โรคแพนิค ลักษณะสาเหตุอาการและดูแลการรักษา 18 วิธีของโรคแพนิค

Share This:

โรคแพนิค

โรคแพนิค  แพนิก หรือ โรคตื่นตระหนก (Panic disorder)* หรือบ้างก็เรียกว่า “โรคหัวใจอ่อน”

โรคแพนิค คือ ภาวะวิตกกังวลหรือมีความรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันทีโดยไม่คาดคิดมาก่อน คือ อยู่ ๆ ก็เกิดขึ้นมาเองโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาการแต่ละครั้งจะเป็นอยู่เพียงไม่นานก็จะหายไป และอาการจะมีลักษณะกำเริบซ้ำ ๆ ได้อีกเป็นครั้งคราว จนทำให้ผู้ป่วยบางรายกลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคหัวใจหรือกลัวว่าจะเสียชีวิต ซึ่งความจริงแล้วโรคนี้ไม่ได้มีอันตราย และหากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่องก็จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข สำหรับ โรคแพนิค เวลามีอาการผู้ป่วยจะรู้สึกใจสั่นหัวใจเต้นแรง อึดอัด แน่นหน้าอก หายใจไม่ทัน หรือหายไม่เต็มอิ่ม ขาสั่น มือสั่น มือเย็น บางคนจะมีอาการวิงเวียนหรือมึนศีรษะ ท้องไส้ปั่นป่วน ขณะมีอาการผู้ป่วยมักจะรู้สึกกลัวด้วย

 

โรคแพนิค
โรคแพนิค

 

สาเหตุของโรคแพนิค

 

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าโรคนี้อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม เพราะพบว่าผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ยังอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางด้านจิตใจและด้านชีวภาพ

  • ปัจจัยทางด้านจิตใจ โดยเชื่อว่าความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการเลียนแบบมาจากพ่อแม่ที่มีอาการในลักษณะเดียวกับผู้ป่วย หรือเกิดจากการที่ผู้ป่วยเคยมีอาการแพนิคในขณะที่มีสิ่งกระตุ้นหรืออยู่ในสถานที่บางลักษณะ และเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นหรือสถานที่ลักษณะนั้นก็ทำให้อาการกำเริบขึ้นมา
  • ปัจจัยทางด้านชีวภาพ เพราะพบว่าระบบประสาทอัตโนมัติส่วนซิมพาเทติกของผู้ป่วยมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ หรือมีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ได้แก่ นอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine), เซโรโทนิน (Serotonin), กรดแกมมาอะมิโนบิวทีริก (Gamma-aminobutyric acid – GABA) หรืออาจเกิดจากสารเหนี่ยวนำต่าง ๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์เข้มข้น 5-35%, โซเดียมแล็กเทต (Sodium laclate), โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate), โยฮิมบิน (Yohimbin), เฟนฟลูรามีน (Fenfluramine), คาเฟอีน (Caffeine) เป็นต้น

 

 

โดยปกติแล้วเวลาที่คนเราตกใจร่างกายจะมีการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ทำให้ตกใจนั้นผ่านระบบของร่างกาย ที่สำคัญก็คือระบบประสาทอัตโนมัติ (Automatic nervous system; เป็นระบบที่ทำหน้ารักษาสมดุลให้ร่างกาย ซึ่งเราสั่งให้มันทำงานไม่ได้ เช่น เราจะสั่งให้หัวใจของเราเต้นเร็วขึ้นไม่ได้ จะสั่งให้เหงื่อออกเองไม่ได้ เป็นต้น แต่มันจะทำงานเองโดยอัตโนมัติเมื่อสิ่งแวดล้อมภายนอกเปลี่ยนแปลงไป) ซึ่งจะส่งผลทำให้หัวใจเต้นแรง หายใจเร็ว เหงื่อออก ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมที่สุดเพื่อที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้ตกใจต่าง ๆ (ทั้งสถานการณ์ที่ดีและไม่ดี) เพียงแต่ระบบที่ว่านี้จะทำงานเฉพาะเมื่อมีสิ่งที่มากระตุ้นเท่านั้น แต่ถ้าระบบนี้ทำงานขึ้นมาเองโดยที่ไม่มีสิ่งใดมากระตุ้นเลยนั่นคืออาการของโรคแพนิคครับ คือระบบประสาทอัตโนมัติไวเกินไปนั่นเอง (เปรียบเหมือนกับสัญญาณกันขโมยของรถยนต์ที่ไวเกิน แค่สุนัขปัสสาวะใส่ล้อ มีลมพัด หรือใบไม้หล่นใส่สัญญาก็ดังแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีการขโมยหรือถูกงัดแงะแต่อย่างใด ซึ่งระบบประสาทอัตโนมัติไวเกินก็เช่นกันครับ คือ ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรผิดปกติเกิดขึ้นเลย แต่ระบบก็ส่งสัญญาณไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานแล้ว เช่น สั่งให้หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว เหงื่อออก เป็นต้น)

