โรคตับแข็ง ลักษณะสาเหตุอาการและวิธีการดูแลการรักษาโรคตับแข็ง Cirrhosis

Share This:

โรคตับแข็ง

โรคตับแข็ง (Cirrhosis) เป็นโรคตับเรื้อรังที่เนื้อเยื่อตับจำนวนมากถูกทำลายอย่างถาวรจนกลายเป็นพังผืด (Fibrous tissue) มีลักษณะแข็งกว่าปกติ จนตับไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเป็นปกติ* จึงก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้นตามมา เป็นภาวะที่เกิดขึ้นของโรคตับ ซึ่งเกิดจากการที่ตับได้รับความเสียหายและเกิดแผลเป็นอย่างถาวร มีลักษณะเฉพาะคือการมีเนื้อเยื่อพังผืดเกิดขึ้นในเนื้อตับ ส่งผลให้การทำงานของตับลดลง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตโปรตีน การเก็บสะสมสารสำคัญและแร่ธาตุต่างๆ การทำลายสารพิษ รวมทั้งปิดกั้นการไหลเวียนของเลือดที่ไหลผ่านตับด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคตับแข็ง

สาเหตุของภาวะตับแข็ง

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคตับแข็ง

โดยปกติเนื้อเยื่อตับจะนุ่มและมีผิวที่เรียบเนียน แต่ถ้าเนื้อเยื่อตับได้รับการบาดเจ็บและถูกทำลายจากการอักเสบเรื้อรังจากสาเหตุต่าง ๆ เนื้อเยื่อตับที่ถูกทำลายจะกลายเป็นพังผืดที่มีลักษณะคล้ายแผลไปแทรกและเบียดเนื้อตับที่ดี ทำให้เลือดไปเลี้ยงตับได้น้อยลง จึงส่งผลให้การทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตับลดลงหรือไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเป็นปกติ ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ร่างกายสร้างตามธรรมชาติ (เป็นเหตุทำให้ผู้ป่วยมีอาการฝ่ามือแดง มีจุดแดงรูปแมงมุม นมโตและอัณฑะฝ่อในผู้ชาย) มีการคั่งของสารบิลิรูบินหรือสารสีเหลืองซึ่งสร้างจากตับ (ทำให้เกิดอาการดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง) และอาการคันตามตัวหรือผิวหนัง) มีการสังเคราะห์สารที่ช่วยห้ามเลือดได้น้อยลง (ทำให้เกิดภาวะเลือดออกง่าย) มีภาวะความดันในหลอดเลือดดำของตับสูงขึ้น (ทำให้ท้องมานหรือมีน้ำคั่งในช่องท้อง หลอดเลือดขอดที่หลอดอาหารที่อาจแตกและทำให้อาเจียนเป็นเลือด ริดสีดวงทวาร) ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของระบบต่าง ๆ

