แอปริคอต (Apricot) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Prunus armeniaca L. เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน และภายหลังได้แพร่ขยายไปยังประเทศอิตาลีและอังกฤษ โดยแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญของแอปริคอตก็คือประเทศจีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ แอฟริกา  เอพริคอต หรือ แอพริคอต (อังกฤษ: apricot; ชื่อวิทยาศาสตร์: Prunus armeniaca) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน จากนั้นจึงแพร่หลายไปสู่อิตาลีและอังกฤษ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบเดี่ยว ดอกสีขาว ผลเล็กกว่าลูกท้อ ผลกลม มีร่องกลางผลชัดเจน เปลือกบาง มีขนคล้ายกำมะหยี่ปกคลุม ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีเหลือง เนื้อแห้ง แน่น รสเปรี้ยวหอม สีน้ำตาล แหล่งปลูกเอพริคอตหลักอยู่ที่จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ แอฟริกา กินเป็นผลไม้สด ทำเอพริคอตในน้ำเชื่อม ใส่สลัดผลไม้และโยเกิร์ต แยมผลไม้ เอพริคอตตากแห้ง

 

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ประโยชน์ของแอปริคอต

  1. แอปริคอตอบแห้ง จะมีลักษณะเหนียวและมีคุณสมบัติช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง

  2. สรรพคุณของแอปริคอต ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก

  3. ประโยชน์ของแอปริคอตสดถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในสบู่ เจลขัดผิว หรือผงมาส์กพอกหน้า ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวและทำความสะอาดผิว

  4. สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย เช่น น้ำเชื่อม ฟรุตสลัด โยเกิร์ต แยม เบเกอรี่ เค้ก ไอศกรีม น้ำผลไม้ แอปริคอตอบแห้ง

  5. ทรีตเม้นต์แอปริคอตช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ด้วยการใช้เนื้อแอปริคอตสุกนำมาบดให้ละเอียดแล้วนำมาทาให้ทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก

  6. ช่วยรักษาภาวะโลหิตจาง และช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง (แอปริคอตอบแห้ง)

  7. ช่วยบำรุงหัวใจ ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

  8. ประโยชน์แอปริคอตช่วยควบคุมความดันโลหิต

  9. ประโยชน์แอปริคอตช่วยลดระดับไขมันเลวหรือ LDL

  10. ช่วยบรรเทาอาการของโรคหอบหืด วัณโรค และโรคหลอดลมอักเสบ

  11. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ชะละความเสื่อมของเลนส์ตา และช่วยป้องกันโรคต้อกระจก

  12. ช่วยรักษาระดับความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในร่างกาย (โพแทสเซียมและโซเดียม)

  13. แอปริคอตอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ และเมล็ดแอปริคอตมีวิตามินบี 17 (Amygdalin) ซึ่งเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง

  14. ช่วยป้องกันความเสื่อมทางสมอง (เมล็ดแอปริคอต)

