โรคพาร์กินสัน ลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษา 17 วิธี ของโรคพาร์กินสัน

Share This:

โรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสันโรคสันนิบาต หรือโรคสั่นสันนิบาต (Parkinson’s disease) หรือโรคที่คนไทยสมัยโบราณรู้จักกันในชื่อ “โรคสันนิบาตลูกนก” เป็นโรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์สมองในบางตำแหน่งเกิดมีการตายโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป และจะพบได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อย่างเข้าวัย 70 ปีขึ้นจะพบได้บ่อยขึ้น (ในต่างประเทศจะพบได้ประมาณ 1-5% ของผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี) โรคนี้สามารถพบได้ในคนทุกเชื้อชาติ ผู้ชายจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าผู้หญิงประมาณ 1.5 เท่า (บางรายงานระบุว่าพบได้เท่ากันหรือพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย)

 

อนึ่ง เนื่องจากโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีปัญหาต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก จึงได้มีการจัดตั้ง “วันโรคพาร์กินสัน” ขึ้น ซึ่งตรงกับวันที่ 11 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของนายแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อ “เจมส์ พาร์กินสัน” (James Parkinson; เป็นแพทย์คนแรกที่ได้อธิบายลักษณะของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในปี พ.ศ.2360 ในบทความที่ชื่อว่า “Shaking Palsy”) และมีการใช้ดอกทิวลิปสีแดงเป็นสัญลักษณ์

อาการสั่งการหลักเรียกรวมว่า พาร์คินสันนิซึม (parkinsonism) หรือ กลุ่มอาการพาร์คินสัน (parkinsonian syndrome) โรคพาร์คินสันมักนิยามเป็นกลุ่มอาการพาร์คินสันที่เกิดเอง (ไม่มีสาเหตุที่ทราบ) แม้ผู้ป่วยนอกแบบบางคนมีสาเหตุจากพันธุกรรม มีการสืบสวนปัจจัยเสี่ยงและป้องกันหลายอย่าง หลักฐานชัดเจนที่สุด คือ ผู้ที่สัมผัสยาฆ่าแมลงบางชนิดจะมีความเสี่ยงต่อโรคพาร์คินสันมากขึ้น แต่ผู้สูบบุหรี่มีความเสี่ยงลดลง พยาธิสภาพของโรคเป็นลักษณะของการสะสมโปรตีนชื่อ แอลฟา-ไซนิวคลีอิน (alpha-synuclein) ในอินคลูชันบอดี (inclusion body) เรียก เลวีบอดี (Lewy body) ในเซลล์ประสาท และจากการสร้างและกัมมันตภาพของโดปามีนที่ผลิตในเซลล์ประสาทบางชนิดในหลายส่วนของสมองส่วนกลางไม่เพียงพอ เลวีบอดีเป็นเครื่องหมายพยาธิวิทยาของโรคนี้ และการกระจายของเลวีบอดีตลอดสมองของผู้ป่วยแตกต่างกันไปตามบุคคล การกระจายทางกายวิภาคศาสตร์ของเลวีบอดีมักสัมพันธ์โดยตรงกับการแสดงออกและระดับอาการทางคลินิกของแต่ละบุคคล การวินิจฉัยผู้ป่วยตรงแบบอาศัยอาการเป็นหลัก โดยใช้การทดสอบอย่างการสร้างภาพประสาท (neuroimaging) เพื่อยืนยัน

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคพาร์กินสัน

 