ตับแข็งเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ

  • โรคพิษสุราเรื้อรัง เกิดจากการดื่มแอลกฮอล์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • โรคไวรัสตับอักเสบบี ซี และดี
  • โรคตับอักเสบจากภูมิต้านทานตนเอง
  • โรคเนื้อเยื่อสะสมธาตุเหล็กผิดปกติ
  • โรควิลสัน (Wilson’s disease) ซึ่งเกิดจากการมีการสะสมทองแดงมากเกินไปในตับ
  • ภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ทำให้น้ำดีที่ไหลย้อนกลับไปที่ตับส่งผลทำลายเนื้อตับจนเป็นตับแข็งได้
  • ภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังจนอาจกลายเป็นตับแข็งได้
  • การรับประทานยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • การได้รับสารพิษบางชนิด
  • ภาวะหัวใจล้มเหลวหลายครั้งติดต่อกัน
  • Alcoholic cirrhosis ตับแข็งที่เกิดจากสุรามักเกิดหลังจากที่ได้ดื่มสุราเป็นปริมาณมากมาในระยะเสลาหนึ่ง ปริมาณที่ดื่มขึ้นกับแต่ละบุคคล ผู้หญิงจะเกิดตับแข็งได้ง่ายกว่าผู้ชายผู้หญิงอาจจะดื่มเพียง 2-3 แก้วต่อวันก็ทำให้เกิดตับแข็ง ผู้ชายดื่ม 4-6 แก้วต่อวันก็สามารถทำให้เกิดตับแข็ง เชื่อว่าสุราทำให้การสันดาปของโปรตีน ไขมัน และ แป้งผิดไป
  • Chronic hepatitis B,D ไวรัสตับอักเสบทำให้เกิดอักเสบของตับเป็นเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะมีตับแข็ง
  • Chrinic hepatitis C เริ่มพบมากขึ้นทั่วโรคตับมีการอักเสบอย่างช้าก่อนเป็นตับแข็ง
  • Autoimmune hepatitis เกิดจากโรคที่ภูมิคุ้มกันมีการทำลายเนื้อตับ
  • Inherited diseases โรคกรรมพันธุ์บางโรคทำให้เกิดตับแข็ง เช่น hemochromatosis, Wilson’s disease, galactosemia,
  • Nonalcoholic steatohepatitis (NASH) มีการสร้างไขมันในตับเพิ่มทำให้กลายเป็นตับแข็ง เช่นผู้ป่วยเบาหวาน คนอ้วน
  • Blocked bile ducts มีการอุดกั้นของทางเดินน้ำดี เช่นนิ่วของถุงน้ำดีถ้าหากอุดนานๆทำให้เกิดตับแข็ง
  • ยา และสารพิษ หากไดัรับติดต่อกันเป็นเวลานานก็ทำให้เกิดตับแข็ง

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคตับแข็ง

 

โดยเมื่อเริ่มเกิดโรค เนื้อเยื่อตับจะมีขนาดปกติได้ แต่ต่อมาเมื่อการอักเสบมากขึ้นจะเกิดการบวมของเนื้อเยื่อตับ ตับจะโตจนคลำได้ (ตับจะอยู่ใต้ชายโครง ซึ่งปกติจะคลำไม่ได้) และเมื่อมีการอักเสบเรื้อรัง เนื้อเยื่อตับจะเป็นพังผืดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื้อเยื่อตับที่เคยรุ่มจะค่อย ๆ แข็งขึ้น (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อคำว่า “โรคตับแข็ง”) และขนาดของตับจะหดเล็กลงเรื่อย ๆ นอกจากนั้นเนื้อเยื่อตับที่เหลืออยู่จะพยายามซ่อมแซมตัวเอง จึงเกิดเป็นปุ่มก้อนเนื้อขึ้น และเมื่อร่วมกับการเกิดพังผืดจึงก่อให้ตับแข็งมีลักษณะขรุขระเป็นตะปุ่มตะป่ำทั่วทั้งตับ ซึ่งจะส่งผลให้สมรรถภาพการทำงานของตับลดลงและนำมาสู่สุขภาพร่างกายที่แย่ลงด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคตับแข็ง

 

อาการของภาวะตับแข็ง

 

โรคตับแข็งระยะแรก ผู้ป่วยมักไม่มีอาการหรือมีอาการผิดปกติน้อยมากหรือไม่ชัดเจน โดยอาจมีเพียงอาการท้องอืดท้องเฟ้อคล้ายอาหารไม่ย่อย แต่ต่อมาเป็นแรมปีจะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนเป็นบางครั้ง น้ำหนักตัวลดลง เท้าบวม ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงด้านขวาเล็กน้อย ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) คันตามผิวหนัง ความรู้สึกทางเพศลดลง ป่วยบางรายอาจสังเกตเห็นฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือมีจุดแดงที่หน้าอก หน้าท้อง ในผู้ชายอาจรู้สึกนมโตและเจ็บ อัณฑะฝ่อตัว หรือมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือองคชาตไม่แข็งตัว (Erectile dysfunction) ในผู้หญิงอาจมีอาการประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอ มีหนวดขึ้น หรือมีอาการเสียงแหบห้าวคล้ายผู้ชาย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคตับแข็ง