ระบบประสาทอัตโนมัติจะทำงานได้จะต้องส่งผ่านเส้นประสาทจากสมองไปยังอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ ต่อมเหงื่อ โดยอาศัยสารสื่อประสาทเล็ก ๆ เป็นตัวส่งสัญญาณ ถ้าสารสื่อประสาทดังกล่าวอยู่ภาวะปกติ สมดุลดี ก็จะทำให้สัญญาณที่ส่งไปนั้นมีความถูกต้อง ไม่ผิดพลาด ไม่ไวเกิน และไม่ช้าเกินไป แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าสารสื่อประสาทดังกล่าวเกิดเสียสมดุลก็จะนำไปสู่การสั่งงานที่ผิดพลาด (หลายคนอาจจะเคยได้ยินแพทย์อธิบายว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคแพนิคนั้นเป็นเพราะสารสื่อประสาทหรือสารเคมีในสมองไม่สมดุลนั่นเอง) โดยสาเหตุที่ทำให้สารสื่อประสาทในสมองเสียสมดุลนั้นก็มีได้หลายสาเหตุ เช่น

  • พันธุกรรม การมีพ่อแม่พี่น้องหรือญาติสายตรงเป็นโรคแพนิค โอกาสที่ลูกหลายจะเป็นโรคนี้ก็มีมากกว่าคนทั่วไป
  • การใช้ยาบางชนิดหรือสารเสพติด ซึ่งจะไปทำให้สารสื่อประสาทในสมองเสียสมดุลไป
  • ประสบการณ์ในชีวิต เพราะมีการศึกษาวิจัยพบว่า คนที่เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตมาก่อน (โดยเฉพาะในวัยเด็ก) จะมีโอกาสเป็นโรคแพนิคได้มากกว่าคนที่ไม่เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้าย เช่น การสูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่วัยเด็ก การถูกทอดทิ้งในวัยเด็ก การถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ เหล่านี้อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการเสียสมดุลของสารสื่อประสาทในสมองได้ แต่ก็ต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไป

 

โรคแพนิค

 

อาการของโรคพานิค

 

ผู้ป่วยมักมีอาการเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงอายุประมาณ 17-30 ปี (โดยเฉลี่ยคือ 25 ปี) โดยจะมีอาการวิตกกังวลหรือรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงเกิดขึ้นมาอย่างฉับพลันทันทีทันใดโดยไม่คาดคิดมาก่อนและไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ (ชนิดที่ว่าอยู่ดี ๆ ก็เป็นขึ้นมาเอาดื้อ ๆ โดยที่ไม่มีสิ่งใดมากระตุ้น) และผู้ป่วยจะมีอาการแบบนี้กำเริบซ้ำได้อีกบ่อย ๆ บางรายอาจเป็น 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือบางรายที่เป็นมากก็อาจจะเป็นวันละหลาย ๆ ครั้ง จนอาจไม่สามารถนอนหลับได้ในตอนกลางคืน ซึ่งผลจากการที่มีอาการแบบนี้บ่อย ๆ จึงทำให้ผู้ป่วยหลายรายเกิดความวิตกกังวลตามมา เช่น กลัวว่าจะมีอาการขึ้นมาอีก หรือกลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคอะไรบางอย่าง เป็นต้น ซึ่งในแต่ละครั้งที่มีอาการผู้ป่วยจะมีอาการดังต่อไปนี้ตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป

  • ใจสั่น หัวใจเต้นแรงหรือเต้นเร็วเหมือนตีกลอง
  • มือสั่น หรือตัวสั่น
  • เหงื่อแตก
  • หายใจติดขัด หายใจไม่อิ่ม หรือแน่นในหน้าอก
  • เจ็บบริเวณหน้าอกหรือไม่สบายบริเวณหน้าอก
  • คลื่นไส้ ไม่สบายท้องหรือปั่นป่วนในท้อง
  • รู้สึกมึนงง วิงเวียนศีรษะ โคลงเคลง หรือรู้สึกว่าตัวเองแปลกไป
  • รู้สึกมึนชาหรือปวดเสียวตามตัว
  • รู้สึกหนาวสั่น หรือร้อนวูบวาบไปทั้งตัว
  • กลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือกลัวว่าตัวเองจะเป็นบ้า
  • กลัวว่าจะเสียชีวิต

ทั้งนี้ อาการที่เกิดขึ้นจะไม่สัมพันธ์กับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใด ๆ และไม่เกี่ยวข้องกับโรคทางกายหรือการใช้ยาหรือสารใด ๆ โดยอาจจะเกิดขึ้นในขณะที่อยู่ในบ้าน หรืออยู่นอกบ้านตามลำพังหรืออยู่กับผู้อื่นก็ได้

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคแพนิค

 

ผู้ป่วยมักมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมซึ่งเป็นผลมาจากอาการดังกล่าวจนทำให้มีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้ เช่น ไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่กล้าอยู่คนเดียวหรือไปไหนมาไหนเพียงคนเดียว หรือไม่กล้าทำกิจกรรมบางอย่างหรือไปในสถานที่ที่เคยเกิดอาการ (ผู้ป่วยอาจจะเชื่อมโยงอาการกับสถานที่หรือกิจกรรมบางอย่าง) ยกตัวอย่างเช่น บางคนไม่กล้าที่จะออกไปไหนเพียงคนเดียว อาจเป็นเพราะเคยมีอาการกำเริบตอนออกไปนอกบ้านแล้วไม่มีใครช่วย จึงกลัวว่าหากอาการกำเริบขึ้นมาอีกจะไม่มีใครช่วยเหลือ หรือบางคนไม่กล้าที่จะนั่งรถหรือขับรถ เพราะครั้งแรกที่มีอาการแพนิคเป็นตอนที่นั่งรถหรือขับรถอยู่พอดี เป็นต้น

ในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการกำเริบ อาจตรวจพบชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง หายใจเร็วเล็กน้อย มือสั่น หรือมีกลุ่มอาการระบายลมหายใจเกิน (Hyperventilation syndrome – HVS)

เป็นโรคแพนิคแล้วจะมีโอกาสเป็นบ้าหรือไม่ ?

ยังไม่ค่อยพบว่าคนที่เป็นโรคแพนิคแล้วจะกลายเป็นโรคจิตเภทในภายหลัง แต่อาจจะพบภาวะอื่น ๆ ตามมมาได้ เช่น

  • ภาวะอะโกราโฟเบีย (Agoraphobia) หรืออาการกลัวที่จะต้องอยู่ในที่ที่ไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือได้เมื่อมีอาการกำเริบ จึงทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าอยู่คนเดียว ไม่กล้าที่จะไปไหนมาไหนเพียงคนเดียว เพราะถ้าจู่ ๆ ถ้าเกิดมีอาการกำเริบขึ้นมาจะไม่มีใครช่วย
  • ภาวะซึมเศร้า หลังจากที่ผู้ป่วยมีอาการและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หรือตรวจมาหลายที่แล้วก็ยังไม่พบสาเหตุ (ผู้ป่วยคิดว่าตัวเองผิดปกติแน่แต่ตรวจไม่พบ) จึงอาจทำให้ผู้ป่วยเริ่มรู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่าย ยิ่งบางรายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวด้วยแล้วก็จะยิ่งวิตกกังวลว่าจะไม่มีคนช่วยดูแลครอบครัว จึงทำให้มีอาการหนักมากขึ้นไปอีก บางรายอาจถึงขั้นคิดอยากฆ่าตัวตาย รวมทั้งจะพาครอบครัวตายไปด้วยกันทั้งหมดก็มี

 