ยาพาร์กินสันที่ใช้บ่อย ๆ ในทางคลินิก ได้แก่ยาที่เป็นสารตั้งต้นของสารโดพามีนยาที่ออกฤทธิ์ที่ตัวรับโดพามีน หรือยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่ทำลายสารโดพามีนในสมอง เมื่อการตายของเซลล์สมองเพิ่มขึ้นตามการดำเนินของโรคจนถึงระยะท้าย ผู้ป่วยจะมีปัญหาอย่างมากในการดำเนินชีวิตด้วยตนเองและต้องการความช่วยเหลือจากบุคคลใกล้ชิด จากปัญหาผลข้างเคียงของการใช้ยามาเป็นเวลานานได้แก่ อาการของโรคไม่ค่อยตอบสนองต่อยาหรือมีการเคลื่อนไหวยุกยิกผิดปกติ แพทย์อาจต้องพิจารณาการรักษาอื่น ๆ ตามความเหมาะสมให้กับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การผ่าตัดฝังตัวกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation) หรือการให้ยากระตุ้นตัวรับโดพามีนอย่างต่อเนื่องทางใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Apomorphine Pump) หรือการให้สารโดพามีนอย่างต่อเนื่องทางลำไส้เล็ก (Intrajejunal Duodopa Infusion)

 

โรคพาร์คินสันในคนส่วนใหญ่นั้นไม่รู้สาเหตุ ทว่าในผู้ป่วยสัดส่วนน้อยรู้สาเหตุว่ามาจากปัจจัยทางพันธุกรรมที่ทราบ มีการระบุว่าปัจจัยอื่นสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเป็นโรคพาร์คินสัน แต่ไม่มีการพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงเหตุ

โรคพาร์คินสันเกิดจากการตายของเซลล์สมองที่เรียกว่า Substantia nigra pars compacta (SNpc) สาเหตุการตายของเซลล์มีหลายทฤษฎี ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในปัจจุบัน คือทฤษฎีออกซิเดชั่น ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุ ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อมบางอย่าง และอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัสบางชนิด

สารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ได้แก่ โดปามีน และอะซิทิลโคลีน ซึ่งอยู่ในภาวะสมดุล เมื่อเซลล์สมองที่สร้างโดปามีนตายไป สมดุลดังกล่าวก็เสียไป ร่างกายจึงเกิดความผิดปกติขึ้น ปรากฏเป็นอาการของโรคพาร์คินสัน

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคพาร์กินสัน

 

 

โรคพาร์คินสันทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการทางระบบประสาทที่เด่นชัด 3 ประการ ได้แก่ อาการสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้า

  1. อาการสั่น มักเกิดขึ้นขณะอยู่เฉยๆ มีลักษณะเฉพาะคือ สั่นมากเวลาอยู่นิ่งๆ แต่ถ้าเคลื่อนไหว หรือยื่นมือทำอะไร อาการสั่นจะลดลงหรือหายไป มักเกิดขึ้นที่มือข้างใดข้างหนึ่ง สังเกตได้จากมือสั่นเวลาผู้ป่วยเดิน
  2. อาการเกร็ง มักมีอาการแข็งตึงของแขนขา และลำตัว ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก ปวดตามกล้ามเนื้อ
  3. อาการเคลื่อนไหวช้า ทำอะไรช้าลงไปจากเดิมมาก ไม่กระฉับกระเฉงว่องไวเหมือนเดิม เดินช้าและงุ่มง่าม แบบสโลว์โมชั่น สังเกตได้ว่าแขนไม่แกว่ง และผู้ป่วยมักบ่นว่าแขนขาไม่มีแรง
  4. การพบร่วมกับการใช้ยาทางจิตประสาทฟีโนไทอาซีน (Phenothiazine) หรือฮาโลเพอริดอล (Haloperidol)
  5. การพบร่วมกับการใช้ยาลดความดันโลหิตกลุ่มรีเซอร์พีน (Reserpine) หรือเมทิลโดปา (Methyldopa) ซึ่งขัดขวางการทำงานของสารโดพามีน
  6. การใช้สารเสพติดเอ็มพีทีพี (1-Methyl-4-phenyl-1,2,3,6-tetrahydropyridine – MPTP) ซึ่งเป็นสารอนุพันธ์ฝิ่นชนิดหนึ่งที่เจือปนอยู่ในเฮโรอีนสังเคราะห์ ที่มีฤทธิ์ทำลายกลุ่มเซลล์ประสาทสีดำ รวมถึงการได้รับสารเคมีบางตัวในสิ่งแวดล้อมที่มีโครงสร้างคล้ายกับ MPTP เป็นเวลานาน ๆ
  7. การใช้ยากลุ่มต้านแคลเซียมที่ใช้ในโรคหัวใจ โรคสมอง ยาแก้เวียนศีรษะ และยาแก้อาเจียนบางชนิด
  8. การถูกสารพิษที่ทำให้เซลล์สมองเสื่อม เช่น ไซยาไนด์ (Cyanide), สารแมงกานีส (Manganese) ในโรงงานถ่านไฟฉาย, เมทานอล (Methanol), ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) เป็นต้น
  9. ศีรษะได้รับบาดเจ็บหรือถูกกระทบกระเทือน (เช่น การต่อยมวย)
  10. สมองขาดออกซิเจนในผู้ป่วยที่จมน้ำ ถูกบีบคอ หรือมีภาวะอุดกั้นของทางเดินหายใจจากเสมหะหรืออาหาร
  11. ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ ทำให้เซลล์สมองที่สร้างโดพามีนมีจำนวนน้อยหรือหมดไป
  12. สมองอักเสบ เนื้องอกสมอง
  13. โรคทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสัน (Wilson’s disease) ซึ่งเกิดจากการที่มีอาการของโรคตับพิการร่วมกับโรคสมอง มีสาเหตุมาจากธาตุทองแดงไปเกาะในตับและสมองมากจนเป็นปันตรายขึ้นมา