โรคตับแข็งระยะสุดท้าย เมื่อเป็นโรคตับแข็งอยู่หลายปีหรือยังดื่มแอลกอฮอล์จัด ผู้ป่วยจะมีอาการท้องมาน เท้าบวม เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนอัลบูมิน (Albumin) ซึ่งเป็นตัวควบคุมความดันน้ำในหลอดเลือดได้เพียงพอ พังผืดที่ดึงรั้งในตับก็จะมากขึ้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ มีแรงดันในเลือดเพิ่มมากขึ้น เกิดการแตกแขนงเป็นเส้นเล็ก ๆ ซึ่งจะเปราะบางและแตกได้ง่าย จึงทำให้เห็นเป็นหลอดเลือดพองที่หน้าท้อง เกิดหลอดเลือดขอดที่หลอดอาหาร (Esophageal varices) ซึ่งอาจจะแตกและทำให้ผู้ป่วยอาเจียนเป็นเลือดสด ๆ ทำให้เสียเลือดมากและอาจถึงชั้นช็อกและเสียชีวิตได้ ในระยะสุดท้ายเมื่อตับทำงานไม่ได้ (ตับวาย) ผู้ป่วยก็จะเกิดอาการทางสมอง เช่น หลงลืมง่าย สับสน ซึม เพ้อ มือสั่น และจะค่อย ๆ ไม่รู้สึกตัวจนกระทั่งหมดสติไป เรียกว่า “ภาวะหมดสติจากตับวาย” (Hepatic coma)

 

ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งอาจไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก หรืออาจมีอาการเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนตามระยะของโรค ทั้งนี้อาการที่อาจพบได้ เช่น

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ไม่อยากอาหาร ในบางครั้งอาจเกิดร่วมกับอาการคลื่นไส้ น้ำหนักลด
  • ในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนผิดปกติ ในผู้ชายอาจมีเต้านมขยายใหญ่ขึ้นพร้อมอาการปวด สมรรถภาพทางเพศลดลง
  • ขาบวมหรือท้องโตขึ้น เนื่องจากโปรตีนอัลบูมินถูกผลิตน้อยลง ส่งผลให้มีน้ำสะสมในขาหรือท้อง
  • ฟกช้ำหรือเลือดออกได้ง่าย เนื่องจากมีการผลิตโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัวลดลง
  • อาการดีซ่าน หรืออาการตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งเกิดจากการสะสมเม็ดสีของน้ำดี
  • มีอาการคันที่ผิวหนังอย่างรุนแรง เนื่องจากสารประกอบของน้ำดีถูกฝังอยู่ในผิวหนัง
  • มีอาการทางสมอง เนื่องจากตับไม่สามารถกรองสารพิษออกมาได้ จึงเริ่มสะสมในเลือด โดยสัญญาณแรกของการสะสมสารพิษในสมองอาจสังเกตได้จากการที่ผู้ป่วยละเลยการดูแลตนเอง ไม่มีอาการตอบโต้ ลืมง่าย ไม่มีสมาธิ
  • มีความไวต่อยาและผลข้างเคียง เนื่องจากในผู้ป่วยโรคตับแข็งตับจะไม่สามารถกรองยาออกจากเลือดได้ในอัตราปกติ ตัวยาจึงออกฤทธิ์นานขึ้นและสะสมอยู่ในร่างกาย
  • มีเลือดออกอย่างรุนแรงในกระเพาะอาหารส่วนบนหรือหลอดอาหาร เนื่องมาจากการไหลเวียนของเลือดผิดปกติ ซึ่งจัดเป็นอาการที่รุนแรงและอันตราย แพทย์ต้องรีบหยุดเลือดโดยเร็ว

 