ภาวะแทรกซ้อนของโรคแพนิค

  • ในรายที่มีอาการกำเริบบ่อย อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ทำให้ความสามารถในการประกอบอาชีพลดลง ผู้ป่วยอาจคิดว่าตนเองจะเป็นอะไรไปจึงทำให้ต้องไปพบแพทย์บ่อย ๆ ความสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิดอาจเกิดความตึงเครียด ท้ายสุดผู้ป่วยก็จะแยกตัวเองออกจากผู้อื่นและไม่กล้าออกจากบ้าน หรืออย่างบางรายถ้าเป็นหนักมากก็อาจส่งผลต่อหน้าที่การงาน ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามที่ควรจะเป็น และอาจต้องหยุดงานบ่อย ๆ หรือหยุดงานทีเป็นเดือน ๆ เนื่องจากมีอาการกำเริบทุกวัน และถ้าเป็นในเด็กอาจมีผลต่อการพัฒนาการ การเรียนหนังสือ และการเข้าสังคมได้ เป็นต้น
  • เนื่องจากอาการที่กำเริบมักเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดมาก่อนและไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ จึงอาจทำให้เป็นอันตรายทางอ้อมได้หากเกิดขึ้นในขณะที่กำลังขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรอยู่
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคแพนิคจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า (Major depressive disorder – MDD) การฆ่าตัวตาย การติดแอลกอฮอล์ การติดยาหรือเสพติด
  • ผู้ป่วยบางรายอาจมีโรคย้ำคิดย้ำทำร่วมด้วย

การวินิจฉัยโรคแพนิค

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากอาการที่แสดงเป็นหลัก ส่วนในรายที่แพทย์ไม่แน่ใจ อาจต้องส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติมเพื่อแยกจากโรคทางกายต่าง ๆ เช่น การตรวจเลือด ตรวจเอกซเรย์ ตรวจคลื่นหัวใจ เป็นต้น

เนื่องจากอาการที่เด่นชัดของโรคแพนิคนี้มีอยู่ด้วยกันหลายอย่างประกอบกัน ในครั้งแรก ๆ ที่เป็น ผู้ป่วยจึงมักถูกพาไปห้องฉุกเฉินเพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตาย แต่พอไปถึงโรงพยาบาลกลับพบว่าอาการดังกล่าวได้หายไปแล้ว เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมที่จำเป็นทุกอย่างก็ไม่พบว่ามีความผิดปกติอะไร หัวใจยังเต้นเป็นปกติดี ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยและสร้างความสงสัยให้แก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมากว่าอาการหนักเกือบตายขนาดนี้ ทำไมแพทย์ตรวจไม่เจออะไร และพอกลับบ้านมาได้ไม่กี่วันก็มีอาการแบบเดิมเกิดขึ้นอีก ซึ่งในครั้งที่ 2-3 ที่เกิดอาการ แพทย์ก็ยังตรวจไม่เจอความผิดปกติอีก คราวนี้ผู้ป่วยก็มักจะเริ่มสับสนและกลัวมากขึ้นว่าตัวเองเป็นโรคอะไรกันแน่ เพราะมาตรวจหลายครั้งก็ปกติทุกครั้ง แล้วอาจได้รับวิตามินและ/หรือยากล่อมประสาทมารับประทาน แต่หากแพทย์ทราบว่านี่คือโรคแพนิคก็จะแนะนำให้ผู้ป่วยไปพบจิตแพทย์ซึ่งเป็นหมอที่เชี่ยวชาญในการรักษาโรคนี้ครับ

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคแพนิค

 

การรักษาโรคแพนิคควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช โดยที่การรักษาจะใช้การผสมผสานระหว่างการให้ยาเพื่อลดอาการแพนิค และให้ยาเพื่อคุมอาการในกรณีที่มีอาการมาก ร่วมกับการรักษาทางจิตสังคม เช่นการทำพฤติกรรมบำบัด การผึกการผ่อนคลาย หรือการทำจิตบำบัด นอกจากนี้ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจรักษาภาวะทางกายหรือจิตเวชอื่น ๆ ที่อาจจะพบร่วมกับโรคแพนิคได้ เช่นโรคหัวใจ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลชนิดอื่น ๆ รวมทั้งการติดสุราหรือสารเสพติดอื่น ๆ
เมื่อรักษาด้วยยาคุมอาการ อาจจะมีความจำเป็นต้องรับประทานยาต่อเนื่องหลายเดือนขึ้นอยู่กับอาการและการตอบสนองต่อยา ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหยุดยาได้ในที่สุดแต่บางส่วนจะมีอาการกลับมาเป็นซ้ำอีกโดยเฉพาะเมื่อมีภาวะเครียดเกิดขึ้น