คุณค่าทางโภชนาการของแอปริคอตดิบ ต่อ 100 กรัม

  • วิตามินซี 10 มิลลิกรัม 12%

  • วิตามินอี 0.89 มิลลิกรัม 6%

  • วิตามินเค 3.3 ไมโครกรัม 3%

  • ธาตุแคลเซียม 13 มิลลิกรัม 1%

  • ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม 3%

  • ธาตุแมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม 3%

  • ธาตุแมงกานีส 0.077 มิลลิกรัม 4%

  • ธาตุฟอสฟอรัส 23 มิลลิกรัม 3%

  • ธาตุโพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม 6%

  • ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%

  • ธาตุสังกะสี 0.2 มิลลิกรัม 2%

  • วิตามินเอ 96 ไมโครกรัม 12%

  • เบตาแคโรทีน 1,094 ไมโครกรัม 10%

  • ลูทีนและซีแซนทีน 89 ไมโครกรัม

  • วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม 3%

  • วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม 3%

  • วิตามินบี 3 0.6 มิลลิกรัม 4%

  • วิตามินบี 5 0.24 มิลลิกรัม 5%

  • วิตามินบี 6 0.054 มิลลิกรัม 4%

  • วิตามินบี 9 9 ไมโครกรัม 2%

  • พลังงาน 48 กิโลแคลอรี

  • คาร์โบไฮเดรต 11 กรัม

  • น้ำตาล 9 กรัม

  • เส้นใย 2 กรัม

  • ไขมัน 0.4 กรัม

  • โปรตีน 1.4 กรัม

ผลไม้ 4 ชนิดยอดนิยมที่ทำเป็นผลไม้อบแห้ง แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการ

 

แอปริคอต

 1.แอปริคอตสด VS แอปริคอตแห้ง

แอปริคอตสด : ถือเป็น “ยาบำรุง” ช่วยให้ฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยได้เร็ว อีกทั้งยังสามารถนำไปทำเป็นส่วนผสมในสบู่ และผงพอกหน้าได้อีกด้วย เพราะสารเบต้าแคโรทีน มีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดผิวและบำรุงได้ทุกสภาพผิว หรือหากรับประทานสดยังช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย

แอปริคอตอบแห้ง : มีลักษณะเหนียวซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบำรุงฟัน อาจมีสีน้ำตาล หรือสีส้มแล้วแต่ชนิด แต่สีน้ำตาลจะมีคุณค่ามากกว่าสีส้ม ช่วยในการย่อยอาหาร ต้านโรคหวัด ภาวะโลหิตจาง และมีวิตามินบี 17 ต้านมะเร็งอีกด้วย

เปรียบเทียบ :

 แอปริคอตสด 1 ผล เท่ากับ 17 แคลอรี บริโภคแบบหั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วยตวงเท่ากับ 79 แคลอรี
แอปริคอตอบแห้ง 1 ชิ้นเท่ากับ 8 แคลอรี บริโภค ¼ ถ้วยตวง เท่ากับ 78 แคลอรี ฉะนั้น แอปริคอตอบแห้งดีกว่า

 

อินทผลัม

 2.อินทผลัมสด VS อินทผลัมแห้ง

อินทผลัมสด: เป็นผลไม้ที่ชาวมุลสลิมนิยมซื้อเก็บไว้รับประทานในเดือนรอมฏอน (เดือนถือศีลอด) มีความหวานมากเป็นพิเศษ เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูงซึ่งร่างกายสามารถดึงไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที ดั้งเดิมมีที่มาจากฝั่งอเมริกาเหนือ และอ่าวเปอร์เซีย แต่ปัจจุบันมีปลูกแพร่หลายในประเทศอียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย และอิหร่าน มีประโยชน์สำหรับสำหรับเด็ก ๆ และผู้หญิงเพราะมีแคลเซียมสูง อินทผลัมสด 3-4 ชิ้น เท่ากับแคลเซียมในนม 1 แก้ว (300 มิลลิกรัม)

อินทผลัมอบแห้ง : มีลักษณะพื้นผิวย่นสีน้ำตาล ขนาดใหญ่กว่าลูกเกด สามารถเก็บได้ในอุณหภูมิห้องได้นานเป็นเดือน มีปริมาณคอเลสเตอรอลต่ำ ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้า ปวดศีรษะ คลายกล้ามเนื้อตึงจากความเครียด และเหมาะสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเพราะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

เปรียบเทียบ :

 อินทผลัมสด 1 ผลเท่ากับ 23 แคลอรี บริโภคหั่นชิ้น 1 ถ้วยตวง เท่ากับ 502 แคลอรี
อินทผลัมอบแห้ง 1 ผลเท่ากับ 22 แคลอรี บริโภค ¼ ถ้วยตวง เท่ากับ 135 แคลอรี อินทผลัมอบแห้ง ดีกว่า

 