ผู้ป่วยตับแข็งมีน้ำในท้อง และหลอดเลือดหน้าท้องพอง
  • บวมหลังเท้า และท้องมานเนื่องจากตับไม่สามารถสร้างไข่ขาว
  • เลือดออกง่าย เนื่องจากตับไม่สามารถสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว
  • ตัวเหลืองและตาเหลือง เนื่องจากตับไม่สามารถขับน้ำดี
  • คันตามตัวเนื่องจากน้ำดีสะสมตามผิวหนัง
  • นิ่วในถุงน้ำดี
  • สูญเสียความสามารถเกี่ยวกับความจำ สติ เนื่องจากการคั่งของๆเสีย
  • ไวต่อยา การให้ยาในผู้ป่วยตับแข็งต้องระวังการเกิดยาเกินขนาด เนื่องจากตับไม่สามารถทำลายยา แม้ว่าจะให้ยาขนาดปกติ ยาบางชนิดอาจต้องลดปริมาณยา
  • อาเจียนเป็นเลือดเนื่องจากตับแข็ง จะทำให้ความดันในตับสูง ส่งผลให้หลอดเลือดดำในหลอดอาหารมีความดันสูง และถ้าสูงมากเกิดการแตกของหลอดเลือดดำ
  • ปัญหาต่อระบบอื่น เช่น ติดเชื้อง่ายเนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลง ท้องมาน ไตวาย
  • ริดสีดวงทวาร

 

โรคตับแข็ง
โรคตับแข็ง

 

การวินิจฉัยโรคตับแข็ง

 

แพทย์​สามารถวินิจฉัยโรคตับแข็งได้จากการซักประวัติอาการ ประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ หรือประวัติทางการแพทย์ต่าง ๆ (เช่น การใช้ยาต่าง ๆ) รวมถึงประวัติโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง หรือมะเร็งตับในครอบครัว, การตรวจร่างกาย, การตรวจเลือดเพื่อทดสอบการทำงานของตับและหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี (ใช้สำหรับประกอบการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของตับแข็ง), การตรวจภาพตับด้วยคลื่นเสี่ยงความถี่สูงหรืออัลตราซาวนด์ (Ultrasound) ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยโรคตับแข็งได้ค่อนข้างข้างแม่นยำ และการตรวจไม่ยุ่งยาก มีราคาไม่แพง จึงมักเป็นการตรวจอันดับแรกที่แพทย์จะเลือกใช้, การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือคลื่นแม่เหล็กแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ซึ่งสามารถวินิจฉับภาวะตับแข็งได้เช่นกัน แต่มีข้อเสียคือในการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ผู้ป่วยจะได้รับรังสีและต้องได้รับการฉีดสารทึบรังสีเข้าหลอดเลือดดำซึ่งอาจเกิดอาการแพ้หรือมีผลต่อไตในผู้ป่วยบางรายได้ ส่วนการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่ได้รับรังสีแต่ก็เป็นการตรวจที่มีราคาสูงและเครื่องตรวจนี้ก็มีเฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ หรือโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีวิธีการตรวจที่ให้ผลแน่นอน คือ การตรวจชิ้นเนื้อจากตับ โดยการเจาะผ่านผิวหนัง (Biopsy) เพื่อเอาตัวอย่างจากเนื้อตับไปตรวจดูทางพยาธิวิทยา (แต่วิธีนี้มีความเสี่ยงต่อเลือดออกในตับและต้องอาศัยความชำนาญในการตรวจ แพทย์จึงไม่ค่อยได้ใช้เป็นวิธีแรก) นอกจากนี้อาจมีการตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อหาเหตุ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

 

  • การซักประวัติอาการ
  • การตรวจเลือด
  • การตรวจสอบอื่นๆ
    • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
    • การตรวจอัลตราซาวนด์
    • การตรวจตับและม้ามด้วยรังสี (radioisotope scan)
    • การเจาะผ่านผิวหนัง (biopsy) เพื่อเอาตัวอย่างจากเนื้อตับไปตรวจ

 