 

การตายของเซลล์สมองส่วนก้านสมองส่วนกลาง ศูนย์ประสาทวิทยาและสมอง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กรุงเทพ

 

โดยทั่วไปหากผู้ป่วยปรากฏอาการชัดเจน สามารถวินิจฉัยได้จากลักษณะอาการและการตรวจร่างกายทางระบบประสาทอย่างละเอียด การตรวจภาพรังสีและการตรวจเลือดไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรค อาจใช้เพื่อวินิจฉัยแยกโรคในบางรายเท่านั้น

ระยะแรกเริ่ม อาจวินิจฉัยยาก จำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคก่อนเสมอ

ผู้ที่สงสัยว่าจะป่วยเป็นโรคพาร์คินสัน ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประสาทวิทยา หรือที่เรียกว่าประสาทแพทย์

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน

  • อายุ หากมีอายุมากขึ้นก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้น
  • พันธุกรรม โดยพบว่าผู้ป่วยประมาณ 15-20% จะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสัน (หากมีญาติสายตรงเป็นโรคนี้ 1 คนจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ 3 เท่า และหากมี 2 คนก็จะเพิ่มความเสี่ยงเป็น 10 เท่า)
  • เป็นผู้ที่สัมผัสกับยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าวัชพืช ดื่มน้ำจากบ่อ อาศัยอยู่ในเขตทุรกันดาร เพราะพบโรคนี้ได้มากในชาวนาชาวไร่ที่ดื่มน้ำจากบ่อ
  • เป็นผู้ที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ เช่น ในหญิงที่ตัดรังไข่และมดลูก ผู้หญิงวัยทองก่อนกำหนด ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูง แต่หากได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนก็จะช่วยลดการเกิดโรคนี้ได้
  • เคยได้รับอุบัติเหตุทางสมอง
  • นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ผู้ที่ขาดกรดโฟลิกจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคพาร์กินสัน

 

สาเหตุของโรคพาร์กินสัน

โรคนี้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับความชราภาพของสมอง ซึ่งพบว่าเซลล์สมองส่วนที่สร้างโดพามีน (Dopamine) ที่มีชื่อว่า “เซลล์ประสาทสีดำ” (Substantia nigra) ซึ่งเป็นสมองส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวที่อยู่ในส่วนลึกของก้านสมองมีการตายและลดจำนวนลง เป็นเหตุทำให้สมองพร่องสารโดพามีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย ทำให้ร่างกายเกิดอาการสั่น เกร็ง เคลื่อนไหวช้า และสูญเสียการทรงตัว (เซลล์สมองจะต้องตายไปแล้วประมาณ 60-80% จึงจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการขึ้นมา และการตายของเซลล์สมองมักจะดำเนินมาแล้วอย่างน้อย 4-10 ปี ก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีความผิดปกติทางการเคลื่อนไหว) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์สมองส่วนดังกล่าว จึงจัดว่าเป็นภาวะที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และไม่อาจพยากรณ์ได้ว่าใครบ้างจะป่วยเป็นโรคนี้เมื่อย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ

 

โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของสมอง เนื่องจากเซลล์สมองบริเวณส่วนลึกเบซอลแกงเกลีย และก้านสมองมิดเบรนในส่วนสับสแตนเชียไนกรามีความผิดปกติอย่างช้า ๆ ซึ่งเซลล์เหล่านี้มีส่วนในการสร้างสารสื่อประสาทที่ชื่อว่าโดพามีนซึ่งช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจึงมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวผิดปกติซึ่งเป็นอาการที่สำคัญของโรค

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคพาร์กินสัน

 

การรักษาทางยา

ยาที่ให้แม้จะไม่สามารถทำให้เซลล์สมองที่ตายไปแล้วฟื้นตัวกลับมาหรืองอกใหม่ทดแทนเซลล์เดิมได้ แต่ยาจะออกฤทธิ์โดยไปเพิ่มโดพามีนในสมองให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย แต่การใช้ยาต้องอาศัยความร่วมมือกับคนไข้ในการกินยาอย่างสม่ำเสมอ และต้องมีการปรับขนาดยาไม่ให้ยามากหรือน้อยเกินไป เพราะยาเหล่านี้มักจะมีผลข้างเคียงหากใช้ในขนาดไม่เหมาะสม รายละเอียดเรื่องการใช้ยาจะได้กล่าวในตอนต่อไป

การรักษาทางกายภาพบำบัด

เราต้องการให้ผู้ป่วยสามารถกลับคืนมาสู่การมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงเหมือนเดิมให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองได้ และมีความสุขทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย การรักษาทางกายภาพบำบัดจะช่วยได้ในการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องและสมส่วน ท่าเดิน นั่ง การทรงตัว ตลอดจนการออกกายบริหารและแก้ไขภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น หลังโกง ไหล่ติด ปวดหลัง ปวดเอว ปวดคอ ปวดขา เป็นต้น

 

โรคพาร์กินสัน
โรคพาร์กินสัน

 

การรักษาโดยการผ่าตัด

ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางประสาทศัลยกรรม มีวิธีใหม่ๆอย่างเช่น DBS (Deep Brain Stimulation) เป็นการผ่าตัดแบบใหม่ โดยอาศัยการฝังสายเพื่อกระตุ้นทางไฟฟ้าอย่างอ่อนในสมองส่วนที่เรียกว่า Globus Pallidus หรือ Subthalamic mucleus ส่งผลให้คนไข้ที่เคยมีอาการสั่น ให้กลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการวิจัยการปลูกถ่ายเซล (Transplantation) โดยผ่าตัดสมองโดยเอาเนื้อเยื่อจากต่อมหมวกไต หรือปมประสาทบริเวณคอไปปลูกเลี้ยงในโพรงสมองเพื่อให้เนื้อเยื่อเหล่านี้ สร้างสารเคมีโดพามีนขึ้นมาทดแทนส่วนที่สมองขาดไปได้ ผลดีของการรักษาวิธีนี้ คือ ผู้ป่วยอาจไม่ต้องกินยาหรือลดขนาดยาลงได้ เพราะยาส่วนใหญ่มีราคาแพง ส่วนผลแทรกซ้อนของการผ่าตัดก็มีมากเช่นกัน นิยมตัดในรายผู้ป่วยที่อายุน้อยและมีอาการไม่มากนัก และค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสูง

 

https://www.halsat.com

 

 

ขอบคุณที่มา

th.wikipedia.org
bumrungrad.com
haamor.com
medthai.com

 

เรื่องล่าสุด

เรื่องที่น่่าสนใจ