องุ่น

 3.องุ่น  VS ลูกเกด

องุ่น : ดั้งเดิมเป็นผลไม้ที่ปลูกในแถบประเทศอียิปต์ แต่บรรดานักวิชาการกลับเชื่อว่าองุ่นเริ่มปลูกในยุคกรีกโบราณ และแพร่หลายไปยังกรุงโรม ซึ่งทั้งสองชนชาติเป็นผู้จุดประกายวัฒนธรรมการหมักไวน์ ต่อมาได้แพร่หลายไปยังประเทศแถบยุโรป และประเทศในแถบอเมริกา

ลูกเกด : ลูกเกด (องุ่นอบแห้ง) ในประเทศอินเดียวนิยมนำไปใช้ในการทำขนมต่าง ๆ เช่น คุ้กกี้ เค้ก และนิยมนำไปปรุงในแกงกะหรี่ หรือบริยานี (ข้าวหมก) เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้เป็นวิตามินดี ส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนเพื่อช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

เปรียบเทียบ :

ผลองุ่นสดไร้เมล็ด 1 ลูก เท่ากับ 3 แคลอรี บริโภค 1 ถ้วยตวง เท่ากับ 110 แคลอรี
ลูกเกดไร้เมล็ด 1 เม็ด เท่ากับ 2 แคลอรี หากบริโภค ¼ ถ้วยตวง เท่ากับ 108 แคลอรี ดีกว่า
ผลองุ่นสดมีเมล็ด 1 ลูก เท่ากับ 4 แคลอรี บริโภค 1 ถ้วยตวง เท่ากับ 106 แคลอรี ดีกว่า
ลูกเกดมีเมล็ด 1 เม็ด เท่ากับ 1.6 แคลอรี บริโภค 1 ถ้วยตวง เท่ากับ 122 แคลอรี

ลูกพรุน, ลูกพลัม

 4.พลัม VS พรุน

พลัม : ลูกพลัม หรือบ๊วยเป็นที่นิยมอย่างมากในวัฒนธรรมของจีน และได้ส่งอิทธิพลแพร่ไปยังประเทศญี่ปุ่นด้วยคือ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ถือเป็นเดือนแห่งเทศกาลดอกบ๊วย “Ume Matsuri” หรือ “อุเมะเฟสติวัล” โดยทั่วทั้งถนนจะมีดอกบ๊วยบานสะพรั่ง และในขณะเดียวกันที่ประเทศแถบอเมริกาก็มีวันพุดดิ้งพลัม “National Plum Pudding Day” หรือ “Christmas pudding” คือวันที่ 12 เดือนกุมภาพันธ์ ถือเป็นวันอาหารแห่งชาติวันหนึ่ง ซึ่งจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองด้วยพุดดิ้งลูกพลัม

พรุน : ลูกพรุนมีไฟเบอร์สูงจึงขึ้นชื่อว่าเป็น “ราชาไฟเบอร์” เพื่อช่วยกระตุ้นการขับถ่ายให้ดียิ่งขึ้น ควรเพิ่มลูกพรุนในซีเรียลประมาณ 3 ลูกต่อวันเพื่อช่วยเพิ่มกากใยให้กับมื้ออาหาร

เปรียบเทียบ :

ลูกพลัมสด 1 ผลเท่ากับ 30 แคลอรี บริโภคหั่นชิ้น 1 ถ้วย เท่ากับ 46 แคลอรี ดีกว่า
ลูกพรุนอบแห้ง 1 ผลเท่ากับ 20 แคลอรี บริโภค ¼ ถ้วยตวง เท่ากับ 110 แคลอรี

สัดส่วนของแคลอรีระหว่างผลไม้สดกับผลไม้อบแห้งอาจเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องเลือกให้แคลอรีน้อยที่สุดเป็นหลัก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักให้ได้อย่างจริงจังนั้น สุขกายสบายใจขอแนะนำว่า ให้เน้นปริมาณไฟเบอร์

 

 

ขอบคุณที่มา
th.wikipedia.org
puechkaset.com
medthai.com