ถ้ามีโรคแพนิคจะดูแลตนเองอย่างไร?
– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คนไข้อาจไม่กล้าทำ เพราะคิดว่าจะยิ่งทำให้ใจสั่นเวลาเหนื่อย แต่ที่จริงแล้วการออกกำลังกลับทำให้ระบบหัวใจ และปอดทำงานสมดุลขึ้น
– พักผ่อนอย่างเพียงพอและมีสุขลักษณะการนอนที่ดี หากอดนอนโรคจะกำเริบง่าย
– งดใช้คาเฟอีน (ชา กาแฟ ชาเขียว เครื่องดื่มชุกำลัง) สุรา และสารเสพติด เพราะอาจมีฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดแพนิค
– การผึกการผ่อนคลายด้วยวิธีเหล่านี้ โดยต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอและใช้เวลาอย่างน้อยครั้งละ 15-20 นาที
– การฝึกหายใจเข้าออกช้า ๆ
– การฝึกสมาธิ หรือเดินจงกรม
– การฝึกจินตนาการเพื่อการผ่อนคลาย โดยอาจใช้ฟังเพลงช่วย
– การผึกโยคะ ไทเก็ก หรือการออกกำลังที่ประสานร่างกายและจิตใจ
– การได้ปรึกษาหรือระบายปัญหากับผู้ที่ตนไว้ใจหรือศรัทธา หรือใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิต
– การจัดการกับความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่นศึกษาธรรมะ หรือทำงานอดิเรกที่ผ่อนคลาย
– ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา และแจ้งให้แพทย์ทราบเมื่อมีอาการเกิดขึ้นหลังจากใช้ยา
– เวลาเป็นแพนิค อย่าเพิ่งตกใจ อย่าคิดต่อเนื่องไปว่าจะป่วยหนักหรือจะหัวใจวายตาย เพราะจะยิ่งทำให้เครียดและ ยิ่งเป็นมากขึ้น ให้นั่งพักและรออาการสงบไป ซึ่งจะหายไปเองเหมือนครั้งก่อนๆที่เคยเป็น หรือรับประทานยาที่แพทย์ให้ไว้ใช้เวลาที่เกิดอาการแล้วพักสักครู่รอยาออกฤทธิ์ ขอให้มั่นใจว่าไม่เคยมีใครตายจากโรคแพนิค มีแต่คนที่เป็นแล้วคิดมากจนไม่มีความสุข เลยไม่หายและยิ่งเป็นบ่อยๆ

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

ยารักษาโรคแพนิค

ยาที่ใช้รักษา โรคแพนิค จะมี 2 กลุ่ม คือ

1. ยาป้องกัน เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้า ปรับยาครั้งหนึ่งต้องรอ 2-3 สัปดาห์ จึงจะเริ่มเห็นผลคืออาการแพนิคจะห่างลง และเมื่อเป็นขึ้นมาอาการก็จะเบาลงด้วย เมื่อยาออกฤทธิ์เต็มที่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแพนิคเกิดขึ้นเลย ยากลุ่มนี้จะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าบางตัว เช่น เล็กซาโปร (lexapro) โปรแซก (prozac) โซลอฟ (zoloft) ยากลุ่มนี้ไม่ทำให้เกิดการติดยาและสามารถหยุดยาได้เมื่อโรคหาย ในการรักษาด้วยยาเราจะจ่ายทั้งยาป้องกันและยาแก้

เพราะในช่วงแรก ๆ ยาป้องกันยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจะยังมีอาการจึงยังต้องใช้ยาแก้อยู่ เมื่อยาป้องกันเริ่มออกฤทธิ์ผู้ป่วยจะกินยาแก้น้อยลงเอง แพทย์จะค่อยๆเพิ่มยาป้องกันจนผู้ป่วย “หายสนิท” คือไม่มีอาการเลย แล้วให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อไปเป็นเวลา 8-12 เดือน หลังจากนั้นจะให้ผู้ป่วยค่อยๆ หยุดยา ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการกลับมาอีก แต่ก็มีบางรายที่มีอาการอีกเมื่อลดยาลง ในกรณีแบบนี้เราจะเพิ่มยากลับขึ้นไปใหม่แล้วค่อย ๆ ลดยาลงช้า ๆ