แพทย์จะซักประวัติหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งและตรวจร่างเพื่อหาสิ่งแสดงว่าเป็นตับแข็งหรือไม่ เช่น ตัวเหลืองตาเหลือง ท้อง และเท้าบวม ฝ่ามือแดง palma erythema มีจุดแดง spider telangiectasia ตามตัวหรือไม่ คลำตับพบว่าผิวแข็งขรุขระ ขอบไม่เรียบ

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับความผิดปกติที่อาจพบได้คือ ไข่ขาวต่ำ มีการคั่งของน้ำดี bilirubin บางรายอาจตรวจ ultrasound หรือเจาะเนื้อตับ

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

การรักษาโรคตับแข็ง

 

โรคนี้ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ เพราะเนื้อเยื่อตับที่ถูกทำลายไปแล้วมิอาจหาทางเยียวยาให้ฟื้นตัวได้ อาการจึงมีแต่ทรงกับทรุด แต่ถ้าเป็นโรคตับแข็งในระยะแรกและผู้ป่วยปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานเกิน 5-10 ปีขึ้นไป แต่หากปล่อยให้มีภาวะแทรกซ้อนชัดเจน เช่น ท้องมาน ดีซ่าน อาเจียนเป็นเลือด ก็อาจมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2-5 ปี (ประมาณ 1 ใน 3 อาจมีชีวิตอยู่ได้เกิน 5 ปี) การรักษาโรคตับแข็งจึงมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อหยุดหรือชะลอการทำลายของเนื้อเยื่อตับหรือการดำเนินของโรคและเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีหลักสำคัญคือการรักษาที่สาเหตุ และไม่เพียงแต่แพทย์เท่านั้นที่มีบทบาทในการรักษา ตัวผู้ป่วยเองก็มีบทบาทสำคัญในการรักษาเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน

 

การรักษาภาวะตับแข็งมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดการพัฒนาของเนื้อเยื่อแผลเป็นในตับและเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีหลักสำคัญคือการรักษาที่สาเหตุที่ทำให้เกิดตับแข็ง ซึ่งไม่เพียงแต่แพทย์เท่านั้นที่มีบทบาทในการรักษา ผู้ป่วยเองก็มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการหลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตับ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตับล้มเหลวได้ การปฏิบัติตัวในการดูแลและป้องกันภาวะแทรกซ้อนสำหรับผู้ที่มีภาวะตับแข็ง

  • งดการดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาและสารที่เป็นอันตรายต่อตับ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดิบ โดยเฉพาะอาหารทะเล เนื่องจากอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรง
  • รับประทานโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม โดยควรรับประทานโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น ปลา หรือโปรตีนจากพืช (เช่น ถั่วเหลือง) เป็นต้น
  • หากมีอาการบวมที่ข้อเท้าและท้อง ควรจำกัดเกลือและอาหารรสเค็ม
  • เข้ารับการฉีดวัคซีนสำหรับโรคไวรัสตับอักเสบเอและบี ไข้หวัดใหญ่ และโรคปอดบวม เนื่องจากผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความเสี่ยงในการติดเชื้อที่รุนแรงมากกว่าผู้ที่มีสุขภาพดี
  • พบแพทย์เพื่อติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ

 

โรคตับแข็งรักษาหายไหม

 

  1. รักษาสาเหตุ ขึ้นกับว่าต้นเหตุเกิดจากอะไรก็รักษาไปตามสาเหตุ เช่นถ้าเกิดจากสุราก็ให้หยุดสุรา เกิดจากยาก็ให้หยุดยา เกิดจากไวรัสก็ให้ยาบางชนิด โรคตับแข็งรักษาให้หายขาดไม่ได้แต่สามารถชะลอหรือหยุดการดำเนินของโรค
  2. รักษาโรคแทรกซ้อน
  3. การเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว เนื่องจากเมื่อเริ่มเป็นโรคตับแข็ง ในระยะแรกผู้ป่วยมักจะมีไม่มีอาการ ซึ่งแพทย์จะสามารถตรวจพบโรคนี้ได้จากการตรวจสุขภาพประจำปี นอกจากนั้นคือ รีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติดังที่กล่าวไป
  4. การเลิกหรือหลีกเลี่ยงสาเหตุที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น การเลิกดื่มแอลกอฮอล์ การหลีกเลี่ยงหรือไม่ใช้ยาหรือสารใด ๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะยาหรือสารที่อาจมีผลกระทบต่อตับ เป็นต้น
  5. การรักษาที่สาเหตุที่ทำให้ตับแข็ง โดยขึ้นอยู่กับว่าต้นเหตุเกิดจากอะไรก็รักษาไปตามสาเหตุนั้น ๆ เช่น การรักษาโรคหัวใจเมื่อมีโรคหัวใจเป็นสาเหตุ หรือถ้าเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ก็ให้หยุดดื่ม, ถ้าเกิดจากการใช้ยาก็ให้หยุดใช้ยา, ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัสก็ให้ยาบางชนิด เป็นต้น
  6. การรักษาด้วยยาแพทย์แผนจีน การรักษาโรคตับแข็งด้วยยาแพทย์แผนจีนนั้นมีประวัติมายาวนานแแล้ว โดยการรักษาจะมุ้งเน้นไปที่การปรับสมดุลของตับ บำเลือดให้ไหลเวียนได้สะดวก เพื่อช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคตับแข็งและป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อตับเกิดพังผืด
  7. การปลูกถ่ายตับ เมื่อเป็นมากหรือเมื่อตับของผู้ป่วยทำงานได้ต่ำมาก อาจมีทางเลือกในการรักษาเพียงทางเดียวคือการปลูกถ่ายตับ (ผ่าตัดเปลี่ยนตับ) โดยแพทย์จะพิจารณาทำให้ในผู้ป่วยบางราย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตได้อย่างยืนยาว แต่การรักษาด้วยวิธีนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เพราะเป็นการรักษาที่ยุ่งยาก มีราคาสูง ขาดแคลนผู้บริจาคตับและหาตับที่มีผู้บริจาคซึ่งเข้ากับเนื้อเยื่อของผู้ป่วยได้ค่อนข้างยาก อีกทั้งยังสามารถปลูกถ่ายตับอย่างได้ผลเฉพาะในผู้ป่วยบางรายที่มีสุขภาพแข็งแรงและไม่มีโรคประจำตัวเท่านั้นอีกด้วย
  • ท้องมานและบวมหลังเท้า แนะนำให้ลดอาหารเค็ม และจะให้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดบวม
  • คันตามผิวหนัง ให้ลดอาหารพวกโปรตีน และให้ยาแก้แพ้
  • ลดของเสีย แพทย์จะให้ยาระบายเพื่อลดของเสียที่อยู่ในลำไส้ซึ่งจะถูกดูดซึมหากมีมากในลำไส้
  • ผู้ป่วยที่มีความดันในตับสูงแพทย์จะให้ยาลดความดันกลุ่ม beta-block เช่น propanolol

 

โรคตับแข็ง
โรคตับแข็ง

 

วิธีป้องกันโรคตับแข็ง

 

การป้องกันที่สำคัญคือ การหลีกเลี่ยงสาเหตุที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ดังที่กล่าวไปแล้ว เช่น

  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก (หรือเลิกดื่มไปเลยได้ยิ่งดี)
  • ไม่ใช้ยาหรือซื้อยาต่าง ๆ มารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะยาที่อาจมีพิษต่อตับ
  • หลีกเลี่ยงการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี
  • หลีกเลี่ยงการฉีดยาเสพติดเข้าเส้น
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่แรกเกิด
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐานให้ดีอยู่เสมอ เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อต่าง ๆ
  • สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีหรือตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

 

 

ขอบคุณที่มา

bumrungrad.com
siamhealth.net
medthai.com