2. ยาแก้ เป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็ว ใช้เฉพาะเมื่อเกิดอาการขึ้นมา เป็นทีกินที กินแล้วหายเร็ว ได้แก่ยาที่คนทั่วไปรู้จักกันในนามของยา “กล่อมประสาท” หรือยา “คลายกังวล” เช่น แวเลี่ยม (valium) แซแนก (xanax) อะติแวน (ativan) ยาประเภทนี้มีความปลอดภัยสูง (แปลว่าไม่มีพิษ ไม่ทำลายตับ ไม่ทำลายไต) แต่ถ้ารับประทาน ติดต่อกันนานๆ (2-3 สัปดาห์ขึ้นไป) จะเกิดการติดยาและเลิกยากและเมื่อหยุดยากระทันหันจะเกิดอาการขาดยา ซึ่งจะมีอาการเหมือนอาการแพนิค ทำให้แยกแยะไม่ได้ว่าหายหรือยัง ดังนั้นแพทย์จะเน้นกับผู้ป่วยว่าให้กินเฉพาะเมื่อมีอาการเท่านั้น ยังไม่เป็นห้ามกิน รอให้เริ่มมีอาการแล้วค่อยกินก็ทันเพราะมันออกฤทธิ์เร็ว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคแพนิค

 

วิธีรักษาโรคแพนิค

1.) ถ้าผู้ป่วยมีอาการเข้าได้กับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคนี้ และแพทย์มั่นใจว่าผู้ป่วยไม่มีโรคทางกายอย่างอื่น (เช่น โรคหัวใจ คอพอกเป็นพิษ) แพทย์จะให้การรักษาดังนี้

  • การให้ยาแก้ซึมเศร้า (Antidepressant drugs) ในกลุ่ม Selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคนี้ เพราะช่วยปรับสมดุลการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองได้ แต่ต้องใช้อย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด ได้แก่ ยาฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) ที่มีชื่อทางการค้า เช่น โปรแซก (Prozac) ซึ่งแพทย์จะเริ่มต้นให้ผู้ป่วยรับประทานยานี้ในขนาดวันละ 10 มิลลิกรัมก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มขนาดของยาขึ้นทุกสัปดาห์จนถึงขนาดวันละ 20-40 มิลลิกรัม โดยให้ผู้ป่วยรับประทานยานี้หลังอาหารเช้าวันละ 1 ครั้ง
    • ยาในกลุ่ม SRRIs นี้ นอกจากยาที่แพทย์นิยมใช้อย่างฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) แล้ว ยังมียาเซอร์ทราลีน (Sertraline) ที่มีชื่อทางการค้า เช่น โซลอฟท์ (Zoloft) และยาพาร็อกซีทีน (Paroxetine) ที่มีชื่อทางการค้า เช่น พาซิล (Paxil) อีกด้วยครับ
    • เนื่องจากยากลุ่มนี้เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้าผู้ป่วยจึงต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์จึงจะเริ่มเห็นผล ซึ่งผลที่ได้คือการเกิดอาการแพนิคจะห่างลงเรื่อย ๆ และอาการที่เกิดจะเบาลงเรื่อย ๆ รวมทั้งช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ จึงทำให้ผู้ป่วยมีความจำเป็นที่จะต้องรับประทานยากล่อมประสาทน้อยลงเรื่อย ๆ และค่อย ๆ หยุดยากล่อมประสาทได้ในที่สุด
    • ในช่วงอาทิตย์แรก ๆ จะยังไม่เห็นผลชัดเจนมากนัก แพทย์จึงมักให้รับประทานยากล่อมประสาทเพื่อลดอาการไปด้วย
  • การให้ยากล่อมประสาท/ยาคลายเครียด (Transquilizer drugs) ในกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodizepine) เช่น อัลปราโซแลม (Alprazolam), ลอราซีแพม (Lorazepam), ไดอะซีแพม (Diazepam), คลอราซีเพท (Clorazepate), คลอนาซีแพม (Clonazepam) เป็นต้น โดยยาที่แพทย์นิยมใช้ คือ ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) โดยจะให้ผู้ป่วยรับประทานยานี้ในขนาดวันละ 2-4 มิลลิกรัม แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง
    • ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการที่ออกฤทธิ์เร็วและสามารถระงับอาการแพนิคที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว (แต่เมื่อยาหมดฤทธิ์ผู้ป่วยอาจเกิดอาการแพนิคขึ้นมาได้อีก)
    • โดยมากแพทย์มักจะให้รับประทานยากล่อมประสาทในช่วงระยะแรก ๆ ที่ผู้ป่วยมารับการรักษา เนื่องจากยาแก้ซึมเศร้า (ที่ออกฤทธิ์ช้า) ยังออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ และใช้รับประทานเวลาที่มีอาการแพนิค (ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจขัด และอื่น ๆ) ซึ่งเมื่อรับประทานแล้วจะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ลงได้และทำให้อาการหายไป (พูดง่าย ๆ ก็คือยากลุ่มนี้จะเน้นใช้เฉพาะเมื่อมีอาการ ถ้าไม่มีอาการก็ไม่จำเป็นต้องใช้)

แพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาทั้ง 2 กลุ่มนี้ร่วมกันตั้งแต่แรก ถ้าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นให้รับประทานติดต่อกันนาน 4-6 สัปดาห์ แล้วจึงค่อย ๆ ลดยากล่อมประสาทลงจนเหลือแต่ยาแก้ซึมเศร้าเพียงอย่างเดียว (ปัญหาที่สำคัญของยากล่อมประสาทคือสามารถทำให้เกิดการเสพติดได้ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ควรใช้ยานี้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำเท่านั้น) และเมื่อควบคุมอาการได้ดีแล้ว ให้คงยาแก้ซึมเศร้าต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 12 เดือน แล้วจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลงจนหยุดยาได้ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-6 เดือน ทั้งนี้เพื่อป้องกันอาการแพนิคกำเริบ (เพราะจากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่หยุดยาเร็วก่อนครบกำหนด มักจะมีอาการกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย)

 

โรคแพนิค
โรคแพนิค

 

อาการหลักของโรคนี้ ได้แก่ อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงหรือที่เรียกว่าอาการแพนิค ที่เกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้ง โดยมากจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ และจะมีอาการอยู่สั้นๆประมาณ 5-10นาทีไม่นานเกิน 30 นาที ทำให้ผู้ป่วยกลัวที่จะเกิดอาการซ้ำอีก กังวลกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากอาการ หรือกลัวเกิดอาการซ้ำในที่สาธารณะจนหลีกเลี่ยงการออกไปไหนมาไหน จึงมีผลรบกวนกับชีวิตประจำวันในด้านต่าง ๆ
อาการของแพนิคมีได้หลาย ๆ อย่าง ได้แก่ ใจสั่น เหงื่อแตก มือเท้าชา หายใจไม่อิ่มหรือรู้สึกมีก้อนจุกที่คอ แน่นหน้าอก เวียนหัว คลื่นไส้ มวนท้อง มีความรู้สึกภายในแปลกๆ เช่น รู้สึกมึนงงคล้ายจะเป็นลม รู้สึกเหมือนกำลังจะตาย รู้สึกหวิวๆ ลอยๆ คล้ายอยู่ในฝัน โดยที่จะมีอาการหลาย ๆ อย่างดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน แต่ไม่จำเป็นต้องมีทุกอาการ
โรคแพนิคเกิดจากอะไร
สาเหตุการเกิดโรคแพนิคนั้นมีสมมติฐานที่อธิบายหลายอย่าง ประกอบด้วยสาเหตุทางพันธุกรรม ความไม่สมดุลย์ของสารเคมีในสมอง การเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจในอดีต รวมทั้งความเครียดในปัจจุบัน  ทำให้เกิดสัญญาณหลอก (false alarm) ราวกับว่าร่างกายกำลังเผชิญหน้ากับอันตราย ร่างกายจึงหลั่งสารเคมีและฮอร์โมนบางตัวออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติทำให้เกิดอาการดังกล่าว

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคทางกายจริงๆหรือเป็นแพนิค
เนื่องจากอาการหลาย ๆ อย่างของโรคแพนิคนั้นสามารถเกิดได้จากโรคทางกายอื่น ๆ เช่นอาการแน่นหน้าอกจากโรคหัวใจหรือโรคปอด อาการใจสั่นหน้ามืดจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือเกิดจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด รวมทั้งยาเสพติดและคาเฟอีน ดังนั้นเมื่อเกิดอาการขึ้นเป็นครั้งแรก หรือเมื่อไม่แน่ใจในสาเหตุของอาการ ควรพบแพทย์เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยให้ถูกต้องก่อนว่าอาการไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น และถ้าไม่แน่ใจหรืออาการเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจต้องมาพบแพทย์ที่หน่วยฉุกเฉินเพื่อตรวจรักษา

 

https://www.halsat.com

 

 

ขอบคุณที่มา

th.wikipedia.org
cumentalhealth.com
medthai.com

เรื่องที่น่าสนใจ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง